สังข์สิงห์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมและพัฒนาการผลิต

การยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การส่งเสริมและสนับสนุนการปลูกแทนของ กยท. เกษตรกรสามารถขอรับทุนได้หลายรูปแบบตามความเหมาะสมของพื้นที่ที่เกษตรกรมีอยู่ เช่น ต้นยางพาราที่ปลูกมีความทรุดโทรมเสียหาย หรือให้ผลผลิตน้อย แม้สวนยางจะได้รับการดูแลอย่างดีแล้ว แต่ยังคงให้ผลผลิตน้อยอยู่ และต้นยางมีอายุเกิน 15 ปี เปิดกรีดแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ปี หรือเกษตรกรที่เป็นผู้รับการปลูกแทนอยู่แล้วต้องการเปลี่ยนมาปลูกไม้ยืนต้นหรือพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจอื่นๆ ให้เหมาะสมกับพื้นที่ของตนแทนยางพารา สามารถติดต่อขอรับสิทธิ์หรือขอคำปรึกษาได้ที่ กยท. จังหวัดหรือสาขาที่อยู่ในพื้นที่ของเกษตรกรเพื่อขอรับการส่งเสริมปลูกแทนได้ ในอัตราไร่ละไม่เกิน 16,000 บาท ต่อไร่

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 ประเมินปริมาณการใช้น้ำ (Water Footprint) จากการผลิตปาล์มน้ำมันในพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่แปลงต้นแบบ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร แจง ผลิตปาล์มน้ำมัน 1 ตัน ใช้น้ำ 831 ลูกบาศก์เมตร หรือปาล์มน้ำมัน 1 ไร่ ใช้น้ำ 2,157 ลูกบาศก์เมตร โดยปริมาณน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร สามารถสร้างรายได้จากการผลิตปาล์มน้ำมัน 2.01 บาท

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการศึกษาปริมาณการใช้น้ำจากการผลิตปาล์มน้ำมันในพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่แปลงต้นแบบ จังหวัดชุมพร โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี (สศท.8) เพื่อศึกษาปริมาณการใช้น้ำ ประเมินมูลค่าน้ำทางเศรษฐกิจและเปรียบเทียบผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจากการผลิตของปาล์มน้ำมันในพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ จังหวัดชุมพร

จากการรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน ในปี 2558 ที่เป็นสมาชิกในพื้นที่โครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ จำนวน 63 ราย ผลการศึกษาพบว่า ปริมาณการใช้น้ำ (Water Footprint) ของการผลิตปาล์มน้ำมัน 1 ตัน ใช้น้ำ 831 ลูกบาศก์เมตร แบ่งเป็นปริมาณน้ำฝน (Green Water Footprint) 482 ลูกบาศก์เมตร น้ำชลประทาน (Blue Water Footprint) 349 ลูกบาศก์เมตร

หรือปาล์มน้ำมัน 1 ไร่ ใช้น้ำ 2,157 ลูกบาศก์เมตร แบ่งเป็นปริมาณน้ำฝน (Green Water Footprint) 1,252 ลูกบาศก์เมตร น้ำชลประทาน (Blue Water Footprint) 905 ลูกบาศก์เมตร ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 6,630 บาท/ไร่ ผลตอบแทนสุทธิต่อไร่ 4,789 บาท ต้นทุนการผลิตเมื่อรวมต้นทุนค่าน้ำเฉลี่ย 7,083 บาท/ไร่ ผลตอบแทนสุทธิต่อไร่ 4,336 บาท โดยปริมาณน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร สามารถสร้างรายได้จากการผลิตปาล์มน้ำมัน 2.01 บาท

ทั้งนี้ หากเกษตรกรจะขยายหรือปลูกปาล์มน้ำมันทดแทนปาล์มน้ำมันที่มีอายุมากแล้ว ควรพิจารณาถึงปริมาณน้ำฝนและน้ำชลประทานหรือน้ำในพื้นที่นั้น ๆ ด้วย เพราะถ้าหากความต้องการน้ำชลประทานที่สูงกว่าน้ำฝนจะทำให้ต้นทุนการเพาะปลูกสูงขึ้น และเกษตรกรต้องปรับตัวกับสถานการณ์น้ำที่เปลี่ยนไปเนื่องจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย ซึ่งภาครัฐจะมีการสนับสนุนความรู้และปัจจัยการผลิต โดยกำหนดมาตรการด้านการเกษตร พิจารณาจัดหาแหล่งน้ำให้เกษตรกรควบคู่ไปด้วย และสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่เกษตรกรตระหนักถึงความสำคัญของการใช้น้ำร่วมกัน หากท่านที่สนใจสามารถสอบถามผลการศึกษาเพิ่มเติม ได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 จังหวัดสงขลา โทร. 077 311 373 หรือ อีเมล zone8@oae.go.th

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ เกษตรจังหวัดนครสวรรค์ เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า 2559 และต้อนรับปีใหม่ 2560 เรามักจะนิยมซื้อของฝากเพื่อเป็นของขวัญ เพื่อไปกราบขอพรจากผู้ใหญ่ที่เราเคารพนับถือ และสำหรับคนที่เรารัก เพื่อเป็นการสื่อสารจากใจถึงใจระหว่างผู้ให้และผู้รับ ดังนั้น เป็นการสนับสนุนพี่น้องเกษตรกร คือ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มยุวเกษตรกร ศูนย์ข้าวชุมชน และกลุ่มส่งเสริมการเกษตรต่างๆ ด้วยการซื้อข้าวสารและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผลผลิตทางการเกษตรที่ได้มาตรฐานอาหารทั่วไป ซึ่งกระจายอยู่ในพื้นที่ทุกอำเภอของนครสวรรค์ ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งที่จะนำเป็นเป็นของขวัญปีใหม่ที่ทรงคุณค่า แต่ราคาเกษตรกร และยังเป็นการสนับสนุนให้กำลังแก่สมาชิกสถาบันเกษตรกรเหล่านั้นให้มีรายได้ และเกิดกำลังใจในการประกอบอาชีพอีกทางหนึ่งด้วย ท่านที่สนใจสอบถามข้อมูลได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอทุกอำเภอ

หน้าวัดปังลุ่ม ตำบลงิม อำเภอปง จังหวัดพะเยา มีต้นไทรยืนโอบต้นตาลไว้

มีหลายคนบอกว่า ถ้าอธิฐานบอกกับต้นไม้ทั้งสองจะทำให้คนรักคนหลง “อธิฐานจิต บันดาลดล โชคดีและปลอดภัย รักชอบใคร สมปรารถนา เหมือนไทรใหญ่

รัดต้นตาล มิวางลา ข้า.. ศรัทธา ไทรใหญ่ได้อวยพร” (โปรดใช้วิจารณญาณ)

ก็ว่ากันไป แต่เป็นสิ่งแปลกที่หลายคนไม่เคยเห็น เลยสรรหามาฝาก ใครอยากแวะไปพิสูจน์ก็เชิญ วัดนันตาราม ตั้งอยู่ในอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา สถาปัตยกรรมฝีมือช่าง

ชาวพม่า สร้างจากไม้ของคหบดีชาวพม่าที่มาทำกินในเขตอำเภอเชียงคำในสมัยก่อน มีความงดงามจนสื่ออิเลคโทรนิค ยกให้ว่า มีความงดงามติดอันดับ TOP TEN หรือ

1 ใน 10 วัด ที่มีความสวยงามของประเทศนี้ กยท. ชี้แนะเกษตรกรชาวสวนยางดูแลสวนยางอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีอากาศแปรปรวน เย็นในช่วงเช้าสลับแดดแรงในช่วงบ่าย โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกยางทางภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้คลุมหน้าดินเพื่อเก็บรักษาความชุ่มชื้น พร้อมเร่งทำแนวกันไฟเพื่อป้องกันไฟไหม้สวนยาง ย้ำ ต้นยางเล็กที่อายุไม่เกิน 3 ปี ควรดูแลเป็นพิเศษ

ดร.กฤษดา สังข์สิงห์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมและพัฒนาการผลิต การยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในช่วงเดือนธันวาคมเรื่อยไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์เป็นช่วงที่มีสภาพอากาศค่อนข้างแห้ง ตอนเช้ามีอากาศค่อนข้างเย็น และช่วงสายจะมีอากาศร้อน แสงแดดแรง เป็นสาเหตุทำให้ดินแห้ง และส่งผลกระทบต่อต้นยางพารา หรือสวนยางพาราได้ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ปลูกยางแถบภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ซึ่งเกษตรกรชาวสวนยางควรดูแลสวนยางอย่างใกล้ชิด เริ่มตั้งแต่การคลุมโคนต้นยางด้วยวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ เช่น ฟางข้าว เศษหญ้า ซังข้าวโพด เป็นต้น จัดวางให้มีระยะห่างจากต้นยางประมาณ 5-10 เซนติเมตร

เพื่อช่วยรักษาความชื้นในดินอีกทั้งยังเป็นการเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของต้นยาง รวมทั้ง การป้องกันไฟไหม้สวนยาง ด้วยการกำจัดวัชพืชระหว่างแถวยาง ซึ่งในช่วงหน้าแล้ง อาจมีความเสี่ยงในการเกิดไฟไหม้สวนยางค่อนข้างสูง จึงควรทำแนวกันไฟ เพื่อเป็นการป้องกันไฟที่ลุกลามมาจากบริเวณข้างเคียงที่อยู่ติดกับสวน สามารถทำได้โดยการไถ หรือขุดถากวัชพืชและเศษซากพืชออกเป็นแนวกว้างไม่ต่ำกว่า 3 เมตร รอบบริเวณสวนยาง ในกรณีสวนยางขนาดใหญ่ควรทำแนวกันไฟ ทุกๆ 100 เมตร ภายในสวนระหว่างแถวยาง และกำจัดวัชพืชในบริเวณแถวยางออกให้หมดข้างละ 1 เมตร เพื่อป้องกันไฟไหม้ที่จะเกิดภายในสวนยาง

ดร.กฤษดา กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีต้นยางที่ถูกไฟไหม้ไม่รุนแรง หรือต้นยางเล็กอายุระหว่าง 1-3 ปี เกษตรกรควรดูแลเป็นพิเศษ เนื่องจากในต้นยางอ่อนที่ได้รับแดดแรงติดต่อกันเป็นเวลานาน จะส่งผลให้เซลล์เนื้อเยื่อส่วนที่รับแสงแดดไหม้เสียหาย และเจริญเติบโตช้ากว่าปกติ แนะนำให้เกษตรกรใช้ปูนขาวผสมน้ำอัตรา 1:2 ทิ้งไว้ค้างคืน แล้วทาลำต้น เพื่อป้องกันความร้อนจากแสงแดด ป้องกันต้นยางสูญเสียน้ำ และที่สำคัญ ป้องกันโรคและแมลงที่อาจเข้าทำลายได้ในเวลาต่อมา และในกรณีต้นยางที่ถูกไฟไหม้ไม่รุนแรง หากต้นยางถูกไฟไหม้แล้ว ถ้าเปลือกต้นยางบริเวณที่ถูกไฟไหม้แสดงอาการแตกออกมา ให้ใช้มีดคมๆ ปาดเอาส่วนที่เสียหายออก แล้วทายาป้องกันเชื้อรา และสารเคมีรักษาเนื้อไม้ทาซ้ำอีกครั้ง จะทำให้รอยแผลหายสนิทได้เร็วขึ้น หากต้นยางในสวนได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก จนไม่อาจรักษาหน้ายางได้เกิน 40% ของทั้งสวน ควรทำการปลูกใหม่ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือปรึกษาได้ที่ การยางแห่งประเทศไทยที่ท่านสะดวก

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบให้กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินงานโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (ทดแทนการปลูกข้าว รอบ 2 ปีการผลิต 2559/60 หรือ ข้าวนาปรัง) มีเป้าหมายปรับลดพื้นที่การปลูกข้าวไปปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เนื่องจากเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ที่มีความต้องการใช้ในประเทศ กว่า 7.2 ล้านตัน จนทำให้ต้องนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์อื่น ๆ เข้ามาเสริมชดเชยส่วนที่ขาด

นางจินตนา ชัยยวรรณาการ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า โครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้ในช่วงฤดูแล้ง 1. ลดปริมาณผลผลิตข้าวที่มากเกินความต้องการ เพื่อปรับระบบให้เกิดความสมดุลระหว่างปริมาณการผลิตและความต้องการของตลาดของผลผลิตทั้ง 2 ชนิด ซึ่งปัจจุบันผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการ ทำให้ต้องนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากต่างประเทศเข้ามาคิดเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท 2. พื้นที่เป้าหมายมีความเหมาะสมกับการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จากการวิเคราะห์ของกรมพัฒนาที่ดิน พบว่า มีพื้นที่ที่ดินมีความเหมาะสมต่อการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาก (S1) และเหมาะสมปานกลาง (S2) รวมกันกว่า 8 ล้านไร่

เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในเขตชลประทาน รวม 2 ล้านไร่ และกรมส่งเสริมการเกษตรได้ทดลองนำร่องส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนข้าวรอบที่ 2 หรือข้าวนาปรังในปีที่ผ่านมา ปรากฏว่า เกษตรกรสามารถผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ผลผลิตเฉลี่ย 900 – 1,000 กิโลกรัมต่อไร่ มีกำไรจากการผลิตไร่ละ 2,000 – 4,000 บาท 3. เมล็ดพันธุ์ที่ใช้เป็นพันธุ์คุณภาพ โครงการให้เกษตรกรใช้พันธุ์ลูกผสมที่มีคุณภาพ ที่ให้ผลผลิตสูง ซึ่งมีข้อมูลทางวิชาการยืนยันแล้วว่าข้าวโพดลูกผสมจะให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์ผสมเปิดกว่า 1 เท่าตัว นอกจากนี้ บริษัทเมล็ดพันธุ์ที่เข้าร่วมโครงการจะร่วมมือกับภาครัฐ สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการอบรม เกษตรกร และติดตามให้คำแนะนำเกษตรกรอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ได้ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้คุณภาพดี และ 4. มีตลาดรับซื้อแน่นอน ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ทำ MOU จับมือกับภาคเอกชน ผู้รับซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อันเป็นความตั้งใจของรัฐ ด้วยความร่วมมือของเอกชนในรูปแบบ “ประชารัฐ” เพื่อรับซื้อผลผลิตตามมาตรฐานที่กรมการค้าภายในกำหนด โดยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เบอร์ 2 ความชื้น 14.5% ในราคา ไม่ต่ำกว่า 8 บาทต่อกิโลกรัม ณ หน้าโรงงานกรุงเทพและปริมณฑล อีกทั้งการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนาโดยปกติจะมีคุณภาพดีกว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลูกในฤดูฝนเนื่องจากเก็บเกี่ยวในช่วงปลอดฝน

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 254,827 ไร่ เกษตรกร 25,963 ราย โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดส่งรายชื่อเกษตรกรให้ ธ.ก.ส. สาขาเรียบร้อยแล้ว และเนื่องจากเกษตรกรสนใจเข้าร่วมโครงการ ต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนด ได้สั่งการให้ทุกจังหวัดที่เกษตรกรสนใจเข้าร่วมโครงการ ติดตามการทำงานอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงกระบวนการตลาด ร่วมกันดูแล และมีเจ้าหน้าที่ติดตามและรายงานให้ทราบผล การดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกษตรกรเกิดความมั่นใจ อันจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนระบบการผลิตข้าวอย่างยั่งยืน ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่ที่ไม่เข้าร่วมโครงการ เกิดจากความกังวลในเรื่องของการปลูกเนื่องจากไม่คุ้นเคย และสภาพดินบางพื้นที่ไม่เหมาะสมกับการปลูก จึงเลือกที่จะไม่เข้าร่วมโครงการฯ ทั้งนี้ ยังได้กำชับให้พื้นที่ที่เกษตรกรไม่เข้าร่วมโครงการ อีก 1.75 ล้านไร่ ติดตามการเพาะปลูกเกษตรกรอย่างใกล้ชิด นอกจากจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ยังให้จัดทำแปลงทดสอบ/สาธิต เพื่อสร้างความมั่นใจและเป็นจุดเรียนรู้ ของชาวนาในการที่จะปรับเปลี่ยนในอนาคต เบื้องต้น กำหนดไว้ 6 จังหวัด ได้แก่ สุพรรณบุรี, ปราจีนบุรี, อยุธยา, ฉะเชิงเทรา, อ่างทอง และสระบุรี จังหวัดละ 50 ไร่

และสำหรับงานพิธีเปิดโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (ทดแทนการปลูกข้าวรอบ 2 ปี 2559/60) ตามมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ปี 2559/60 ด้านการผลิต (เพิ่มเติม) จัดขึ้นในวันที่ 16 ธันวาคม 2559 ณ บ้านวังน้ำขาว อ.แม่วงก์ จ.นครสวรรค์ จัดขึ้นเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการและจะทำให้เกษตรกรได้มีโอกาสในการเรียนรู้การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างถูกวิธีตามหลักวิชาการ โดยจะได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร ซึ่งภายในงานจะชมการแข่งขันการไถเตรียมดิน และ เยี่ยมชมแปลงสาธิตพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของภาคเอกชนที่เข้าร่วมโครงการฯ ซึ่งจังหวัดนครสวรรค์ มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการเข้าร่วมเกษตรกร จำนวน 2,428 ราย พื้นที่ข้าวโพดในโครงการฯ ทั้งหมด 40,893 ไร่

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการท่องเที่ยวบริเวณอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง จ.เชียงใหม่ ว่า เช้านี้สภาพอากาศปิด อุณหภูมิต่ำสุด 9 องศาเซลเซียส บริเวณจุดชมวิวกิ่วลมมีฝนตกปรอยๆ ตลอดทั้งคืน จนกระทั่งขณะนี้ฝนยังไม่หยุดตก ทำให้นักท่องเที่ยวไม่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ดอยเชียงดาวที่อยู่ตรงหน้าได้อย่างทุกวัน แต่หากฝนหยุดตก พรุ่งนี้จะมีทะเลหมอกมากและสวยงามอย่างแน่นอน

ทางฝั่งสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง อ.ฝาง อุณหภูมิต่ำสุดยอดหญ้า 12.1 องศาเซลเซียส และสูงสุด 16.0 องศาเซลเซียส มีปริมาณน้ำฝน 7.2 มิลลิเมตร ในขณะที่บนยอดดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง ยังคงมีฝนตกเช่นกัน ทำให้สภาพอากาศปิด อุณหภูมิต่ำสุดวัดได้ 8 องศาเซลเซียส ไม่มีน้ำค้างแข็ง หรือ เหมยขาบ แต่อย่างใด

ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ รายงานว่า ภาคเหนืออากาศเย็นถึงหนาว อุณหภูมิจะลดลง 3-5 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง อุณหภูมิต่ำสุด 15-21 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 25-28 องศาเซลเซียส บริเวณยอดดอยอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 3-9 องศาเซลเซียส อาจเกิดเหมยขาบได้

เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามที่จังหวัดกาฬสินธุ์ กำลังได้รับความเดือดร้อน จากสภาพอากาศที่แปรปรวน ตอนกลางคืนถึงเช้าหนาวเย็น ขณะที่กลางวันร้อนจัด ประกอบกับเขื่อนลำปาวปิดการส่งน้ำมานานกว่า 1 เดือน ทำให้เกิดน้ำเสีย กุ้งก้ามกรามปรับตัวไม่ทัน ส่งผลให้เริ่มน็อกตายเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้กุ้งก้ามกรามที่เคยขายดีมีเงินสะพัดกว่า 40 ล้านบาทในช่วงเทศกาลปีใหม่ขาดตลาด

(วันที่ 17 ธันวาคม 2559) จากการติดตามบรรยากาศการประกอบอาชีพของชาวบ้านในช่วงฤดูแล้ง ที่จังหวัดกาฬสินธุ์พบว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามกำลังประสบปัญหาในการบริหารจัดการในบ่อกุ้ง ทำให้กุ้งในบ่อที่กำหนดจับขายในหน้าเทศกาลปีใหม่เกิดการน็อกตายจำนวนมาก บางรายต้องระดมสูบน้ำจากบ่อสำรองเติมในบ่อเลี้ยงกุ้ง บางรายต้องคว่ำบ่อจับขายโดยไม่เลือกขนาดว่าจะตัวเล็กหรือตัวใหญ่ ซึ่งผู้เลี้ยงกุ้งระบุว่ายังดีกว่าที่จะปล่อยเลี้ยงต่อไปที่ต้องเสี่ยงกับการน็อกตาย ทำให้ขาดทุน

นางสมร ภูผาลาด เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง บ้านตูม หมู่ 4 ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ในช่วงหน้าแล้งนี้ ที่สภาพอากาศแปรปรวน ตอนกลางคืนถึงเช้าหนาวเย็น ขณะที่กลางวันร้อนจัด ประกอบกับไม่มีน้ำเปลี่ยนถ่ายในบ่อกุ้ง เนื่องจากเขื่อนลำปาวยังปิดการส่งน้ำ ซึ่งได้ปิดมาตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน เพื่อให้ชาวนาเกี่ยวข้าวและซ่อมแซมคูคลองที่ชำรุด จนถึงขณะนี้กว่า 1 เดือนยังไม่เปิดส่งน้ำ ทำให้น้ำในบ่อกุ้งเกิดการเน่าเสีย จึงเป็นสาเหตุให้กุ้งปรับตัวไม่ทันและเริ่มน็อกตายลงทุกวัน

นางสมรกล่าวอีกว่า เมื่อเกิดปัญหาดังกล่าว ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามประสบความเดือดร้อน และยากลำบากในการบริหารจัดการ และต่างประสบปัญหาเดียวกันคือน้ำเสีย กุ้งน็อกตาย ต้องคอยระวังโดยหมั่นตรวจเช็กสภาพบ่อกุ้งตั้งแต่เช้ามืด ขณะที่ผู้เลี้ยงกุ้งหลายรายจับกุ้งออกขายก่อนกำหนด โดยไม่เลือกขนาดว่าจะตัวเล็กหรือตัวใหญ่ ดีกว่าจะปล่อยเลี้ยงต่อไปที่ต้องเสี่ยงกับการน็อกตาย และทำให้ขาดทุน สำหรับตนเลี้ยงกุ้ง 3 บ่อ กำหนดจับขายช่วงเทศกาลปีใหม่ แต่เมื่อเกิดปัญหากุ้งเริ่มน็อกตาย จึงได้ขอแรงญาติพี่น้อง ช่วยกันจับกุ้งและสูบน้ำในบ่อสำรองเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในบ่อเลี้ยงกุ้ง ก่อนที่จะน็อกตายทั้งบ่อ

เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.นครพนม ว่า สภาพอากาศในพื้นที่อุณหภูมิหนาวเหน็บ 15-17 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะช่วงเช้าและตอนกลางคืน แต่มีชาวบ้านแห่งหนึ่งใน อ.นาหว้า ที่มีอาชีพชำแหละตุ๊กแกอบแห้งส่งต่างประเทศ นำตุ๊กแกตัวเป็นๆที่หนังขาดชำรุด แช่ไว้ในช่องฟรีซ นำมาปรุงเป็นเมนูผัดเผ็ดรสชาติคล้ายเนื้อไก่ เชื่อแก้หนาวและเป็นยาอายุวัฒนะบำรุงกำลังโดยเฉพาะในวัยผู้สูงอายุจนเป็นที่นิยมหันมากินกันมากขึ้นในกลุ่มชาวบ้านที่มีอาชีพชำแหละกว่า 70 ครัวเรือน

คุณลุงจันทัย ภาวะโพธิ์ วัย 67 ปี หนึ่งในชาวบ้านที่มีอาชีพชำแหละตุ๊กแก กล่าวว่า แต่เดิมชาวบ้านบ้านตาล ต.นาหว้า จ.นครพนม มากกว่า 100 ครัวเรือน มีอาชีพรับจ้างรับซื้อและนำตุ๊กแกสดมาชำแหละตากแห้งเพื่อส่งขายให้พ่อค้าชาวไต้หวันที่มาตั้งโรงงานรับซื้อในหมู่บ้าน โกยเงินเข้ากระเป๋าอย่างเป็นล่ำเป็นสันนานกว่า 30 ปีแล้ว ซึ่งตัวไหนที่รับซื้อมาพบว่ามีหนังขาดเสียหายชำรุดก็จะไม่สามารถนำไปอบแล้วตากแห้งขายได้ เพราะนายทุนจะไม่รับซื้ออย่างเด็ดขาด ตุ๊กแกที่ตากแห้งแล้วแต่ทราบแต่เพียงว่า ในประเทศจีน เวียดนาม และไต้หวัน จะนำไปปรุงเป็นยาโด๊ปชงกินแทนชา เชื่อว่ามีสรรพคุณทางยา และมีอายุวัฒนะ

คุณลุงวัย 67 ปี กล่าวต่อไปว่า ตุ๊กแกตัวที่หนังขาดชำรุด ตนนำมาแช่ช่องฟรีซไว้ก่อน จึงทดลองชำแหละลอกหนังออก พบว่าเนื้อตุ๊กแกมีสีขาวนวล คล้ายเนื้อไก่ น่าจะนำไปปรุงประกอบอาหารเป็นเมนูต่างๆได้ จึงทดลองนำเนื้อที่ล้างน้ำสะอาด 2-3 ครั้งมาสับ และผัดให้คล้ายกะเพราไก่ โดยวิธีทำตั้งกะทะให้ร้อน เจียวกระเทียมพริกไทยแล้วจึงนำเนื้อที่สับละเอียด ผัดผสมคลุกให้เข้ากันผัดให้สุกเพื่อตัดกลิ่นคาว ใส่พริกแกง เครื่องเทศใบมะกรูด กระเทียมโครก หรือใส่พริกเผาตามชอบ ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล และใส่ซอสปรุงรส ตบท้ายด้วยใบกะเพา ก็จะได้เมนูที่หอมเตะจมูก

คุณลุงต้นตำรับเมนูเด็ด ระบุด้วยว่า ชาวบ้านที่มีอาชีพชำแหละเคยเห็นตนทำรับประทาน และได้ชิมต่างติดอกติดใจถึงรสชาติ จึงเสียดายที่จะนำตุ๊กแกหนังที่ขาดทิ้ง จึงพากันนำมาปรุงเป็นเมนูเด็ดในวันพิเศษรวมญาติเสาร์อาทิตย์ และงานเลี้ยงฉลอง รวมถึงวันหยุดตามเทศกาลสำคัญๆ เพราะจะทำกินกันทำบ่อยครั้งไม่ได้นัก เนื่องจากตุ๊กแกแต่ละตัวที่มีสภาพสมบูรณ์ตกตัวละ 40-50 บาท ต้องรอให้พบตัวที่ไม่มีบาดแผลตามลำตัวและหนังขาดเสียก่อน นอกจากนี้บางรายยังนำเนื้อไปทอดผัดกระเทียมพริกไทย จิ้มกับแจ่วและข้าวเหนียวร้อนๆอร่อยลิ้น ส่วนไข่ตุ๊กแกที่เล็กและหายากก็นำไปทำห่อหมก

“ชาวชุมชนในหมู่บ้าน บ.ตาล มองว่าการกินตุ๊กแกเป็นวิถีชีวิตของชาวบ้านที่กินกันมานานกว่า 30 ปีแล้ว ไม่ใช่เป็นการทารุณกรรมสัตว์ เพราะจะเลือกตัวที่มีบาดแผลจากการล่าและรับซื้อมา นำมาปรุงประกอบอาหารเท่านั้น ยังถือเป็นการลดรายจ่ายในครัวเรือนได้อีกด้วย ที่สำคัญเนื้อตุ๊กแกยังเอร็ดอร่อยคล้ายเนื้อไก่ หากทำเมนูในช่วงหน้าหนาว เชื่อว่าจะทำให้ร่างกายอบอุ่นและมีสุขภาพที่แข็งแรงในฤดูหนาวตามความเชื่อที่มานานแล้ว” คุณลุงจันทัย กล่าวและว่า ทุกวันเริ่มหากินยากมากขึ้น เพราะตัวที่บาดเจ็บไม่พบบ่อยมากนัก

เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า global-customer.com ชาวบ้านในหลายหมู่บ้านของ ต.หนองใหญ่ อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ กว่า 30 ราย รวมกลุ่มกันตั้งเพิงเปิดเป็นร้านค้าเรียงรายตามข้างทางถนนลาดยางระหว่างบ้านหนองใหญ่-บ้านสวายตาพึง ซึ่งเป็นเส้นทางสัญจรหลักระหว่าง อ.ปราสาท กับ อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ เพื่อวางขายพืชผัก ผลไม้ และผลผลิตทางการเกษตร รวมทั้งอาหารพื้นบ้านและอาหารสด เช่น หนูนา ปลา กบ เขียด ที่หาได้ในท้องถิ่น แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางด้วยรถยนต์สัญจรผ่านไปมา สามารถสร้างรายได้เสริมให้ชาวบ้านที่ว่างเว้นจากการทำไร่ทำนาได้เป็นอย่างดี

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สินค้าส่วนใหญ่จะเป็นอาหารพื้นเมือง ที่กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าชาวบ้านนำมาวางขายมีให้เลือกซื้อกันหลากหลายมากมาย ในราคาย่อมเยา เช่น ผักพื้นบ้านตามฤดู ถั่วฝักยาว กล้วย มะพร้าว ข้าวโพดต้ม ข้าวโพดปิ้ง ปลาเผา-ปลาย่าง สารพัดชนิด ไข่ปลาย่าง มันเผา หอยนา ปูนา ปลาร้า กุ้งจ่อม ปลาส้ม มันเทศ และไข่ปิ้ง เป็นต้น

ส่วนเมนูเด็ดที่ถือว่าขายดีที่สุดและได้รับความนิยมจากลูกค้าที่สัญจรไปมาเป็นอย่างมากในช่วงนี้ เห็นจะหนีไม่พ้นเมนูย่างพื้นบ้าน คือ “อังแกบบอบ” ย่างเป็นชื่อเรียกตามภาษาเขมรท้องถิ่นสุรินทร์ที่แปลว่า “กบยัดไส้ย่าง” ที่จะมีรสชาติอร่อยและมีกลิ่นหอม น่ารับประทานเป็นอย่างมาก และอีกเมนูสุดฮิตหลังเกี่ยวข้าวเสร็จคือ “กระเนือรสะแรอัง” หรือ “หนูนาย่าง” ซึ่งในแต่ละวันมีประชาชนและนักท่องเที่ยวจอดรถแวะซื้อไปรับประทานกันคึกคักเพราะมีรสชาติอร่อย

ประกอบกับเวลาย่างส่งกลิ่นหอมหวนชวนกินเป็นอย่างมาก จนทำให้แต่ละร้านสามารถขายได้ไม่ต่ำกว่า 40-50 ไม้ต่อวัน ในราคาไม้ละ 50 บาท รวมเป็นเงินถึง 1,000-2,000 บาทต่อรายเลยทีเดียว ซึ่งแต่ละไม้มีกบยัดไส้อยู่ไม้ละ 2 ตัว และหนูนาย่างกันแบบร้อนๆ ไม้ละ 1 ตัว ราคาเริ่มต้นที่ 80-100 บาท เท่านั้น หากนักท่องเที่ยวที่อยากชิม “กบยัดไส้ย่าง” และ “หนูนาย่าง” สามารถจอดรถแวะซื้อได้ที่นี่ทุกวัน

นักท่องเที่ยวรายหนึ่ง กล่าวว่า ตนมาหาซื้อกบและหนูนา ไปผัดกระเพรา รสชาติแซ่บมาก ทานหนูนาบ่อยมาก วันนี้เปลี่ยนเป็นซื้อกบนา สดๆแทน ตนมาอุดหนุนเป็นประจำ

ส่วนนักท่องเที่ยว อีกราย กล่าวว่า มาซื้อหนูนาไปทำแกงคั่ว เป็นการคั่วกลิ้ง ใส่ขมิ้น ใส่ใบกระเพรา ตนผ่านมาที่ไรจะต้องแวะซื้อเป็นประจำ ด้าน นางประวิทตรี ร้อยเอื้อง ชาวตำบลหนองใหญ่ อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ แม่ค้าขายหนูนา กล่าวว่า ตนและครอบครัวจะออกไปหาใส่บ่วงตามทุ่งนาหลังเกี่ยวข้าวเสร็จ เพื่อดักจับหนูนามาขาย ในราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 50 บาท แล้วแต่ตัวเล็กตัวใหญ่ วันหนึ่งการขายไม่แน่นอน ขายดีบ้าง ไม่ดีบ้าง แล้วแต่วัน ลูกค้าส่วนใหญ่จะซื้อหนูนา ไปอบไปย่างกับเตาถ่าน บางก็เอาไปผัดเผ็ดหนูนา ช่วงหลังฤดูการทำนา หนูนาออกหากินเยอะมากตามป่าอ้อยและทุ่งนา