สะละเขาทะลุ ชุมพร เตรียมตัวดี หลังเกษียณรายได้เพิ่ม

คุณครูพนัส ศรีเขาล้าน วัย 62 ปี อยู่บ้านเลขที่ 213 หมู่ที่ 8 ตำบลเขาทะลุ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร เป็นครูเกษียณที่มีความสุขกับงานที่ทำ คือปลูกสะละ พร้อมทั้งเก็บผลผลิตอย่างต่อเนื่อง

คุณครูพนัส ศรีเขาล้าน บอกว่า “จุดเริ่มต้นในการปลูกสะละมาจากความชื่นชอบทานระกำหวาน ก็เอาระกำมาปลูกก่อน ทีนี้น้องสาวเขาก็ได้แฟนเป็นคนจันทบุรี อำเภอท่าใหม่ เขาก็เอามาให้ชิม หลังจากได้ชิมในใจก็รู้สึกโอเคเลย ก็เลยไปนำต้นพันธุ์มาปลูกเลยในตอนนั้น ช่วงแรกๆ ต้นพันธุ์แพงมาก ตังค์ก็ไม่ค่อยมี ปลูกเนินวง 100 ต้น เริ่มต้นตั้งแต่นั้น

หลังจากนั้นก็ทยอยปลูกมาเรื่อยๆ ปีละ 200-300 ต้น จนในที่สุดก็ประมาณ 1,000 กอ ได้แหละ ประมาณ 5-6 ปี ก็ไปเอาพันธุ์สุมาลีมาจากระยอง อำเภอแกลง เอามาปลูก ปีนั้นต้นพันธุ์ยังแพงมาก 800 บาท เอามา 100 ต้น จ่ายสดหมดเป็นแสนอยู่ตอนนั้น นำรายได้จากเนินวงมาเป็นทุนซื้อพันธุ์สุมาลี จากนั้นก็ขยายพันธุ์สุมาลี”

คุณครูพนัส เผย “ช่วงแรกๆ สุมาลีดีมาก แต่ปัจจุบันนี้เนินวงค่อนข้างที่จะกลับมานิยมเนื่องจากผลผลิตมีได้เกือบตลอดทั้งปี ผลผลิตเนินวงกระจายเกือบทั้งปี อย่างสุมาลีนี่หมดก็คือหมด คนในพื้นที่ส่วนใหญ่ปลูกพันธุ์สุมาลีมากกว่าพันธุ์เนินวง”

ในส่วนของรสชาติ คุณครูพนัส เผยว่า “สุมาลีมีรสชาติหวาน หอม เนื้อบาง เนินวงจะกลมกล่อม เนื้อหนา โดยสะละทางใต้จะมีรสชาติที่เข้มหวานกว่าสะละทางตะวันออก สะละทางตะวันออกรสชาติจะกลมกล่อมกว่าทางใต้ เป็นผลจากพื้นที่ดินปลูก”

คุณครูพนัส เผยวิธีการปลูก “โดยการขุดหลุมปลูกแบบธรรมดา จากนั้นช่วงแรกใส่ขี้ไก่สดๆ ได้เลย แต่ให้ห่างโคนต้นหน่อย (ช่วงแรกใส่ไม่ต้องเยอะ) ขี้ไก่ที่ผสมแกลบนี่สุดยอด เพราะว่าพอเวลายาวนานไปเนี่ยแกลบจะเป็นตัวบำรุงดินได้อย่างดีเลย ผมไปวัด pH ทั่วทั้งสวนโอเคเลย เป็นกรดอ่อนๆ พอดีเลย บางรุ่นผมก็ไม่ได้รอง ก็ขุดหลุมปลูกเลย เนื่องจากดินที่นี่โอเคปลูกปกติ ในส่วนของปุ๋ยวิทยาศาสตร์ช่วงเลี้ยงต้นใส่ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ ถ้าช่วงดอกออกเยอะ ก็ใส่ปุ๋ย สูตร 8-24-24 ได้เลย (ใส่ไม่ต้องเยอะ) โดยการโรยที่โคนต้นได้เลย กระจายๆ ช่วงดอกออกเยอะผสมเกสรทุกวัน ใช้ดอกตัวผู้ตัด 4 ชิ้น หนามเสียบติดดอกตัวเมียที่กำลังบาน ติดริบบิ้นทุกต้น ในทุกๆ วันที่ทำการผสมเพื่อทราบถึงวันเก็บเกี่ยวผลผลิต ช่วงเลี้ยงลูกก็ใส่ปุ๋ย สูตร 13-13-21 หากต้องการเน้นต้นโต ก็ใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ”

คุณครูพนัส บอก “การดูแลรักษาสะละ 1-2 คน ควรดูแลไม่เกิน 300 ต้น พื้นที่ในการปลูกให้ดูแหล่งน้ำเป็นสิ่งสำคัญ สะละชอบพื้นเสมอหรือที่ราบลุ่ม ถ้าเป็นภูเขา ถ้าเป็นเนิน สะละก็อยู่ได้นะขอแค่มีน้ำ”

ปัญหาอย่างเดียวที่จะต้องใช้ยาคือ มอด “มอดกับดอกสะละนี่คู่กันเลย ถ้าไม่กำจัดมอดก็ไม่ได้ดอก วิธีป้องกันมอดโดยการฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดที่ดอกในปริมาณไม่มาก ฉีดเนื่องจากความจำเป็น ประมาณเดือนละ 1 ครั้ง” คุณครูพนัส บอก

คุณครูพนัส บอกว่า “ช่วงผสมเกสร ผสมทุกวัน ใช้เวลาประมาณวันละไม่เกิน 1 ชั่วโมง เนื่องจากความชำนาญ (คนทำเขาเก่ง) หลังจากสะละติดผล ช่วงผลอ่อนมีการให้ปุ๋ยทางใบช่วยบ้างนานๆ ครั้ง โดยใช้ปุ๋ยปลาหมักเพื่อที่จะบำรุงต้นและผล เพื่อช่วยเรื่องการเจริญเติบโต หมักกับ EM หมักกับกากน้ำตาล ใช้ของ พด. ด้วย อัตราส่วนที่ใช้โดยประมาณ ก็ปลา 10 กิโลกรัม กากน้ำตาลประมาณ 15 ลิตร แล้วก็น้ำ แล้วก็ EM (1 ลิตร 100 บาท) ใส่ พด. 2 ซอง (ได้ฟรี) หมักในถัง 200 ลิตร แต่ใส่น้ำเพียง 150 ลิตร เวลาจะใช้ก็ตักมาผสมน้ำแล้วฉีดพ่น ผลที่ได้จากการใช้ปุ๋ยปลาหมักนั้นให้ความสมบูรณ์ ให้รสชาติ แล้วก็ปลอดภัย เนื่องจากไม่ใช้สารเคมี”

คุณครูพนัสเผย “พืชตระกลูปาล์มชอบปุ๋ยปลาหมัก”

“หลังการผสมควรมีการติดริบบิ้น เพื่อบอกวันที่และเดือนที่ผสม (สีของริบบิ้นจะบอกถึงเดือนที่ผสม ส่วนตัวเลขนั้นหมายถึงวันที่ผสม) ข้อดีของการติดริบบิ้นคือ เมื่อสะละอายุครบ 9 เดือน เราสามารถรับรู้ถึงวันที่จะสามารถตัดได้เลย ทางด้านการตัดแต่งทางใบ สะละ 1 ปี ตัดแต่งทางใบ 1 ครั้ง อีกทั้งโยงผลให้พ้นดิน เพื่อลดอัตราการเน่าของผล” คุณครูพนัส บอก

คุณครูพนัส พูดถึงฤดูกาลให้ผลผลิตสะละ “อยู่ประมาณช่วงหน้าผลไม้ หน้าเงาะ หน้าลองกอง หน้าทุเรียน เริ่มจากปลายพฤษภาคม-กันยายน หรือตุลาคม (พฤศจิกายน-เมษายน เริ่มลดลง) ผลผลิตต่อต้นโดยเฉลี่ย ประมาณ40-50 กิโลกรัม ต่อกอ ถ้ากอใหญ่อาจจะถึง 70 กิโลกรัม ต่อกอ”

คุณครูพนัส เผยความแตกต่างระหว่างรสชาติสะละภาคใต้กับภาคตะวันออก “ที่นี่รสชาติจะต่างกันนิดหนึ่งของจันทบุรีจะกลมกล่อม ที่นี่จะหวานเข้มกว่าที่นู่น”

คุณครูพนัส กล่าวถึงทางด้านตลาด “หลักๆ ส่วนใหญ่จัดส่งจังหวัดภูเก็ต โดยส่งขึ้นรถทัวร์ให้พ่อค้ารับที่นู่น ส่งอำเภอสวี ประมาณ 2-3 ราย ราคาช่วงนี้ค่อนข้างลดลงหน่อย สู้ทุเรียนไม่ได้ แต่ก็อยู่ได้สบาย”

คุณครูพนัส เผยการเตรียมตัวทำการเกษตรหลังการเกษียณ “กรณีผม ผมเป็นคนชอบต้นไม้ตั้งแต่เดิม พ่อกับแม่สอนเรื่องนี้ ให้มามันก็รับ ก็ฝังในสายเลือด คนที่ชอบอยู่แล้วไม่มีปัญหา แต่ถ้าคนที่จะมาเริ่มใหม่ก็ต้องศึกษาให้เยอะหน่อย อยู่ที่ใจรักด้วย การเริ่มปลูกสะละหลังการเกษียณไม่หนัก ค่อยๆ เริ่มไป อย่าลงทุนทีเดียวเยอะ ถ้าจะทำเพื่อการค้าต้องดูตลาดเป็นหลัก ขั้นตอนการปลูก การดูแลศึกษา ก็ทำได้ไม่ยาก”

โดยหน้าบ้านของคุณครูพนัสช่วงนี้มีการจัดจำหน่ายวางขายปลีกสะละพันธุ์เนินวงสำหรับผู้ที่ผ่านไปผ่านมา ที่ไม่จัดวางจำหน่ายสะละพันธุ์สุมาลีด้วย เนื่องจากพันธุ์สุมาลีตอนนี้ผลผลิตยังคงหวานน้อย อีกทั้งยังมีการจัดจำหน่ายสะละลอยแก้วตามสั่ง กำหนดราคาขายส่งอยู่ที่ 20 บาท

ในช่วงนี้ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเขียวเฝ้าระวังการระบาดของ 2 แมลงศัตรูพืช คือ หนอนกระทู้ผัก และหนอนม้วนใบ โดยจะพบการเข้าทำลายในระยะที่ต้นถั่วเขียวอายุประมาณ 30 วัน สำหรับหนอนกระทู้ผัก มักพบหนอนที่ฟักออกมาจากไข่ใหม่ๆ อยู่รวมกันเป็นกลุ่มแทะกัดกินผิวใบด้านล่าง ทำให้เหลือแต่ผิวใบด้านบนจนมองเห็นใบโปร่งใสคล้ายร่างแห เมื่อหนอนโตขึ้นจะแยกกลุ่มออกไปกัดกินจากขอบใบเข้าใปจนทั่วทั้งแปลง ทำให้ผลผลิตลดลง

หากพบการระบาด ให้เกษตรกรพ่นเชื้อไวรัสของหนอนกระทู้ผัก อัตรา 50 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่น 1-2 ครั้ง กรณีที่พบใบถูกทำลาย 30 เปอร์เซ็นต์ ในระยะก่อนออกดอกถึงระยะฝักยังเขียวอยู่ หรือใบถูกทำลาย 60 เปอร์เซ็นต์ หลังดอกบาน 4 สัปดาห์ ให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลงแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไตรอะโซฟอส 40% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคลอร์ฟลูอาซูรอน 5% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร

ส่วน หนอนม้วนใบ จะพบหนอนที่ฟักออกจากไข่ใหม่ๆ อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม และชักใยบางคลุมตัวไว้แล้วกัดกินผิวใบ เมื่อหนอนโตขึ้นจะกระจายกันออกไปหาใบหรือชักใยดึงเอาใบหลายๆ ใบมาห่อรวมกัน และอาศัยกัดกินอยู่ภายในใบที่ม้วนนั้นจนหมด จากนั้นจึงเคลื่อนย้ายไปทำลายใบอื่นต่อไป หากพบใบถูกทำลาย 30 เปอร์เซ็นต์ ในระยะก่อนออกดอกถึงระยะฝักยังเขียวอยู่ หรือใบถูกทำลาย 60 เปอร์เซ็นต์ หลังดอกบาน 4 สัปดาห์ ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไตรอะโซฟอส 40% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร

ในวันนี้ กลางดง มีไม้ผลเศรษฐกิจตัวใหม่ที่น่าจับตามอง คือ “ทับทิมเมล็ดนิ่ม” จากไร่จรัสแสง ของครอบครัว “ทองจรัส” ภายใต้การนำของ คุณทองเริ่ม และคุณละเอียด ทองจรัส บ้านเลขที่ 52 หมู่บ้านบ้านชายเขา หมู่ที่ 4 ตำบลกลางดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา 30320

ไร่จรัสแสง เนื้อที่ 30 ไร่ ปลูกไม้ผลแบบผสมผสานหลากหลายชนิด ได้แก่ ลิ้นจี่ กล้วย ขนุน มะละกอ กระท้อน แอปเปิ้ล อะโวกาโด ส่วน “ทับทิมเมล็ดนิ่ม” ไม้ผลเศรษฐกิจตัวใหม่ ที่มีอนาคตสดใสเรืองรองนั้น คุณพ่อทองเริ่ม ได้มอบหมายให้ลูกชาย 2 คน คือ คุณอัครินทร์ หรือ คุณกลาง เป็นผู้ดูแลด้านการผลิต และ คุณชาติชาย หรือ คุณโย่ง ดูแลด้านการตลาด-แปรรูป

คุณกลาง เล่าว่า ไร่จรัสแสง ปลูกสะสมพันธุ์ทับทิมมานานหลายสิบปีแล้ว ปลูกและขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด ทำให้เกิดการกลายพันธุ์จนได้ทับทิมเมล็ดพันธุ์ใหม่ที่มีลักษณะโดดเด่น รสชาติหวาน แตกต่างจากพันธุ์อื่นอย่างชัดเจน เสน่ห์ความนิ่มของเมล็ดทับทิมพันธุ์นี้ ทำให้คนที่มีโอกาสชิมอยากกินจนแทบหยุดไม่ได้ ปัจจุบันทับทิมเมล็ดนิ่มของไร่จรัสแสง มีจำนวน 2 สายพันธุ์ คือ ทับทิมพันธุ์ “เพชรชมพู” และ ทับทิมพันธุ์ “จรัสแสง”

ทับทิม พันธุ์ “เพชรชมพู”
ลักษณะเด่นของทับทิม พันธุ์ “เพชรชมพู” คือ เมล็ดนิ่ม สีชมพูสดใส รสหวาน อร่อย ที่สำคัญให้ผลดกมาก ต้นทับทิมพันธุ์เพชรชมพูมีหนามน้อย ปลูกปีเดียวก็ให้ผลผลิต ตั้งแต่ดอกบานจนเก็บผลผลิตได้ ใช้เวลา 10 เดือน ระยะเวลาออกดอกไม่แน่นอน แต่ทยอยออกดอก ติดผลในลักษณะทะวาย ทับทิม พันธุ์ “เพชรชมพู” มีน้ำหนักโดยเฉลี่ย ผลละ 5 ขีด ขนาดใหญ่สุดที่เคยชั่งได้ ผลละ 1 กิโลกรัม เปลือกในช่วงผลอ่อนสีเขียว ผลแก่ที่ผ่านการห่อ สีผลจะจางลง ยามแก่ผลสีเข้มขึ้น ผลผลิตในช่วงฤดูฝนจะมีเมล็ดสีชมพู ช่วงฤดูแล้งเมล็ดจะมีสีแดงจัด

ทับทิม พันธุ์ “จรัสแสง”
อีกชนิดคือ ทับทิม พันธุ์ “จรัสแสง” เป็นสินค้าตัวใหม่ที่คุณโย่งไปยื่นขอจดทะเบียนพันธุ์พืชกับกรมวิชาการเกษตรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยระบุแหล่งที่มาของทับทิมพันธุ์นี้ว่า ช่วง ปี 2554 ได้นำสายพันธุ์ทับทิมจากประเทศอินเดียมาปลูก โดยใช้เมล็ดได้ต้นกับดอกของทับทิมทั้งหมด 5 ต้น เมื่อต้นทับทิมทั้ง 5 ต้น ออกดอก ผสมพันธุ์โดยใช้ละอองเรณูดอกของทับทิมสายพันธุ์อินเดีย มาผสมกับทับทิมพันธุ์เพชรชมพู

จากนั้น ก็เพาะเมล็ดทับทิมที่ได้จากการผสมแล้ว จนได้ต้นทับทิมทั้งหมด 50 ต้น ในจำนวนนี้มีอยู่ 3 ต้น เท่านั้น ที่มีลักษณะแตกต่างจากพันธุ์เดิม คือมีดอกสีส้มแดง ออกดอกเป็นช่อ และผลเป็นพวง ตั้งแต่ 3 เดือนแรก แยกลูกทับทิมออกจากกลุ่ม และเด็ดลูกทับทิมออกให้เหลือน้อยลง จากนั้น ห่อลูกทับทิมด้วยหนังสือพิมพ์ และคัดเลือกต้นที่ให้ผลขนาดใหญ่ มีน้ำหนักมากที่สุด มีเมล็ดนิ่ม น้ำมาก และมีรสชาติอร่อย หวาน เปรี้ยวเล็กน้อย เพียง 1 ต้น จาก 3 ต้น เมล็ดทับทิมที่เห็นเมื่อถูกแสงแดดจะมีแสงแวววาว จึงตั้งชื่อว่า “พันธุ์จรัสแสง” ซึ่งตรงกับชื่อไร่ของผู้ยื่น

ทับทิมพันธุ์จรัสแสง มีลักษณะประจำพันธุ์ทางพฤกษศาสตร์ ประเภท ทับทิม ชื่อสามัญ Pomegranate วงศ์ Punicaceae ชื่อวิทยาศาสตร์ Punica granatum L. ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ต้น เป็นไม้พุ่ม เนื้อไม้แข็ง ทรงพุ่มโปร่ง มีความสูงประมาณ 2-3 เมตร เส้นรอบโคนต้นประมาณ 9 เซนติเมตร สีของเปลือกมีสีเทาน้ำตาล มีหนามยาวแหลมคม ใบ เป็นใบเดี่ยว รูปขอบขนาน เรียงตรงข้าม มีความกว้าง 1.5 เซนติเมตร ยาว 5 เซนติเมตร โคนใบมน ยอดอ่อนเป็นสีแดง

ทับทิมพันธุ์จรัสแสง มีดอกเดี่ยว หรือออกเป็นช่อดอก ช่อดอกยาว 4 เซนติเมตร ดอกกว้าง 3 เซนติเมตร ยาว 4 เซนติเมตร ดอกมีสีส้มอมแดง ผล ทรงผลค่อนข้างกลมใหญ่ ความกว้างผล 7-10 เซนติเมตร ยาว 7-10 เซนติเมตร ผลโตเต็มที่ มีน้ำหนัก เฉลี่ย 3-4 ขีด ต่อผล ผลมีสีแดงปนเขียวอมเหลือง เมล็ด มีจำนวนมาก อัดกันแน่นเต็มเปลือก เมล็ดมีสีส้มแดง นิ่ม และรสชาติดี ให้ผลผลิตเป็น 3 ช่วง ในเดือนพฤษภาคม สิงหาคม และธันวาคม ทับทิมจรัสแสงมีลักษณะเด่นสำคัญ คือ 1. เมล็ดนิ่ม รสชาติดี และมีสีสันสวยงาม 2. ให้ผลผลิตเร็ว (หลังปลูกประมาณ 6 เดือน) และให้ผลผลิตดี ขนาดผลใหญ่

การปลูก-ดูแล
ทุกวันนี้ ไร่จรัสแสง มีพื้นที่ปลูกทับทิมเกือบ 20 ไร่ คุณกลาง กล่าวว่า ทับทิมเมล็ดนิ่มปลูกได้ทั่วไป ระยะปลูกที่เหมาะสม ระหว่างต้นระหว่างแถว 5 คูณ 5 เมตร ไร่หนึ่งมีจำนวนต้นทั้งหมด 64 ต้น นิยมขยายพันธุ์ด้วยวิธีการตอนกิ่ง เพราะจะทำให้ผลผลิตมีคุณภาพดีเช่นเดียวกับต้นแม่พันธุ์ ส่วนการเพาะเมล็ดทำได้ง่ายและได้ปริมาณมาก ในเวลารวดเร็ว แต่เสี่ยงกับการกลายพันธุ์ได้ง่าย

การปลูกในช่วงเตรียมดิน จะใส่ปุ๋ยคอก ระยะที่ผลเติบโต จะใส่ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ หลังปลูกจะดูแลตัดแต่งกิ่งบ้าง เมื่อต้นทับทิมติดผลจะต้องห่อเพื่อกันแมลง ไม่ควรห่อผลช่วงที่ลูกเล็กมากนัก เพราะจะทำให้ผลผลิตที่ได้แคะแกร็นไม่สมบูรณ์ การปลูกต้นทับทิมเจอปัญหาโรคแอนแทรกโนสและเชื้อรารบกวนบ้าง อย่างไรก็ตาม การปลูกทับทิมต้องระวังอย่าใช้ยาแรงฉีด เพราะใบจะร่วงได้

แปรรูปน้ำทับทิม
“ยี่ห้อ สรร” ขายดีโกอินเตอร์แล้ว
ทับทิมพันธุ์ทั่วไปที่ปลูกในเมืองไทย มักให้ผลผลิตปีละ 1 ครั้ง ส่วนทับทิมสายพันธุ์อินเดีย แม้จะให้ผลผลิตเยอะกว่า แต่มีจุดอ่อนในเรื่องเมล็ดแข็ง ขณะที่ทับทิมเมล็ดนิ่มของไร่จรัสแสง ให้ผลผลิตมากกว่า สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ถึงปีละ 3 ครั้ง ผลผลิตของสวนแห่งนี้จึงได้รับความสนใจจากตลาดในวงกว้าง

อย่างไรก็ตาม คุณโย่ง มองการณ์ไกลว่า การขายผลผลิตโดยพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง ได้ผลกำไรน้อย ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน คุณโย่งได้ร่วมลงทุนกับเพื่อนสนิท เช่น คุณเอ๊ดดี้-นิภาพร เตียงทอง คุณพิษณุ สังข์ทอง คุณสาธิต บุษราคัม สร้างโรงงานแปรรูปน้ำทับทิม เกรดพรีเมี่ยมในไร่จรัสแสง โดยนำสุดยอดทับทิมอร่อยทั้ง 2 สายพันธุ์ มาผสมกันและบรรจุขวดออกจำหน่าย ในชื่อแบรนด์ “สรร” มุ่งเจาะตลาดลูกค้าระดับบน ขายในราคา ขวดละ 120 บาท สาเหตุที่มีราคาสูง เพราะต้องใช้ผลทับทิมสดน้ำหนักครึ่งกิโลกรัมมาคั้น

จึงจะได้น้ำทับทิม 1 ขวด ที่มีคุณสมบัติช่วยป้องกันโรคหัวใจ ป้องกันมะเร็ง ป้องกันความแก่ แถมมีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าพืชผลไม้อื่นๆถึง 3 เท่า สินค้าน้ำทับทิมสรรได้รับการคัดเลือกจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ให้เข้าร่วมโครงการไอพลัสดี (i+d: Innovation+Design) คือโครงการเพิ่มมูลค่าของสินค้า ด้วยการนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาผสานกับดีไซน์ ทำให้สินค้าน้ำทับทิมสรรผ่านการค้นคว้าและวิจัยจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย (วว.) จนได้นวัตกรรมใหม่ที่จะคงคุณค่าทางสารอาหารของทับทิมไว้ได้ใกล้เคียงกับกินทับทิมสดจากผล และเก็บได้นานนอกตู้เย็น ถึง 2 เดือน โดยยังคงรสชาติและสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประโยชน์ไว้อย่างครบถ้วน ที่สำคัญเป็นน้ำทับทิมคั้นสด 100% ไม่มีส่วนผสมของน้ำตาล และปราศจากสารกันบูด ไร้การเติมแต่งสี กลิ่น รสใดๆ ทั้งสิ้น

ที่ผ่านมา สินค้าน้ำทับทิมสรรมีโอกาสเปิดตัวสู่ตลาดโลก สมัคร Holiday Palace ในงาน THAIFEX และ งาน Diet&Beauty Fair Asia 2015 ประเทศญี่ปุ่น สินค้าได้รับความสนใจจากผู้ซื้อหลายประเทศ ปัจจุบัน มีตลาดหลักอยู่ที่ญี่ปุ่น ผลงานดังกล่าวประกาศศักดาความสำเร็จของทับทิมพันธุ์จรัสแสงที่พัฒนาสายพันธุ์โดยเกษตรกรไทย ปลูก แปรรูป และส่งออกด้วยตัวเอง โกอินเตอร์ในตลาดโลกได้อย่างน่าภาคภูมิใจ หากใครอยากชิมน้ำทับทิมสรรและทับทิมพันธุ์จรัสแสงผลสด สามารถแวะซื้อได้ที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เช่น ท็อปส์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต เซ็นทรัลฟู้ดฮอลล์ สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ และสาขาชิดลม

คุณโย่ง บอกว่า ทับทิมพันธุ์จรัสแสง มีรสหวานอมเปรี้ยว ฉ่ำน้ำแล้ว เมล็ดยังนิ่ม เคี้ยวกรุบ และไม่ฝาด กลืนไปได้เลย ลูกค้านิยมซื้อกลับไปกินเล่น หรือปรุงรสเป็นเมนูสลัด หรือทำเป็นค็อกเทล เป็นอาหารคาวหวานได้มากมาย หรืออย่างง่ายที่สุด นำเมล็ดทับทิมไปใส่กับน้ำในช่องทำน้ำแข็งในตู้เย็น แกะออกมาเป็นก้อนน้ำแข็งที่มีทับทิมอยู่ข้างในงดงามและสร้างสรรค์สุดๆ

“จันทน์ผาแปลก”
เรือนยอดแผ่ขยายคล้ายพัดหรือกำแพง
อีกหนึ่งของแปลกในไร่จรัสแสง ที่คุณกลางพาไปชมคือ จันทน์ผาแปลก เรือนยอดแผ่ขยายคล้ายพัดหรือกำแพง 1 ในล้าน ที่กลางดง คุณกลาง บอกว่า ผมปลูกต้นจันทน์ผาไว้จำนวนมาก โดยปลูกมานานกว่า 20 ปี เริ่มปลูกเพราะสนใจรูปร่างที่สวยงามของจันทน์ผา จึงขอเมล็ดจากสวนรุกขชาติมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เพื่อนำมาเพาะขยายพันธุ์ ก่อนหน้านี้มีจันทน์ผาจำนวนมาก แต่ปัจจุบันขุดล้อมจำหน่ายไปเกือบหมด ปัจจุบันเหลืออยู่ประมาณ 200 ต้น เท่านั้น

ในต้นจันทน์ผา จำนวน 200 ต้น ของคุณกลาง มีจันทน์ผาอยู่ 1 ต้น พบว่า รูปร่างช่วงบนของยอดจันทน์ผา มีรูปร่างแปลก ต้นจันทน์ผาต้นนี้มีอายุประมาณ 20 ปี ปลูกลงดิน รอการจำหน่ายเหมือนต้นอื่นๆ แต่แปลกตรงที่ต้นนี้ส่วนยอดของลำต้นแตกออกลักษณะคล้ายพัดหรือกำแพง ส่วนอีกด้านของยอดเดียวกันและต้นเดียวกัน มีส่วนลำต้นที่งอกยื่นออกมา มองดูลักษณะคล้ายนาคปรก ซึ่งเป็นรูปร่างประหลาด และมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมากถึง 1 ในล้านทีเดียว