สวนผมเน้นปลูกแบบผสมผสาน โดยยึดหลักให้ทุกอย่างเข้ากัน

ได้อย่างลงตัว และพืชผลต่างๆ ต้องต่อ ยอดไปด้วยกันได้ เวลาที่มีคนเข้ามาเยี่ยมชม สามารถมีมุมสวยๆ ถ่ายภาพ และที่ยิ่งไปกว่านั้น ภายในสวนของเราก็จะจัดการในสวนได้ง่าย เช่น การรดน้ำ การกำจัดวัชพืช สามารถทำได้ง่ายและสะดวกรวดเร็ว คุณพิทักษ์ บอกโดยพื้นที่ทั้งหมดบริเวณใกล้เคียงจะปลูกพืชผักสวนครัวที่สามารถเก็บผลผลิตได้ไว เพราะอินทผลัมเป็นพืชที่ให้ผลผลิตปีละ 1 ครั้ง แต่ผลตอบแทนสามารถจำหน่ายได้ราคาดี ฉะนั้น ในช่วงที่รอผลผลิตจากอินทผลัมก็สามารถเก็บผลผลิตจากพืชอื่น นำเงินมาใช้จ่ายหมุนเวียนภายในสวน

เนื่องจากการปลูกอินทผลัมไม่ได้เน้นทำเป็นเชิงการค้า ดังนั้น ระยะการปลูกจึงเป็นแบบกึ่งประดับสวยงามผสมไปกับพืชผักสวนครัวอื่นๆ การดูแลอินทผลัมจะให้ต้นมีความสมบูรณ์เต็มที่ก่อนเดือนพฤศจิกายน จากนั้นเมื่อเข้าสู่เดือนมกราคมอินทผลัมจะเริ่มแทงช่อดอกออกมาให้เห็น ปล่อยไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ จึงผสมเกสรให้กับไม้ พร้อมทั้งใส่ปุ๋ยสูตรที่บำรุงผลให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น เมื่อดอกเริ่มติดเห็นเป็นผลจะดูแลห่อผลเป็นอย่างดี เพื่อป้องกันการเข้าทำลายของแมลงศัตรูพืชอีกหนึ่งช่องทาง

“ช่วงที่ผสมเกสรเรียบร้อยแล้ว นับจากช่วงนี้ไปอีกประมาณ 140 วัน อินทผลัมก็จะเริ่มให้ผลผลิตที่แก่และเก็บเกี่ยวได้ ซึ่งอายุการเก็บเกี่ยวมากน้อยขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ถ้าสภาพอากาศดีอายุการเก็บเกี่ยวก็ตามกำหนด แต่ถ้าแปรปรวนอายุการเก็บเกี่ยวก็จะเลื่อนไปถึง 150 วัน ส่วนเรื่องโรคที่เกิดกับไม้ไม่ค่อยมีปัญหา ผมจะให้ธรรมชาติดูแลกันเอง ดังนั้น ที่นี่ไม่ได้ใช้เรื่องยาฆ่าแมลงมานานแล้ว เพราะสวนผสมผสานทุกอย่างจะเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน เพราะเมื่อผมเกษียณมาเต็มตัว ผมจะไม่ยอมมานอนดมสารเคมีอย่างแน่นอน” คุณพิทักษ์ บอก

กิโลกรัมละ 400 บาท

ในเรื่องของการทำตลาดจำหน่ายอินทผลัมนั้น คุณพิทักษ์ บอกว่า เมื่อเข้าสู่ฤดูที่มีผลผลิตภายในสวน ลูกค้าที่รู้ว่าสวนของเขาปลูกอินทผลัมอยู่ จะเข้ามาติดต่อขอซื้อถึงที่สวน เพราะในจังหวัดสุรินทร์สวนแห่งนี้เป็นที่แรกๆ ที่มีอินทผลัมปลูก โดยลูกค้าจะเข้ามาติดต่อขอซื้อหมดจนผลผลิตมีไม่พอจำหน่ายเลยทีเดียว

“ผลอินทผลัมที่สวนจำหน่ายอยู่ที่กิโลกรัมละ 400 บาท ซึ่งลูกค้าที่มาซื้อจะนำไปทำตลาดต่อเองก็ได้ เพราะสวนผมจำหน่ายอยู่ราคานี้ราคาเดียว ซึ่งอินทผลัมถือว่าตลาดยังสามารถไปได้ดี สำหรับคนที่สนใจอยากจะปลูก ผมก็จะแนะนำว่า การเลือกสายพันธุ์อินทผลัมไม่มีอะไรยาก เลือกพันธุ์ที่ดีที่รู้คุณภาพอย่างแน่นอนมาปลูก อย่างคนที่จะเริ่มใหม่ ก็อยากให้ลองศึกษาจากหลายๆ ที่ จากคนที่ประสบผลสำเร็จแล้ว เป็นแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ พร้อมทั้งทำสวนในรูปแบบที่ทุกอย่างต่อยอดได้หมด ก็จะทำให้ทุกอย่างสามารถดำเนินไปได้อย่างดี มีรายได้ที่เกิดจากความสุขในสิ่งที่เราทำ” คุณพิทักษ์ บอก

สำหรับท่านใดที่สนใจอยากศึกษาดูงาน หรือเข้าชมภายในสวนฟิวชั่นฟาร์ม เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการทำเกษตรยุคใหม่ นำไปใช้กับการทำเกษตรในที่ดินของตนเอง ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์

ที่ผ่านมาเชื่อว่าทุกท่านคงเคยเห็นวิธีการเพาะเห็ดกันมาแล้วหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเพาะในโรงเรือน เพาะในถุง เพาะในตะกร้า เพาะในวงบ่อซีเมนต์ หรือจะเพาะในขอนไม้ ก็เคยเห็นกันมาหมดแล้ว ฉะนั้น ในครั้งนี้เทคโนโลยีชาวบ้านก็จะมาแบบธรรมดาไม่ได้ เพราะเรามีไอเดียการเพาะเห็ดรูปแบบใหม่มานำเสนอให้กับแฟนๆ ทุกท่าน นั่นก็คือ การเพาะ “เห็ดถัง” ซึ่งขอบอกว่าวิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่มีพื้นที่น้อย อาศัยอยู่ในเมือง หรือท่านที่อาศัยอยู่ตามคอนโดฯ อพาร์ตเมนท์ ที่อยากเพาะเห็ดไว้กินเอง หรือจะเริ่มเพาะเพื่อสร้างรายได้เสริม ใช้เงินลงทุนไม่มาก ก็ถือเป็นไอเดียที่ดีไม่น้อย

คุณสงกรานต์ ทองสุขนอก ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ขอนแก่น อยู่บ้านเลขที่ 344 หมู่ที่ 8 ตำบลดอนหัน อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น หนุ่มพนักงานประจำ ใช้เวลาว่างเพาะเห็ดสร้างรายได้เสริม จนวันนี้สามารถสร้างรายได้แซงงานประจำไปแล้ว ด้วยเทคนิคการเริ่มต้นจากการเพาะเห็ดในถัง เพราะมีต้นทุนที่ต่ำ ทำง่าย ความเสี่ยงน้อย แต่ได้ผลดี แล้วจึงค่อยๆ เริ่มต้นขยับขยายในสเกลที่ใหญ่ขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่มีมากขึ้น

พี่สงกรานต์ เล่าถึงที่มาของการเพาะเห็ดเป็นอาชีพเสริมว่า เริ่มต้นจากที่ตนทำงานเป็นพนักงานประจำอยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่ง แล้วมีเวลาว่างช่วงเสาร์-อาทิตย์ จึงคิดมองหาอาชีพเสริมและได้ทดลองทำมาหลายอย่าง จนมาจบที่การเพาะเห็ด เนื่องด้วยลักษณะนิสัยส่วนตัวเป็นคนชอบกินเห็ดเป็นชีวิตจิตใจ แต่พอหาซื้อมากินทีไรก็ไม่ถูกใจทุกที จึงเป็นที่มาของการเริ่มต้นที่จะเพาะเห็ดไว้กินเอง และก็มาประจวบเหมาะกับที่ทำงานมีโครงการฝึกอบรมอาชีพเสริม จึงได้มีโอกาสเข้าโครงการฝึกอาชีพเพาะเห็ดตั้งแต่ตอนนั้นมา

โดยเริ่มต้นจากการเพาะเห็ดเพียง 100 ก้อน ซึ่งมองว่าขั้นตอนและวิธีการก็ไม่ได้ยาก เพียงแค่รดน้ำเช้า-เย็น ก่อนไปทำงาน เพียงเท่านี้ผลผลิตก็ออกมาให้เก็บกินได้ ก็เริ่มติดใจมาตั้งแต่ตอนนั้น และหลังจากนั้นจึงได้เริ่มศึกษาหาข้อมูลเพื่อเริ่มทำแบบจริงจัง และมีแนวคิดอยากที่สร้างจุดขายให้กับฟาร์มเห็ดของตนเอง จึงได้ลองค้นคว้าหาวิธีเพาะเห็ดรูปแบบใหม่ๆ ทั้งของไทยและต่างประเทศเพื่อดึงดูดลูกค้า จนได้ไอเดียการเพาะเห็ดในถังขึ้นมา ซึ่งการเพาะเห็ดในถังถือเป็นเทคนิคที่เหมาะสำหรับผู้ที่อยากเพาะไว้กินเอง และมีพื้นที่จำกัด หรือท่านที่อยากฝึกทดลองทำเพื่อหารายได้เสริมค่ากับข้าว และหากท่านใดสนใจ ตนก็ยินดีสอน หรือท่านใดสนใจการเพาะในรูปแบบโรงเรือนก็ยินดีเช่นกัน เพราะในตอนนี้ตนได้ขยายการผลิตที่ใหญ่ขึ้น มีการสร้างโรงเรือนเพาะเห็ดเพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่มากขึ้น จำนวน 2 โรงเรือน ซึ่งในอนาคตวางแผนจะขยายให้ได้อีกประมาณ 6 โรงเรือน และมีโรงทำก้อนเชื้อเห็ดเป็นของตัวเองอีก 1 โรงเรือน ซึ่งทุกวันนี้จากอาชีพเสริมเล็กๆ น้อยๆ เริ่มจากเงินทุนเพียงหลักสิบได้กลายเป็นงานสร้างรายได้แซงงานประจำไปแล้ว

เทคนิคการเพาะเห็ดในถัง ต้นทุนหลักสิบ
จุดเริ่มต้นหาค่ากับข้าว สำหรับมือใหม่
ก่อนที่จะไปถึงเทคนิคการเพาะเห็ดถัง เจ้าของบอกว่า อยากให้ทุกท่านได้ทราบถึงข้อดีและจุดประสงค์ของเห็ดถังกันก่อนว่ามีอะไรบ้าง

1. เห็ดถัง สามารถปลูกที่ไหนก็ได้ จุดประสงค์เพื่อต้องการให้คนที่อยู่หอพักได้มีเห็ดกิน เพราะถ้านำเอาก้อนไปเปิดบนหอพักจะไม่เหมาะเท่าไร แต่ถ้าทำเห็ดถังไม่ต้องใช้พื้นที่เยอะ สามารถนำไปตั้งไว้มุมใดมุมหนึ่งของห้องได้ เป็นระเบียบ สวยงามอีกด้วย
สำคัญมากๆ คือ ประหยัดต้นทุน สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ เพราะตัวข้างในจะใช้ฟาง ไม่ได้ใช้ขี้เลื่อย หาซื้อได้ง่าย สามารถประหยัดต้นทุนได้มากกว่า

เทคนิคการเพาะ
1.เตรียมอุปการณ์ ดังนี้

– ถังพลาสติก หาซื้อได้ตามร้านทุกอย่าง 20 บาท แนะนำให้ซื้อขนาดที่พอดี เพื่อไม่ให้เปลืองวัสดุที่ใส่ลงไป 2. วิธีทำ
1. นำฟางไปต้มในน้ำเดือด ประมาณ 15-20 นาที เพื่อให้ฟางอ่อนตัว จากนั้นนำฟางไปผึ่งให้แห้ง
2. หลังจากนั้นเอามาสับเพื่อให้ย่อยง่าย แล้วนำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกเคล้ากัน ก็คือ น้ำตาลทรายแดง 300 กรัม ภูไมท์ 300 กรัม แป้งข้าวเหนียว 300 กรัม รำละเอียด 2 กำมือ คลุกเคล้าให้เข้ากัน
3. จากนั้นนำเชื้อเห็ดมาหยอด โดยเชื้อเห็ดจะเป็นแบบแท่ง หรือเป็นแบบข้าวฟ่างก็ได้ หยอดในปริมาณที่มากพอสมควร ซึ่งชนิดเห็ดที่เหมาะสำหรับการเพาะเห็ดถัง เป็น เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม เนื่องจากวัสดุส่วนผสมที่นำมาเพาะเหมาะกับการเพาะเห็ดเหล่านี้
4. เสร็จแล้วเอาใส่ถัง ปิดฝาให้แน่น แล้วเจาะรูบริเวณข้างถัง แล้วเอาสำลีอุดรูไว้ แล้วบ่มทิ้งไว้ประมาณ 20-25 วัน ถ้าหากอากาศร้อน อุณหภูมิสูงมาก ให้บ่มไว้ประมาณ 30 วัน
5. เมื่อครบกำหนดเวลา เปิดจุกสำลีออก หลังจากนั้นอีกประมาณ 7 วัน ไม่เกิน 15 วัน เห็ดก็จะเริ่มออก

ผลผลิต 1 ถัง เก็บผลผลิตได้ประมาณ 1 เดือน ปริมาณผลผลิตออกมาให้เก็บแต่ละครั้ง ประมาณ 4-5 ขีด ให้ผลผลิตเร็วและเยอะกว่าการเพาะในโรงเรือน เหมาะสำหรับเพาะไว้กินเองหรือขายเล็กๆ น้อยๆ แต่ถ้าหากอยากทำเป็นเชิงธุรกิจหลักจะไม่แนะนำให้ใช้วิธีนี้ เนื่องจากจะเกิดความยุ่งยากในการเลือกหาวัตถุดิบ จากต้นทุนต่ำจะกลับกลายเป็นต้นทุนสูงได้

ต้นทุนต่อถัง ไม่เกิน 50 บาท เชื้อเห็ดหาซื้อได้ตามร้านขายก้อนเชื้อเห็ดหรือตามร้านช้อปปิ้งออนไลน์ทั่วไป ราคาขวดละประมาณ 15 บาท 1 ขวด สามารถทำได้มากถึง 10 ถัง เทคนิคที่ควรรู้สำหรับ
การเพาะเห็ดในโรงเรือน
เจ้าของบอกว่า ลักษณะโรงเรือนที่จะเพาะเห็ดได้ดีต้องเป็นทรงจั่ว ดูแลง่าย ไม่ซับซ้อน ซึ่งขนาดโรงเรือนเพาะเห็ดของที่ฟาร์ม ทำขนาดความกว้าง 4 เมตร ยาว 6-8 เมตร สูง 2.50 เมตร ทรงจั่วด้านข้างสูง 1.80 เมตร โครงสร้างเป็นเหล็กเน้นความมั่นคงเป็นหลัก เผื่อในอนาคตสามารถดัดแปลงมาใช้ประโยชน์ทำอย่างอื่นได้ต่อ เช่น ดัดแปลงทำเป็นเล้าไก่ หรือปลูกผักได้

เทคนิคการเพาะเห็ดในโรงเรือน สำคัญที่สุดคือ ความสะอาด ดอกเห็ดจะสวยหรือไม่สวยขึ้นอยู่ที่ความสะอาดเป็นอันดับหนึ่ง ถ้าโรงเรือนสะอาดเห็ดจะไม่บิดไม่เบี้ยว เพราะว่าไม่มีแมลงมารบกวน ส่วนการให้ความชื้นจะต้องใช้ประสบการณ์ของคนเพาะเห็ดเป็นหลัก คือ

ต้องมีฐานความรู้เบื้องต้นเรื่องเห็ดที่ดี
ต้องเรียนรู้จากข้อผิดพลาด การเพาะเห็ดไม่มีสูตรความสำเร็จที่ตายตัว เพราะในแต่ละวันเจอปัญหาไม่เหมือนกันต้องเรียนรู้และปรับแก้กันไป การให้น้ำ ถ้าเป็นเห็ดเย็น เช่น เห็ดนางฟ้า นางรม จะให้น้ำ 3 เวลา คือ เช้า เที่ยง เย็น หรือถ้าหากเป็นหน้าฝนอาจจะลดลงมาเหลือวันละ 2 ครั้ง เน้นให้น้ำตอนเช้าเยอะๆ หลังจากนั้นให้ไม่ต้องเยอะ ให้เพื่อรักษาความชื้นได้

ซึ่งระบบน้ำหากที่บ้านใครมีเครื่องปั๊มน้ำอยู่แล้ว แนะนำไม่ต้องใช้ไอพ่นหมอก แต่ให้ใช้สปริงเกลอร์หัวผีเสื้อแทน ตัวนี้จะให้ละอองฝอยได้ดี ให้ความชื้นที่สูง และช่วยประหยัดน้ำได้ดีมาก

ผลผลิตที่ได้ 200 กิโลกรัม ต่อ 1 โรงเรือน ในเวลา 3 เดือน ถือว่ากำลังดี ตลาด ทำอยู่ 3 ตลาดหลักๆ คือ

1. ตลาดในชุมชน มีวิธีทำการตลาดแบบง่ายๆ สไตล์ชาวบ้าน แต่ทำทีไรก็ได้ผลทุกรอบคือ ทำไปแจกให้ชาวบ้านได้ลองชิม เพื่อให้เขาได้รับรู้ว่าที่ฟาร์มของเราเพาะเห็ด มีเห็ดคุณภาพขายนะ หลังจากนั้น เมื่อเขาอยากกินเห็ดหรืออยากนำไปขายเขาจะนึกถึงเราเป็นคนแรก เป็นวิธีที่ง่ายและได้ผลมาตลอด
2. ตลาดห้างสรรพสินค้า ซึ่งเป็นตลาดที่เกษตรกรส่วนใหญ่ยังไม่เข้าถึงแต่ที่ห้างยังต้องการผลผลิตเห็ดอีกมากมาย เพียงแค่ต้องทำให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานที่ทางห้างต้องการ มีมาตรฐานอาหารปลอดภัย หรือ GAP ถ้าทำได้ถือเป็นอีกช่องทางที่น่าสนใจของเกษตรกรเลยทีเดียว และ
3. ตลาดออนไลน์ โพสต์ขายผ่านช่องทางเฟซบุ๊ก ถือเป็นตลาดที่มาแรง และสำคัญมากในยุคที่มีโรคระบาดแบบนี้

ราคาขาย แล้วแต่ช่วงสถานการณ์ หากเป็นช่วงที่เห็ดออกสู่ตลาดเยอะที่ฟาร์มจะขายส่งราคากิโลกรัมละ 60 บาท แต่ถ้าเป็นช่วงที่เห็ดขาดตลาดจะขายส่งราคากิโลกรัมละ 70-80 บาท ส่วนราคาก้อนเชื้อเห็ดจะขายอยู่ที่ราคา ก้อนละ 7 บาท

รายได้ คำนวณจากน้ำหนักของดอกเห็ดที่เก็บเป็นหลัก หากคิดเป็นรายได้ออกมา ตกอยู่ที่เดือนละประมาณ 20,000 บาท ซึ่งถือเป็นอาชีพที่ทำง่าย ดูแลง่าย เหมาะกับคนที่มีงานประจำแต่อยากหาอาชีพเสริมก็ถือว่าเหมาะมากๆ ฝากถึงมนุษย์เงินเดือนอยากทำเกษตร
“การทำเกษตรสำคัญที่สุดคือ เรื่องเวลาต้องมีเวลาที่ชัดเจน ถ้าเรารู้ว่ามีเวลาว่างช่วงไหนแล้ว เราค่อยมาเลือกสิ่งที่เราต้องการจะทำ บางคนอาจจะชอบปลูกแค็กตัส หรือชอบเลี้ยงสัตว์ แตกต่างกันออกไป งานทุกงานเป็นอาชีพได้หมด ถ้ามีองค์ความรู้ที่ถูกต้อง สามารถแก้ปัญหาได้ ผมว่าไม่ว่าจะทำอะไรก็สามารถสร้างรายได้ได้ทั้งนั้น” คุณสงกรานต์ กล่าวทิ้งท้าย

สนใจสอบถามรายละเอียดการเพาะเห็ดถัง หรือเห็ดในโรงเรือนเพิ่มเติม หนองบัวลำภู เกษตรกรหัวไวใจสู้ ลุยพลิกผืนดินที่ราบสูงอีสานตอนบนปลูกทุเรียนเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ วันนี้ทุเรียน 4 ปีกว่า เริ่มเป็นความหวังแล้ว ผลผลิต หมากผลเริ่มออก เกษตรกร หน่วยงานพื้นถิ่นเข้าเยี่ยมชม เตรียมส่งเสริมให้ตั้งกลุ่มปลูกเป็นพืชทางเลือกใหม่

ทุเรียน เป็นพืชที่ชอบอากาศร้อนชื้น ปลูกและเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ภาคใต้ ภาคตะวันออก จังหวัดนนทบุรี แต่หลายคนมักจะถามไถ่กันว่า พื้นที่อื่นนอกจากสภาพภูมิอากาศดังกล่าวแล้ว ยังมีปลูกได้ที่ไหนบ้าง โดยเฉพาะคนพื้นถิ่นอีสานที่แลเห็นว่า ราคาของทุเรียนโดยประมาณทุกวันนี้ พุ่งไปอยู่ที่ กิโลกรัมละ 150-160 บาท ทำให้ความคิดความหวังว่า หากปลูกได้ที่พื้นถิ่นของตัวเองบ้าง ก็น่าจะทำเงินให้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งต่อมาก็เริ่มมีเกษตรกรในพื้นที่ราบสูงของอีสาน ได้เริ่มนำทุเรียนมาทดลองปลูก และเริ่มเห็นผลผลิตที่ดีมีคุณภาพจนเป็นที่ยอมรับ โดยเฉพาะทุเรียนภูเขาไฟ จังหวัดศรีสะเกษ และอีกหลายจังหวัดของภาคอีสานได้มีทั้งการปลูกแบบทดลองเป็นผลไม้หลังบ้าน ปลูกแบบเป็นการค้า ดูว่านอกจากสภาพอากาศที่ร้อนชื้นแล้ว ภูมิอากาศแบบผืนดินอีสาน หากเกษตรกรผู้ปลูกมีความรู้ ความเข้าใจโดยธรรมชาติของทุเรียน ที่ได้ชื่อว่า ราชาผลไม้นี้แล้วก็น่าจะทำให้เจริญเติบโตให้ผลผลิตได้เช่นกัน

สองพี่น้อง ตระกูล “เคนคำ” เป็นคนอีกกลุ่มหนึ่งที่หลังจากหาข้อมูลทั้งในอินเตอร์เน็ต ยูทูบ ดูการปลูกของเกษตรกรรายอื่น ดูจากเกษตรกรที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน ที่เห็นว่า ทุเรียน ปลูกได้ในผืนดินอีสาน แม้ว่าตอนนี้ข้อมูลในพื้นที่ของจังหวัดหนองบัวลำภู จะยังไม่มีเกษตรกรรายใดปลูกได้ แต่จากการที่เขาดูจากสภาพพื้นที่ดินของตัวเองที่อยู่ติดเชิงเขาอากาศ ดิน น่าจะทำให้พืชชนิดนี้เจริญเติบโตได้ เหมือนกับผลไม้ชนิดอื่นที่มีอยู่

ทั้งคู่ เมื่อ 4 ปีกว่าที่ผ่านมา คุณชัยวัฒน์ เคนคำ ผู้เป็นพี่ และ คุณสมบัติ เคนคำ น้องชาย เป็นชาวบ้านโคกสง่า ตำบลวังทอง อำเภอนาวัง จังหวัดหนองบัวลำภู ได้ตัดสินใจลงทุเรียนในพื้นที่ดินของตนเองอย่างไม่ลังเล โดยพี่ชาย ปลูกในพื้นที่ 10 ไร่ น้องชายปลูกในพื้นที่ 5 ไร่

ทั้งสองพี่น้องและครอบครัวได้บอกเล่าถึงสิ่งที่ทำให้เลือกที่จะนำเอาทุเรียน ผลไม้ตัวใหม่มาลงในพื้นที่ก่อนเกษตรกรรายอื่น ซึ่งยังไม่มีใครในพื้นที่ทำเลย และมั่นใจได้อย่างไรนั้น

สำหรับ คุณชัยวัฒน์ เคนคำ อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 7/2 บ้านโคกสง่า ตำบลวังทอง อำเภอนาวัง จังหวัดหนองบัวลำภู จบการศึกษา ปวช. ช่างยนต์ ส่วน คุณสมบัติ เคนคำ อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 90 หมู่บ้านเดียวกันกับพี่ชาย จบการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ทั้งคู่เติบโตมาจากครอบครัวประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นอาชีพหลัก โดยบิดามารดาเป็นผู้ที่ทำการเกษตรอยู่ที่บ้าน เมื่อเรียนจบการศึกษาพี่ชายได้ไปทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยวิศวกร อยู่ที่กรุงเทพมหานคร ส่วนน้องไปทำงานในโรงงานที่กรุงเทพมหานครเช่นเดียวกัน

และในเวลาต่อมาทั้งคู่ได้แต่งงานมีครอบครัว โดยพี่ชายมีภรรยาคือ คุณอำพล ชัยโคตร เป็นคนอุบลราชธานี น้องชายได้ภรรยา คือ คุณวันเพ็ญ เคนคำ ชาวศรีสะเกษ ภรรยาทั้งคู่ซึ่งได้เคยพบเห็นการทำสวนทุเรียนในพื้นที่มาก่อน จึงเป็นส่วนสนับสนุนทำให้มีความเชื่อมั่นว่า จะสามารถทำให้ทุเรียนเจริญเติบโตให้หมากผลในพื้นดินหนองบัวลำภูได้ จากนั้นทั้งคู่ก็ลาออกจากงาน กลับบ้านเกิดมาทำการเกษตร เพื่อดูแลบิดามารดาที่เริ่มมีอายุมากขึ้นและสืบทอดอาชีพเกษตรกรรม

ความไม่สบายใจที่สองคนพี่น้องเป็นห่วงก็คือ ไม่มีคนที่จะดูแลพ่อแม่ อยากกลับมาอยู่บ้าน และสุดท้ายจึงได้ตัดสินใจเดินทางกลับมาอยู่บ้านและทำการเกษตร โดยเริ่มจากการปลูกมะนาวไร้เมล็ด จำนวน 200 ต้น เพื่อจำหน่ายที่ตลาดเมืองทอง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี โดยขายส่ง กิโลกรัมละ 20 บาท ผลผลิตออก 2 รอบ ต่อเดือน เฉลี่ยเดือนละ 300 กิโลกรัม แต่มะนาวให้ผลผลิตไม่เพียงพอที่จะส่งไปจำหน่าย ในระหว่างนั้นพี่ชายได้ศึกษาหาความรู้จากอินเตอร์เน็ตเกี่ยวกับการปลูกพืชชนิดต่างๆ ว่า พืชชนิดไหนเป็นที่ต้องการของตลาด

จึงมีความสนใจเกี่ยวกับอยากปลูกทุเรียน ได้ศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับทุเรียนว่ามีที่ไหนในภาคอีสานที่สามารถปลูกได้ พบว่า มีการปลูกอยู่ที่อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ และอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี แล้วยังได้ไปศึกษายังสถานที่จริง และสอบถามข้อมูลในการปลูกดูแลรักษาที่บ้านญาติที่อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ว่ามีแหล่งจำหน่ายพันธุ์ที่ไหนที่น่าเชื่อถือ เมื่อได้ข้อมูลครบถ้วน จึงได้ซื้อต้นพันธุ์ทุเรียนมาปลูก เมื่อเดือนมิถุนายน 2559 ได้ซื้อต้นพันธุ์ทุเรียนหมอนทอง ที่เสียบยอดจากร้านขายพันธุ์ไม้อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี จำนวน 300 ต้น ราคาต้นละ 60 บาท

ในขณะที่น้องชาย คุณสมบัติ เคนคำ เริ่มปลูกทุเรียน 115 ต้น ในพื้นที่ 5 ไร่ ซึ่งมูลเหตุของการปลูกทุเรียน แต่ก่อนทำการเกษตรโดยเริ่มจากการปลูกผักและปลูกยางพารา ยางพาราเริ่มให้ผลผลิตได้ 1 ปี แต่ราคาต่ำ จึงคิดจะเปลี่ยนมาปลูกอย่างอื่น บิดาเลยแนะนำให้ปลูกทุเรียน กอปรกับลูกและตัวเองชอบกินทุเรียน ราคายังแพงอีกด้วย เมื่อเห็นพี่ชายปลูก จึงคิดจะปลูกเช่นกัน และได้ไปศึกษาการปลูกทุเรียนจากอินเตอร์เน็ต แล้วจึงลงมือปลูกทุเรียน

แรกเริ่มในปีแรก เมื่อเดือนกันยายน 2559 พี่ชายได้นำทุเรียนลงปลูก 300 ต้น ในพื้นที่ 10 ไร่ ในขณะที่น้องชาย เริ่มปลูกทุเรียน 115 ต้น ในพื้นที่ 5 ไร่ โดยขุดหลุมขนาด กว้าง 50 เซนติเมตร ลึก 50 เซนติเมตร ยาว 50 เซนติเมตร และระยะปลูกระหว่างต้น ระหว่างแถว 8 เมตร และใช้ฟางคลุมดิน การให้น้ำแบบมินิสปริงเกลอร์ โดยให้วันเว้นวัน วันละ 30 นาที เจ้าของสวนบอกว่า น้ำ คือหัวใจสำคัญมาก สำหรับผู้ปลูกทุเรียนให้น้ำน้อยมีโอกาสตาย ให้มากชื้นแฉะก็เสี่ยงต่อการเกิดโรครากเน่า ขาดน้ำไม่ได้ แต่ก็ไม่ชอบน้ำขัง

การบำรุงรักษา ให้ปุ๋ย สูตรเสมอ 15-15-15 อัตรา 10 กรัม ต่อต้น โดยใส่เดือนละครั้ง และฉีดพ่นปุ๋ยทางใบธาตุอาหารรอง ในส่วนการป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูทุเรียน แมลงที่พบในแปลงมี หนอนชอนใบ ด้วงหนวดยาว แมลงกัดกินใบ ฉีดพ่นด้วยสารเคมีทุก 3-4 เดือน โรคที่พบ โรคใบจุด โรคที่เกิดจากเชื้อรา ฉีดพ่นด้วยคาเบนดาซิน ในการกำจัดวัชพืช ใช้วิธีการตัดหญ้ารอบบริเวณโคนต้น และฉีดพ่นด้วยสารเคมีกำจัดวัชพืช

ปีที่ 2 การให้น้ำแบบมินิสปริงเกลอร์ แทงบอลสด UFABET โดยให้วันเว้นวัน วันละ 40 นาที ใส่ปุ๋ย สูตร 24-7-7 อัตรา 20 กรัม ต่อต้น สลับกับปุ๋ยอินทรีย์ อัตรา 0.5-1 กิโลกรัม โดยใส่เดือนละครั้ง การป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูทุเรียน แมลงที่พบในแปลงมีหนอนชอนใบ ด้วงหนวดยาว แมลงกัดกินใบ ฉีดพ่นด้วยสารเคมีทุก 3-4 เดือน โรคที่พบ โรคใบจุด โรคที่เกิดจากเชื้อรา ฉีดพ่นด้วยคาเบนดาซิน การกำจัดวัชพืช ใช้วิธีการตัดหญ้ารอบบริเวณโคนต้น และฉีดพ่นด้วยสารเคมีกำจัดวัชพืช การตัดแต่งทรงพุ่ม

ในปีที่ 3 การให้น้ำแบบมินิสปริงเกลอร์ เพิ่มรัศมีวงน้ำ โดยให้วันเว้นวัน วันละ 40 นาที การใส่ปุ๋ย สูตรเสมอ 15-15-15 อัตรา 0.7-1.2 กิโลกรัม ต่อต้น โดยใส่เดือนละครั้ง และฉีดพ่นปุ๋ยทางใบธาตุอาหารรอง ในส่วนของการป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูทุเรียน แมลงที่พบในแปลงมีหนอนชอนใบ ด้วงหนวดยาว แมลงกัดกินใบ ฉีดพ่นด้วยสารเคมีทุก 3-4 เดือน โรคที่พบ โรคใบจุด โรคที่เกิดจากเชื้อรา ฉีดพ่นด้วยคาเบนดาซิน การกำจัดวัชพืช ใช้วิธีการตัดหญ้ารอบบริเวณโคนต้น และฉีดพ่นด้วยสารเคมีกำจัดวัชพืช การตัดแต่งทรงพุ่ม มีการตัดแต่งทรงพุ่ม และตัดดอกทิ้ง

มาถึงปีที่ 4 การให้น้ำแบบสปริงเกลอร์ โดยให้วันเว้นวัน วันละ 1 ชั่วโมง ในเดือนพฤศจิกายนให้น้ำวันเว้นวัน 20 นาที การใส่ปุ๋ย สูตรเสมอ 15-15-15 อัตรา 200 กรัม ต่อต้น โดยใส่เดือนละครั้ง ฉีดพ่นปุ๋ยทางใบธาตุอาหารรอง ใส่ปุ๋ย สูตร 8-24-24 อัตรา 500 กรัม ต่อต้น ในเดือนตุลาคม 1 ครั้ง ฉีดพ่นแคลเซียมโบรอนช่วงติดผลทุก 15 วัน การป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูทุเรียน แมลงที่พบในแปลงมี หนอนชอนใบ ด้วงหนวดยาว แมลงกัดกินใบ ฉีดพ่นด้วยสารเคมีทุก 3-4 เดือน โรคที่พบ โรคใบจุด

สำหรับการดูแลในช่วงที่ทุเรียนเริ่มออกดอก แม้ว่าจะเป็นเพียงก้าวแรกที่เริ่มเรียนรู้ ก็ได้ค้นคว้าทดลองทำ ด้วยการช่วยในการผสมเกสรและการตัดแต่งผล ซึ่งดอกทุเรียนจะเริ่มแทงช่อดอกช่วงเดือนธันวาคม พอถึงเดือนมกราคมดอกจะเริ่มบาน เมื่อดอกบาน หากลมช่วงนั้นไม่ค่อยมีแมลงมาช่วยในการผสมเกสร ต้องช่วยผสมเกสร โดยจะผสมช่วงค่ำ เวลา 19.00-21.00 น. เมื่อผลติดขนาดเท่ากำปั้น จะตัดแต่งเลือกผลที่สมบูรณ์ไว้