สวนเมล่อนกิตติยา ยังได้การรับรองมาตรฐาน GAP

Good Agricultural Practices การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี ทำให้ทางสวนจะเป็นผู้กำหนดราคาขายให้กับผู้บริโภคด้วยตนเอง (เรียกได้ว่าผลผลิตมีคุณภาพ และมาตรฐาน ใครก็อยากซื้อ) ความสำเร็จในวันนี้ เกิดจากความล้มเหลวและไม่ยอมแพ้ “ท้อไหม แต่ใจมันสู้” นี่คือคำพูดของคุณป๋อง ที่ใช้กระตุ้นตัวเองอยู่เสมอ

ปลูกให้ได้ผลดี

หากใครอยากประสบความสำเร็จแบบคุณป๋อง วันนี้จะเปิดเผยเทคนิคในการทำเมล่อนให้ประสบความสำเร็จ โดยเริ่มจาก

1. การเตรียมเมล็ดพันธุ์

– นำเมล็ดพันธุ์แช่ในน้ำอุ่น ระยะเวลา 5 ชั่วโมง

– หลังจากนั้นให้นำเมล็ดพันธุ์มาบ่มในผ้าขาวบาง ระยะเวลา 12 ชั่วโมง

– เมล็ดพันธุ์ที่ผ่านการบ่มแล้ว ให้นำมาหยอดลงในถาดเพาะกล้า หลุมละ 1 เมล็ด

– นำถาดเพาะกล้าวางซ้อนทับ จำนวน 10 ถาด และคลุมด้วยพลาสติกผ้าใบ เพื่อเป็นการบ่มให้เมล็ดพันธุ์งอก ระยะเวลา 40 ชั่วโมง หลังจากนั้น 10 วัน เมล็ดพันธุ์จะเริ่มงอก

2. การเตรียมแปลง (ขนาดโรงเรือน 5×40 เมตร)

– ไถดะ/ไถแปร ตีดิน และยกร่อง โดยมีระยะระหว่างแถว 60 เซนติเมตร

– นำโดโลไมท์ จำนวน 20 กิโลกรัม และปุ๋ยอินทรีย์ จำนวน 50 กิโลกรัม ใส่ลงในแปลงเพาะปลูก

– คลุมด้วยผ้าพลาสติกคลุมดินเพื่อป้องกันวัชพืช

– นำกล้าเมล่อนที่งอก ปลูกหลุมละ 1 ต้น ระยะระหว่างแถว 60 เซนติเมตร ระยะระหว่างต้น 45 เซนติเมตร (1 โรงเรือน จะใช้กล้าเมล่อน จำนวน 800 ต้น)

3. การผสมเกสร

– หลังจากปลูกกล้าเมล่อน 10 วัน ให้พันยอดและเด็ดแขนง โดยเลือกเด็ดแขนงที่ 9-12 เพราะเป็นแขนงที่ไม่ต่ำและไม่สูงจนเกินไป เป็นแขนงที่สมบูรณ์ที่สุด

– หลังจากนั้น 20 วัน ให้ผสมเกสรเพื่อให้ติดผลผลิตมากที่สุด โดยให้ใช้พู่กันเขี่ยเกสรเพศผู้ ผสมกับเกสรเพศเมีย ในช่วงเวลา 06.00-12.00 น.

– หลังจากผสมเกสร 10 วัน เมล่อนจะเริ่มติดผล ให้เลือกผลที่สมบูรณ์ที่สุด ต้นละ 1 ผล

4. การดูแลรักษา และการป้องกันกำจัดโรคพืช

การให้ปุ๋ย และสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา

– 30 วันแรกให้ฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา (7 วันต่อครั้ง)

– 3-20 วัน ให้ใช้ปุ๋ยสูตร 25-7-7 อัตรา 7 ขีดต่อโรงเรือน โดยละลายให้พร้อมไปกับระบบน้ำหยด

– 21-40 วัน ให้ใช้ปุ๋ยสูตร 13-13-21 อัตรา 7 ขีดต่อโรงเรือน โดยละลายให้พร้อมไปกับระบบน้ำหยด

– 41 วัน ถึงเก็บเกี่ยว ให้ใช้ปุ๋ยสูตร 10-10-30 อัตรา 7 ขีดต่อโรงเรือน โดยละลายให้พร้อมไปกับระบบน้ำหยด

การให้ฮอร์โมน

– 10 วันแรก ให้ฉีดพ่นออกซิน (Auxin) อัตรา 5 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร

– 11-20 วัน ให้ฉีดพ่นจิบเบอเรลลิน (Gibberellin) อัตรา 3 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร

– 21 วัน ให้ฉีดพ่นไซโตไคนิน (Cytokinins) + อะมิโนโปรตีน อัตรา 30 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร

5. การเก็บเกี่ยวผลผลิต

– หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วให้เปิดโรงเรือน จำนวน 10 วัน เพื่อเป็นการพักแปลง และป้องกันกำจัดโรคพืช-ศัตรูพืช

นี่คือเทคนิควิธีการปลูกเมล่อนเพียงบางส่วน คุณป๋อง แนะนำว่า หากท่านใดอยากเรียนรู้แบบจริงจัง เพื่อนำไปประกอบอาชีพนั้น ตนเองยินดีสอนให้ “เพราะการไปเรียนรู้ที่อื่นอาจจะโดนหลอกไม่บอกทั้งหมด ตนเองไม่อยากให้คนอื่นโดนแบบตนเอง อยากสอนเพื่อเป็นวิทยาทาน” ทั้งนี้ คุณป๋อง กล่าวว่า อนาคต สวนเมล่อนกิตติยา จะเปิดเป็นศูนย์เรียนการปลูกเมล่อนแบบครบวงจร เป็นศูนย์เรียนรู้ที่มีชีวิต ที่จะสอนการปลูกเมล่อนให้กับผู้สนใจ และสวนแห่งนี้จะขอจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้กลุ่มมีความเข้มแข็ง และมีกฎระเบียบที่ชัดเจน โดยคุณป๋องมองถึงอนาคตว่าตลาดเมล่อนยังไปได้อีกไกล ซึ่งล่าสุดประเทศคูเวต และประเทศดูไบ ได้ติดต่อเข้ามาเพื่อขอให้ส่งผลผลิตให้ แต่ตนเองนั้นไม่มีกำลังการผลิตมากพอ จึงคิดว่าน่าจะรวมกลุ่มบุคคลที่ปลูกเมล่อนเหมือนกันเพื่อจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้มีผลผลิตมากเพียงพอในการส่งออกต่างประเทศ

ด้าน คุณเกศริน เถาตะกู ตำแหน่งนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ สังกัดสำนักงานเกษตรอำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบัน สวนเมล่อนกิตติยา อยู่ในขั้นตอนขอรับรองการจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน คาดว่าจะดำเนินการจดทะเบียนให้แล้วเสร็จภายใน 14 วัน ทั้งนี้ ประโยชน์ของการจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน คือ 1. การรวมตัวกันของเกษตรกรในการประกอบธุรกิจในระดับชุมชน มีความมั่นคง ได้รับการรับรองตามกฎหมาย 2. การส่งเสริมความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น การพัฒนาความสามารถในการจัดการ ตรงตามความต้องการที่แท้จริง 3. ระบบเศรษฐกิจชุมชนมีความเข้มแข็ง พึ่งพาตนเองได้ มีความพร้อมที่จะพัฒนาสำหรับการแข่งขันทางการค้าในอนาคต

ผู้สนใจการผลิตเมล่อนแบบครบวงจร สามารถติดต่อสำนักงานเกษตรอำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี หมายเลขโทรศัพท์ 034-564-266 คุณอาทิตย์ นิยมวงษ์ (ป๋อง) หมายเลขโทรศัพท์ 081-019-5674

ขมิ้นชัน (Turmeric) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma longa L.จัดอยู่ในวงศ์ขิง (ZINGIBERACEAE) เป็นพืชล้มลุก มีเหง้าสีเหลืองเข้มถึงแสดจัดอยู่ใต้ดิน มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด มีองค์ประกอบหลักสำคัญที่นำมาใช้ประโยชน์ 2 ชนิด คือ น้ำมันหอมระเหย (termeric oil) และสารที่ให้สีเหลือง คือ curcuminoid ในภาคใต้นิยมนำขมิ้นชันมาเป็นส่วนประกอบหลักในเครื่องแกง เช่น แกงเหลือง ช่วยเพิ่มสีสันให้น่ารับประทาน และให้กลิ่นเครื่องเทศที่เป็นเอกลักษณ์ ในด้านเภสัชกรรมถูกจัดอยู่ในตำรายาสมุนไพรของแพทย์แผนไทย มีสรรพคุณบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม และนิยมนำมาเป็นส่วนประกอบในลูกประคบ โดยช่วยลดอาการอักเสบของกล้ามเนื้อ และบรรเทาอาการจากโรคผิวหนัง

คุณเกรียงศักดิ์ นุ้ยสี และ คุณชัสมา นุ้ยสี สองสามีภรรยา Smart farmer และ Young Smart farmer ตำบลนาเมืองเพชร อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 128/2 หมู่ที่ 2 ตำบลนาเมืองเพชร อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง เดิมเป็นพนักงานโรงงานปาล์มน้ำมันในพื้นที่ใช้เวลาว่างทำธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตยางพาราแผ่น ก่อนตัดสินใจออกจากงานประจำ มาทำลานรับซื้อปาล์มน้ำมัน ไม้ยางพารา และมามุ่งทำการเกษตรอย่างเต็มตัวร่วม 10 ปี โดยเริ่มจากการซื้อที่ดินเก็บไว้ แล้วลองปลูกพืชตามความชอบและความถนัด ลองผิดลองถูกหลายครั้งโดยพืชที่เป็นรายได้หลักคือปาล์มน้ำมันและยางพารา

คุณวินัย วรรธนะนาถ เกษตรอำเภอสิเกา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่เข้าเยี่ยมเยียนที่แปลงเกษตรที่หมู่ 7 ตำบลนาเมืองเพชร อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง มีการปลูกพืชสวนผสมเนื้อที่เกือบ 30ไร่ ปลูกปาล์มน้ำมันเป็นหลัก 14 ไร่ รองลงมาคือ ทุเรียน 7 ไร่ และพืชสมุนไพรอย่างละนิดละหน่อยเพื่อบริโภคในครัวเรือน ทั้งยังเล่าให้ฟังว่า แปลงเกษตรทุกแปลงจะใช้ประโยชน์จากเชื้อราไตรโค เดอร์ม่าเพื่อป้องกันโรคพืช ซึ่งได้เรียนรู้มาจากการจัดอบรมของสำนักงานเกษตรอำเภอสิเกาอยู่หลายต่อหลายครั้ง เมื่อได้เริ่มลองใช้กับแปลงปาล์มน้ำมันแล้วได้ผลดี จึงนำมาใช้กับแปลงเกษตรทุกแปลง เช่นเดียวกับขมิ้นชันที่ปลูก ใช้เนื้อที่ประมาณ 1 งานนี้เช่นกัน ความคิดริเริ่มในการเลือกปลูกขมิ้นชัน เริ่มจากมีการติดต่อจากแผนกแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลห้วยยอด จังหวัดตรัง ว่ามีความต้องการใช้ขมิ้นชันจำนวนมากตามแผนการผลิตเพื่อใช้ในแผนกทั้งสอง จึงตัดสินใจปลูกเพื่อจำหน่ายเนื่องจากปลูกง่าย มีตลาดรองรับที่แน่นอน ถือว่าเป็นแปลงทดลองการปลูกขมิ้นเพื่อศึกษาแนวทางในการผลิตรอบถัดไป

การปลูกขมิ้นชัน
คุณชัสมา เล่าว่า ขมิ้นชันที่ปลูกเป็นพันธุ์ตรัง 1 และ ตรัง 2 ในสัดส่วนที่เท่าๆ กัน โดยสามารถเริ่มปลูกช่วงต้นฤดูฝน ประมาณเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ขั้นตอนแรก เตรียมดินโดยพรวนดินให้ร่วนซุย ทำแปลงแบบแถกดิน ลึกประมาณ 30 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยสูตร 0-3-0 และโดโลไมท์ ประมาณอย่างละ 1 กำมือ วางหัวพันธุ์ที่มีน้ำหนัก 15-50 กรัม ที่มีตา 2-3 ตา เรียงปลูกด้วยระยะ 35×50 เซนติเมตร จากนั้นกลบด้วยดินและโรยเชื้อราไตรโคเดอร์ม่าสดผสมมูลวัว อัตราส่วน 1 : 100 ต้นละ 50 กรัม หรือประมาณ 1 กระป๋องนม รดน้ำให้ทั่ว และคลุมหน้าดินด้วยฟางเพื่อรักษาความชื้นโดยมีวิธีการดูแลและใส่ปุ๋ยดังตาราง

หลังจากนั้นจะเก็บเกี่ยวช่วงเข้าฤดูแล้ง เมื่อขมิ้นชันมีอายุประมาณ 9-11 เดือน โดยรดน้ำเพื่อให้ดินที่เกาะขมิ้นชันคลายตัว ค่อยๆ ใช้จอบขุดและถอนขึ้นมา จากนั้นนำไปทำความสะอาดด้วยน้ำเปล่าจนไม่เหลือเศษดิน ตัดแต่งเอารากและส่วนที่เสียทิ้ง วางผึ่งไว้ให้สะเด็ดน้ำเพื่อเตรียมจัดส่งให้กับทางโรงพยาบาลต่อไป

ต้นทุนและกำไรจากการปลูกขมิ้นชัน
รายการต้นทุนสำหรับปลูกขมิ้นชัน เนื้อที่ 1 งาน *ราคาสินค้าอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามราคาตลาด

ผลผลิตขมิ้นชันรอบนี้เก็บเกี่ยวได้ทั้งหมด 698 กิโลกรัม ขายได้กิโลกรัมละ 30 บาท รวม 20,940 บาท เมื่อนำมาหักต้นทุนเท่ากับว่ารอบนี้ได้กำไร 9,740 บาท ต่อ 1 งาน คิดเป็นกำไรเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในอนาคตทั้งสองมีแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนาผลผลิตโดยเก็บพันธุ์ขมิ้นชันสำหรับการปลูกรอบถัดไป เนื่องจากเป็นการลดต้นทุนการผลิตและหัวพันธุ์ ที่ปลูกรอบนี้ไม่พบปัญหาโรคพืชการส่งตรวจวิเคราะห์ดินที่ปลูก การยื่นขอมาตรฐาน GAP ของขมิ้นชัน การส่งวิเคราะห์ตัวยาในขมิ้นชัน โดยคาดว่าเมื่อได้ผลการทดสอบเป็นไปตามมาตรฐานแล้วจะสามารถขายได้ถึงกิโลกรัมละ 80 บาท ทั้งยังมีแนวคิดในการนำขมิ้นชันไปแปรรูปเป็นสบู่ และนำไปเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์สปาเพื่อเพิ่มรายได้อีกทางด้วย

การเตรียมหัวพันธุ์ขมิ้นชัน เพื่อการปลูกรอบถัดไป

แปลงทดลองขมิ้นชันนี้ถือว่าให้ผลที่น่าพอใจสำหรับทั้งสอง ซึ่งมองได้ว่าเป็นตลาดนำการผลิตก็ไม่ผิดนัก เพราะมีตลาดที่รองรับแน่นอน ทั้งยังบอกอีกว่ายังไงก็จะปลูกรอบถัดไปอีกแน่นอนเพราะเป็นพืชที่ปลูกง่าย การดูแลไม่ซับซ้อน เหมาะสำหรับการปลูกเพื่อเป็นรายได้เสริม

คุณอรรถพล ไชยจักร อยู่บ้านเลขที่ 176 หมู่ที่ 10 ตำบลดอนอะราง อำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ หนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง อดีตวิศวกรไฟฟ้า ผันตัวเป็นเกษตรกร ใช้เวลาศึกษา ล้มลุกคลุกคลาน ทดลองทำเกษตรมาหลายรูปแบบกว่าจะค้นพบรูปแบบที่ใช่ มาดูกันว่าเส้นทางในสายอาชีพการเกษตรของคุณอรรถพล จะผ่านอะไรมาบ้าง แล้วเขามีวิธีจัดการสวนอย่างไร ความรู้จากอาชีพเดิมวิศวกรไฟฟ้าจะเข้ามามีบทบาทช่วยในการจัดการสวน ลดต้นทุนได้อย่างไรบ้าง

คุณอรรถพล ไชยจักร เล่าถึงจุดเริ่มต้นก่อนที่จะผันตัวเป็นเกษตรกรว่า เดิมตนมีภูมิลำเนาเป็นคนจังหวัดบุรีรัมย์โดยกำเนิด แต่พอตอนอายุ 10 ขวบ มีโอกาสได้เข้ามาศึกษาและใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงเทพฯ ยาวจนถึงเรียนจบปริญญาตรี และได้ทำงานเป็นวิศวกรไฟฟ้าที่กรุงเทพฯ ต่ออีกนานหลายปี จนเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ได้มีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น คิดทบทวนสิ่งที่ลูกคนหนึ่งควรจะทำคือ การได้กลับไปดูแลพ่อและแม่ที่ต่างจังหวัด จึงคิดอยากกลับมาหางานทำที่บ้านเกิด โดยเลือกที่จะเป็นเกษตรกรวันหยุดก่อน คือทำงานประจำควบคู่กับการบุกเบิกพื้นที่ทำสวนไปด้วย ถือเป็นสิ่งที่ท้าทายมากเพราะพื้นฐานครอบครัวไม่มีใครทำเกษตรมาก่อน คุณพ่อรับราชการครู คุณแม่เป็นแม่บ้าน จึงไม่มีพื้นฐานด้านการเกษตรเลย อาศัยเพียงข้อได้เปรียบจากการที่เคยเป็นคนเมืองมาก่อน ตรงที่สามารถศึกษาเข้าถึงแหล่งข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตได้ไวและคล่องแคล่ว ประกอบกับการที่ได้นำความรู้ด้านวิศวกรมาใช้จัดการระบบภายในสวนให้ง่ายยิ่งขึ้น แต่กว่าจะค้นพบรูปแบบการทำเกษตรที่ใช่ ก็ต้องใช้เวลามากพอสมควร

ทดลองทำเกษตรมาหลายรูปแบบ
ลงเอยที่เกษตรผสมผสาน ตอบโจทย์ชีวิตทุกด้าน
เจ้าของบอกว่า ก่อนที่จะมาลงเอ่ยกับรูปแบบเกษตรผสมผสาน ต้องลองผิดลองถูกมาเยอะเช่นกัน เริ่มต้นล้มลุกคลุกคลานในรูปแบบเกษตรเชิงเดี่ยวก่อน ปลูกหน่อไม้ฝรั่งอย่างเดียว บนพื้นที่ 2 ไร่ แล้วไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากต้องใช้แรงงานมาก ถึงแม้ว่าในแต่ละวันจะมีรายได้เข้ามามาก วันละหลายหมื่นบาท แต่ก็ยังไม่คุ้มต้นทุนต่างๆ อีกทั้งเมื่อปลูกซ้ำที่เดิมมากๆ ยิ่งทำให้เกิดปัญหาโรคสะสมที่ดิน เป็นเชื้อรา จึงรู้ตัวแล้วว่าเกษตรเชิงเดี่ยวคงยังไม่เหมาะกับตนเอง ระหว่างนั้นจึงได้ศึกษาการทำเกษตรในรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น จนได้ไปเจอกับรูปแบบการทำเกษตรที่ชอบ ใช้ประสบการณ์ค่อยๆ เปลี่ยน เรียนรู้ไปเรื่อยๆ จนเกิดความลงตัว เปลี่ยนจากพืชเชิงเดี่ยวมาทำในรูปแบบเกษตรผสมผสาน เลือกปลูกพืชระยะยาว ดูแลง่าย ใช้แรงงานน้อย มีการหมักปุ๋ยไว้ใช้เอง เลี้ยงไส้เดือน ทำหลากหลายบนที่กว่า 6 ไร่ มี มัลเบอร์รี่เป็นพืชบุกเบิกสร้างรายได้

มัลเบอร์รี่ พืชบุกเบิกสร้างรายได้ของสวน
ปลูกง่าย ต้นทุนต่ำ แปรรูปได้หลากหลาย

หลังจากล้มเลิกการปลูกพืชเชิงเดี่ยวหันมาทำเกษตรผสมผสาน คุณอรรพล บอกว่า ก็เริ่มจับเทรนด์การตลาดในอนาคต ว่าจะเป็นไปในแนวทางไหน จนได้ไปเจอกับมัลเบอร์รี่พันธุ์เชียงใหม่ 60 ที่มีจุดเด่นของพันธุ์ที่ค่อนข้างให้ผลผลิตสูง ใบเล็ก ประกอบกับที่ช่วงนั้นเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว ยังมีคนปลูกน้อย สวนตนเรียกได้ว่าเป็นสวนแรกในจังหวัดบุรีรัมย์ที่ปลูกมัลเบอร์รี่แบบจริงจังเชิงการค้า แต่ก็ต้องยอมรับว่าด้วยในขณะนั้นมัลเบอร์รี่เป็นพืชที่ค่อนข้างใหม่ ในเรื่องของการทำตลาดหรือการแปรรูปต่างๆ จะเป็นไปได้ค่อนข้างยาก จำเป็นต้องศึกษาชุดข้อมูลหลายๆ ด้าน ทั้งของไทยและต่างประเทศ เพื่อศึกษาว่ามัลเบอร์รี่สามารถนำมาสร้างมูลค่าได้อย่างไรบ้าง นอกจากการขายผลสด เมื่อได้มีการศึกษาไปเรื่อยๆ จนค้นพบว่า มัลเบอร์รี่ เป็นพืชมากประโยชน์และสามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น น้ำมัลเบอร์รี่เพื่อสุขภาพ แยมมัลเบอร์รี่ เค้กมัลเบอร์รี่ รวมถึงการนำมาเป็นส่วนประกอบในการตกแต่งบนจานอาหารเมนูต่างๆ ได้หลากหลาย ดูแลง่ายมาก ต้นทุนต่ำ ไม่ว่าจะเป็นค่าปุ๋ย ค่าน้ำ ค่าแรงงาน ถ้าทำตลาดได้ดี มีตลาดรองรับ ไม่ว่าจะผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์แปรรูป จะทำกำไรได้ดีมาก

ในส่วนของพื้นที่การปลูกนั้น ที่สวนเริ่มต้นปลูกมัลเบอร์รี่บนพื้นที่ประมาณ 2 ไร่กว่า โดยพันธุ์ที่เลือกปลูกคือ พันธุ์เชียงใหม่ 60 คุณสมบัติอย่างที่กล่าวไปข้างต้นคือ ให้ผลผลิตดก ใบเล็ก สารอาหารไปเลี้ยงผลได้เยอะ รสชาติของผลหวานอมเปรี้ยว เหมาะสำหรับการแปรรูป เมื่อเปรียบเทียบกับพันธุ์กำแพงแสน ที่เคยชิมมาแล้วจะแตกต่างกันตรงที่พันธุ์กำแพงแสนรสชาติจะเปรี้ยวน้อยแต่หวานสูง จึงยังไม่เหมาะที่จะนำมาแปรรูปด้วยความคิดเห็นส่วนตัว

ขั้นตอนการปลูก
ทำครั้งแรกใส่ปุ๋ยพืชสดช่วยลดต้นทุนก่อน หลังจากนั้นค่อยๆ ใช้มูลวัว มูลไส้เดือน ที่เลี้ยงไว้เองผสมลงไปไม่ต้องมาก มัลเบอร์รี่เป็นไม้ยืนต้น ปลูกครั้งแรกไม่ต้องดูแลอะไรมาก เป็นพืชที่ปลูกง่าย ดูแลรายเดือน รายปี

ระยะห่างระหว่างต้นระหว่างแถว… 2×2 เมตร เหมาะสำหรับเน้นปลูกไปนานๆ เพื่อให้ต้นได้มีพื้นที่ขยายออกข้างได้เรื่อยๆ และข้อดีของมัลเบอร์รี่คือ สามารถดัดโค้งได้ตามความต้องการ แล้วแต่ความสะดวกของแต่ละสวน บางสวนดัดเป็นซุ้มโค้ง หรือบางสวนดัดระหว่างแถวเข้าหากัน ขึ้นอยู่กับว่าต้องการดัดให้คลุมพื้นที่อย่างไร ซึ่งการดัดจะช่วยให้แตกตาได้เยอะขึ้น และในช่วงจังหวะนี้ผลผลิตจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ปุ๋ย… ให้น้อย เพียงปีละ 2-3 ครั้ง ขอแค่มีระบบน้ำที่ดี ปุ๋ยที่ใช้เป็นปุ๋ยมูลวัวกับมูลไส้เดือน เพราะเป็นวัตถุดิบที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น ช่วยประหยัดค่าขนส่งได้มาก

น้ำ… ในช่วงแรกของการปลูก ให้รดน้ำวันเว้นวัน หลังจากนั้นลดลงมาเหลือสัปดาห์ละ 2 ครั้ง แนะนำว่า 1 ปี ควรเก็บผลผลิตไม่เกิน 2-3 ครั้ง เพื่อไม่ให้ต้นโทรมเร็วเกินไป

ข้อดีของการแปรรูป… เป็นการเก็บรักษาผลผลิตให้อยู่ได้นานโดยที่ไม่ต้องลด แลก แจก แถม สามารถเก็บแช่ฟรีซแล้วทยอยนำออกมาแปรรูปได้เรื่อยๆ ที่เห็นได้ชัดคือ ที่สวนทำแยมมัลเบอร์รี่ขายได้ราคาสูง ถึงกระปุกละ 180 บาท เกิดจากกระบวนการคิดต่อยอดมัลเบอร์รี่ที่ปลูกโดยไม่พึ่งสารเคมี ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ใช้มัลเบอร์รี่เป็นส่วนผสมมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช้สารกันเสีย ไม่ใช้เจลลาตินหรือเพกตินที่เป็นการสังเคราะห์ขึ้นมาเพื่อเพิ่มปริมาณ และผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจมาก ในช่วงเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว มัลเบอร์รี่กำลังเป็นที่นิยม สามารถขายได้มากถึงเดือนละ 150-200 กระปุก นอกจากการขายแยมแล้ว ยังขายน้ำมัลเบอร์รี่และกิ่งพันธุ์ได้อีกมากมายเป็นหลักแสนต่อเดือน ถือเป็นพืชที่ทำรายได้ดีมากๆ ในช่วงนั้น แต่ในปัจจุบันเมื่อมีคนปลูกมากขึ้น ราคาก็ลดลงมาบ้าง อาศัยความไม่หยุดนิ่งพัฒนาของตนเองในการไปต่อบนเส้นทางสายเกษตร

มือใหม่อยากปลูกเวิร์กไหม…จากประสบการณ์ทำเกษตรมา พืชมีทั้งที่ปลูกง่ายและยาก พืชระยะสั้นโดยส่วนใหญ่จะเป็นพืชนำเข้า ค่อนข้างเซนซิทีฟต่ออากาศ ปลูกได้ยาก ความต้านทานโรคต่ำกว่าพืชยืนต้นระยะยาว มัลเบอร์รี่เป็นพืชยืนต้นระยะยาว ปลูกง่าย ถ้าจะปลูกเป็นอาชีพปริมาณที่สูงจำเป็นต้องคิดถึงปลายทาง เช่น หน้าร้าน การแปรรูป จนถึงปลายทางใครจะซื้อ ในราคาเท่าไร ถ้าทำอย่างนี้ได้ มัลเบอร์รี่ถือเป็นพืชที่คุ้มค่ามาก

อาศัยความรู้เดิมจากอาชีพวิศวกร
ต่อยอดพัฒนาระบบ ลดต้นทุนภายในสวน
คุณอรรถพล บอกว่า สำหรับประสบการณ์จากที่เคยเป็นวิศวกรไฟฟ้ามาก่อน สามารถนำมาประยุกต์ใช้ทำอะไรในสวนได้บ้าง ตอบได้เลยว่ามีหลายข้อมาก ที่เห็นได้ชัดเลยคือ

แน่นอนว่าต้องได้เรื่องของนวัตกรรมและเทคโนโลยี IoT คือ การใช้เทคโนโลยี “เซ็นเซอร์” ในการวัดข้อมูลเพื่อช่วยในการตัดสินใจและการบริหารจัดการการผลิตให้มีประสิทธิภาพ ครอบคลุมห่วงโซ่การผลิตทั้งระบบ ให้ทำงานได้ง่ายขึ้น อย่างเช่น ชุดโซล่าร์เซลล์ควบคุมด้วยเทคโนโลยี IoT รวมถึงการเลี้ยงไส้เดือนที่ไม่ต้องใช้คนคอยให้น้ำ แต่จะเป็นการใช้ระบบพ่นหมอก โดยใช้ไทมเมอร์เป็นตัวกำหนดตั้งเวลาเปิด-ปิด เหล่านี้คือส่วนด้านเทคนิคจากพื้นฐานด้านวิศวะ

วิศวะไม่ได้สอนแค่เรื่องเทคนิค stacyscreations.net แต่ยังสอนไปถึงเรื่องของกระบวนการคิดและแก้ปัญหา อย่างเช่น เมื่อเจอปัญหาโรคพืช จะมีกระบวนการคิดขั้นแรกคือ โรคเกิดจากอะไร จากนั้นไปในขั้นตอนหาตัวแปรว่าปัญหาเหล่านี้เกิดจากตัวแปรอะไรได้บ้าง แล้วจึงค่อยๆ ทดลองว่า ตัวแปรไหนที่ทำให้เกิดปัญหา หรือพูดง่ายๆ คือ สอนให้เข้าใจปัญหา รู้จักวิธีแก้ปัญหา เมื่อแก้ปัญหาได้ ก็เข้าสู่กระบวนการพัฒนาต่อไปได้

อาชีพเกษตรกรรม ตอบโจทย์ความมั่นคงทางอาหาร
“อาชีพเกษตรกรรม แน่นอนตามชื่อคือ ควรจะมั่นคงทางด้านอาหารก่อน เมื่อเราผ่านการทำเกษตรมาสักพักใหญ่ มีการเรียนรู้มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ได้รู้ว่าอาชีพเกษตรกรรมเหมาะกับการทำอยู่ ทำกินมากกว่า แต่การที่จะทำให้ได้ปริมาณสูง จะต้องมีการวางแผนที่ดี ไม่ว่าจะเป็นการผลิตหรือการตลาด อาจจะต้องมีพื้นที่ที่มากขึ้น ต้นทุนสูงขึ้น ความมั่นคงนั้นจะเป็นเบื้องต้นของความมั่นคงคือ ด้านอาหาร มีอาหารที่ดีกิน มีที่อยู่ที่ดี มีไม้ใช้เอง มีอาหารปลอดสารพิษไว้กินเอง นี่คือความมั่นคงขั้นแรก ความมั่นคงขั้นที่สอง คือ สิ่งไหนคือตัวที่เราจะดึงมาเป็นตัวทำเงินได้ เป็นอาชีพได้ คราวนี้มาดูถึงการทำปริมาณ ผมเชื่อว่าอาชีพเกษตรเป็นความมั่นคงได้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าตัวคนทำเองอาจจะต้องมีการวางแผนที่ดี และมีประสิทธิภาพที่ดีในการงาน” คุณอรรถพล กล่าวทิ้งท้าย

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักยิ่ง วันนี้ผมขอตั้งคำถามง่ายๆ “เราใช้หอมแบ่งในชีวิตประจำวันอย่างไรบ้าง” ลองช่วยกันนึกดูนะครับ ต้มยำ ลาบ น้ำตก ซกเล็ก ก้อย ยำ ต้มจืด ผัด ดอง สารพัดเมนูเหล่านี้ล้วนต้องมีหอมแบ่งเป็นส่วนหนึ่งหรือเป็นตัวหลักในเมนูนั้นๆ

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว วันนี้เรามาทำความรู้จัก หอมแบ่ง กันหน่อยดีไหม ผมนัดพบกับ ท่านนายกฯ ถิ่น เติบสูงเนิน โทร. 081-977-6100 ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลนากลาง อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา เพื่อไปชมแปลงเงินด่วนที่ท่านนายกฯ ได้ปลูกเอาไว้

นายกฯ ถิ่น เล่าว่า ปัจจุบัน หอมแบ่ง ที่ปลูกจำหน่ายในท้องตลาดมี 2 สายพันธุ์ คือ พันธุ์ลับแล และพันธุ์โคราช ครอบครัวญาติพี่น้องปลูกหอมแบ่งมานานแล้ว ใช้พันธุ์โคราชที่สืบทอดกันมา ตั้งแต่เริ่มปลูกจนเก็บเกี่ยว ใช้เวลาแค่ 35-45 วัน เท่านั้น เรียกว่าเป็นการทำเกษตรเงินด่วน ปลูกพืชเงินด่วนได้เลย

เตรียมพื้นที่ปลูก…ปกติเกษตรกรจะนิยมปลูกหอมแบ่งกันหลังฤดูเก็บเกี่ยว คือเริ่มประมาณปลายเดือนธันวาคมจนถึงต้นมกราคมของแต่ละปี เลือกพื้นที่ที่มีไม้บังลม หรือเป็นหุบจะดีมาก เพราะป้องกันลมพัดต้นหอมล้ม ผลผลิตไม่สวยงาม แต่ที่นี่จะปลูกเวียนกันทั้งปี ในพื้นที่ 10 ไร่ โดยแบ่งเป็นแปลงพันธุ์หอม 2 ไร่ แปลงที่อยู่สูงกว่าก็จะปลูกในช่วงฤดูฝน เพื่อป้องกันน้ำขัง เพราะหอมแบ่งจะไม่ชอบน้ำขัง ไม่งั้นหัวเน่าแน่นอน