สวนแห่งนี้ยังมีสินค้าขายดีอีกชนิดคือ ชมพู่เพชรสามพราน

ที่มีลักษณะเด่น คล้ายชมพู่เพชร แต่ผลโตผิวมันสีเขียวอมชมพู เนื้อกรอบรสชาติหวาน อร่อย ติดลูกเป็นช่อๆ ละ 5 – 6 ผล ลุงประกฤติ ได้กิ่งพันธุ์ต้นชมพู่เพชรสามพราน จากต้นแม่เพียงต้นเดียว เป็นต้นเก่าแก่ซึ่งปลูกอยู่ที่บ้านน้าของเขา จึงนำมาปลูกขยายพันธุ์เพื่อนรักษาสายพันธุ์ชมพู่เพชรสามพรานให้เป็นมรดกแก่ท้องถิ่นต่อไป ปัจจุบัน สามารถเก็บผลผลิตชมพู่เพชรสามพรานออกขายสับดาห์ละ 150 กิโลกรัม นำไปวางขายที่ตลาดสุขใจ ในราคาก.ก.ละ 50-70 บาท ขณะที่ชมพู่สายพันธุ์อื่นๆ ซื้อขายในราคาละ 30-40 บาท

หากเปรียบ “ ชมพู่ทับทิมจันทร์ ” คือสินค้าที่เชิดหน้าชูตา ระดับพระเอกในสวนแห่งนี้ มะเฟืองบี 17 ก็เปรียบเสมือนนางเอก ที่สร้างรายได้หลักตลอดทั้งปี สวนแห่งนี้ปลูกต้นมะเฟืองมานานกว่า 40 ปี เริ่มจากปลูกมะเฟืองพันธุ์ไทย ที่มีรสชาติหวานอร่อย แต่มีจุดอ่อนคือ เน่าเสียได้ง่าย จึงเปลี่ยนมาเสียบยอดใหม่เป็นมะเฟืองพันธุ์ บี 17 แทน ประมาณ 300 กว่าต้น ทุกวันนี้ ต้นมะเฟืองบี 17 ให้ผลผลิตคุณภาพดีตรงตามความต้องการของตลาด มะเฟืองบี 17 ขนาดผลใหญ่ เฉลี่ย 3-4 ผล/ก.ก. มีรสชาติอร่อย มีผลผลิตตลอดทั้งปี เฉลี่ยเดือนละ 20,000 บาท ช่วงฤดูมะเฟืองอยู่ประมาณสิงหาคม – ตุลาคม จะให้ผลผลิตดกมาก เคยใช้ถุงห่อผลครั้งละ 50,000 ผลทีเดียว

หลักการดูแลสวนผลไม้อินทรีย์

เก่งบอกว่า แปลงปลูกชมพู่ จะใส่ปุ๋ยขี้ไก่บำรุงต้นในช่วงต้นปี เมื่อต้นชมพู่เริ่มผลิดอกออกผลจะใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ของ ปฐมอโศก เพื่อช่วยบำรุงผลอีกทางหนึ่ง เมื่อสิ้นสุดฤดูเก็บเกี่ยวประมาณช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม จะใส่ปุ๋ยขี้ไก่อีกครั้งโดยหว่านรอบทรงพุ่มต้นชมพู่เพื่อบำรุงต้นชมพู่ให้มีสมบูรณ์แข็งแรงพร้อมให้ผลผลิตในรุ่นต่อไปแต่ละปีจะใส่ปุ๋ยขี้ไก่ในแปลงปลูกชมพู่ประมาณ 150 กระสอบ

หลังเลิกใช้ปุ๋ยเคมี และสารเคมี สภาพดินในสวนก็ปรับตัวดีขึ้น ไม่มีปัญหาดินกรด ดินด่างเหมือนในอดีต ทุกวันนี้ เก่งใช้ปุ๋ยคอกประเภทปุ๋ยขี้ไก่ใส่บำรุงดินเท่านั้น ก็ช่วยให้สภาพดินดีขึ้น ต้นไม้เจริญเติบโต แข็งแรงตามธรรมชาติ ชมพู่ทับทิมจันทร์ที่ปลูกในระบบเกษตรอินทรีย์จะมีขนาดผลใหญ่กว่าปกติ เนื้อแห้ง กรอบ และมีรสหวานโดนใจผู้บริโภคมากกว่า ชมพู่ที่ปลูกดูแลด้วยสารเคมี เนื้อชมพู่มักฉ่ำน้ำ แถมเน่าเสียได้ง่าย

ในอดีตชมพู่ทับทิมจันทร์ที่ปลูกโดยใช้สารเคมี ขายส่งในราคาก.ก.ละ 10-20 บาท เมื่อปรับดูแลในระบบผลไม้อินทรีย์ ก็ขายผลลิตในราคาสูงขึ้นเฉลี่ย ก.ก.ละ 70-80 บาท ลูกค้าส่วนใหญ่ต่างติดใจ รสชาติความอร่อยของชมพู่อินทรีย์ วางขายที่ตลาดสุขใจสามพราน ผลผลิตมีมากเท่าไหร่ ก็ขายได้หมด ตอนนี้เริ่มมีห้างสรรพสินค้าสั่งซื้อชมพู่และ มะเฟืองบี 17 ไปวางขายในห้างฯ ไม่ต่ำกว่าวันละ 300 ก.ก.

กำจัดแมลงศัตรูพืช ด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน

เก่งบอกว่า สวนผลไม้อินทรีย์มักมีโรคและแมลงศัตรูพืชรบกวนบ่อยกว่า สวนที่ปลูกด้วยใช้สารเคมี จึงทำน้ำหมักชีวภาพจากภูมิปัญญาชาวบ้านมาใช้ดูแลป้องกันโรคและแมลง วิธีทำก็แสนง่าย เช่น สูตรแรก เก่งจะนำผลหมากสุกสีแดงที่คนแก่ชอบกิน นำมาทุบเอาเปลือกหมากออกก่อน จึงค่อยนำเปลือกหมาก นำมาหมักแช่เหล้าขาว ประมาณ 1- 2 ชั่วโมง จะได้นำหมักที่มีกลิ่นเหม็นมาก ให้นำไปฉีดพ่นไม้ผลที่กำลังมีผลผลิต แมลงผลไม้จะเกิดอาการเมาจนถึงขั้นตายในที่สุด

สูตรที่สอง เก่งแนะนำให้ใช้ พริกแกง มาแช่น้ำประมาณ 1-2 ชั่วโมงจนเกิดฟองแก๊ส ที่มีกลิ่นฉุน จึงนำไปฉีดพ่นต้นไม้ จะทำให้หนอน เพลี้ย และแมลงผลไม้หนีหายไป จุดอ่อนของน้ำหมักชีวภาพ คือ มีฤทธิ์อ่อนเสื่อมได้ง่าย เมื่อหมักแล้ว ควรนำไปใช้งานทันที และควรฉีดพ่นบ่อย ทุกๆ 2-3 วัน เพื่อป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ครอบครัวเกิดมณียังใช้ “ ขวดน้ำดักแมลงวันผลไม้ ” ที่เกิดจากภูมิปัญญาของลุงประกฤติ หลังสังเกตเห็นว่า โหระพาที่ภรรยานำมาล้างน้ำและทิ้งไว้ข้ามคืน มีแมลงวันผลไม้เข้ามาไต่ตอมกะเพราเป็นจำนวนมากจึงเกิดแนวคิดที่จะทำขวดดักแมลงวันผลไม้ โดยใช้ ขวดน้ำขนาดลิตร 1.5 -2 ลิตร จำนวน 2 ขวด

ขวดแรก ตัดเฉพาะส่วนที่เป็นปากขวด ขวดที่สอง ใช้ไม้บรรทัดวัดจากก้นขวดขึ้นมาประมาณ 4-5 นิ้วก่อน จึงค่อยเจาะขวดให้เป็นรูกว้าง นำปากขวดที่เตรียมไว้มาสวมในรูกว้างที่เจาะไว้ เทน้ำสะอาดในขวดให้มีความสูงประมาณ 2-3 นิ้ว ขั้นตอนสุดท้ายนำฝาจุกขวดน้ำมาเจาะรูตรงกลางเพื่อร้อยเชือกผูกขวด หลังจากนั้นนำกะเพราจำนวน 2-3 กิ่งมาผูกกับเชือกบริเวณฝาขวด ปล่อยให้ช่อโหระพาห้อยโตงเตงอยู่บริเวณคอขวดที่ใช้เป็นกับดัก

นำขวดดักแมลงวันผลไม้ที่ทำเสร็จแล้ว ไปห้อยบริเวณกิ่งในร่มเงาต้นไม้ที่กำลังผลิดอกออกผล กลิ่นกะเพราจะล่อแมลงวันทองให้บินเข้าไปปากขวดที่เจาะไว้เป็นกับดัก และบินออกมาไม่ได้ เมื่อแมลงวันผลไม้บินเข้ากับดักมากขึ้นให้เขย่าขวดเพื่อให้แมลงวันหล่นลงในน้ำที่อยู่บริเวณก้นขวด กับดักตัวนี้จะช่วยล่อแมลงวันผลไม้ได้เป็นจำนวนมาก เรียกว่า ใช้ต้นทุนต่ำ แต่ได้ผลดีเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ ส่วนเศษซากแมลงวันสามารถนำไปใช้อาหารเลี้ยงปลาได้อีก

หากใครสนใจอยากแลกเปลี่ยนแนวคิดเรื่องการทำสวนผลไม้อินทรีย์ หรือสนใจอยากเยี่ยมชมสวนผลไม้อินทรีย์ของ ครอบครัวเกิดมณี สามารถติดต่อกับเก่งได้โดยตรง พวกเขาอาศัยอยู่ บ้านเลขที่ 75/6 หมู่ 4 ตำบลคลองจินดา อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม

แม่สอด เป็นอำเภอติดชายแดนกับเมียนมา ปัจจุบัน เป็นเมืองเขตเศรษฐกิจใหม่ที่ทำให้แม่สอดเจริญก้าวหน้าเพราะที่ทำเลทอง จึงทำให้ราคาที่ดินแพงสุดกู่

แม่สอด เป็นอำเภอที่มีฐานะทางเศรษฐกิจเจริญรุ่งเรืองมีการค้าขายติดต่อกับพม่า หรือเมียนมา มาช้านาน ชื่อเสียงในด้านธุรกิจมีมากมาย การคมนาคมสะดวกกว่าสมัยก่อนมาก จึงเป็นขุมทองการค้าขาย

สวนละออการ์เด้น หรือสวนแม่ละออ พื้นที่ 116 ไร่ ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบล “แม่กาษา” เลขที่ 19 หมู่ที่ 8 ตำบลแม่กาษา อำเภอแม่สอด ห่างจากสนามบินแม่สอด ประมาณ 15 กิโลเมตร ตามเส้นทางถนนหมายเลข 105 แม่สอด-แม่สะเรียง ห่างจากตัวอำเภอแม่สอด ราว 8 กิโลเมตร ปัจจุบัน สวนละออการ์เด้น ดำเนินงานโดย บริษัท สวนละออ จำกัด มี คุณศิวะ คงตระกูลเทียน เป็นประธานกรรมการ บริหารจัดการสวนโดย คุณไพสิฐ (อั๋น) เอาฬาร

เจ้าของผู้บุกเบิกคือ แม่ละออ เอาฬาร (คงตระกูลเทียน) ได้ล่วงลับไปแล้วเกือบทศวรรษ บรรดาลูกหลานได้พัฒนาสวนอย่างต่อเนื่อง สร้างสวนเกษตรเพื่อส่งเสริมเป็นแบบอย่างแก่สังคมและเกษตรกรในท้องถิ่นที่บ้านแม่กาษา รับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรให้ใช้พันธุ์พืชที่ให้ผลผลิตสูง และสินค้าที่ตลาดต้องการ มีผลกำไรกับการลงทุน

นับเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ชาวเกษตรกรอำเภอแม่สอด ที่คนท้องถิ่นกรุงเทพฯ นำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาทำเป็นตัวอย่างให้เกษตรกรท้องถิ่นเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เมื่อสร้างโรงงานขนาดเล็กมาแปรรูปเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรกรในท้องถิ่น ผู้บริโภคได้ของดีราคาถูกด้วย

เมื่อ 10 กว่าปีก่อน ผู้เขียนและคณะ เคยไปเยี่ยมสวนละออการ์เด้น สมัยคุณแม่ละออยังมีชีวิตอยู่ ท่านเป็นชาวอ่างทอง เกิดและเติบโตที่อำเภอวิเศษชัยชาญ ชอบชีวิตทำสวนผลไม้ มาบุกเบิกที่บ้านแม่กาษากว่า 20 ปีแล้ว เริ่มพื้นที่เล็กๆ และขยับขยายไป เมื่อมีผลผลิตเริ่มได้ผล

กอปรลูกชายคนโต คุณมนตรี คงตระกูลเทียน ทำงานเป็นผู้บริหารที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ เห็นว่า บ้านแม่กาษาอยู่ไม่ห่างจากตัวอำเภอแม่สอด อากาศดี อยากให้ครอบครัวมาพักผ่อนทำสวนผลไม้ พืชไร่ พืชสวน และนำเทคโนโลยีและพันธุ์ไม้ได้มาปลูกเป็นตัวอย่างให้เกษตรกรในท้องถิ่นทำเป็นแบบอย่างดูก่อน ทำให้สวนละออการ์เด้น เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

ผลไม้ที่ปลูกในสวนละออการ์เด้น อาทิ ชมพู่พันธุ์ใหญ่จากราชบุรี ส้มโอจากนครชัยศรี และมะม่วงนานาพันธุ์ ได้รับความสนใจจากเกษตรกรท้องถิ่นและผู้ซื้อจากทั่วสารทิศในละแวกอำเภอแม่สอด ทำให้สินค้าสวนละออการ์เด้น เป็นที่กล่าวขวัญในกลุ่มชาวบ้านทั่วไป

หลังสิ้นบุญคุณแม่ละออไปแล้ว ลูกหลานได้สืบทอดเจตนารมณ์โดย คุณไพสิฐ เอาฬาร ลูกชายคนเล็กของแม่ละออ ทำหน้าที่ผู้จัดการ สวน คุณไพสิฐ หรือผู้จัดการอั๋น เล่าว่า “หลังจากคุณแม่ลาจากโลกไปแล้ว ผมได้ปรึกษากับพี่ชายคนโต อยากให้สวนละออขยายพื้นที่เพื่อทำแปลงสาธิตให้เกษตรกรท้องถิ่นดู ส่งเสริมให้เป็นสวนตัวอย่าง และรับซื้อคืน จึงได้สร้างโรงสีขนาดเล็ก เป็นโรงสีชุมชนให้เกษตรกรนำข้าวเปลือกมาสีไปรับประทาน สวนละออการ์เด้นส่งเสริมปลูกข้าวเพื่อสุขภาพ อาทิ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวหอมมะลิ ข้าวทับทิมชุมแพ ข้าวกล้องหอมมะลิแดง และข้าวมะลินิล เพื่อกระจายไปให้เกษตรกรปลูก แล้วรับซื้อคืนในราคาที่เป็นธรรมให้เกษตรกรพอใจครับ”

“ตลาดข้าวท้องถิ่นนิยมข้าวหอมมะลิแม่ละออของเรา รวมทั้ง น้ำแร่ธรรมชาติของบริษัทในเครือที่คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้การรับรองแล้ว วางขายในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง และกรุงเทพฯ มีบริการส่งสินค้าถึงที่บ้านด้วยครับ สะดวกและปลอดภัย น้ำแร่ธรรมชาติของเราผลิตจากอำเภอเวียงป่าเป้า เชียงราย ได้รับการตอบรับดี โดยเฉพาะภาคกลางและในกรุงเทพฯ ครับ”

สวนละออการ์เด้น มีพนักงานซึ่งเป็นคนไทยและเมียนมาที่มาทำงานอย่างถูกต้องกฎหมาย มีนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยเกษตรเข้ามาร่วมทำงานอย่างมีเอกภาพ มีการแบ่งงานแบ่งหน้าที่รับผิดชอบกันอย่างชัดเจน

ก่อนหน้านั้น สวนละออได้ทดลองปลูกยางพาราควบคู่กับปาล์มน้ำมันพันธุ์ดีจากภาคใต้ ขณะนี้ผลผลิตยางพาราเริ่มออกมาแล้ว ตามมาด้วยปาล์มน้ำมัน ที่ส่งเสริมให้ชาวบ้านใกล้เคียงหันมาปลูกพืชให้หลากหลายเพื่อเพิ่มช่องทางสร้างรายได้

ทุกวันนี้ สวนละออ เป็นสถานที่ศึกษาดูงานของนักศึกษา และเกษตรกรทั่วไปได้เข้ามาฝึกงานกันที่สวนละออกันมากขึ้น เพื่อเป็นวิทยาทานความรู้แก่ผู้สนใจทั่วไป

พื้นที่ 116 ไร่ ของสวนละออ นอกจากปลูกพืชหลากหลายชนิดแล้ว ยังสร้างโรงกลั่นสกัดแปรรูปน้ำมันปาล์มขึ้นมาเพื่อ รองรับตลาดราคาปาล์มสด นำมาสกัดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้สูงขึ้น โดยเน้นขายในท้องถิ่นและจังหวัดใกล้เคียง เพื่อให้เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มมีรายได้ที่ดี ไม่ขาดทุน

สวนละออ เป็นแหล่งศูนย์รวมความรู้ด้านเกษตรมากมาย เช่น การทำปุ๋ยหมัก การปลูกกล้วย มะละกอ การทำแป้งวาฟเฟิล (แป้งข้าว แป้งขนม แป้งข้าวเจ้า แป้งกล้วยน้ำว้า) การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์หรือผักอวกาศ ชาจิงจูฉ่าย และคุกกี้

เมล่อน เป็นหนึ่งในไม้ผลไฮไลต์ของสวนละออ เนื่องจากเป็นไม้ผลที่มีรสชาติหอม กรอบ อร่อย ถูกใจคนรักเมล่อนทั้งหลาย สั่งจองสินค้าตั้งแต่เมล่อนติดผล ยังไม่ทันเก็บเกี่ยว ซื้อโดยไม่ต่อรองราคา ตามความนิยมว่างั้นเถอะครับ

เมล่อนสวนละออ นอกจากรสชาติดีแล้ว สีผลก็สวยน่ารับประทาน ที่นี่ปลูกเมล่อน โดยควบคุมป้องกันโรคแมลง การดูแลเอาใจใส่ของสวนอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นผลไม้ราคาแพงนี้แหละ หลายฟาร์มต่างปลูกและเข้มงวดกันทุกแห่ง

สวนละออปลูกเมล่อนสายพันธุ์ญี่ปุ่น ผิวตาข่าย มีเนื้อสีส้ม หวาน หอม กรอบ นุ่มแบบลงตัว เมล่อนสายพันธุ์ทิเบต ผิวลาย ก็ได้รับความนิยมเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีพันธุ์เมล่อนสีทอง ที่มียอดสั่งจองตลอด ส่วนผลไม้ไทยเช่น ทุเรียน มะม่วงไทย ก็ได้รับการสั่งจองจากตลาดจีนเป็นจำนวนมาก

ผลผลิตจากสวนละออการ์เด้น วางจำหน่ายหน้าสวนริมถนนที่เคยโด่งดังสมัยคุณแม่ละออยังมีชีวิตอยู่ หากใครสนใจอยากเยี่ยมชมสวนละออหรือสั่งซื้อผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรของสวนแห่งนี้ สามารถติดต่อกับสวนละออ ได้ที่บ้านเลขที่ 19 หมู่ที่ 8 ตำบลแม่กาษา อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก 63110 โทร. (096) 674-7488 เบอร์น้ำแร่ธรรมชาติเพชรสุวรรณ โทร.

งานเพาะเห็ดหากจะทำเป็นอาชีพ ผู้เพาะเห็ดจะต้องมีใจรักในเนื้องานจริงๆ เพราะการเพาะเห็ดเป็นงานละเอียดอ่อน อาศัยความขยันขันแข็ง อดทน และต้องมีใจสุขุมเยือกเย็น ขืนใจร้อนจะเพาะเห็ดไม่สำเร็จเลย

เกษตรกรมือใหม่มักคิดว่า “การเพาะเห็ด” เป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถสร้างรายได้เข้ามาทุกวันได้ “การเพาะเห็ด” จึงเป็นลำดับต้นๆ ที่เกษตรกรมือใหม่เลือกที่จะทำเมื่อย่างก้าวเข้าสู่ภาคเกษตร เพราะคิดว่าการเพาะเห็ดไม่ยากจนเกินไป ประการสำคัญคือ สามารถเก็บเห็ดขายได้ทุกวัน แต่เมื่อลงมือทำแล้วเกษตรกรมือใหม่เป็นจำนวนมากยอมรับว่าการเพาะเห็ดไม่ได้ง่ายเหมือนอย่างที่ใจคิด การเพาะเห็ดหากจะให้ประสบความสำเร็จทำเป็น “งานอาชีพ” ได้ เกษตรกรต้องทุ่มเทดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดและจริงจัง

ป้าบุญช่วย มั่นแย้ม เป็นผู้เพาะเห็ดเป็นอาชีพหลัก อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 93 หมู่ 4 ตำบลทุ่งยั้ง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ป้าบุญช่วยกล่าวว่า งานการเพาะเห็ดเป็นงานเบา แต่เป็นงานละเอียด การเพาะเห็ดให้ได้ดี คนทำต้องเป็นคนขยัน เป็นคนช่างสังเกต และรักที่จะเพาะเห็ดเป็นอาชีพ

” อาชีพเพาะเห็ดดี มีพื้นที่น้อยก็ทำได้ รายได้จากการเพาะเห็ดเฉลี่ยแล้วไม่ต่างอะไรกับการทำนาที่ต้องใช้พื้นที่มาก” ป้าบุญช่วยกล่าว อาชีพการเพาะเห็ดดี ใช้พื้นที่น้อยแค่ 2 งาน สามารถเพาะก้อนเห็ดได้หลายหมื่นก้อน ทยอยเก็บดอกเห็ดได้ทุกวัน ต่างจากการทำนาที่ต้องใช้พื้นที่มาก สมมุติ นา 1 ไร่ ทำ 3 เดือน ได้ข้าวเปลือก 1 เกวียน ขายข้าวเปลือกไป หักค่าใช้จ่ายแล้วเหลือเงินกำไร 5,000 บาท แต่กับการเพาะเห็ด ใช้พื้นที่ 2 งาน ทำ 3 เดือน รายได้จะดีกว่าทำนา 3 เดือน ใน 1 ไร่ เสียอีก

เส้นทางอาชีพเพาะเห็ด

ป้าบุญช่วย ก้าวเข้าสู่วงการเพาะเห็ด เมื่อปี 2539 หลังเข้ารวมกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ตำบลทุ่งยั้ง ซึ่งมีทั้งหมด 9 หมู่ แบ่งกลุ่มอาชีพออกเป็น 3 กลุ่ม ให้เกษตรกรแยกกันทำ ได้แก่ กลุ่มอาชีพการเพาะเห็ด, กลุ่มอาชีพทำนา และกลุ่มอาชีพเลี้ยงสุกร

กลุ่มอาชีพเพาะเห็ดได้จัดตั้ง กลุ่มสหกรณ์ผู้เพาะเลี้ยงเห็ดลับแล จำกัด มีสมาชิก 175 คน กระจายกันเพาะเห็ดตามหมู่ต่างๆ 7 กลุ่ม ในตำบลทุ่งยั้ง และตำบลไผ่ล้อม สำหรับกลุ่มผู้เพาะเลี้ยงเห็ดกลุ่มที่ 5 อยู่ที่ หมู่ที่ 9 ตำบลทุ่งยั้ง ที่ป้าบุญช่วย มั่นแย้ม เป็นประธานกลุ่มนั้น มีสมาชิกกลุ่ม 33 ราย แต่ละรายแยกกันทำรายได้เป็นของส่วนตัว ไม่ขึ้นกับกลุ่ม แต่สมาชิกกลุ่มต้องซื้ออุปกรณ์การเพาะเห็ดที่สหกรณ์ของกลุ่มเท่านั้น เงินรายได้ในส่วนของสหกรณ์จะปันผลแก่สมาชิกอีกทีหนึ่ง

“เริ่มเพาะเห็ดฮังการี เห็ดภูฐาน เห็ดเป๋าฮื้อก่อน โรงเรือนเพาะเห็ดใหม่ๆ ก็ไม่ค่อยกล้าลงทุนเท่าไร ใช้ใต้ถุนบ้านที่ทำเป็นยุ้งข้าวเป็นที่เปิดก้อนเชื้อเห็ดก่อน”

ป้าบุญช่วย เล่าต่อว่า เมื่อเก็บเห็ดขายพอมีรายได้เข้ามาก็เริ่มสนใจเรียนรู้การทำเห็ดอย่างจริงๆ จังๆ พอมีความชำนาญจึงขยายเพาะเห็ดหูหนู เห็ดขอนขาว เห็ดนางนวล เห็ดลม และอีกหลายชนิดเห็ดเพิ่ม จากการที่กล้าๆ กลัวๆ ก็เริ่มมีความมั่นใจ สร้างโรงเรือนเพาะเห็ดมาตราฐานขึ้นมา และนับจากนั้นก็เพาะเลี้ยงเห็ดทำเป็นอาชีพเรื่อยมา

วิธีการเพาะเห็ดสำหรับเกษตรกรรุ่นใหม่ที่สนใจอยากเพาะเห็ดเป็นรายได้เสริม ป้าบุญช่วย แนะนำว่า ควรฝึกความชำนาญไปก่อนที่จะลงมือเพาะเห็ดเป็นอาชีพ เริ่มจากจัดหาอุปกรณ์เพาะเห็ด มีขี้เลื่อย ถุงพลาสติก คอขวดพลาสติก ฝาจุกที่ปิดคอขวด ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์จะง่ายกว่า แต่เวลาอบรมการเพาะเห็ดมักจะแนะนำให้ใช้สำลีปิดก้อนเห็ด

จากนั้นก็ต้องหาฟางข้าว ถ้ามีฟางข้าวในนาตัวเองก็ไม่ต้องซื้อ แต่ถ้าไม่มีก็ต้องซื้อ ราคาซื้อขาย กระสอบละ 35-40 บาท แล้วก็ซื้อขี้เลื่อยมาเป็นส่วนผสมในการทำก้อนเชื้อเห็ด

นำฟางข้าวมาสับผสมกับขี้เลื่อย ใช้สูตรขี้เลื่อย 1 คันรถปิกอัพ 50 กก. ฟางสับ 1 กระสอบ ดีเกลือ 2 กก. รำ 60 กก. ปูนขาว 1 ถุง คลุกเคล้าให้เข้ากันรดน้ำให้พอหมาด ใช้มือกำส่วนผสมหากกำแล้วคลายมือออก ส่วนผสมขี้เลื่อยจะแตกออกไม่กำแน่นเป็นใช้ได้

นำขี้เลื่อยผสมใส่ในถุงพลาสติกอัดให้แน่น ใช้ไม้ตีเบาๆ จากนั้นก็ใส่คอขวดที่ปากถุง ปิดด้วยพลาสติกหรือกระดาษ รัดหนังยางให้แน่น นำก้อนใส่ลงในถังนึ่งที่ใช้ถังน้ำมัน 200 ลิตร ภายในถังจะทำชั้นวางก้อนเห็ด เพื่อบรรจุก้อนเห็ดลงไปในถัง

วางถังบนเตาที่ก่อขึ้นมาเองแบบง่ายๆ ด้วยการหล่อปูนวางถังให้ใส่ฟืนด้านใต้ บนปากถังที่เปิดโล่งใช้ถุงพลาสติกขนาดใหญ่สวมปากถัง มัดถุงกับปากถังให้แน่น จากนั้นก่อฟืนใต้ถัง พอน้ำเดือดความร้อนจะดันถุงที่ปากถังโป่งพองขึ้น เป็นการเก็บความร้อนขณะน้ำร้อนในถังกำลังเดือด

หากไม่เก็บความร้อนไว้ขณะน้ำเดือด ไอน้ำจะลอยสู่ที่สูงออกนอกถังหมด ก้อนเห็ดจะไม่ได้รับความร้อนเต็มที่ สำหรับควันไฟที่เตาด้านล่างให้ปล่อยออกไปด้านหลัง ต้องนึ่งก้อนเห็ดประมาณ 3 ชั่วโมง จึงยกถังออกจากเตาพักไว้จนเย็นอีกประมาณ 6 ชั่วโมง

หากต้องใช้แก๊สแทนฟืนจะประหยัดเวลาไปอีก 1 ชั่วโมง คือใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น พอน้ำในถังเย็นก็เอาก้อนเชื้อเห็ดออกมาเขี่ยเชื้อเห็ดที่เป็นข้าวฟ่าง ลงในถุงก้อนเชื้อแล้วปิดก้อนเชื้อให้แน่น ทิ้งไว้ 20 วัน เชื้อก็จะเดินเต็มก้อน

สังเกตเชื้อเห็ดสีขาวจะเดินจากปากก้อนลงสู่ก้นถุง หากเป็นหน้าฝน ใช้เวลา 25 วัน เชื้อจึงจะเดินเต็มก้อน เมื่อเชื้อเดินเต็มก้อนก็เอาก้อนเห็ดเข้าไปเรียงบนชั้น หรือแขวนเชือกในโรงเรือนแล้วเปิดก้อนเชื้อเพื่อให้เห็ด

สำหรับโรงเรือนของป้าบุญช่วยนั้น เป็นโรงเรือนกว้าง 4 วา ยาว 6 วา ในโรงเรือนทำชั้นวางก้อนเห็ดและทำคานผูกก้อนเชื้ออีกส่วนหนึ่ง นำก้อนเห็ดแขวนเชือก และวางเรียงบนชั้นแล้วก็เปิดจุกก้อนเชื้อออก

หากเป็นช่วงหน้าร้อนให้รดน้ำบางๆ ที่ก้นก้อนเชื้อ อย่าให้น้ำกระเซ็นไปถูกเชื้อที่ปากถุงจะเน่าเสีย การที่ต้องรดน้ำเบาๆ ก็เพื่อให้เกิดความเย็นเชื้อเห็ดจะสมบูรณ์เต็มที่ อุณหภูมิในโรงเรือนอยู่ระหว่าง 28-32 องศาเซลเซียส ถ้าอุณหภูมิสูงเกิน 35 องศา เชื้อจะหยุดเดินทันที และอุณหภูมิต่ำกว่า 25 องศา เชื้อก็จะเดินได้ดีเช่นกัน

หลังจากเปิดดอกหรือเปิดก้อนเห็ด ประมาณ 7-10 วัน เห็ดก็จะออกดอก รุ่นแรก สามารถเก็บดอกเห็ดได้เช้า-กลางวัน-เย็น แล้วก็จะค่อยๆ วายเก็บได้เช้ากับเย็นจนหมดรุ่น ทิ้งไว้อีก 7-9 วัน ก็จะเกิดดอกเห็ด เป็น รุ่นที่ 2 ได้อีก

พอ รุ่นที่ 3 ทิ้งช่วงรอให้ดอกเห็ดออกประมาณ 1-2 อาทิตย์ ดอกเห็ดจะสลับออกไปเรื่อยๆ ประมาณ 3 เดือน จนกว่าก้อนเชื้อเห็ดจะดำจึงหมดรุ่น เอาก้อนเชื้อออกจากโรงเรือน นำก้อนเชื้อเห็ดรุ่นต่อไปเข้าโรงเรือนแทน

ระหว่างที่เอาก้อนเชื้อเห็ดออก วิธีแทงบอล UFABET ก็ต้องเปิดโรงเรือนด้านข้างให้ภายในโรงเรือนโล่งผึ่งลมให้แห้ง ฉีดยาป้องกันเชื้อรา แมลงหวี่ หมัดกระโดด และแมลงปีกแข็งตัวเล็กๆ ที่จะเข้าไปทำลายดอกเห็ด ทำความสะอาดโรงเรือนให้ดี จากนั้นก็ปิดโรงเรือนนำก้อนเชื้อเห็ดเข้าเพาะเป็นรุ่นต่อไป

คำแนะนำในการเพาะเห็ด

ป้าบุญช่วย บอกว่า การเพาะเห็ดจะต้องหมั่นสังเกตความผิดปกติที่จะเกิดกับก้อนเชื้อและเกิดกับดอกเห็ด เรื่องความสะอาดนั้นสำคัญมาก หากไม่สะอาดจะเกิดเชื้อราดำ ราเหลือง และราเขียวได้ง่าย พบเห็นก้อนเห็ดทำท่าจะเกิดเชื้อรา ให้เอาก้อนนั้นออกจากโรงเรือนทันที

ด้านตลาด

ป้าบุญช่วย บอกว่า มีพ่อค้าแม่ค้าเข้ามาซื้อถึงบ้าน ราคาขึ้นลงตามตลาดและภูมิอากาศ ถ้าอากาศดีเห็ดติดดอกมากราคาก็จะตก แต่ถ้าอุณหภูมิสูงหรือต่ำ หนาวหรือร้อนจัดเห็ดจะออกน้อยราคาก็ดี

การบริหารจัดการต้องวางแผนการผลิตเห็ดให้ได้ทุกวัน จึงจะมีรายได้เข้ามาสม่ำเสมอ และไม่เสียตลาดที่จะเข้ามารับซื้อ ถ้าช่วงไหนที่เห็ดออกมากราคาซื้อขายตก ทางกลุ่มมักจะนำเห็ดมาแปรรูปโดยการทำแหนมเห็ด หรือกรอบเค็มเห็ด ของกลุ่มได้รับความนิยมมีชื่อเสียงมาก เห็ดแปรรูปจะมีขายเป็นช่วงๆ ไม่เสมอไปอยู่ที่ราคาเห็ดสด ถ้าราคาเห็ดสดดี ราคาขายสูงเห็ดแปรรูปก็จะไม่มีขาย เพราะถ้าทำเห็ดแปรรูปออกมาจะไม่คุ้ม เนื่องจากราคาเห็ดสดสูง ต้องรอจนเห็ดสดราคาตกจึงจะมีเห็ดแปรรูปออกมาให้ทานกัน

หากใครสนใจเรื่องการเพาะเลี้ยงเห็ด หรือสนใจซื้อก้อนเห็ดไปทำเอง สามารถปรึกษาป้าบุญช่วยได้ที่เบอร์โทร. 088-426-4854 วิธีการเอาลูกกล้วยไม้สกุลช้างออกขวด

หลังจากการนำฝักที่ผสมได้ส่งเข้าห้องแล็บเพาะเมล็ดในอาหารวุ้น ซึ่งเมื่อเมล็ดงอกเป็นต้นเจริญเติบโตในขวดจนพร้อมย้ายออกจากขวด ซึ่งการย้ายกล้วยไม้สกุลช้างที่แนะนำอาจจะแตกต่างจากสวนกล้วยไม้อื่นบ้าง แต่เท่าที่ใช้วิธีนี้มาก็ช่วยให้คนดูแลสวนมือไม่เปื่อย และยังเอาลูกกล้วยไม้ออกขวดได้รวดเร็ว สามารถทำได้ครั้งละหลายๆ ขวดด้วย หลายๆ ท่านจะได้ลองนำไปประยุกต์ใช้ดู

ขั้นแรก ให้ใช้หนังสือพิมพ์สัก 3-4 ชั้น นำมารองขวดที่เราจะเอากล้วยไม้ช้างออกจากขวด ต่อมาก็นำหนังสือพิมพ์ห่อขวด เหมือนทำขนมปังโรล แต่อย่าพลิกขวด ยังคงให้ขวดกล้วยไม้ตั้งขึ้นเหมือนเดิม ทุบลงเน้นๆ ที่หัวและท้ายของขวดให้แตก อย่าทุบตรงกลางขวด เพราะเศษแก้วอาจไปทับต้นช้างเผือกน้อยของเราช้ำได้ เปิดกระดาษออก แล้วค่อยๆ เก็บเศษแก้วออกให้หมด นักเลี้ยงกล้วยไม้หลายท่านก็ใช้วิธีเอาลวดมาดัดเป็นตะขอแล้วแหย่ลงทางปากขวด ใช้เกี่ยว