สมาชิกYSF จะได้รับการอบรมให้เป็นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่

(StartUp) เรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนการผลิต ลดความเสี่ยงทางธุรกิจด้วยนวัตกรรม ได้แก่ ระบบ IoT(internet of Things) นวัตกรรม Smart Farm ระบบ Digital Market การพัฒนาสินค้าเกษตรได้รับรองมาตรฐานสากล Go to Global เพื่อยกระดับผู้ประกอบการรุ่นใหม่สู่สากล

คุณหมู ได้นำหลักการทำเกษตรยุคใหม่ มาปรับใช้ในการปลูกพืช เช่นการปลูกผักยกแคร่ ที่มีความสูง 1 เมตร จากพื้นดิน หลังคามุงด้วยพลาสติกหนาใส ข้อดีของการปลูกผักบนแคร่ในโรงเรือน คือ ลดปัญหาโรคแมลงศัตรูพืชและหนีปัญหาวัชพืช สามารถปลูกผักได้ตลอดทั้งปี สะดวกในการทำ ไม่ต้องก้มๆ เงยๆ ให้ปวดหลัง

คุณหมูเพาะต้นกล้าผักที่เติบโตแข็งแรงก่อน จึงค่อยย้ายมาปลูกบนแคร่ การปลูกผักยกแคร่ ช่วยระบายอากาศและความร้อนได้ดี ประหยัดน้ำและปุ๋ย นอกจากนี้ ยังปลูกผักสลับชนิดในแต่ละโรงเรือน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืช

นอกจากนี้ยังใช้นโยบายตลาดนำการผลิตเพื่อให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพมาตรฐาน เป็นที่ต้องการของตลาด คุณหมูเลือกปลูกผักที่ลูกค้าชอบมากที่สุดก่อน จึงค่อยปลูกผักชนิดอื่นรองลงมา เน้นปลูกผักในกระถางตั้งไว้ในโรงเรือนเพื่อให้สะดวกต่อการเคลื่อนสินค้าไปจัดแสดงหรือจำหน่ายในพื้นที่ต่างๆ แล้ว ยังช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าอีกด้วย แทนที่จะตัดผักสดขายทีละต้น ในราคา ต้นละ 25 บาท ก็ใช้วิธีขายแบบยกกระถาง ในราคา 3 ต้น 100 บาทแทน ช่วยเพิ่มโอกาสขายสินค้าได้มากขึ้น

ปัจจุบัน คุณหมู ทำเกษตรผสมผสานระบบเกษตรอินทรีย์ สร้างเม็ดเงิน 1 ไร่ ได้หลายแสน จากกิจกรรมปลูกผัก เลี้ยงสัตว์และประมง ในพื้นที่ 3 ไร่ สินค้าขายดีที่ได้รับความนิยมสูงคือ กลุ่มพืชผักผลไม้เพื่อสุขภาพ ประเภทผักอินทรีย์ และมะเขือเทศเชอร์รี่ ที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคเข้าเก็บผลและเลือกซื้อผลผลิตได้ภายในสวน

คุณหมู แบ่งพื้นที่เลี้ยงเป็ด ไก่พื้นบ้าน เช่น ไก่ดำภูพาน ไก่คอล่อน ไก่อินโดฯ ไก่ต๊อก ขุดสระเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้สอยตลอดทั้งปี เลี้ยงกุ้งก้ามแดงในตะกร้า และเลี้ยงปลา แบบเกื้อกูลกัน โดยกุ้งกินขี้ปลาเป็นอาหาร ปลูกต้นมัลเบอร์รี่หรือหม่อนผลสดปลูกใส่กระถาง คุณหมู บอกว่า เทคนิคที่ช่วยให้ผลมัลเบอร์รี่มีขนาดใหญ่ คือ ต้องเด็ดใบบ่อยๆ จะกระตุ้นให้ต้นหม่อนติดลูกดก ขนาดผลใหญ่ เวลานักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียมาชมสวน มักจะประทับใจกับมัลเบอร์รี่ที่ติดผลดกรอบต้น นิยมซื้อกลับไปปลูกต่อที่บ้าน ในราคา กระถางละ 700 บาท

อดีตวิศวกร ผันตัวสู่ผู้นำเกษตร

มนุษยสัมพันธ์ดี ทำงานเก่งในเส้นทางอาชีพเกษตรกรรม ทำให้คุณหมูได้รับความไว้วางใจจากเพื่อนสมาชิก YFS ให้ทำหน้าที่เป็นประธานเกษตรกรรุ่นใหม่ จังหวัดสงขลา (Young Smart Farmer Songkhla : YFS Songkhla) ก่อนจะก้าวมารับตำแหน่ง ประธานเกษตรกรรุ่นใหม่ของประเทศไทย (Young Smart Farmer Thailand) จนถึงทุกวันนี้

คุณหมู ทำงานเป็น “จิตอาสาเกษตรกร” ควักเงินทุนส่วนตัวจัดตั้งศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ จังหวัดสงขลา โดยมุ่งหวังให้เป็นอีกหนึ่งกลไกขับเคลื่อนการปฏิรูปการเกษตรทุกมิติโดยภาคประชาชน เพราะคุณหมูมองว่า Young Smart Farmer คือ อนาคตของเกษตรกรไทยนั่นเอง สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องการสร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สนับสนุนงบประมาณก่อตั้งศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ทั่วประเทศ แห่งละ 50,000 บาท เพื่อให้ ยุวเกษตรกร เกษตรกรรุ่นใหม่ และผู้ที่สนใจอาชีพเกษตรกรรมได้ใช้เป็นที่ฝึกปฏิบัติจริงในแปลงเรียนรู้ เป็นแหล่งเชื่อมโยง young smart farmer ต้นแบบ เสมือนแหล่งถ่ายทอดความรู้เฉพาะด้านทุกสาขาการเกษตร สามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เทคโนโลยีสมัยใหม่ นวัตกรรม หลักการธุรกิจเกษตร การผลิต การแปรรูป และการตลาด ตลอดห่วงโซ่อุปทาน

กล่าวได้ว่า จังหวัดสงขลา นับเป็นต้นแบบของการเปิดตัวศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่แห่งแรกในประเทศไทย เมื่อปี 2561 โดยศูนย์แห่งนี้ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงการทำงานของเครือข่าย YSF ในแต่ละพื้นที่ ตั้งแต่ระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล เน้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและนวัตกรรมเกษตรที่ทันสมัย รวมทั้งใช้นโยบายตลาดนำการผลิต ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค

ปัจจุบัน ศูนย์แห่งนี้ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานในพื้นที่ เช่น สำนักงานเกษตรจังหวัดสงขลา กอ.รมน. จังหวัดสงขลา กศน. ตำบลเขารูปช้าง เครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่จังหวัดสงขลา YSF Songkhla มาร่วมกันปรับภูมิทัศน์ภายในศูนย์บ่มเพาะฯ แห่งนี้ ภายใต้โครงการการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ Young Smart Farmer ตามรอยศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน และจิตอาสาเกษตรกร เพื่อส่งเสริมให้ศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ถ่ายทอดแนวความคิดพัฒนาอาชีพตามศาสตร์พระราชาของในหลวง รัชกาลที่ 9 ทุกแขนงวิชาให้กับเกษตรกรและบุคคลทั่วไป

ภายในศูนย์บ่มเพาะฯ แห่งนี้ ประกอบด้วยแปลงการเกษตร ใช้เป็นสถานที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้กิจกรรมการเกษตรสมัยใหม่ การแปรรูปสินค้าเกษตร การท่องเที่ยวเชิงเกษตร เป็นสถานที่เจรจาธุรกิจสำหรับเกษตรกรรุ่นใหม่ และจัดแสดงสินค้า (Show Room) ของเกษตรกรรุ่นใหม่ ผู้สนใจสามารถแวะชมศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่จังหวัดสงขลา ที่มีรูปแบบทันสมัยได้ ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2563 นี้เป็นต้นไป ณ พื้นที่หมู่ที่ 8 ซอยมาระเสนา 2 ตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา เบอร์โทร

ช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ ถือเป็นยุคเฟื่องฟูของวงการเกษตรของไทย ผู้คนรุ่นใหม่หันมาให้ความสนใจ ยอมที่จะลาออกจากงานประจำเพื่อมาทำเกษตรเป็นจำนวนมากซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดี แต่ถ้าคิดในอีกแง่มุมหนึ่ง คือยิ่งมีผู้ผลิตมากขึ้นเท่าไร อัตราสินค้าล้นตลาดก็มีเพิ่มขึ้นเท่านั้น หากเกษตรกรวางแผนกระจายสินค้าได้ไม่ดี จะส่งผลไปถึงรายได้ที่ลดลง ผลผลิตเน่าเสียโดยเปล่าประโยชน์ จะดีกว่าหรือไม่หากเกษตรกรไทยหันมาใส่ใจในด้านของการแปรรูปผลิตภัณฑ์กันมากขึ้น ถือเป็นการสร้างมูลค่าให้กับสินค้า และเพิ่มช่องทางการตลาดได้อีกหนึ่งช่องทาง และนับเป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่ง เพราะในปัจจุบันเทคโนโลยีการแปรรูปก้าวล้ำทันสมัย เกษตรกรจับต้องได้ง่ายกว่าเมื่อก่อน รวมถึงทางหน่วยงานราชการ หรือศูนย์วิจัยของมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็มีบทบาทเข้ามาช่วยในด้านการวิจัย ออกแบบแพ็กเกจจิ้ง รวมถึงช่วยเรื่องการตลาด รอเพียงเกษตรกรเดินเข้าไปหาเท่านั้น

คุณทวี ศรีเกตุ อดีตนักการเมืองท้องถิ่น ผันตัวเป็นเกษตรกร อยู่บ้านเลขที่ 16/1 หมู่ที่ 5 ตำบลคลองกระบือ อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เล่าว่า ก่อนที่จะผันตัวมาเป็นเกษตรกร เคยเป็นนักการเมืองท้องถิ่น ของอำเภอปากพนังมาก่อน ซึ่งในระหว่างทำงานเป็นนักการเมืองก็มีอาชีพเสริมเลี้ยงสัตว์ควบคู่กันไป แต่สุดท้ายไปต่อไม่รอดด้วยหลายปัจจัย จึงคิดมองหาวิธีที่จะทำให้พื้นที่มรดกที่คุณพ่อคุณแม่ทิ้งไว้ให้เกิดประโยชน์ ในตอนแรกมีความคิดที่จะปลูกส้มโอทับทิมสยาม แต่ก็ยังมีความรู้ไม่พอ ประกอบกับการปลูกส้มโอต้องใช้เงินทุนมาก จึงมองหาพืชตัวอื่นแทนแล้วฉุกคิดขึ้นได้ว่าทำไมไม่ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีอยู่มาทำให้เกิดประโยชน์

รู้จักทุเรียนเทศ ผลไม้ประจำถิ่น
ในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง
ทุเรียนเทศ เป็นพืชในวงศ์เดียวกับน้อยหน่า โครงสร้างภายในทั้งเนื้อ เมล็ด คล้ายน้อยหน่า แต่ลักษณะภายนอกมีหนามคล้ายทุเรียน รสชาติเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของที่ปากพนังคือ หวานอมเปรี้ยว ถ้าปลูกจากแหล่งอื่นจะมีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน ทนแล้ง ทนน้ำ โดยในช่วงฤดูน้ำหลากของทุกปีน้ำท่วมจะท่วมนาน 2-3 เดือน ผลไม้ชนิดอื่นจะตายหมด เหลือแค่ทุเรียนเทศที่อยู่รอด แถมยังให้ผลผลิตดก คนภาคใต้จึงเรียกว่าทุเรียนน้ำเป็นภาษาถิ่น

คุณทวี บอกว่า ทุเรียนเทศถือเป็นไม้ผลประจำถิ่นในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง เห็นมาตั้งแต่สมัยเด็ก ปลูกกันมานานตั้งแต่สมัยรุ่นปู่รุ่นย่า สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง รับประทานเป็นผลสดก็ได้ หรือนำมาทำเป็นสมุนไพรพอกหน้า บำรุงผมก็ดี บวกกับวิวัฒนาการด้านราคาดีขึ้นเป็นลำดับ

“เปรียบเทียบกับสมัยก่อนคุณแม่นำผลสดไปขายที่ตลาดราคาลูกละ 25 สตางค์ แต่ปัจจุบันราคาขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 70-80 บาท จึงคิดว่าน่าจะทำให้เป็นไม้เชิงเศรษฐกิจได้”

เริ่มปลูก 3 ไร่ พัฒนาเป็นวิสาหกิจชุมชน
ขยายพื้นที่ปลูก 30 กว่าไร่
เจ้าของบอกว่า เริ่มปลูกทุเรียนเทศจาก 3 ไร่ ต่อมาอีก 2 ปี จึงมีการตั้งชื่อสวนว่า “ไร่ทรัพย์ทวี” จุดประสงค์เพื่อให้ไร่ทรัพย์ทวีเป็นเหมือนตัวแทนของผู้ที่สนใจและอยากศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับทุเรียนเทศมาทำไม้ผลเชิงเศรษฐกิจมารวมตัวกันที่นี่ จากมีพื้นที่ปลูกของตัวเองเพียง 3 ไร่ ใช้ระยะเวลา 5-6 ปี ขยายสู่วิสาหกิจชุมชนมีสมาชิก 16 ราย มีพื้นที่การปลูกรวมทั้งหมด 30 กว่าไร่ ซึ่งพันธุ์ที่นำมาปลูกก็เป็นพันธุ์พื้นถิ่นในลุ่มน้ำปากพนัง เป็นพันธุ์ที่อยู่ตามรอบรั้วบ้านเมื่อรับประทานผลเสร็จจะนำเอาเมล็ดมาเพาะขยายพันธุ์ต่อ

วิธีการปลูก ทุเรียนเทศเป็นไม้ผลขนาดกลาง ปลูกง่าย และสามารถปลูกได้ในทุกพื้นที่ ใช้เมล็ดในการขยายพันธุ์ เมื่อเมล็ดงอกได้ประมาณ 30 เซนติเมตร นำมาลงแปลงปลูกในระยะ 3×3 3×4 3×5 เมตร ตามความเหมาะสมของพื้นที่

การดูแล ตั้งแต่เริ่มปลูกจะไม่ใช้สารเคมีในการดูแล แต่จะใช้ปุ๋ยหมักที่ทำเองจากมูลไส้เดือนแทน ประมาณ 3 ปี ทุเรียนเทศจะเริ่มออกดอก 3 ปีครึ่ง ถึง 4 ปี เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ หลังจากนั้น เก็บได้นานอีกหลายสิบปี ยกตัวอย่างต้นทุเรียนเทศที่บ้านปลูกตั้งแต่สมัยคุณยาย อายุต้นนานถึง 80 ปี ก็ยังให้ผลผลิตอยู่

การรดน้ำ ทุเรียนเทศเป็นพืชที่ชอบน้ำ แต่ในขณะเดียวกันก็ทนแล้ง จึงไม่ต้องกังวลว่าต้องให้น้ำทุกวัน 1 อาทิตย์ รดน้ำเพียง 1-2 ครั้งก็พอ

โรคแมลง ตอนช่วงต้นเล็กๆ จำเป็นต้องดูแลเป็นพิเศษ จะมีหนอนเจาะต้น วิธีกำจัดใช้ธรรมชาติเข้าช่วย คือจะนำเมล็ดของทุเรียนเทศมาตำให้ละเอียดแล้วหมักทิ้งไว้ ใช้ฉีดพ่นป้องกันหนอนกอ

ผลผลิต จะให้เยอะตามขนาดของทรงพุ่ม ต้นอายุเยอะทรงพุ่มใหญ่ผลผลิตก็จะดก อย่างปีที่แล้ว 3 ไร่ ได้ผลผลิตถึง 9 ตันกว่า ให้ผลตั้งแต่โคนต้นไปถึงยอด ฤดูที่ให้ผลผลิตเยอะคือช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์

ความคิดริเริ่มปลูกและแปรรูป
เพราะมองเห็นอนาคตที่สดใส
เจ้าของบอกว่า สาเหตุที่เลือกปลูกทุเรียนเทศเป็นพืชสร้างรายได้ เพราะ 1. เป็นพืชประจำท้องถิ่นปลูกง่าย 2. ราคาที่ก้าวกระโดดจากสมัยรุ่นแม่มีราคากิโลกรัมละ 25 สตางค์ ตอนนี้ราคากิโลกรัมละ 70-80 บาท 3. มองเห็นอนาคตที่จะนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มคือการแปรรูป เพราะสรรพคุณของทุเรียนเทศมีมากมาย หากเป็นผลสดอาจจะรับประทานยาก จึงคิดวิธีทำยังไงให้สะดวกกับลูกค้ามากที่สุด ซึ่งตั้งแต่สมัยอดีตจะนำผลอ่อนมาทำแกงส้ม แกงกะทิ เมื่อแก่จัดนำมาทำเป็นทุเรียนเทศเชื่อม หรือทุเรียนบวช ผลสุกนำมารับประทานผลสด สุกคือลูกเริ่มนิ่ม รสชาติคล้ายน้อยหน่า หรือนำมาทำเป็นเวชสำอาง ในสมัยก่อนพี่ๆ น้าๆ เป็นสิวเป็นฝ้า เมื่อเขารับประทานผลสุกไม่หมดเขาก็จะเอามาทาหน้า ช่วยในเรื่องการป้องกันสิวฝ้าได้ จึงเริ่มคิดหาวิธีต่อยอดจากภูมิปัญญาเดิมที่มีอยู่แล้ว นำมาแปรรูปสินค้าให้ทันสมัยมากขึ้นและตรงกับเทรนด์ผู้บริโภคในสมัยนี้

“ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ก็มีการคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์มาเรื่อยๆ จนตอนนี้สามารถทำผลิตภัณฑ์แปรรูปจากทุเรียนเทศได้หลายผลิตภัณฑ์ มีทั้งน้ำปั่นสมูทตี้ทุเรียนเทศ เครื่องดื่มเข้มข้นจากผลทุเรียนเทศ 100 เปอร์เซ็นต์ ชาใบทุเรียนเทศ สบู่ และแชมพู ตลาดกำลังไปได้สวย ทำขายทั้งที่หน้าสวน และผลิตเครื่องดื่มเข้มข้นจากผลทุเรียนเทศ 100 เปอร์เซ็นต์ ส่งให้กับให้กับท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ภูเก็ต และนครศรีธรรมราช เดือนละ 2,000-3,000 ขวด คาดว่าในปี 63 จะขยายตลาดเพิ่ม โดยเน้นเจาะกลุ่มผู้สูงอายุ และคนรักสุขภาพ”

ขั้นตอนทำน้ำปั่นสมูทตี้ทุเรียนเทศ
จุดเริ่มต้นที่มีการคิดค้นผลิตภัณฑ์แปรรูป คุณทวีบอกว่า เริ่มจากทุเรียนเทศเมื่อแก่จัด ผลเริ่มสุกจะไม่สามารถเก็บผลไว้รับประทานได้เหมือนผลไม้ชนิดอื่น เมื่อสุกแล้วจะสลายตัวเองเป็นน้ำไปเรื่อยๆ จึงคิดพัฒนาจากจุดด้อยให้กลายเป็นมูลค่า มีวิธีอะไรบ้างที่จะสามารถถนอมให้เก็บไว้ได้นานที่สุด ก็ได้ทดลองแกะเปลือก แกะเนื้อ แกะเมล็ดออก แล้วนำเนื้อมาปั่นแช่ไว้ในตู้เย็น สามารถอยู่ได้นาน 1-2 อาทิตย์ จึงมีการคิดต่อว่าผลสุกมีเยอะลองมาทำเป็นน้ำปั่นสมูทตี้เพื่อสุขภาพดีไหม จึงเริ่มทดลองทำจนได้ผล

สมูทตี้ทุเรียนเทศมีขั้นตอนทำดังนี้

เก็บผลสุก 80 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป นำมาล้างให้สะอาด
เพื่อที่จะให้รสชาติทุเรียนเทศดี ให้นำมาแกะเปลือก แยกเนื้อ เอาเมล็ดและไส้ออก
แยกเนื้อมาปั่น 1 แก้ว ใช้เนื้อทุเรียนเทศ 70 เปอร์เซ็นต์ น้ำ 28 เปอร์เซ็นต์ น้ำผึ้ง 2 เปอร์เซ็นต์ ปั่นจนเป็นสมูทตี้
บรรจุใส่ขวดแช่ตู้เย็นเตรียมขาย

ขั้นตอนการแปรรูปเครื่องดื่มเข้มข้นจากผลทุเรียนเทศ
มีกรรมวิธีคล้ายๆ กับสมูทตี้ คือแกะเปลือก แกะเนื้อ แกะเมล็ดออก
นำเนื้อทุเรียนเข้าเครื่องแยกน้ำ แยกกาก (สามารถใช้เครื่องแยกกากขนาดเล็กที่มีขายทั่วไปได้)
นำไปผ่านกระบวนการพาสเจอไรซ์ด้วยอุณหภูมิที่เหมาะสม
ระหว่างที่ทำการพาสเจอไรซ์ ให้นึ่งขวดสำหรับบรรจุไว้รอ
พาสเจอไรซ์เสร็จนำมาบรรจุในขวดแก้วปริมาณ 45 มิลลิลิตร
นำไปน็อกในน้ำแข็งเพื่อไม่ให้จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์หายไป
ทุเรียนเทศ 3 กิโลกรัม แกะเปลือก แกะเมล็ดออก จะเหลือเนื้อ 2 กิโลกรัม เมื่อนำมาทำเป็นน้ำแยกกากจะได้น้ำ 60 เปอร์เซ็นต์ กาก 40 เปอร์เซ็นต์ ราคาขายขวดละ 50 บาท ราคาค่อนข้างดี แต่อาจจะมีต้นทุนของค่าบรรจุภัณฑ์เข้ามาเพิ่มเล็กน้อย

สรรพคุณ ทุเรียนเทศ ในทางโภชนาการแล้วถือว่ามีคาร์โบไฮเดรตสูง โดยเฉพาะน้ำตาลฟรักโทส และยังมีวิตามินบีและวิตามินซี ส่วนที่นำมาใช้เป็นยาคือส่วนของใบ ผล และเมล็ด รายได้ หักจากต้นทุนการผลิต ค่าแรงงานแล้ว เหลือรายได้ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นรายได้เดือนละ 30,000-40,000 บาท

เกษตรกรรุ่นเก่า-ใหม่ หมดกังวล
ปัจจุบันมีสถาบันทางการศึกษายื่นมือเข้ามาช่วยมากมาย
คุณทวี บอกว่า การจะแปรรูปสินค้าเกษตรสร้างมูลค่าเพิ่ม ก่อนอื่นเกษตรกรต้องเข้าใจและเชื่อในข้อดีของการแปรรูปสินค้าเสียก่อน ซึ่งข้อดีของการแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่มองเห็นกันทั่วไปคือ ช่วยแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาด และช่วยสร้างมูลค่าได้ แต่หากมองไปให้ลึกอีกจะรู้ว่าผลไม้บางอย่างเมื่อเป็นผลสดอาจรับประทานยาก ด้วยลักษณะและรูปลักษณ์ข้างนอกอาจจะเป็นผลไม้เปลือกแข็ง แกะยาก ผู้บริโภคจึงไม่นิยมรับประทาน แต่ถ้านำมาแปรรูปเกษตรกรอาจจะเปลี่ยนใจผู้บริโภคให้หันกลับมานิยมรับประทาน นิยมดื่มก็ได้ การแปรรูปสินค้าเกษตรจึงไม่ใช่แค่การเพิ่มมูลค่า

แต่ยังเป็นช่องทางการตลาด ช่องทางสร้างรายได้อีกด้วย ซึ่งในปัจจุบันการแปรรูปสินค้าเกษตรก็ไม่ได้ยุ่งยากเหมือนในสมัยก่อน เพราะมีสถาบันการศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ พร้อมให้ความรู้ อย่างตนเองก็มีที่ปรึกษา คือศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เข้ามาช่วยวิจัยคิดค้นงานแปรรูปน้ำทุเรียนเทศ ช่วยออกแบบแพ็กเกจจิ้ง และยังช่วยหาการตลาดด้วย จึงอยากแนะนำเกษตรกรว่า พยายามก้าวให้ทันโลก ผลิตสินค้าให้ตอบโจทย์ผู้บริโภค การแปรรูปผลิตภัณฑ์ไม่ใช่เรื่องยากและเรื่องไกลตัวอีกต่อไปแล้ว คุณทวี กล่าวทิ้งท้าย

มะคาเดเมีย, แมคคะเดเมีย, มักคาดาเมีย, แมคาเดเมีย, แมคคาเดเมีย พบเห็นการเขียนที่แตกต่างกัน เพราะเป็นชื่อเรียกทับคำศัพท์ จาก macadamia ชื่อดั้งเดิมใช้ คำว่า “แมคคาเดเมีย” ตามชื่อของ มร. แมคคาดัม ซึ่งเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น แต่ในบทความนี้ผมขอใช้ชื่อตามที่ ม.จ. จักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ ทรงให้เขียนเป็นภาษาไทยว่า “มะคาเดเมีย” มักจะเรียกกันสั้นๆ ว่า “มะคา”

มะคาเดเมีย เป็นไม้ผลที่มิใช่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย แต่เป็นพืชท้องถิ่นของประเทศเครือรัฐออสเตรเลีย แต่หากพื้นที่ใดในโลกนี้ที่มีสภาพอากาศหนาวเย็น อุณหภูมิเฉลี่ย 10-25 องศาเซลเซียส หากพื้นที่นั้นมีอุณหภูมิ 18 องศาเซลเซียส สัก 1 เดือน ก็สามารถนำมาปลูกได้ แต่ผลผลิตที่ออกมาจะเป็นเช่นไร มีปัจจัยที่เป็นตัวแปรหลายประการ

ในประเทศไทยก็ได้มีการนำมะคาเดเมียจากต่างประเทศมาทดลองปลูกมาช้านานแล้ว ทั้งจากเมล็ดและกิ่งพันธุ์ (ค้นหาประวัติได้ในสื่อออนไลน์) ต่อมาก็ได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ ปรับปรุงพันธุ์ให้มีขนาดและรสชาติตามที่คนไทยนิยม ทั้งได้มีการแนะนำส่งเสริมให้มีการเพาะปลูกกันหลายพื้นที่ที่มีความเหมาะสม ที่ต้นมะคาเดเมียจะเจริญเติบโตและให้ผลผลิตได้ดี เช่น ทางภาคเหนือ ที่จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ เพชรบูรณ์ แม่ฮ่องสอน ตาก น่าน ลำปาง พิษณุโลก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็มีที่จังหวัดเลย ชัยภูมิ เป็นต้น

ที่บ้านแม่แจ๋ม ตำบลแจ้ซ้อน อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง มีเกษตรกรผู้ปลูกมะคาเดเมีย และแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ จำหน่ายผ่านหลายช่องทาง ผมเดินทางไปที่บ้านแม่แจ๋ม พบกับ คุณสายคำ มูลคำดี ณ บ้านเลขที่ 99 หมู่ที่ 1 เราสนทนากันที่นั่น เธอได้ให้รายละเอียดพอที่ท่านผู้อ่าน อ่านแล้วจะเห็นภาพกระบวนการผลิตและแปรรูปมะคาเดเมีย แม้จะไม่ได้อยู่ร่วมสนทนากับผมและคุณสายคำก็ตามที

ต้นมะคาเดเมีย ที่นั่นได้ปลูกมานานแล้วเมื่อ 27 ปีก่อน สมัครเล่นคาสิโน บนเนื้อที่ 4 ไร่ ปลูกร่วมกันกับ ต้นพลับ กาแฟ บ๊วย เสาวรส แต่เธอได้เล่าถึงเมื่อครั้งที่ปลูกมะคาเดเมียว่า ไม้ผลชนิดนี้ชอบดินร่วนซุย เป็นดินที่มีการระบายน้ำได้ดี มีหน้าดินลึก ปลูกแล้วต้องนำไม้มาปักผูกด้วยเชือกกันโยก เพราะเป็นไม้ผลที่มีระบบรากตื้น ที่สำคัญควรปลูกคละสายพันธุ์กัน ธรรมชาติของมะคาเดเมียชอบผสมข้ามสายพันธุ์ และต้องปลูกทั้งต้นตัวผู้และต้นตัวเมีย มะคาเดเมียเป็นสายพันธุ์ที่พัฒนามาจากพันธุ์ของออสเตรเลียและได้มีการปรับปรุงพันธุ์ให้มีขนาดผลใหญ่ขึ้น มีรสชาติหวานมัน กลิ่นหอมกว่าเดิม ที่สวนนี้สายพันธุ์ที่นำมาปลูกคือ สายพันธุ์เชียงใหม่ 700 (พันธุ์ HAES 741) ผลมีขนาดปานกลาง ผิวเรียบ สีน้ำตาลอ่อน มีจุดลายประ เนื้อสีขาว และสายพันธุ์พิททู มีผลขนาดใหญ่ เนื้อในหนา ผิวออกเรียบสีเขียวถึงน้ำตาล มะคาเดเมียเจริญเติบโตได้ดีบนพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเล 700 เมตรขึ้นไป แต่ที่บ้านแม่แจ๋มอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,200 เมตร

การดูแล …เนื่องจากแปลงปลูกมะคาเดเมีย ปลูกผสมผสานกับพืชชนิดอื่นเสมือนไม้ป่า และอยู่ในแปลงเดียวกันกับต้นกาแฟ เมื่อให้น้ำให้ปุ๋ยแก่ต้นกาแฟ มะคาเดเมียก็ได้รับน้ำรับปุ๋ยไปด้วยเช่นกัน จึงไม่ต้องดูแลอะไรเป็นพิเศษ เมื่อต้นอายุ 5 ปี ก็จะเริ่มให้ผลผลิต แต่ควรได้รับความหนาวเย็นของอากาศ ที่อุณหภูมิ 18 องศาเซลเซียส ระยะหนึ่งเป็นการกระตุ้นตาดอกก็จะให้ผลผลิตที่ดี มีการออกดอกได้เรื่อยๆ ตลอดทั้งปี แม้บนต้นจะยังมีผลผลิตติดอยู่ก็ตาม ช่วงการติดผลจะเป็นหน้าฝน สิ่งที่ต้องระมัดระวังในการดูแลก็คือ ตัวปลวก ที่มักจะชอบกัดกินราก ทั้งหนูก็ชอบมากินผลที่ร่วงหล่นอยู่บริเวณรอบโคนต้น

การเก็บผล …นับระยะเวลาจากดอกมะคาเดเมียบานถึงช่วงติดผลจนผลแก่และร่วงหล่น ใช้เวลา 6-8 เดือน แม้ต้นอายุ 5 ปี จะเริ่มให้ผลผลิต แต่ก็ยังมีจำนวนน้อย ยิ่งอายุต้นที่แก่มากขึ้นก็จะให้ผลผลิตมาก เช่น ต้นอายุ 10 ปีขึ้นไป ให้ผลผลิต ประมาณ 20-30 กิโลกรัม ส่วนการเก็บผลจะเป็นช่วงเดือนมีนาคม-สิงหาคม แล้วนำผลมะคาเดเมียไปทำอะไรต่อ

ผลมะคาเดเมีย จะเก็บผลก็ต่อเมื่อมันร่วงหล่นจากต้นตามธรรมชาติลงมาบนพื้นดิน นั่นแสดงว่า ผลแก่จัดแล้ว ผลภายในเป็นกะลาแข็งห่อหุ้มเนื้อในสีขาวนวล เมื่อนำผลมาผ่ากลาง จะเห็นลักษณะ ดังนี้

มะคาเดเมีย เป็นพืชอุตสาหกรรม หากนำไปแปรรูปจะได้เป็นผลิตภัณฑ์อาหารและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ กรรมวิธีในการแปรรูปจากผลมะคาเดเมียเปลือกเขียวสดๆ เมื่อเก็บแล้วต้องนำมาคัดคุณภาพ นำมากะเทาะเปลือก