สศก.ได้บูรณาการแผนดังกล่าวร่วมกันระหว่างกระทรวงเกษตร

และหน่วยงานภายนอก ได้แก่ สภา หอการค้าแห่งประเทศไทย กระทรวงคมนาคม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนและพัฒนาโลจิสติกส์การเกษตร พัฒนากระบวนการส่งมอบสินค้าเกษตรที่ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ ลดความสูญเสียและรักษาคุณภาพสินค้าเกษตรทั้งระหว่างขนส่งและเก็บรักษา เพื่อการส่งมอบที่รวดเร็วและมีต้นทุนโลจิสติกส์ที่เหมาะสม ให้ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศมีความเชื่อมั่นในสินค้าเกษตรไทย” นายวิณะโรจน์ กล่าว

นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการสนับสนุนเครือข่ายเอสเอ็มอีปี 2561 ในกลุ่มอุตสาหกรรมมะพร้าวและกล้วย ตามที่ได้รับมอบหมายจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อย (สสว.) ว่าได้คัดเลือกผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการ 2,300 ราย เกิดการรวมกลุ่ม 17 เครือข่ายตามเป้าหมาย แบ่งเป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมมะพร้าว 1,350 ราย 10 กลุ่มเครือข่าย อุตสาหกรรมกล้วย 950 ราย จำนวน 7 กลุ่มเครือข่าย จากนั้นส่งทีมผู้เชี่ยวชาญไปประชุมกลุ่ม

จัดอบรมพัฒนาศักยภาพการดำเนินธุรกิจด้านต่างๆ อาทิ ผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ มาตรฐานกระบวนการผลิต และแผนการตลาด สนับสนุนการขายผ่านช่องทางการตลาดออนไลน์ และส่งเสริมการตลาดออฟไลน์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จัดทำแผนพัฒนาระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ให้คำปรึกษาด้านการพัฒนากระบวนการผลิตมาตรฐานสินค้า นำสินค้าตรวจวิเคราะห์ห้องแล็บ และสนับสนุนสินค้าต้นแบบเพื่อผลิตในเชิงพาณิชย์

“ที่ผ่านมาได้จัดให้มีการประชุมภาคีเครือข่ายกลุ่มอุตสาหกรรมมะพร้าวและกล้วยในภาคอีสานเป็นครั้งแรก จังหวัดหนองคาย มีผู้แทนจากหลายหน่วยงานเข้าร่วม อาทิ จากเกษตรจังหวัด อุตสาหกรรมจังหวัด พาณิชย์จังหวัด สหกรณ์จังหวัด และพัฒนาชุมชนจังหวัด ร่วมชี้แจงวัตถุประสงค์โครงการและขอความร่วมมือดำเนินโครงการจากทุกภาคส่วน และเร็วๆ นี้เตรียมจัดประชุมที่ภาคเหนือ จังหวัดนครสวรรค์ และจัดประชุมที่ภาคใต้ จังหวัดชุมพร คาดว่าจะแล้วเสร็จครบทุกพื้นที่ราวปลายเดือนมิถุนายนนี้” นายยงวุฒิ กล่าว

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้เริ่มพัฒนาแอพพลิเคชั่นเพื่อนำสินค้าจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศสู่มือหน่วยงาน หรือองค์กรที่ต้องการประสานความร่วมมือ ต้องการสินค้า ตลอดจนผู้บริโภคทั่วประเทศ โดยกำหนดให้นายพสุ โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม สั่งการไปยังสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ (อสจ.) ไปประสานกับผู้ผลิตสินค้า จัดทำเรื่องราวเกี่ยวกับสินค้าที่โดดเด่น พร้อมคัดสรรสินค้าโดดเด่น มารวมไว้ให้ครบ 77 จังหวัดภายใน 2 สัปดาห์จากนี้

“ในแอพพลิเคชั่นนี้ไม่ใช่แค่ต้องการให้เกิดการซื้อขายระหว่างธุรกิจและลูกค้า (บีทูซี) แต่เพื่อให้เกิดความรับรู้ในวงกว้างว่าจังหวัดของไทยมีของดีเด่น พวกกองทุนหรือเวนเจอร์แคปิตอลต่างๆ เข้าแอพพ์มาก็อาจจะติดต่อไปได้ทันที เกิดการสร้างเครือข่ายไปถึงระดับชุมชน” นายอุตตม กล่าว

นายอุตตม กล่าวว่า นอกจากนี้ล่าสุดได้ประชุมมอบนโยบายแก่อุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศไทย โดยได้กำหนดขอบข่ายการทำงาน 3 ด้านหลักที่ต้องปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาล โดยนโยบายสำคัญที่ต้องการให้ อสจ.เร่งดำเนินการด้านแรก คือ ร่วมมือกับเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม อาทิ สถาบันต่างๆ ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรม การสร้างความร่วมมือจากศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม (ไอทีซี) ในการใช้ข้อมูลเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมโดยเฉพาะเอสเอ็มอีและสตาร์ตอัพ ด้านที่ 2 ขับเคลื่อนกลุ่มเป้าหมายและขยายการช่วยเหลือ ได้แก่ ผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน รวมถึงสตาร์ตอัพชุมชน มีการขยายช่องทางการตลาด และการกระจายความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม และด้านที่ 3 ปรับกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับส่วนกลาง

ทั้งนี้ ยอมรับว่านโยบายดังกล่าวส่งผลให้พันธกิจในการทำงานของ อสจ.เพิ่มขึ้น แต่จะต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับนโยบายสำคัญของรัฐบาล ขณะเดียวกันก็ยังต้องติดตามงานด้านเดิมที่ดำเนินการอยู่อย่างต่อเนื่อง อาทิ การดูแลโรงงานอุตสาหกรรม การกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้บทบาทของกระทรวงสามารถเข้าถึงภาคอุตสาหกรรมทุกกลุ่มและทุกขนาด โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่จะเป็นฐานรากของเศรษฐกิจไทย

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม นายประจวบ ทาก๋า หรือ พ่อหลวงถม ประธานกลุ่มลำไยแปลงใหญ่ บ้านร้องกุด หมู่ที่ 10 ตำบลแม่ก๋า อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยกรณีล้งจีนที่เข้ามากดราคารับซื้อ ผลไม้ในพื้นที่ว่า เพราะไม่มั่นใจในล้งจีน จึงทำล้งเอง เกษตรกรในพื้นที่จะรู้จักกันดีในฐานะเจ้าของโกดัง ซอย 2 บ้านร้องกุด พบว่าเกษตรกรไม่มีที่ขาย ต่างเบื่อล้งจีนที่กดราคาผลผลิตเกินไป จึงหันมารับซื้อและรวบรวมผลผลิตลำไยของเกษตรกรไปขายเองตามคำสั่งซื้อภายในประเทศ ทั้งตลาดไท อ.ต.ก. และห้างสรรพสินค้าต่างๆ จากที่เคยติดต่อค้าขายกันมาก่อน รวมทั้งส่งออกไปยังประเทศมาเลเซีย

“ถามว่ามีล้งจีนส่งคนมาติดต่อหรือไม่ ขอตอบว่ามีแต่ไม่ทำ เพราะเขาจะสั่งแบบ 10 ตู้คอนเทนเนอร์ และล้งจีนต้องการลำไยขนาดกลาง ผิวดี แต่ในของ ต.แม่ก๋า ลำไยผลใหญ่ ไม่เหมาะกับความต้องการของจีน แต่สามารถส่งไปจำหน่ายที่อินโดนีเซียและตลาดไท ผมเคยเป็นลูกจ้างล้งจีนมาก่อน สมมุติว่าเขาสั่งลำไย 100 ตัน ในราคา 50 บาทต่อกิโลกรัม เราต้องหารออก 7 อย่าง เช่น ลำไยเกรดสีทองราคา 50 บาท ต้องถูกหักออกไปเหลือ 35 บาทต่อกิโลกรัม หรือเก็บลำไยที่มีผลอ่อนไปขาย เขามีเทคนิคคือรับซื้อราคาต่างกัน แต่พอถึงเวลานำไปรวมกันเพื่อส่งออก คิดว่ามันไม่ถูกต้องเลยออกมาตั้งล้งเอง” นายประจวบ กล่าว

นายประจวบ กล่าวอีกว่า ล่าสุดประสานไปยังกระทรวงพาณิชย์ เพื่อขายลำไยผ่านเว็บไซต์อาลีบาบา หากตกลงกันได้ตลาดลำไยจะไปไกล ถึงเวลาเกษตรกรลืมตาอ้าปากได้ ไม่ต้องไปกลัวล้งจีน ตอนนี้มีสมาชิกกว่า 110 แปลง หลายพันไร่ ต้องหาตลาดใหม่เอาเอง ที่ผ่านมารับซื้อได้ 100 ตันต่อปี ลำไยในฤดูกำลังเตรียมตัวออกสู่ตลาดในวันที่ 20 มิถุนายนนี้

นางประทุมพร ศรีเดชา ประธานกลุ่มเกษตรกรทำไร่ดอยหล่อ และเลขานุการสหกรณ์การเกษตร ดอยหล่อ เปิดเผยว่า ผลผลิตที่ทำตอนนี้คือลำไยและแคนตาลูป ที่ผ่านมาปัญหาจะอยู่ที่ลำไยมากกว่า ทางจีนจะกำหนดราคาโดยมีราคาปลายทางเป็นตัวนำ แต่ก็มีคนไทยมาตั้งจุดรับซื้อลำไยสดร่อนอยู่ด้วย จะช่วยกันพยุงราคาไว้ที่ 19.94 บาท ต่อกิโลกรัม แต่ก็จะมีการโยนราคารับซื้อขึ้นไปที่ 20.94 บาท ต่อกิโลกรัม ในขณะที่คนจีนรับซื้อด้วยการบวกราคา 50 สตางค์ หรือ 1 บาท ไม่ค่อยมีปัญหา

“ส่วนลำไยสดช่อที่มีปัญหาคือพ่อค้าคนไทยจะเก็บลำไยไม่สุก เกรดไม่สม่ำเสมอ แต่ยัดไส้ไปด้วยกัน เช่นสินค้าเบอร์ 1 แต่จะมีเบอร์ 2 ปน หรือสินค้าเบอร์ 2 แต่มีเบอร์ 3 ปนไปด้วย ขณะที่ราคาลำไยสดร่วงไปนิ่ง และราคาส่งออกไปจีนหากเต็มตู้คอนเทนเนอร์ก็จะราคาสูง แต่หากไม่เต็มก็ต้องลดลง ปีนี้อาจมีปัญหาเพราะตลาดอินโดนีเซียไม่รับซื้อปิดตลาดไปแล้ว สาเหตุน่าจะมาจากคุณภาพไม่ได้ และมาตรฐาน GMP ไม่ได้” นางประทุมพร กล่าว

นางประทุมพร กล่าวอีกว่า ปัญหาลำไยเป็นลำไยการเมืองมาตั้งแต่รุ่นแรกจนถึงปัจจุบัน ตอนปี 2548 ที่มีการแก้ปัญหาด้วยการบริการจัดการโครงการลำไย ให้เกษตรกรกู้เงินมาถึงวันนี้ต้องรับสภาพหนี้แบบ รายตัว เฉลี่ยสหกรณ์ละ 80,000-90,000 บาท รอวันไกล่เกลี่ย ในพื้นที่มีไม่ต่ำกว่า 3 สหกรณ์จาก 10 สหกรณ์ที่ได้รับความเดือดร้อนไม่รู้จบ

กรมส่งเสริมสหกรณ์ รับนโยบายใช้กลไกสหกรณ์ช่วยแก้ไขปัญหาราคาสับปะรด เชื่อมโยงสหกรณ์โคนมรับซื้อไปผลิตเป็นอาหารสัตว์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เร่งแก้ปัญหาปริมาณสับปะรดล้นตลาด โดยใช้กลไกของสหกรณ์เข้ามาช่วยเหลือดูดซับปริมาณผลผลิต พร้อมดำเนินการ 3 มาตรการ ตามข้อสั่งการ รมช. เกษตรฯ ทั้งนำผลผลิตไปทำอาหารโคนม กำหนดจุดรวบรวมผลผลิตโดยสหกรณ์ในจังหวัดระยอง และจัดกิจกรรมส่งเสริมการบริโภคสับปะรดที่สหกรณ์ผู้ปลูกสับปะรดลำปาง จำกัด พร้อมปล่อยขบวนรถบรรทุกสับปะรดกระจายสู่ตลาด ในวันที่ 24 พฤษภาคม นี้

นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากมติคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาสับปะรดแห่งชาติ เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2561 เห็นชอบแนวทางการบริหารจัดการสับปะรดที่จะออกสู่ตลาดจำนวนมากในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน โดยได้กำหนดมาตรการเร่งระบายผลผลิตสับปะรดออกนอก แหล่งผลิตไปยังผู้บริโภคในจังหวัดที่ไม่มีการปลูกสับปะรดโดยใช้กลไกของสหกรณ์ และเชื่อมโยงกับสหกรณ์โคนมและโคเนื้อ รับซื้อสับปะรดจากสหกรณ์ที่อยู่ในแหล่งผลิต เพื่อนำไปทำอาหารหมักเลี้ยงโคเนื้อและโคนม

ล่าสุด นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ ดำเนินมาตรการหลัก 3 มาตรการ คือ มาตรการแรกให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ประสานงานกับสหกรณ์โคนมไทยเดนมาร์ค อ่าวน้อย จำกัด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อให้กรมปศุสัตว์เข้าไปแนะนำแนวทางในการใช้สับปะรดผลอ่อนมาผลิตเป็นอาหารโคนม

มาตรการต่อมาคือ ให้มีการกำหนดจุดรวบรวมผลผลิตสับปะรดจากสมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิต ซึ่งแต่เดิมกำหนดไว้ในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และระยอง ซึ่งในขณะนี้ในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์ สถานการณ์ผลผลิตล้นตลาดเริ่มคลี่คลาย เนื่องจากปริมาณผลผลิตมีความสอดคล้องกับโควต้าที่โรงงานแปรรูปสับปะรดมีความต้องการ ดังนั้น จึงคงเหลือจุดรวบรวมสับปะรดของสหกรณ์เพียงที่จังหวัดระยองเท่านั้น

ทั้งนี้ ในการบริหารจัดการผลผลิตสับปะรดในจังหวัดระยอง มีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่จะดำเนินการรวบรวมสับปะรดสดเพื่อการบริโภค 5 แห่ง คือ สหกรณ์การเกษตรเขาชะเมา จำกัด สหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ จำกัด สหกรณ์นิคมฯ ระยอง จำกัด กลุ่มเกษตรกรทำไร่สับปะรดมะขามคู่ และกลุ่มเกษตรกรทำไร่สับปะรดตำบลซำฆ้อ เบื้องต้นคาดว่าจะรวบรวม 1,000 ตัน

ซึ่งในการเปิดจุดรวบรวมผลผลิตดังกล่าว สหกรณ์จำเป็นต้องใช้เงินทุนเพื่อมารับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร ทางเกษตรจังหวัดระยองได้เสนอคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชจ.) ขอสนับสนุนเงินชดเชย เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการให้กับสหกรณ์ กิโลกรัมละ 2.50 บาท

ส่วนมาตรการสุดท้าย กำหนดให้จัดงานประชาสัมพันธ์การบริโภคสับปะรด จะจัดพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหกรณ์ผู้ปลูกสับปะรดลำปาง จำกัด กับสหกรณ์โคนมนครลำปาง จำกัด และบริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) พร้อมปล่อยขบวนสินค้าจากสหกรณ์ผู้ปลูกสับปะรดลำปาง ไปยังศูนย์กระจายสินค้าแม็คโคร และสหกรณ์โคนมนครลำปาง จำกัด ในวันที่ 24 พฤษภาคมนี้ ที่สหกรณ์ผู้ปลูกสับปะรดลำปาง จำกัด

โดยงานดังกล่าว นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเป็นประธานเปิดงาน และมีผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ประธานสหกรณ์ผู้ปลูกสับปะรดลำปาง ภาคเอกชน และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงานด้วย

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด COMEXPOSIUM และ Axema ประเทศฝรั่งเศส ประกาศความพร้อมการจัดงาน SIMA ASEAN Thailand 2018 งานแสดงสินค้าเพื่ออุตสาหกรรมการเกษตร ระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครั้งที่ 4 ภายใต้แนวคิด “ศาสตร์พระราชาและนวัตกรรมการเกษตร”

โดยมีหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทั้ง 12 หน่วยงาน พร้อมทั้งบริษัทชั้นนำ ร่วมจัดนิทรรศการและงานแสดงสินค้าในครั้งนี้ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันที่ 6-8 มิถุนายน 2561 ณ อาคาร 3-4 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า “เพื่อเป็นการส่งเสริมเกษตรกรไทยให้มีความรู้ และก้าวทันเทคโนโลยี เครื่องจักรกลการเกษตรแทนกำลังแรงงาน ทำให้เกษตรกรเชื่อมโยงกับตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างโอกาสในการขยายเครือข่ายทางธุรกิจสู่ภูมิภาคอาเซียน และตลาดโลก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงเข้าร่วมเป็นเจ้าภาพการจัดงาน SIMA ASEAN Thailand 2018 ภายใต้แนวคิด “ศาสตร์พระราชาและนวัตกรรมการเกษตร”

โดยมีหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทั้ง 12 หน่วยงาน ร่วมจัดนิทรรศการในครั้งนี้ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยในด้านการพัฒนาการเกษตร ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วน

1. การสัมมนาภายใต้หัวข้อ “ศาสตร์พระราชาและนวัตกรรมการเกษตร” โดยมีหัวข้อบรรยายที่น่าสนใจจากนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ อาทิ เทคโนโลยี 4.0 ในการทำไร่อ้อย, การปฏิรูปปศุสัตว์ 4.0 อย่างยั่งยืน, โครงการโคก หนอง นา โมเดล” โมเดลต้นแบบที่สถาบันเศรษฐกิจพอเพียงและมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ น้อมนำพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้านการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้บริหารจัดการน้ำและพื้นที่การเกษตร ซึ่งได้รับเกียรติปาฐกถาพิเศษจาก นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

2. นิทรรศการ “ศาสตร์พระราชาและนวัตกรรมการเกษตร” โดยจะจัดแสดงนิทรรศการครอบคลุมพื้นที่ 972 ตารางเมตร เพื่อนำเสนอนวัตกรรม เทคโนโลยี งานวิจัย ด้านการเกษตร อาทิ โดรน ปัญญาประดิษฐ์ แอปพลิเคชั่น เป็นต้น

3. การจำหน่ายผลผลิต/ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่ใช้นวัตกรรมด้านการเกษตรมาผลิตสินค้า โดยคัดสรรผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากเทคโนโลยี/นวัตกรรมการเกษตร อาทิ เครื่องควบคุมรถแทรคเตอร์เดินตามไร้คนขับ ซึ่งคิดค้นและพัฒนาขึ้นโดยเกษตรกรรุ่นใหม่ เครื่องตัดหญ้า/รดน้ำแบบเบ็ดเสร็จ นวัตกรรมการผลิตเมล่อนในโรงเรือน เครื่องจักรกลเกษตร

รวมทั้งผลผลิตทางการเกษตรคุณภาพ เช่น ข้าวกล้องหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางพารา ผัก ผลไม้ ทั้งในรูปแบบการผลิตและการแปรรูป เช่น มะม่วงน้ำดอกไม้ ทุเรียนภูเขาไฟ กาแฟดอยสะเก็ด เป็นต้น ตลอดจนผลิตภัณฑ์เสริมความงาม ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ อาหารเสริมที่ทำมาจากผลผลิตทางการเกษตรร่วมจัดจำหน่าย”

มิสเตอร์ลอย จุน ฮาว ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด กล่าวถึงการจัดงาน SIMA ASEAN Thailand 2018 ครั้งที่ 4 ว่า “ในปีนี้ทางคณะผู้จัดงานฯ มุ่งเน้นกระจายองค์ความรู้ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรแก่ผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมการเกษตรทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

โดยได้รับการสนับสนุนการจัดประชุมเชิงวิชาการ และสัมมนาเป็นอย่างดีจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และพันธมิตรที่จะนำองค์ความรู้ในอุตสาหกรรมเกษตรที่ได้รับความนิยม มาเผยแพร่ให้แก่ผู้ที่สนใจ อาทิ

• สัมมนาศาสตร์พระราชาและนวัตกรรมการเกษตร โดย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
• กองทัพอากาศกับศาสตร์พระราชา โดย กองทัพอากาศไทย
• ท่องเที่ยวชุมชนเทรนใหม่วัยรุ่น โดย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
• อะไรๆ ก็สมาร์ท มาเป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์กันเถอะ โดย นิตยสารเคหะเกษตร
• การอนุรักษ์พันธุกรรมพืชและการผลิตเมล็ดพันธุ์ผัก โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)”

งานแสดงสินค้านานาชาติ – เครื่องมือขับเคลื่อนนโยบาย 4.0

นางสาวกนกพร ดำรงกุล ผู้อำนวยการ ฝ่ายอุตสาหกรรมการแสดงสินค้านานาชาติ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (ทีเส็บ) กล่าวว่า “สสปน. ในฐานะหน่วยงานภาครัฐที่มีภารกิจส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาอุตสาหกรรมการประชุมและงานแสดงสินค้านานาชาติของประเทศไทย มีความยินดีที่ได้ร่วมสนับสนุน งาน SIMA ASEAN Thailand เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน

และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การสนับสนุนของทีเส็บจะมีส่วนช่วยขับเคลื่อนการเติบโตให้กับงานอีกครั้ง หลังจากในรอบ 2 ปี ที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2016 งาน SIMA ASEAN Thailand มีจำนวนการนัดหมายทางธุรกิจถึง 1,244 ครั้ง มีผู้เช้าชมงามรวมกัน 15,000 คน

ปัจจุบัน ทีเส็บ มีนโยบายใช้งานแสดงสินค้านานาชาติเป็นเครื่องมือช่วยขับเคลื่อนนโยบาย 4.0 ของภาครัฐ และจะสนับสนุนงานใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรม S-Curve งาน SIMA ASEAN จึงเป็นงานเป้าหมายของการสนับสนุน เนื่องจากเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและการจัดการของอุตสาหกรรมการเกษตรและแปรรูปอาหาร ซึ่งเป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรม S-Curve

โดยปัจจุบัน ทีเส็บ มีแคมเปญสนับสนุนงานแสดงสินค้านานาชาติ ทั้งแคมเปญ Connect Businesses เพื่อส่งเสริมการเจรจาซื้อขาย แคมเปญ Exhibiz in Market เพื่อดึง international pavilion มาจัดแสดง และการสนับสนุนการทำตลาดในต่างประเทศให้กับตัวงาน ทั้งหมดนี้ มีเป้าหมายทั้งเพื่อดึงงานใหม่ๆ และดึงลูกค้าต่างประเทศให้กับงานที่มีอยู่เดิม”

ผู้นำด้านการผลิต และบริการแทรคเตอร์เพื่อการเกษตร
นอกเหนือจากการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ และองค์กรต่างๆ แล้ว ยังมีแบรนด์สินค้าเพื่ออุตสาหกรรมการเกษตรชั้นนำ เข้าร่วม โดย นายเกรียงศักดิ์ อัศวรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทรัพย์ทวี เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ผู้จัดจำหน่าย แทรคเตอร์แชมป์ ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท วายทีโอ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (ประเทศจีน) ผู้สนับสนุนการจัดงานฯ ระดับซิลเวอร์

นายเกรียงศักดิ์ เปิดเผยว่า “ประเทศไทยถือเป็นตลาดสำคัญสำหรับแบรนด์ต่างประเทศที่ต้องการเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมการเกษตรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในฐานะบริษัทชั้นนำด้านแทรคเตอร์การเกษตร และผู้ผลิตแทรคเตอร์รายใหญ่ที่สุดในประเทศจีน เราจึงเข้าร่วมแสดงสินค้า ในงาน SIMA ASEAN Thailand 2018 เพื่อใช้เป็นเวทีประกาศศักยภาพของแทรคเตอร์แชมป์ เครื่องยนต์แรงบิดสูงบนโครงสร้างรถที่แข็งแรง และพบปะกับผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเกษตรตัวจริง เพื่อสร้างเครือข่าย และโอกาสทางธุรกิจ”

กรมส่งเสริมสหกรณ์ นำทีมจัดซื้ออาลีบาบาลุยสวนผลไม้ GAP สมาชิกสหกรณ์ภาคตะวันออก มั่นใจได้สินค้ามีคุณภาพ เตรียมทำข้อตกลงสั่งซื้อทุเรียนไปเปิดตลาดที่จีน ปีละ 800,000 ลูก

กรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมด้วยทูตเกษตรฯ นครเซี่ยงไฮ้ นำผู้แทนบริษัทจัดซื้อของอาลีบาบา ลงพื้นที่บุกสวนผลไม้ GAP ของสมาชิกสหกรณ์ในภาคะตะวันออก ระยอง จันทบุรี และตราด ระหว่าง วันที่ 21-23 พฤษภาคมนี้ มั่นใจในกระบวนการผลิตผลไม้ที่มีคุณภาพของสหกรณ์ เตรียมลงนามข้อตกลงทางการค้า สั่งทุเรียนไม่น้อยกว่า 800,000 ลูก ขายออนไลน์ผ่านเว็บ Tmall.com ประเทศจีน

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่บริษัท อาลีบาบา กรุ๊ป ของจีน มีความสนใจจะสั่งซื้อทุเรียนไทยส่งไปขายผ่านออนไลน์ในประเทศจีน พร้อมทั้งได้ประสานมายังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้ บริษัท Win Chain Supply Chain Management Co.LTD ซึ่งเป็นบริษัทจัดซื้อในเครือของอาลีบาบา เจรจาการค้าร่วมกับตัวแทนสหกรณ์ในจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด

โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานเพื่อให้เกิดการพบปะพูดคุยระหว่างกัน เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งจากการหารือร่วมกันครั้งนั้น ตัวแทนของอาลีบาบาได้แจ้งความประสงค์ที่จะทำธุรกิจซื้อขายทุเรียนกับสหกรณ์โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง และคาดหวังที่จะได้ผลไม้ที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน เพื่อทางบริษัทจะนำไปขายทางออนไลน์และร้านสะดวกซื้อที่เป็นเครือข่ายตั้งอยู่ในเมืองต่างๆ ของจีน

ทั้งนี้ ในระหว่าง วันที่ 21-23 พฤษภาคมนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมด้วยกงสุล (ฝ่ายเกษตร) ณ นครเซี่ยงไฮ้ ได้นำผู้แทนของ บริษัท อาลีบาบา ลงพื้นที่จังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด เพื่อเยี่ยมชมกระบวนการผลิตผลไม้คุณภาพ GAP ซึ่งเริ่มตั้งแต่การบริหารจัดการในแปลงของสมาชิกสหกรณ์

จากนั้นได้ไปดูกระบวนการรวบรวมผลไม้ การคัดเกรด การบรรจุและขนส่งสินค้าของสหกรณ์การเกษตรเขาคิชฌกูฏ จำกัด และสหกรณ์การเกษตรมะขาม จำกัด จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นสหกรณ์ที่มีศักยภาพในการรวบรวมผลไม้เพื่อส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ ทำให้ทางบริษัทเกิดความมั่นใจในกระบวนการผลิตผลไม้คุณภาพของสหกรณ์

เนื่องจากสหกรณ์มีวิธีการบริหารจัดการคุณภาพในระบบแปลงใหญ่มามิน้อยกว่า 5 ปี และมีขั้นตอนในการผลิตที่ได้มาตรฐานสากล ทางบริษัทจึงได้หารือถึงการเตรียมความพร้อมด้านการกระจายผลไม้ออกสู่ตลาดจีน โดยขายผ่านออนไลน์เว็บ Tmall.com ในเครืออาลีบาบา นอกจากนี้ ยังเก็บข้อมูลผลไม้ไทย เพื่อไปทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ในต่างประเทศ ว่าเป็นผลไม้ที่ดีที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในประเทศจีนด้วย