สรรพคุณสารพัด ของ มะตูมคนโบราณนิยมดื่มน้ำมะตูม

เพราะมีกลิ่นหอมเย็นชื่นใจ แก้กระหาย วิธีการทำน้ำมะตูมนั้นไม่ยุ่งยาก สำคัญคือต้องหามะตูมดิบให้ได้เป็นเรื่องที่ยากกว่า ขั้นแรก ต้องนำมะตูมดิบมาฝานให้เป็นแว่นๆ ใช้มะตูมแก่ แต่ไม่แก่จัดถึงขนาดเปลือกแข็งเฉือนไม่เข้า เมื่อฝานเสร็จแล้วให้นำไปตากแดดให้แห้งจะได้มะตูมแห้งที่มีผิวมันๆ เพราะยางของมะตูมจะเคลือบผิวไว้ เสร็จแล้วให้เก็บใส่ขวดโหล ปิดฝาให้มิดชิด จากนั้นให้นำมาคั่วหรือย่างไฟอีกครั้ง เพื่อให้มีกลิ่นหอม เวลาต้มตั้งน้ำให้เดือด ใส่มะตูมลงไปสัก 2-3 ชิ้น ต่อน้ำ 1 แก้ว ต้มให้เดือด 10-15 นาที แล้วเอามะตูมออก บีบให้สะเด็ดน้ำ นำไปตากแดดให้แห้ง สามารถนำมาชงใหม่ได้อีก

ในการทำชามะตูม ให้นำมะตูมตากแห้งมาบดให้ละเอียด แล้วชงเหมือนใบชา ใส่น้ำตาลเพื่อเพิ่มรสชาติก็ได้

น้ำมะตูม แก้กระหาย แก้ร้อนใน รักษาโรคท้องเสียเรื้อรัง บิด ลำไส้อักเสบ คนโบราณจึงดื่มน้ำมะตูมเพื่อใช้รักษาธาตุเป็นประจำ

มะตูมสุก สำหรับประโยชน์ที่ได้จากการกินเนื้อของมะตูมสุก นอกจากจะได้รสชาติหวาน อร่อยแล้ว ยังมีกลิ่นหอมเย็น สรรพคุณแก้โรค ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องเสีย

มะตูมเชื่อม กวน หรือแช่อิ่ม แม้ว่าจะผ่านความร้อน แต่สรรพคุณก็ยังไม่สลายไป สำหรับสารที่ช่วยย่อยอาหารและรักษาโรคนั้นก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม

โบราณท่านจะปั้นมะตูมกวนเป็นลูกกลอนผสมน้ำผึ้ง เก็บใส่ขวดโหลไว้กิน แก้ปวดท้อง และท้องเสีย

ใบมะตูมสดๆ เอามาคั้นน้ำใช้แก้หวัด หลอดลมอักเสบ เยื่อตาอักเสบ ตาบวม (ตำรานี้มาจากอินเดีย) สำหรับใบอ่อนและยอดอ่อนใช้กินเป็นผักสด กินกับน้ำพริก ลาบ และข้าวยำ

รากมะตูม และดอก นำมาบดหรือคั่วให้เหลือง นำมาคั้นผสมกับเหล้าขาว แก้ลมจุกเสียด แน่นหน้าอก แก้ระดูขาว (ตกขาวในผู้หญิง)

มะตูม นอกจากเป็นของหวานอร่อยลิ้นแล้ว ยังสามารถรักษาสุขภาพ กระเพาะ ลำไส้ ได้อย่างมีสรรพคุณจริงๆ และนอกจากจะใช้เป็นยาสมุนไพรแล้ว ยังใช้เป็นไม้มงคลได้อีกด้วย

เมื่อท่านได้รู้ถึงคุณประโยชน์ของมะตูมบ้างแล้ว ก็ขอแนะนำให้ท่านหามะตูมมาปลูกไว้สักต้น นอกจากมะตูมจะเป็นยารักษาโรคได้แล้ว ยังเป็นสิริมงคลแก่บ้านท่านอีกด้วย “ขนุน” เป็นไม้ผลที่ได้รับความนิยมในด้านการบริโภคและการปลูกเพื่อการค้า จึงเป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่น่าจับตามอง เนื่องจากที่ผ่านมาปริมาณการส่งออกเติบโตเร็ว ตลาดต่างประเทศมีความต้องการสูง โดยเฉพาะประเทศจีน

ปัจจุบัน ขนุนมีการปลูกอย่างแพร่หลายทั่วทุกภาคของประเทศ โดยพบมากที่ภาคตะวันออก รองลงมาภาคตะวันตก ในส่วนของภาคเหนือมีการปลูกขนุนกระจายในหลายพื้นที่ ซึ่งจังหวัดพิจิตรเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่เกษตรกรเริ่มปลูกขนุนเพื่อส่งออกมากขึ้น จากข้อมูลของสำนักงานเกษตรจังหวัดพิจิตร เมื่อปี 2564 พบว่า มีเนื้อที่ปลูกจำนวน 281 ไร่ เกษตรกรผู้ปลูก 163 ราย พันธุ์ที่นิยมปลูกคือ พันธุ์ทองประเสริฐ เนื่องจากให้ผลค่อนข้างใหญ่ ยวงหนา รสชาติหวาน กลมกล่อม และที่สำคัญเป็นพันธุ์ที่ตลาดประเทศจีนต้องการสูง

จากการลงพื้นที่ของ สศท.12 เพื่อติดตามสถานการณ์ผลิตและการตลาดขนุนในพื้นที่จังหวัดพิจิตร โดยติดตามการดำเนินงานของกลุ่มผู้ปลูกขนุนเพื่อการส่งออกจังหวัดพิจิตร อำเภอโพธิ์ประทับช้าง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับการส่งเสริมการผลิตเพื่อส่งออกตลาดต่างประเทศ เริ่มรวมกลุ่มเมื่อปี 2563 ปัจจุบัน มีเนื้อที่ปลูกจำนวน 240 ไร่ สมาชิกเกษตรกร 62 ราย โดยได้รับการผลักดันและสนับสนุนองค์ความรู้จากสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดพิจิตร สำนักงานพาณิชย์จังหวัดพิจิตร รวมทั้งภาคเอกชนผู้ส่งออกส้มโอที่มีประสบการณ์ในการส่งออกผลไม้ไปตลาดจีน ในเรื่องการปลูก การคัดเลือกพันธุ์ การดูแลรักษา รวมถึงเรื่องการตลาด เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพตามมาตรฐานการส่งออก

ด้าน สถานการณ์ผลิต พบว่า มีต้นทุนการผลิต 10,749 บาทต่อไร่ต่อปี (เริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 2-3 และเก็บเกี่ยวได้ 25 ปี) การปลูกเพื่อส่งออกเกษตรกรจะเน้นเก็บเกี่ยวผลผลิต 2 รอบ คือ มีนาคมและสิงหาคม ผลผลิตเฉลี่ย 5,250 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี เกษตรกรได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 52,500 บาทต่อไร่ต่อปี คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 41,751 บาทต่อไร่ต่อปี

สำหรับ สถานการณ์ตลาด ผลผลิตทั้งหมดของกลุ่มจะจำหน่ายให้พ่อค้ารวบรวมส่งให้กับล้งในจังหวัดนครราชสีมา เพื่อส่งออกไปยังตลาดประเทศจีน ซึ่งในอนาคตทางกลุ่มตั้งเป้าจะตั้งโรงรับซื้อเพื่อรวบรวมส่งออกไปจีน และโรงงานแปรรูปขนุน อาทิ อบแห้ง เชื่อม ทอด ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมแหล่งผลิตเพื่อรองรับความต้องการและตลาดส่งออก หากสามารถบังคับขนุนออกไม่ตรงกับช่วงผลไม้หวาน (ทุเรียน มังคุด) ออกสู่ตลาดได้จะส่งผลให้ราคารับซื้อปรับเพิ่มขึ้น

หากเกษตรกรหรือท่านที่สนใจข้อมูลการผลิตและการตลาดขนุน สามารถขอคำปรึกษาได้ที่ คุณชูชาติ นาคสะอาด ประธานกลุ่มผู้ปลูกขนุนเพื่อการส่งออก จังหวัดพิจิตร หรือโทร. 089-703-8739 ซึ่งยินดีให้คำปรึกษาแก่ทุกท่าน

อาชีพเกษตรกรรมที่หลายคนมองว่าไม่มั่นคง ก็คงอยู่ที่ทัศนคติของแต่ละบุคคลไป บางคนทำเพื่อหาความสุข ได้ทำสิ่งที่ตัวเองรัก บางคนทำเพื่อเงินตรา ก็สุดแล้วแต่ทางที่เลือกเดิน แต่คุณแอ๊ว สาวแม่ฮ่องสอนคนนี้ มองว่าอาชีพเกษตรกรรมเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่สร้างความมั่นคงได้ ด้วยเหตุผลที่ว่าการเกษตรทำให้มีกินอยู่ตลอด ไม่มีคำว่าอดอยาก กินอะไรก็ปลูกอย่างนั้น เหลือจึงนำไปขาย จากนั้นจึงค่อยพัฒนาต่อยอดเป็นรายได้

คุณอรัญญา คำเขียว หรือ คุณแอ๊ว สาวเมืองเหนือจากแม่ฮ่องสอน เจ้าของ สวนผักบ้านน้องชิน ตั้งอยู่ที่ 38/3 หมู่ที่ 3 บ้านไร่ ตำบลสบป่อง อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน อดีตพนักงานประจำ ตั้งใจลาออกจากงานมาทำเกษตร สานต่ออาชีพเกษตรกรรมจากครอบครัว พร้อมกับการพัฒนาต่อยอดการตลาดส่งขายไปทั่วประเทศ

คุณแอ๊ว เล่าให้ฟังว่า หลังจากลาออกจากงานประจำมาทำเกษตรนับเป็นระยะเวลากว่า 6 ปี ที่ตนเองเดินอยู่บนเส้นทางนี้ และได้ผ่านเรื่องราวมากมาย กว่าจะประสบความสำเร็จได้อย่างทุกวันนี้ไม่ง่าย แต่มีสิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้และทำให้หลงรักในอาชีพเกษตรกรรมคือ ความเรียบง่าย ไม่หรูหรา แต่เป็นอาชีพที่ทำแล้วมีความสุขมากๆ ซึ่งในบางครั้งอาจจะเหนื่อยกาย แต่มีความสุขใจเต็มร้อย เพราะได้ทำงานอยู่กับครอบครัว ได้ดูแลคนที่รัก และยังสามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงเลี้ยงครอบครัวได้อีกด้วย

โดยปัจจุบันที่สวนเน้นปลูกพืชผักและผลไม้เมืองหนาวเป็นหลัก เนื่องด้วยสภาพอากาศหนาวเย็นเอื้อต่อการปลูกผักเมืองหนาว และมีความโดดเด่นด้านการทำเกษตรธรรมชาติ เน้นการพึ่งตนเองให้ได้มากที่สุด พยายามใช้วัตถุดิบที่มีในท้องถิ่นเป็นหลัก นำมาประยุกต์ใช้ อาศัยปัจจัยภายนอกให้น้อยที่สุด และผลิตพืชตามฤดูกาล ไม่ฝืนธรรมชาติก็ถือว่าเป็นปัจจัยที่ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคแมลงหรือโรคพืชต่างๆ ไปได้มาก

ปลูกผักหน้าบ้าน พื้นที่ 15 ไร่ เก็บกิน เก็บขาย ได้ทุกวัน
คุณแอ๊ว บอกว่า จุดเริ่มต้นของการปลูกผัก เริ่มจากการปลูกผักหน้าบ้าน โดยมีจุดประสงค์เพื่อปลูกไว้กินเอง แต่พอปลูกไปเรื่อยๆ ผลผลิตเริ่มมีปริมาณเยอะขึ้น บวกกับบรรยากาศบริเวณรอบบ้านที่สวยงาม เต็มไปด้วยต้นไม้เขียวขจี ทำให้มีคนเห็นและเกิดความสนใจจะขอเข้ามาแวะเยี่ยมชมสวน และต้องการที่จะเข้ามาขอซื้อและตัดผักเอง จึงได้ถือโอกาสตรงนี้ขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มและเริ่มหาพืชผักผลไม้ที่มีสีสันสวยงาม เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว จนกลายเป็นอาชีพหลักสร้างรายได้มาถึงทุกวันนี้

“ปัจจุบันที่สวนมีพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด 15 ไร่ เน้นยึดหลักใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดคือ ทำหนึ่งอย่างแต่ได้ประโยชน์หลายอย่าง เช่น เทคนิคการคลุมแปลง โดยใช้พลาสติกเก่าจากโรงเรือนคลุมพื้นที่ทั้งหมด 1 งาน ประโยชน์ที่ได้คือ หนึ่ง ช่วยป้องกันวัชพืชช่วงหน้าฝน สอง ช่วยคลุมดินป้องกันน้ำฝนเพื่อไม่ให้ดินแน่นจนเกินไป และ สาม ได้ปลูกแตงโมระหว่างรอให้ผ่านช่วงฤดูฝน และพืชที่ปลูกก็จะไม่มีวัชพืชขึ้นปะปน”

เทคนิคปลูกพืชเมืองหนาวให้เป็นที่ต้องการของตลาด คุณแอ๊ว อธิบายเพิ่มเติมว่า เนื่องด้วยสภาพพื้นที่โดยรอบของสวนมีทั้งพื้นที่เนินและที่ลุ่ม มีลักษณะภูมิอากาศที่ดี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปลูกผักอะไรก็ได้ตลอด จะมีช่วงที่ผลัดเปลี่ยนปลายฤดูร้อนเข้าสู่ฤดูฝนก็จะมีการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ อากาศเปลี่ยน พายุเข้า ทำให้ไม่สามารถปลูกพืชได้ ลักษณะการจัดสรรพื้นที่ทำการเกษตรจึงต้องทำในรูปแบบผสมผสาน ปลูกพืชผักตามฤดูกาล เช่น แตงกวา พริกขี้หนู มะเขือ และพืชผักเมืองหนาว เช่น บร็อกโคลี่ กะหล่ำดอก ถั่วลันเตา ผักสลัด เป็นตัวสร้างรายได้หลัก ปลูกหมุนเวียนกันเป็นรุ่น รุ่นละ 3 เดือน สลับกันไป

การเตรียมดิน อันดับแรกต้องใช้รถไถพรวนดินตีดินบนพื้นที่ต้องการปลูกทั้งหมด จากนั้นทำการขุดยกร่องเตรียมแปลงให้เหมาะสมกับชนิดพืชที่ปลูก วางระบบน้ำสปริงเกลอร์ หลังจากวางระบบน้ำเสร็จ นำปุ๋ยหมักที่เตรียมไว้ลงไปในพื้นที่เตรียมดิน แล้วนำพลาสติกมาคลุมดินทิ้งไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ โดยดินที่คลุมต้องควบคุมให้มีความชื้นอยู่ อย่าปล่อยให้ดินแห้งจะปลูกไม่ได้ผล

หลังจากคลุมผ้าพลาสติกไว้ครบ 2 สัปดาห์ ให้นำพลาสติกออกแล้วขุดหลุมก่อนย้ายต้นกล้าลงหลุมปลูก ให้รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักอีก 1 ครั้ง สำหรับผักสลัด ปลูกในระยะห่างระหว่างต้น 20 เซนติเมตร ส่วนพืชตระกูลกะหล่ำ ปลูกในระยะห่าง 30 เซนติเมตร

การเพาะเมล็ด เพาะเมล็ดใส่ถาดหลุม ใช้ดินเพาะที่ผสมเอง มีส่วนผสมดังนี้ 1. แกลบเผา 2. ดิน 3. ขุยมะพร้าวบด 4. ปุ๋ยหมัก ผสมในอัตราส่วนเท่าๆ กัน การดูแล จะคล้ายกับการปลูกผักทั่วไป ส่วนมากที่สวนปลูกแบบปลอดสารพิษ จะใช้น้ำหมักสูตรต่างๆ เช่น น้ำหมักปลา น้ำหมักพืชต่างๆ และใช้สารเร่ง พด. ของกรมพัฒนาที่ดินเป็นหลัก

รดน้ำทุกวัน แบ่งรดตามช่วงที่ผักแต่ละชนิดต้องการ เพราะพืชผักแต่ละชนิดต้องการน้ำปริมาณและเวลาไม่เท่ากัน จำเป็นต้องแยกโซนปลูกตั้งแต่ทีแรกคือ ตระกูลกะหล่ำจะปลูกด้วยกัน ตระกูลผักสลัดก็แยกปลูกคนละแปลง ส่วนระยะเวลาในการปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว ทั้งกะหล่ำดอก บร็อกโคลี่ ใช้เวลา 45-60 วัน หลังย้ายกล้า ส่วนผักสลัดอยู่ที่ 35-60 วัน ขึ้นอยู่กับพันธุ์และช่วงฤดูกาลด้วย

ปริมาณผลผลิต ต่อ 1 ครอป พื้นที่ประมาณ 1 งาน เก็บผลผลิตได้ดังนี้ 1. ผักสลัด 9 ชนิด เก็บผลผลิตได้ 50 กิโลกรัม ขายในราคากิโลกรัมละ 100 บาท 2. กะหล่ำปลีรูปหัวใจ เก็บผลผลิตได้ 70 กิโลกรัม ขายในราคากิโลกรัมละ 30 บาท 3. ผักกาดขาว เก็บผลผลิตได้ 40 กิโลกรัม ขายในราคากิโลกรัมละ 30 บาท 4. กะหล่ำดอก เก็บผลผลิตได้ 80 กิโลกรัม ขายในราคากิโลกรัมละ 40 บาท 5. บร็อกโคลี่ เก็บผลผลิตได้ 50 กิโลกรัม ขายในราคากิโลกรัมละ 50 บาท 6. ถั่วลันเตา เก็บผลผลิตได้ 100 กิโลกรัม ขายในราคากิโลกรัมละ 100 บาท 7. โคราบี้ เก็บผลผลิตได้ 50 กิโลกรัม ขายในราคากิโลกรัมละ 50 บาท และพืชผักชนิดอื่นๆ เก็บผลผลิตได้ประมาณ 50 กิโลกรัม โดยพืชผักแต่ละชนิดที่กล่าวมาทั้งหมดล้วนแล้วเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งสิ้น ด้วยจุดเด่นของผักที่เก็บสดใหม่ทุกวัน ทำให้รสชาติหวาน กรอบ ผู้บริโภคกินแล้วติดใจ จนกลายเป็นลูกค้าประจำในโลกออนไลน์

“ต้องบอกว่าช่องทางการทำตลาดในยุคสมัยนี้ค่อนข้างเปิดกว้างกว่าในสมัยก่อนมาก ด้วยอิทธิพลของสื่อออนไลน์ที่เข้ามามีบทบาทในการค้าขายมากขึ้น ช่วยทำให้ทั้งเราและพ่อค้าแม่ค้าคนอื่นๆ มีรายได้ที่เพิ่มขึ้น สามารถกระจายสินค้าได้สะดวกรวดเร็วกว่าแต่ก่อนมาก ซึ่งตรงนี้ถือเป็นความโชคดีอีกอย่างหนึ่งของเรา เพราะโดยพื้นฐานนิสัยแล้วเป็นคนที่ชอบถ่ายรูป ถ่ายวิดีโออยู่แล้วเป็นทุนเดิม เพราะฉะนั้นเวลาที่เราทำงานก็เหมือนกับการที่เราได้ทำสิ่งที่ชอบ แล้วถือโอกาสนำสิ่งที่ชอบมาทำเป็นรายได้ คือการถ่ายคลิปวิดีโอเล่าเรื่องวิถีชีวิต และการทำสวนลงสื่อออนไลน์ ลงใน Facebook และ TikTok เพื่อให้ลูกค้าในโลกออนไลน์ได้เห็นและรู้สึกสนุกไปกับเรา และกลายเป็นจุดดึงดูดลูกค้าให้อยากเข้ามาจับจองซื้อผลผลิตเรา ถือว่าเป็นการเพิ่มยอดขายได้ดีมากๆ จึงอยากฝากถึงเกษตรกรมือใหม่ที่สนใจ อยากทำให้ลงมือทำเลย เพราะตอนนี้เทคโนโลยีการเกษตรในปัจจุบันช่วยทำให้เราทำการเกษตรได้ง่ายขึ้น ถึงพื้นที่จะน้อยก็สามารถทำได้ เช่น ปลูกบนรางยกพื้น ปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ปลูกพืชนอกฤดู จำพวกผักเครื่องปรุงก็สามารถสร้างรายได้ได้ดี อาชีพเกษตรกรรมไม่ยากแต่ไม่ง่าย ทำความเข้าใจศึกษาพื้นที่ตัวเอง แล้วลงมือทำ” คุณแอ๊ว กล่าวทิ้งท้าย

ทะเลที่ไหนไม่ฟินเท่าเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี แหล่งท่องเที่ยวตากอากาศที่คุณตักตวงความสุขได้ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นทะเลใสสะอาด ธรรมชาติป่าเขา น้ำตก หรืออาหารอร่อยจากซีฟู้ดและอาหารพื้นบ้าน

ใครที่วางแผนไปเกาะสมุยทริปนี้ อยากเชิญชวนให้ไปเยี่ยมชม “เรือนไทยเมล่อนฟาร์มสมุย” ตั้งอยู่เลขที่ 138/1 หมู่ที่ 1 ตำบลมะเร็ต อำเภอเกาะสมุย ฟาร์มแห่งนี้ปลูกเมล่อนเชิงพาณิชย์ มีจุดเด่นตรงความหวาน หอม กรอบ เพราะปลูกด้วยดินชายทะเล เป็นเมล่อนเกรดคุณภาพ รับรองมาตรฐาน GAP

คุณอภิเชษฐ์ รตจีน หรือ คุณธง เจ้าของฟาร์มเมล่อนรายนี้เป็นคนกรุงเทพฯ ซื้อที่ดินและปลูกบ้านไว้ที่เกาะสมุย เห็นมีพื้นที่ว่างจึงใช้ประโยชน์ด้วยการปลูกเมล่อน ซึ่งเวลานั้นยังไม่มีใครปลูกเมล่อนจริงจัง หาความรู้จากหลายแหล่งเพื่อมาปรับใช้ปลูกเมล่อนบนพื้นที่เกาะสมุยเพราะมีสภาพอากาศแปรปรวน โดยเริ่มจากการสร้างโรงเรือนจำนวน 2 โรง เพื่อลองปลูกแล้วพบว่าผลผลิตมีคุณภาพดีระดับใช้ได้ มีรสหวาน กรอบ มีคนชื่นชอบ ขายหมด เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงสร้างโรงเรือนเพิ่มอีก 4 โรง

คุณธงบอกถึงเหตุผลที่ปลูกเมล่อนได้คุณภาพเพราะเกิดจากความโชคดีที่ก่อนสร้างบ้านขุดหน้าดินเก็บไว้ เป็นหน้าดินใหม่ อยู่ใกล้ทะเลจึงมีแร่ธาตุอาหารสำคัญสะสมจำนวนมาก จึงนำหน้าดินมาเป็นส่วนผสมวัสดุปลูก ช่วยให้เมล่อนมีคุณภาพสูง มีรสหวาน เนื้อแน่น กรอบ อร่อย

โรงเรือนมีขนาด 6 คูณ 12 เมตร ปลูกในถุง โดยวัสดุปลูก ได้แก่ กาบมะพร้าวสับ ขุยมะพร้าว ดินชายทะเลสมุย อัตราส่วน 1 : 1 : 1 โดยต้องแช่กาบมะพร้าวสับและขุยมะพร้าวในน้ำ 24-48 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับเป็นของเก่าหรือใหม่เพื่อให้สารแทนนินออกให้มากที่สุด ให้แช่ไว้จากน้ำสีน้ำตาลจนน้ำใสส่วนระบบน้ำเป็นแบบน้ำหยด พันธุ์ที่ปลูกมีทั้งผิวเรียบและตาข่าย มีพันธุ์เรดมูน ไข่ทองคำ บารมี หยกเทพ และขณะนี้กำลังเริ่มปลูกสายพันธุ์จากญี่ปุ่น

คุณธง ให้รายละเอียดวิธีปลูกเมล่อนว่า ซื้อเมล็ดพันธุ์จากแหล่งที่เชื่อถือได้และมีมาตรฐาน จากนั้นนำมาแช่น้ำอุ่นไว้ 1 ชั่วโมงก่อน แล้วใช้ผ้าห่อปิดให้สนิท วางในที่ร่ม 24 ชั่วโมง จากนั้นเมล็ดพันธุ์จะงอกคล้ายเขี้ยวงูแล้วจึงนำไปปลูกในถาดหลุมเพาะ ใช้เวลาประมาณ 7-10 วันจะเห็นมีใบแท้ที่ 2 แล้วจึงย้ายมาปลูกใส่ถุงที่ใส่วัสดุปลูกไว้เรียบร้อย ควรปลูกช่วงเย็นเพื่อให้ต้นอ่อนปรับสภาพคุ้นเคยกับดินปลูกก่อนรับแสงแดดในวันรุ่งขึ้น

ช่วงที่ปลูกทุกวันหรือวันเว้นวันต้องจับยอดมาพันค้างปลูก โดยเล็มแขนงออกจนถึงแขนงที่ต้องการเก็บไว้คือข้อที่ 9-12 ประมาณ 25 วันจะเริ่มมีดอกตัวเมียและตัวผู้ให้ผสมเกสร และควรจดบันทึกหรือทำเครื่องหมายสัญลักษณ์แต่ละดอกที่ผสมเพื่อกำหนดวันเก็บที่ถูกต้อง

ปล่อยให้ผลโตขึ้น สังเกตผลที่มีผิว ขนาด รูปทรงที่สมบูรณ์ที่สุดเก็บไว้เพียงผลเดียว ผลที่เหลือตัดทิ้งจากนั้นต้องแขวนผลให้แข็งแรงเพื่อรับน้ำหนักโดยใช้เชือกคล้องที่ขั้วผลแล้วมัดไว้ที่ค้าง แล้วเลี้ยงต่อไปโดยใส่ปุ๋ยเพิ่มขึ้นตามอายุปลูก รวมทั้งยังต้องพ่นแคลเซียมโบรอนทุก 3-5 วันเพื่อป้องกันผลแตก และควรให้ผลได้รับแสงสม่ำเสมอ

การนับอายุเก็บเกี่ยว ถ้าเป็นผลผิวเรียบให้นับตั้งแต่ผสมเกสรไปเป็นเวลา 35 วันผลถึงจะสุกตามธรรมชาติ ส่วนพันธุ์ตาข่ายต้องนับเพิ่มไปอีก 10-20 วันแล้วแต่สายพันธุ์ถึงจะสุกตามธรรมชาติพร้อมเก็บ ทั้งนี้ ก่อนเก็บผลผลิต 3 วันต้องงดน้ำเพื่อไม่ให้ผลแตก การให้ปุ๋ย หลังจากย้ายลงถุงปลูกแล้วยังไม่ต้องใส่ปุ๋ย ควรให้เพียงน้ำเปล่าไปก่อนสัก 3 วันเพื่อให้รากคุ้นเคยและปรับสภาพ เมื่อสังเกตเห็นว่าต้นฟื้นตัว มีความแข็งแรง แล้วจึงใส่ปุ๋ยตามระบบน้ำหยด คุณธง ชี้ว่า วิธีการใส่ปุ๋ยตามแนวทางของเขาอาจไม่ตรงกับหลักทฤษฎีนักเพราะจะสังเกตจากสภาพความเป็นจริงว่าต้น ใบ มีลักษณะอย่างไรก็อาจปรับค่าปุ๋ยตามปัญหาที่เกิดขึ้นจริง พร้อมกับพ่นจุลธาตุและแคลเซียมโบรอนควบคู่ไปด้วยเพื่อป้องกันผลแตก

ค่าความหวานปกติของเมล่อนทั่วไปอยู่ที่ 13-14 บริกซ์ แต่เมล่อนที่ฟาร์มคุณธงได้ค่าความหวาน 15-16 บริกซ์ หรือบางคราวสูงไปถึง 17 บริกซ์เลยทีเดียว เรียกว่าหวานแบบน้ำตาลเลย ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น??

ฟาร์มเมล่อนของคุณธง ใช้น้ำจากบ่อขุดที่มีระยะทางห่างจากทะเลประมาณ 200 เมตร น้ำที่สูบขึ้นมาใช้วัดค่าเกลือได้ 0.3% หรือถ้าวัดเป็น EC ได้ 0.7 ถือเป็นค่าความเค็มจากทะเลที่ช่วยเพิ่มรสหวานให้เมล่อน ขณะเดียวกัน ยังนำน้ำหมักปลาทะเลอัตรา 1 ซีซี ต่อน้ำ 1 ลิตร รดตามต้นและใบทุก 3 วัน เนื่องจากน้ำหมักปลาช่วยเพิ่มความหวานด้วยเช่นกัน อีกทั้งหน้าดินที่ขุดมาใช้ผสมเป็นวัสดุปลูกมีการสะสมแร่ธาตุอาหารสมบูรณ์หลายชนิด เอื้อต่อการเจริญเติบโต สร้างความสมบูรณ์ แข็งแรงให้กับเมล่อนด้วย

นอกจากนั้นแล้ว ก่อนเก็บผลผลิต 10 วัน คุณธงยังเติมความหวานต่อด้วยการใส่ปุ๋ยสูตร 0-0-50 ใส่ในน้ำอัตรา 1 กรัม ต่อน้ำ 1 ลิตร ปล่อยไปกับน้ำหยด กับพ่นที่ใบในอัตราเท่ากันทุก 3 วัน โดยต้องลดปริมาณน้ำควบคู่ไปด้วย แล้วก่อนเก็บผลผลิต 3 วัน หยุดน้ำและปุ๋ยทันที

อย่างไรก็ตาม แม้ความหวานจะอยู่ในระดับสูงคือ 15-16 บริกซ์ แต่ 2 รอบที่ผ่านมา คุณธงลองใช้น้ำทะเลรด (ในอัตราและเวลาที่เหมาะสม) พบว่าความหวานพุ่งขึ้นไปกว่า 17 บริกซ์ วิธีเหล่านี้ต่างช่วยให้ผลเมล่อนมีสีสวย กลิ่นหอม รสหวานเจี๊ยบ และกรอบ จึงไม่แปลกว่าทำไมผลผลิตเมล่อนจึงถูกสั่งจองหมดก่อนตัดเก็บทุกรอบ

เกาะสมุยมีสภาพอากาศไม่คงที่ในแต่ละวัน มีทั้งฝนและแดดพร้อมกัน จึงเป็นสาเหตุให้เกิดโรคและแมลงได้ง่าย ลักษณะแบบนี้ถือเป็นปัญหาต่อการทำเกษตรกรรม คุณธง บอกว่า ปัญหาโรค/แมลงที่พบคือ โรคราแป้งและเพลี้ยไฟ ทันทีที่พบจะพยายามใช้แนวทางกำจัดหรือยับยั้งแบบอินทรีย์ก่อน หากเกินความสามารถแล้วควบคุมไม่อยู่จึงนำเคมีมาใช้ตามอัตราที่ทางราชการกำหนดเป็นมาตรฐาน อย่างกรณีถ้าเจอโรคราแป้งใช้กำมะถันพ่นช่วงเย็น พอตอนเช้าวันรุ่งขึ้นให้พ่นล้างด้วยน้ำเปล่าอีกที

ส่วนแมลงศัตรูจะพบเพลี้ยไฟไรแดง allyogame.com แนวทางที่ใช้ด้วยการนำนมจืด 1 กล่อง (เห็นว่าต้องเป็นวัวแดง) ผสมน้ำ 20 ลิตร พ่นตอนแดดจัด เน้นที่ยอด เพราะน้ำนมจะไปอุดรูหายใจของแมลงทำให้ตายได้ วิธีนี้เหมาะกับการแก้ปัญหาเมื่อเจอแมลงไม่มาก แต่อาจใช้เวลา แต่ดีกว่าการใช้สารเคมี ยกเว้นหากมีการระบาดหนักจึงต้องนำสารเคมีมาใช้เท่านั้น ดังนั้น แนวทางการจัดการฟาร์มที่เป็นระบบอย่างถูกต้องเช่นนี้ทำให้เรือนไทยเมล่อนฟาร์มสมุยยกระดับเป็นฟาร์มได้รับมาตรฐาน GAP สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค

สำหรับน้ำหนักผลผิวเรียบเฉลี่ย 1.5 กิโลกรัม ต่อผล ส่วนผลตาข่ายน้ำหนักเฉลี่ย 1.8-2.2 กิโลกรัม อย่างไรก็ตาม ขนาดเล็กหรือใหญ่ไม่สำคัญเท่ากับฟาร์มนี้ผลิตเมล่อนมีความหวานสูง

คุณธง บอกว่า ลูกค้าเมล่อนเป็นคนเกาะสมุยล้วน เป็นชาวบ้านทั่วไป อาจเป็นเพราะที่สมุยยังไม่มีเมล่อนปลูกขาย ต้องนำมาจากที่อื่นทำให้มีราคาสูง ดังนั้น พอฟาร์มเมล่อนแห่งนี้มีผลผลิตคุณภาพ อร่อย ราคาไม่แพง ทำให้คนสมุยจับจองกันอย่างคึกคักก่อนตัดผลผลิตด้วยซ้ำ

จุดเด่นของเมล่อนที่เรือนไทยเมล่อนฟาร์มสมุยอยู่ที่มีรสหวาน หอม เนื้อแน่น กรอบ อันเป็นผลมาจากการนำดินชายทะเลเกาะสมุยมาปลูกทำให้มีรสหวานธรรมชาติโดยไม่ได้ปรุงแต่ง คุณธงใช้สิ่งนี้เป็นซิกเนเจอร์เด่นของสินค้า แล้วยังเป็นความภาคภูมิใจที่สามารถผลิตเมล่อนคุณภาพได้บนเกาะสมุย มีผลไม้อร่อยให้ชาวสมุยรับประทาน คุณธงดูแลฟาร์มคนเดียว ทำทุกหน้าที่ ฉะนั้น จึงไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่นนอกจากงานในฟาร์ม ลูกค้าต้องเดินทางมาซื้อเมล่อนที่ฟาร์มเท่านั้น ไม่สะดวกส่งให้ หรือแม้ลูกค้าจากที่อื่นหากต้องการก็ไม่สามารถส่งทางไปรษณีย์ได้เช่นกัน

คงเป็นเรื่องน่าเสียดายสำหรับท่านที่ไม่ได้อยู่เกาะสมุยคงหมดโอกาสชิม เพราะทุกวันนี้สินค้ายังผลิตไม่พอกับความต้องการของชาวสมุย แม้กระทั่งห้างเซ็นทรัลสมุยที่ต้องการซื้อเมล่อนก็ยังไม่มีให้เช่นกันในตอนนี้

ย้ำกันอีกครั้งสำหรับท่านที่มีแผนท่องเที่ยวเกาะสมุย อย่าลืมแวะไปชิมเมล่อนที่ฟาร์มคุณธง โทรศัพท์ (099) 452-5665 หรือเข้าไปชมได้ที่เพจ เรือนไทยเมล่อนฟาร์มสมุย ที่สำคัญควรติดต่อล่วงหน้าเพื่อประกันความผิดหวัง

ท้ายนี้ คุณธง กระซิบว่า ที่ฟาร์มกำลังทดลองปลูกมะเขือเทศเชอร์รี่จำนวน 1 โรงเรือน เป็นมะเขือเทศรับประทานสดหรือใส่สลัด ได้ผลผลิตแล้ว มีคุณภาพดีเกินคาด ไม่ต้องบอกว่ารสหวานเพียงใด เพราะยังไม่ทันไร ถูกสั่งจองเรียบ!! เอาไว้คราวหน้าค่อยมาติดตามกันว่าคุณธงปลูกมะเขือเทศอย่างไรจึงได้คุณภาพดีเช่นนี้ “ผักบุ้ง” จัดอยู่ในกลุ่มผักสดขายดีตลอดทั้งปี เพราะผักบุ้งนำไปปรุงอาหารได้หลากหลายชนิด แถมผักบุ้งอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุสำคัญมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ผักบุ้ง เป็นพืชที่ปลูกดูแลง่าย ผักบุ้งมักเติบโตอยู่เหนือน้ำ หรือในที่ที่มีความแฉะ เพราะผักบุ้งเป็นพืชที่ชอบน้ำมากเป็นพิเศษ ถ้าหากขาดน้ำ จะสร้างความเสียหายให้กับวงจรของผักบุ้งเลยก็ว่าได้