สหกรณ์จันทบุรี นำผลไม้ไทยบุกตลาดกัมพูชาดันเข้าห้างแม็คโคร

นายปัญญารักษ์ พูลทรัพย์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ เป็นประธานพิธีเปิดงาน “เทศกาลผลไม้ไทย” (Thai fruit festival 2019) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 พฤษภาคม ถึงวันที่ 2 มิถุนายน 2562 ณ ห้างแม็คโคร สาขาพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชา โดยมีนางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงพนมเปญ นางศศิธร วิเศษ สหกรณ์จังหวัดจันทบุรี พร้อมด้วยผู้บริหารห้างแม็คโคร และคณะกรรมการ ฝ่ายจัดการสหกรณ์ผู้ผลิตผลไม้ในจังหวัดจันทบุรี ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรมะขาม จำกัด สหกรณ์การเกษตรเขาคิชฌกูฏ จำกัด สหกรณ์การเกษตรเมืองขลุง จำกัดและสหกรณ์การเกษตร นายายอาม จำกัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมพิธีเปิดงานดังกล่าว

ทั้งนี้ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดจันทบุรี ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ในการจัดแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจให้กับสหกรณ์ เพื่อเป็นการเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ สร้างภาพลักษณ์สินค้าของสหกรณ์ และสร้างโอกาสทางการค้า โดยการขยายช่องทางการตลาดเพื่อจำหน่ายผลไม้คุณภาพ จัดกิจกรรม “โชว์ ชิม ผลไม้” ขนมังคุด เงาะ และลองกอง ไปทดลองให้ผู้บริโภคชาวกัมพูชาได้เลือกซื้อและชิมรสชาตผลไม้ไทย ณ ห้างแม็คโคร สาขาพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชา ในโอกาสที่ห้างแม็คโครได้ขยายสาขาไปเปิดที่กรุงพนมเปญเป็นครั้งแรก ซึ่งภายในงานดังกล่าวมีประชาชนชาวกัมพูชาสนใจเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง พร้อมทั้งมาชิมและเลือกซื้อผลไม้ไทย นับว่ากระแสตอบรับจากผู้บริโภคเป็นไปด้วยดีและมีโอกาสที่ผลไม้ไทยซึ่งผลิตโดยสหกรณ์ในจังหวัดจันทบุรีจะสามารถเข้าไปขยายตลาดในราชอาณาจักรกัมพูชาได้ในอนาคต

โอกาสนี้ ทางสำนักงานสหกรณ์จังหวัดจันทบุรียังได้นำคณะกรรมการ ฝ่ายจัดการ และผู้แทนสหกรณ์ ศึกษาวิถีตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภค ณ ตลาดโอลิมปิก (Olympic Market) ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางกรุงพนมเปญ ซึ่งได้ชื่อว่า “ตลาดแห่งความครบครัน” เนื่องจากจำหน่ายสินค้าหลากหลายชนิด ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค และในส่วนของผลไม้ที่วางจำหน่ายภายในตลาดแห่งนี้ มีทั้งเงาะ สะละ ลิ้นจี่ โดยเฉพาะทุเรียนพันธุ์ชะนีและหมอนทอง ราคาสูงถึง กิโลกรัมละ 350 บาท ซึ่งเป็นทุเรียนที่ผลิตในแบบเกษตรอินทรีย์ และปลูกในจังหวัดกำปอต หรือก็อมโปต ซึ่งเป็นจังหวัดทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศกัมพูชา

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์การนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรไทยกับอาเซียน ในช่วงไตรมาสแรก ปี 2562 (ม.ค. – มี.ค.62) พบว่า ไทยยังคงเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าในอาเซียน คิดเป็นมูลค่า 53,244 ล้านบาท โดยสินค้าเกษตรส่งออกที่สำคัญของไทย ได้แก่ น้ำตาล อาหารปรุงแต่งจากเนื้อปลา เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ข้าวเจ้าและข้าวหอมมะลิ ผลไม้ และยางพาราธรรมชาติ สำหรับสินค้าที่ไทยนำเข้า ได้แก่ ปลาและสัตว์น้ำ มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์ อาหารปรุงแต่ง วัตถุปรุงแต่งอาหาร ของปรุงแต่งจากผักและผลไม้ เป็นต้น

การค้าสินค้าเกษตร (พิกัดศุลกากร 01 – 24) และยางพาราธรรมชาติ (พิกัดศุลกากร 4001) ในช่วงมกราคม – มีนาคม 2562 จากไทยไปยังอาเซียน พบว่า มูลค่าการค้ารวม 107,160 ล้านบาท ลดลง ร้อยละ 4.56 จากช่วงเวลาเดียวกันในปี 2561 โดยมี มูลค่าการส่งออก 80,202 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 3.08 จากช่วงเวลาเดียวกันในปี 2561 และมูลค่าการนำเข้า 26,958 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 8.69 จากช่วงเวลาเดียวกันในปี 2561 อย่างไรก็ดี ในภาพรวมแล้วไทยได้เปรียบดุลการค้าอาเซียนเป็นมูลค่า 53,244 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.02 จากช่วงเวลาเดียวกันในปี 2561

สำหรับมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและยางพาราธรรมชาติของไทยไปยังอาเซียนเป็นรายประเทศ พบว่า ไทยส่งออกไปยังเวียดนามมีมูลค่าเป็นอันดับหนึ่ง คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 22 รองลงมา ได้แก่มาเลเซีย ร้อยละ 17 อินโดนีเซีย ร้อยละ 16 กัมพูชา ร้อยละ 12 ตามลำดับ และหากพิจารณาดุลการค้า พบว่า ไทยได้เปรียบดุลการค้าของสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์เวียดนามเป็นอันดับหนึ่ง โดยคิดเป็นมูลค่าที่ได้เปรียบดุลการค้าเท่ากับ 13,154 ล้านบาท รองลงมา ได้แก่ มาเลเซีย 10,146 ล้านบาท อินโดนีเซีย 7,698 ล้านบาท กัมพูชา 5,892 ล้านบาท และฟิลิปปินส์ 5,569 ล้านบาท ตามลำดับ

นอกจากการติดตามสถานการณ์การค้าระหว่างไทยกับอาเซียนแล้ว สศก. ยังได้ติดตามสถานการณ์การค้าระหว่างไทยกับตลาดหลักที่เป็นคู่ค้าสำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป และจีน โดย พบว่า ไตรมาส 1 ปี 2562 ไทยได้เปรียบดุลการค้า จีน จำนวน 31,861 ล้านบาท สหรัฐอเมริกา จำนวน 11,564 ล้านบาท ญี่ปุ่น จำนวน 35,200 ล้านบาท และสหภาพยุโรป จำนวน 18,215 ล้านบาท ซึ่งช่วงไตรมาสแรกของปี 2562 สถานการณ์การส่งออกสินค้าเกษตรของไทยมีทิศทางดีขึ้น มีการขยายตัวของการส่งออกในตลาดอเมริกา ญี่ปุ่น และยุโรป ซึ่งเป็นผลจากค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลดลง แต่การส่งออกไปยังตลาดจีนนั้น ยังไม่ฟื้นตัวมากนัก ซึ่งอาจเป็นผลกระทบจากนโยบายตอบโต้สงครามการค้าของจีน ที่มีการพึ่งพาตนเอง บริโภคสินค้าภายในประเทศ และลดการนำเข้าจากต่างประเทศ ทั้งนี้ ไทยควรขยายตลาดสินค้าเกษตรสำคัญๆ เช่น กลุ่มผลไม้ ไปยังตลาดอื่นๆ ให้มากยิ่งขึ้น เพื่อทดแทนการพึ่งพาตลาดจีน และลดการแข่งขันกับประเทศเวียดนามที่เป็นคู่แข่งของไทยในกลุ่มสินค้าผลไม้ โดยมีข้อได้เปรียบไทยในเรื่องการมีพรมแดนติดกับจีน จึงทำให้มีต้นทุนค่าขนส่งที่ต่ำกว่า และมีระยะเวลาการขนส่งน้อยกว่า

ด้วยภาวะตลาดในกลุ่มประเภทสินค้าสแน็กมีการแข่งขันกันสูง รวมถึงในกลุ่มเฮลธ์ตี้สแน็กซึ่งเป็นขนมที่ให้ความสำคัญและใส่ใจในเรื่องของสุขภาพต่อผู้บริโภค บริษัท จีเอ็ม อินเตอร์ ฟู้ดส์ จำกัด เป็นอีกหนึ่งบริษัทในเครือบริษัท จีเอ็ม มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้เข้ามาบุกตลาดผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป โดยมีผลิตภัณฑ์สแน็กซึ่งเป็นขนมผักกรอบ ในชื่อแบรนด์ DEEDY เป็นตัวนำร่องผลิตภัณฑ์แรกที่เข้าสู่ตลาดเฮลธ์ตี้สแน็กด้วยในช่วงปีที่ผ่านมา

โดยในปีที่ผ่านมา บริษัท จีเอ็ม อินเตอร์ ฟู้ดส์ ได้จับกลุ่มเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจที่เป็นกลุ่มเด็กไม่กินผัก กลุ่มแม่บ้าน และกลุ่มคนที่รักสุขภาพ โดยใช้แผนการตลาดการจำหน่ายทางออนไลน์ และการออกบู๊ธในงานอีเว้นต์ต่างๆ รวมทั้งร้านค้าต่างๆ เช่น ร้านกาแฟ ร้านจำหน่ายสินค้าเพื่อสุขภาพ ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีในระดับหนึ่ง จึงเห็นว่า ในปี 2562 นี้ นอกจากการจำหน่ายผ่านช่องทางต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว บริษัทจะเดินหน้าในการรุกตลาดการวางจำหน่ายในร้านค้าและร้านขายของฝากตามสถานที่ท่องเที่ยวให้มากขึ้น

ซึ่งจากการที่ได้ดำเนินแผนการตลาดตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ได้มีร้านค้าให้ความสนใจเข้าร่วมเกือบ 20 ร้านค้าแล้วตามภูมิภาคต่างๆ โดยแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ร้านขายของฝากตามสถานที่ท่องเที่ยว, ร้านอาหารและเครื่องดื่ม รวมทั้งร้านจำหน่ายสินค้าเพื่อสุขภาพ ดังนี้ ร้านขายของฝาก 3 จุดใน Legend Siam Pattaya และร้าน Healthy Corners ในจังหวัดชลบุรี สำหรับในเขตภาคใต้ จะอยู่ในจังหวัดพัทลุง ได้แก่ ร้านขายของฝากในสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร นาโปแก, ร้านภูดินสอคอฟฟี่เฮ้าส์, ร้านอาหาร Route41 และร้านสหกรณ์โคนมพัทลุง และสำหรับในส่วนกรุงเทพฯ ได้แก่ ร้านฟาร์มสุข, ร้านพอดีช็อป, ร้าน Gin Clean Green Café’, ร้าน ROSSI, ร้านผลผึ้งหลวง, ร้าน Joyus Health, ร้านคนคุมแคล ร้านชาบูอู๊ดเป็นต่อเอ็กซ์เพรส, ร้านแฟรนไชส์เครื่องดื่มโกโก้ ChocoToss, ร้าน BeMind Food & Dessert และร้าน Coffee de France

ใครๆ ก็รู้ว่า ช่วงหน้าแล้ง มะนาวมีราคาแพงที่สุดในรอบปี หลายคนอาจเคยซื้อมะนาวในราคาแพงถึงผลละ10-15 บาทกันมาแล้ว แต่พอถึงช่วงฤดูฝนอย่างเต็มต้ว ต้นมะนาวกลับมี ผลผลิตออกมามากจนล้นตลาด ราคาขายลดฮวบเหลือแค่ผลละ 1- 2 บาทเท่านั้น ความจริงปัญหามะนาวถูกในช่วงฤดูฝน แก้ไขได้ไม่ยาก แค่สร้างมูลค่าเพิ่มมะนาว โดยนำมะนาวมาแปรรูปในลักษณะมะนาวดองน้ำปลา สามารถขายได้ราคาสูงถึงผลละ 10 บาทเลยทีเดียว

คุณมณี จังพานิช เกษตรกรชาวสวนมะนาวในพื้นที่ตำบลดอนยอ อำเภอเมือง จังหวัด
นครนายก ซึ่งมีรายได้เสริมจากการแปรรูปมะนาวดองน้ำปลาตลอดทั้งปี เล่าว่า คุณพ่อของเธอเป็นชาวจีนอพยพที่ได้สอนลูกหลานให้รู้จักการทำมะนาวดองสูตรโบราณ เริ่มจากนำผลมะนาวมาล้างน้ำให้สะอาดแช่น้ำเกลือ 3 คืนก่อนจึงค่อยนำลูกมะนาวมาฝนเปลือกออก ด้วยกระดาษทรายน้ำเอามีดปาดบริเวณหัวจุกมะนาวเป็น 4 แฉก และนำผลมะนาวไปนึ่งในความร้อนเพื่อฆ่าเชื้อโรคประมาณ 15-20 นาที หลังจากนั้นให้นำผลมะนาวออกมาตากแดดอีก 3 วัน จึงนำไปนึ่งด้วยความร้อนอีกครั้ง

ระหว่างนี้ คุณมณีจะเตรียมน้ำดองมะนาว ที่ใช้น้ำปลายี่ห้อที่คิดว่าอร่อยที่สุด ต้มร่วมกับ
น้ำตาลทรายจำนวนหนึ่ง หลังจากนั้นนำผลมะนาวที่ผ่านการนึ่งความร้อนแล้วไปเรียงใส่โหลที่เตรียมไว้เอา จากนั้นจะนำน้ำดองมะนาวนำน้ำปลาที่ต้มกับน้ำตาลเทใส่ลงไปปิดฝาให้สนิท โดยทั่วไปมะนาวดองสูตรนี้จะใช้เวลาดองน้ำปลาประมาณ 15-30 วัน จึงจะได้มะนาวดองที่มีรสชาติกลมกล่อมตามที่ต้องการ

คุณมณีจะนำมะนาวดองน้ำปลามาแบ่งขายใส่ขวดแก้วขนาดกลาง จำนวน 10 ลูกขายใน
ราคาขวดละ 100 บาท ส่วนขวดเล็ก ใส่มะนาวดอง 5 ลูก ขายในราคา 50 บาทมะนาวดองน้ำปลาสูตรนี้สามารถเก็บเอาไว้ใช้งานได้นานเพราะผ่านการนึ่งความร้อนฆ่าเชื้อโรคมาแล้ว ลูกค้าติดใจรสชาติมะนาวดองของคุณมณีมาก เพราะมีรสชาติอร่อยสามารถนำมารับประทานกับข้าวได้จะได้กลิ่นหอมของน้ำปลา และมะนาวดองไม่มีรสขม หากดองมะนาวประมาณ 30 วันจะนิยมใช้นิยมใช้ปรุงรสในเมนู “ไก่ต้มฟักมะนาวดอง ”หรือ “ เป็ดต้มมะนาวดอง” อร่อยเด็ด .. ใครเอาสเต็กมาแลกก็ไม่ยอม

สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ เปิดรับสมัครวัยรุ่นอายุ 60 + เรียนรู้ช่องทาง “ค้าออนไลน์ขายทั่วโลก” ได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ในวันที่ 2-4 ก.ค. 62

คุณนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” โดยประชากรของประเทศไทยมีผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในปี 2564 ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ โดยจะมีประชากรผู้สูงอายุมากถึง ร้อยละ 20 ของประเทศ ซึ่งผู้สูงอายุจะเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทยในอนาคตอย่างแน่นอน การเตรียมพร้อมเพื่อจะเข้าสู่การเป็นประเทศ “สังคมผู้สูงอายุ” จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้สูงอายุและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจะต้องเตรียมพร้อมเพื่อให้เป็นผู้สูงอายุที่มีความสุขและมีคุณภาพของสังคมอย่างยั่งยืน

ดังนั้น สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) จึงจัดโครงการอบรม “60 + ค้าออนไลน์ ขายทั่วโลก ภายใต้นโยบายเศรษฐกิจแบ่งปัน” ในวันที่ 2-4 กรกฎาคม 2562 เวลา 09.30-16.30 น. ณ True Digital Park (ทรู ดิจิทัล พาร์ค) สุขุมวิท 101 โดยเปิดรับสมัครผู้สนใจ ซึ่งเป็นผู้ประกอบการสูงอายุ หรือวัยเกษียณที่เป็นนิติบุคคล จำนวน 30 ราย เพื่อส่งเสริมศักยภาพและสร้างโอกาสด้านการค้าออนไลน์อย่างเหมาะสมเข้าใจง่าย ครบวงจร และสร้างโอกาสการต่อยอดองค์ความรู้เข้าสู่การค้าระหว่างประเทศ

ผู้สนใจที่สมัครเข้าโครงการ “60 + ค้าออนไลน์ ขายทั่วโลก” จะได้เรียนรู้หลักสูตรที่สำคัญ เช่น แรงบันดาลใจ 60 + สู่ความสำเร็จ เทคนิคการประกอบธุรกิจออนไลน์ในยุคปัจจุบัน การเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผ่าน Youtube และ Google การขายบน E-Commerce Platform ได้แก่ thaitrade.com และ Alibaba.com การขนส่งสินค้ากับไปรษณีย์ไทย การชำระเงินเพื่อธุรกิจออนไลน์ กับหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ฯลฯ

นอกจากนี้ สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ ยังมีหลักสูตรอบรมต่างๆ อีกมากมายตลอดทั้งปี ผู้สนใจ สามารถติดตามข้อมูลต่างๆ ของสถาบันฯ ได้ทางเว็บไซต์ https://nea.ditp.go.th/ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเบอร์โทรศัพท์ 02-507-7999 ต่อ 8158, 8109, 8145 , 8158, 8146 สายด่วนโทร: 1169

“เบญจา ชิคเก้น” (Benja Chicken) เป็นผลิตภัณฑ์ “เนื้อไก่สด” รายเดียวในกลุ่ม “วัตถุดิบสด” ที่ได้รับเลือกเป็นหนึ่งในนวัตกรรม Top Innovative Product ของงาน THAIFEX – World of Food Asia 2019 สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่อุตสาหกรรมอาหารไทยและเทรนด์อาหารในอนาคต

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ สายธุรกิจการค้าระหว่างประเทศและพัฒนาธุรกิจ ผู้ดูแลผลิตภัณฑ์ เบญจา ชิคเก้น (Benja Chicken) กล่าวว่า จากการเลี้ยงไก่ด้วยข้าวกล้องเป็นครั้งแรกของโลก เป็นปัจจัยสำคัญทำให้ ผลิตภัณฑ์ “เบญจา ชิคเก้น” ภายใต้ แบรนด์ U Farm ได้รับคัดเลือกเป็นหนึ่งใน Top Innovative Product ของมหกรรมแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม THAIFEX- World of Food Asia 2019 นับเป็นครั้งแรกที่สินค้าในกลุ่ม “วัตถุดิบสด” สามารถก้าวเป็นหนึ่งในสุดยอดนวัตกรรมอาหารจากกว่า 700 นวัตกรรมอาหารทุกประเภทจากทั่วโลก ผ่านการวิจัยผนวกกับความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอาหารสัตว์ จนได้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบโจทย์ของผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ แต่ไม่ทิ้งเรื่องรสชาติของอาหาร เป็นอีกต้นแบบผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม และสร้างการเปลี่ยนแปลงให้การผลิตอาหารโปรตีนในอนาคต พร้อมยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมของไทยก้าวสู่ระดับโลก

“การที่ เบญจา ชิคเก้น ผลิตภัณฑ์เนื้อไก่สดสามารถเป็นสุดยอดนวัตกรรมของงาน THAIFEX ขณะที่นวัตกรรมอาหารส่วนใหญ่มักเป็นอาหารแปรรูป สะท้อนถึงศักยภาพของผู้ประกอบการอาหารไทย ที่สามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ตั้งแต่ต้นทางของห่วงโซ่การผลิต” นายประสิทธิ์ กล่าว

เบญจา ชิคเก้น เป็นผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ U Farm ที่ได้ทุ่มเทวิจัยและคิดค้นนวัตกรรมให้ตอบรับเทรนด์อาหารสุขภาพ ผนวกกับใช้ความเชี่ยวชาญด้านการผลิตเนื้อสัตว์ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ช่วยพลิกโฉมอุตสาหกรรมการผลิตอาหารโปรตีนจากเนื้อสัตว์ โดยมีจุดเด่น ที่นำข้าวกล้อง ซึ่งเอกลักษณ์หนึ่งของอาหารไทย อุดมด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และเส้นใยอาหาร นับเป็นหนึ่งใน Super food ส่วนสำคัญทำให้เนื้อไก่มีความหอม นุ่ม และฉ่ำของเนื้อไก่มากกว่าเนื้อไก่ปกติถึง 55% ที่สำคัญยังปลอดสาร ปลอดภัย ไม่ใช้ฮอร์โมน และไม่เคยได้รับยาปฏิชีวะนะ 100% ตลอดการเลี้ยงดูในระบบ Cage Free ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานระดับโลกจาก NSF International (National Sanitation Foundation) อีกด้วย

เบญจา ชิคเก้น ยังสร้างความแตกต่างในแง่รสชาติของอาหารเพื่อสุขภาพ จึงได้รับการตอบรับจากเชฟชั้นนำเลือกใช้เป็นวัตถุดิบพรีเมี่ยมในการปรุงเมนูพิเศษ รวมทั้งยังได้เป็นผลิตภัณฑ์พรีเมี่ยมที่วางจำหน่ายในเดอะมอลล์ ท็อปส์ซูเปอร์มาร์เก็ต วิลล่า ฟู้ดแลนด์ ริมปิง เชียงใหม่ ที่สำคัญยังเป็นแบรนด์เดียวของอาหารไทยที่ได้รับเลือกให้วางจำหน่ายในห้างดองกิ ทองหล่อ ซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำจากญี่ปุ่น ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถสัมผัสกับความสุดยอดนวัตกรรมของ “เบญจา ชิคเก้น” และนวัตกรรมอาหารอื่นๆ ของซีพีเอฟ ได้ในงาน THAIFEX 2019 ที่บู๊ธ หมายเลข R01 R15, Q01 และ Q15 ในชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 จนถึงวันที่ 1 มิถุนายนนี้

“เก่งทฤษฎี เชี่ยวชาญการปฏิบัติ บนพื้นฐานความพอเพียง” คือวิสัยทัศน์สำคัญของโรงเรียนวัดกรอกยายชา โรงเรียนต้นแบบของสถานศึกษาพอเพียงและโรงเรียนเชิงนิเวศประจำจังหวัดระยอง ซึ่งส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนให้เติบโตขึ้นเป็นพลเมืองที่มีความรับผิดชอบ ตระหนักต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาท้องถิ่น มีความรู้ความเข้าใจอันเป็นผลมาจากกระบวนการเรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริง พร้อมที่จะมีบทบาทในการป้องกัน ฟื้นฟูรักษา และใช้ประโยชน์จากสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนต่อไป

นายวริทธิ์ นามวงษ์ อุปนายกสมาคมเพื่อนชุมชน เผยว่าจุดเริ่มต้นของการพัฒนาโรงเรียนวัดกรอกยายชา สู่โรงเรียนเชิงนิเวศ (Eco School) เริ่มมาจากการตอบสนองต่อนโยบายของทางภาครัฐในการลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ซึ่งต้องการให้นักเรียนมีทักษะและความรู้รอบด้าน ไม่ใช่เก่งแต่เพียงทฤษฎีในห้องเรียนเท่านั้น แต่ยังเชี่ยวชาญการปฏิบัติ ส่งผลให้เกิดทักษะการทำงาน ทักษะอาชีพ ตลอดจนทักษะการดำเนินชีวิตตามหลักแห่งความพอเพียง และด้วยศักยภาพของโรงเรียนวัดกรอกยายชา ซึ่งคณะผู้บริหาร คณะครู และนักเรียนมีความกระตือรือร้น

มุ่งมั่นตั้งใจอย่างยิ่งในการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเชิงนิเวศ ที่โรงเรียน โรงงานอุตสาหกรรม และชุมชน สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน ดังนั้น สมาคมเพื่อนชุมชนจึงได้เข้ามาสนับสนุนทั้งด้านเงินทุน กำลังคน และองค์ความรู้ โดยมีบริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส หนึ่งในบริษัทสมาชิกสมาคมเพื่อนชุมชน ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง ดูแลการดำเนินงานภายในโรงเรียน ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อให้ชุมชนและโรงเรียนสามารถเติบโตไปด้วยกันกับภาคอุตสาหกรรมสอดคล้องกับพันธกิจของสมาคมเพื่อนชุมชนตลอด 8 ปีที่ผ่านมา

การดำเนินกิจกรรมเพื่อพัฒนาสู่ต้นแบบโรงเรียนเชิงนิเวศของโรงเรียนวัดกรอกยายชา ประกอบด้วย พันธกิจ 4 ด้าน หนึ่ง คือ การกำหนดนโยบาย สอง การจัดการเรียนรู้ สาม การจัดการทรัพยากร และ สี่ การสร้างเครือข่าย เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ศึกษาดูงาน และนำเสนอผลงานต่างๆ นายวริทธิ์ กล่าว

คุณครูสุดารัตน์ รักษาวงศ์ หัวหน้าวิชาการของโรงเรียนวัดกรอกยายชา กล่าวว่า กิจกรรมส่วนใหญ่ที่ทางโรงเรียนร่วมมือกับทางสมาคมเพื่อนชุมชนจะเป็นกิจกรรมส่งเสริมทักษะอาชีพ เช่น โครงการธนาคารขยะ เพื่อจัดการปัญหาขยะรอบโรงเรียน โดยนักเรียนจะนำขยะไปรีไซเคิล หรือดัดแปลง เพื่อเพิ่มมูลค่า โดยโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนหลักจากบริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส ซึ่งมอบทั้งความรู้ในการจัดการขยะ รวมถึงงบประมาณในการฝึกอบรมคุณครู เพื่อนำมาฝึกสอนนักเรียนต่อไป และโครงการฝึกอาชีพ ที่สอนให้นักเรียนผลิตสินค้าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์น้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยาล้างจาน น้ำหมักชีวภาพ และปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งจะนำมาจัดจำหน่ายให้กับผู้ที่มาศึกษาดูงานที่โรงเรียน รวมถึงไปออกบูธวางขายเมื่อมีงานนิทรรศการ หรือนำไปฝากขายกับวิสาหกิจชุมชนอื่นๆ ซึ่งทางสมาคมเพื่อนชุมชนจะเป็นผู้ประสานงานให้

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเพื่อสังคม เพื่อปลูกฝังจิตสาธารณะให้กับนักเรียน เช่น กิจกรรมเก็บขยะที่ชายหาด ร่วมกับเทศบาลตำบลเนินพระ และภาคอุตสาหกรรมกิจกรรมปลูกข้าววันแม่ เกี่ยวข้าววันพ่อ ร่วมกับชุมชนเกาะกก เทศบาลเมืองมาบตาพุด ซึ่งทำให้นักเรียนได้เรียนรู้วัฒนธรรมการทำนา และประเพณีของไทยในเรื่องการลงแขกเกี่ยวข้าวคุณครูสุดารัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายหลังจากที่ทางโรงเรียนได้เข้าร่วมโครงการโรงเรียนเชิงนิเวศกับสมาคมเพื่อนชุมชน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ที่เด่นชัดที่สุดคือด้านภูมิทัศน์ที่สวยงามขึ้น เนื่องจากมีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น สภาพแวดล้อมโดยรอบก็ดีขึ้นเช่นกัน ในส่วนของนักเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน เด็กๆ มีความมั่นใจ กล้าคิด กล้าพูด กล้าแสดงออกมากขึ้น มีทักษะความเป็นผู้นำ ทำให้ประสบความสำเร็จในด้านวิชาการและการแข่งขันมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีทักษะการทำงานที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งการทำกิจกรรมเพื่อสังคมยังปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และมีจิตสาธารณะมากยิ่งขึ้น