สับปะรดห้วยมุ่น ผิวบาง ตาตื้น รสชาติหวาน หอม ไม่ระคายลิ้น

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2556 กรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ประกาศรับขึ้นทะเบียน “สับปะรดห้วยมุ่น” เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ โดยระบุว่า สับปะรดห้วยมุ่น หมายถึงสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวีย ที่มีผิวบาง ตาตื้น เนื้อหนานิ่ม สีเหมือนน้ำผึ้ง รสชาติหวานหอม ฉ่ำน้ำ ไม่ระคายลิ้น ซึ่งปลูกในเขตพื้นที่ตำบลห้วยมุ่นและตำบลน้ำไผ่ ของอำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์

ช่วงเก็บเกี่ยวในฤดูตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-มกราคม และกลางเดือนเมษายน-กรกฎาคม ช่วงเก็บเกี่ยวนอกฤดู ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-เมษายน และสิงหาคม-ตุลาคม ปัจจุบันมีกลุ่มผู้ปลูกสับปะรดห้วยมุ่นจังหวัดอุตรดิตถ์ 482 ราย

ระยะทางจากตัวจังหวัดอุตรดิตถ์ถึงตำบลห้วยมุ่น อำเภอน้ำปาด เกือบ 100 กิโลเมตร ถือว่าไม่มากนัก แต่ระยะเวลาที่ใช้ในการเดินทางทวีคูณเป็นสองเท่า เพราะเส้นทางเป็นเขาชัน คดเคี้ยว แต่ผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่มานมนานกลับคุ้นชิน และมองว่าไม่ใช่ความลำบากหากต้องเดินทาง

คุณบันแล มาดีคาน และคุณรัตนาพรรณ มาดีคาน สองสามีภรรยา ชาวตำบลห้วยมุ่น เจ้าของแปลงสับปะรดห้วยมุ่น พื้นที่ 20 ไร่ เกิดและเติบโตในพื้นที่ มองเห็นความเปลี่ยนแปลงของพืชในท้องถิ่น ชี้ให้เห็นว่าก่อนหน้าพื้นที่ห้วยมุ่นจะเต็มไปด้วยแปลงสับปะรด คงเป็นพืชไร่เช่นเดียวกับตำบลและอำเภออื่นในจังหวัดอุตรดิตถ์ มีสับปะรดปลูกในกระถางและรอบบริเวณบ้านของคุณรัตนาพรรณ ให้ผลไว้รับประทาน โดยไม่ทราบว่าสับปะรดชนิดนี้เป็นพันธุ์อะไร

คุณรัตนาพรรณ ลองนำสับปะรดที่ปลูกอยู่ข้างบ้าน ขยายหน่อมาลงปลูก 2 ไร่ หวังว่าจะเป็นช่องทางหนึ่งของพืชที่ปลูกขายอยู่ขณะนั้น เมื่อมีแม่ค้ามารับซื้อผลไม้ก็ขายให้ เพราะยังไม่รู้จักตลาด ซึ่งเป็นโอกาสดี เพราะสับปะรดที่ขายในครั้งนั้น ทำให้แม่ค้าสนใจหวนกลับมาซื้ออีก ด้วยเหตุผลว่า ลูกค้าติดใจในรสชาติของสับปะรด

จาก 2 ไร่ ค่อยๆ ขยายจนเต็มพื้นที่ 20 ไร่ในปัจจุบัน เพียงแค่จุดเริ่มต้นจากรสชาติของสับปะรดที่ถูกปากคนพื้นราบ จนเรียกกันติดปากว่า “สับปะรดห้วยมุ่น” แม้จะคาดเดากันว่าสับปะรดห้วยมุ่น แท้จริงคือสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวีย แต่ก็มีความแตกต่างในตัวของสับปะรดเองสูง ซึ่งเกิดจากสภาพดินปนทราย สภาพอากาศที่ร้อนในเวลากลางวัน และมีความชื้นในตอนกลางคืน โดยเฉพาะช่วงเช้าที่มีหมอก ส่งผลให้เกิดน้ำค้างในตอนเช้ามืด ยิ่งฤดูแล้งยิ่งหมอกและน้ำค้างมาก

คุณรัตนาพรรณ บอกว่า ความพิเศษของสับปะรดห้วยมุ่น อยู่ที่ความหวาน หอม ฉ่ำน้ำ ไม่ระคายลิ้น ผิวบาง และแม้ว่าจะนำตอสับปะรดไปปลูกยังพื้นที่อื่นที่อยู่ใกล้เคียง ตำบลที่ห่างกันเพียง 8-9 กิโลเมตร รสชาติของสับปะรดก็เปลี่ยน ไม่ได้มีรสชาติเหมาะสมที่จะเรียกว่า สับปะรดห้วยมุ่น แต่เมื่อชาวบ้านรู้ว่าตลาดต้องการสับปะรดห้วยมุ่นสูง ก็ทำให้ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงทยอยกันปรับแปลงจากพืชไร่ให้เป็นสับปะรดห้วยมุ่นเกือบทั้งหมด และถือเป็นเรื่องดีที่มีพ่อค้าแม่ค้า ขึ้นมารับซื้อถึงแปลงและราคาสับปะรดที่ซื้อขายก็เป็นราคาที่ช่วยให้เกษตรกรอยู่ได้

“แต่ละแปลงขนาด 1 ไร่ ลงหน่อสับปะรดได้ 7,000 หน่อ ระยะห่างระหว่างแถว 75 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างต้น 25 เซนติเมตร หลังลงปลูกประมาณ 2 เดือน ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 จากนั้น 1 เดือน ใส่ปุ๋ยสูตร 14-0-20 ตามด้วยการให้ปุ่ยทางใบ และไม่ต้องรดน้ำ”

คุณรัตนาพรรณ เผยเทคนิคการดูแลสับปะรดให้ได้ผลผลิตที่ดี มีน้ำหนักตามที่ตลาดต้องการ ซึ่งต้องเอาใจใส่ให้ผลได้ขนาด โดยน้ำหนักที่ตลาดต้องการอยู่ที่ 2,500 กรัม หรือไม่น้อยกว่า 1,500 กรัม จึงถือว่าไม่ตกเกรด แต่ก็ไม่ถูกคัดทิ้ง เพียงแต่ขายได้ในราคาที่ต่ำกว่าราคารับซื้อทั่วไป

ในแต่ละปี สับปะรดจะติดผลครั้งเดียว เก็บขายได้ครั้งเดียว รอครั้งต่อไปในทุกๆ 4 เดือน ก็ให้ผล สามารถเก็บขายได้อีก ในแต่ละครั้งของการปลูก จะสามารถเก็บผลผลิตได้อย่างน้อย 4 ครั้ง ขึ้นกับเกษตรกรเองว่าจะปล่อยให้สับปะรดให้ผลผลิตกี่รอบ สำหรับคุณมาแล และ คุณรัตนาพรรณ เก็บผลผลิตเพียง 4 รอบเท่านั้น เพราะเห็นว่า ผลผลิตครั้งต่อไปจะให้ผลที่ไม่สมบูรณ์หรือมีขนาดเล็ก ไม่เป็นที่ต้องการของตลาด ยกเว้นเกษตรกรบางแปลงที่ต้องการเร่งให้สับปะรดให้ผลผลิตเร็วเก็บขายก่อน ก็จะใช้ฮอร์โมนหยอดยอดสับปะรด เมื่อสับปะรดมีอายุ 6 เดือนหลังลงปลูก เพื่อเร่งให้ติดผล แต่ข้อเสียของการใช้ฮอร์โมนหยอดเร่งให้ติดผลเร็ว คือ ต้นโทรม ส่งผลให้ต้นให้ผลผลิตได้น้อยและผลไม่สมบูรณ์ ซึ่งแต่ละครั้งของการเก็บผลผลิตขาย ส่งจำหน่ายอยู่ที่ประมาณ 120 ตัน

สับปะรดจะมีปัญหาเรื่องวัชพืชบ้าง เมื่อยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่ จำเป็นต้องใช้ยากำจัดวัชพืช ข้อควรระวังหากสับปะรดให้ดอก ควรงดพ่นยากำจัดวัชพืช เพราะจะทำให้ผลสับปะรดที่ออกมาแคระแกร็น

โรคและแมลง มีในพืชทุกชนิด แต่สำหรับสับปะรดห้วยมุ่นจากแปลงของคุณบันแล และ คุณรัตนาพรรณ ยังไม่ประสบปัญหาโรคและแมลงในสับปะรด เพราะมั่นใจในต้นพันธุ์ที่มีคุณภาพ

ต้นพันธุ์ที่มีคุณภาพ ไม่ได้นำมาจากไหน เป็นต้นพันธุ์ที่อยู่ในแปลงสับปะรดของตนเอง โดยการเลือกหน่อที่ยังไม่ให้ผล สังเกตดูหน่อที่ขนาดพอเหมาะ ไม่ใหญ่เกินไป ไม่เล็กเกินไป เมื่อสับปะรดให้ผลผลิตรุ่นแรก จะมีหน่อแตกออกมา ให้แยกหน่อนั้นเก็บไว้เป็นต้นพันธุ์ ซึ่งการเก็บต้นพันธุ์เองช่วยให้ลดต้นทุนเรื่องของต้นพันธุ์ลงไปได้มาก

การจำหน่ายให้กับพ่อค้าและแม่ค้าที่ตระเวนรับซื้อสับปะรด ได้ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 9-14 บาท แม้ว่าสับปะรดจะเป็นพืชที่ลงปลูกฤดูไหนก็ได้ แต่หากต้องการให้ได้ผลดี ควรเลือกลงปลูกในฤดูแล้ง เพราะจะไม่ประสบปัญหาโรคเน่าแน่นอน

ต้องการศึกษาการปลูกสับปะรดห้วยมุ่นจากเกษตรกรต้นตำรับ ติดต่อได้ที่ คุณบันแล มาดีคาน และคุณรัตนาพรรณ มาดีคาน ทางเดินชีวิต…สู่แนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

คุณสมศักดิ์ เครือวัลย์ เกษตรกรทำสวนผลไม้ จังหวัดระยอง เดิมทีเขาทำการเกษตรแบบปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่พึ่งพาสารเคมีเป็นหลัก และได้กู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อมาลงทุน แต่ประสบกับภาวะขาดทุนจากสภาพพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมและมีปัญหาโรคพืช จากการผลิตแบบเดิมๆ ที่มีต้นทุนสูง จึงไม่สามารถใช้หนี้ที่กู้ยืมมาได้

จุดเปลี่ยนของการทำการเกษตรโดยไม่พึ่งสารเคมี เริ่มจากได้ไปศึกษาดูงานกับ ธ.ก.ส. ในโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ การทำเกษตรอินทรีย์ตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และศึกษาฟาร์มตัวอย่างเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ ประกอบกับมีปัญหาสุขภาพจากการใช้สารเคมีติดต่อกันเป็นเวลานาน และจากการได้รับคัดเลือกเป็นหมอดินอาสาของกรมพัฒนาที่ดิน จึงได้มีโอกาสเดินทางไปอบรมสัมมนาในพื้นที่ต่างๆ หลายแห่ง โดยใช้เวลาศึกษาเรียนรู้และตัดสินใจนาน 2-3 ปี จึงตัดสินใจทำการเกษตรอินทรีย์ตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโดยไม่พึ่งพาสารเคมีทุกประเภท จนสามารถปลดหนี้ทั้งหมดได้ มีรายได้ตลอดทั้งปี

รูปแบบกิจกรรมทางการเกษตร

คุณสมศักดิ์ ได้ดำเนินกิจกรรมการเกษตรแบบผสมผสานโดยมีความโดดเด่นเรื่อง

วิธีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์

มีกระบวนการผลิต ดังนี้ วัสดุอุปกรณ์ ประกอบด้วย
1.1 มูลสัตว์แห้งละเอียด 1 ส่วน 1.2 แกลบดำ 1 ส่วน 1.3 อินทรียวัตถุอื่นๆ ที่หาได้ง่าย เช่น แกลบ ชานอ้อย ขี้เลื่อย เปลือกถั่วลิสง เปลือกถั่วเขียว และขุยมะพร้าว เป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างรวมกัน 3 ส่วน 1.4 รำละเอียด 1 ส่วน 1.5 นำน้ำสกัดชีวภาพ 1 ส่วน+น้ำตาล 1 ส่วน + น้ำ 100 ส่วน คนจนละลายเข้ากันดี 1.6 กระสอบป่านเก่าๆ สำหรับคลุมปุ๋ยที่ผสมแล้ว 1.7 จอบ 1.8 พลั่ว และ 1.9 ฝักบัวรดน้ำ

ขั้นตอนการทำ มีดังนี้
2.1 เตรียมพื้นที่ผสมปุ๋ยบนพื้นซีเมนต์ หรือถ้าเป็นพื้นดินให้ปูผ้ายางเพื่อป้องกันปุ๋ยซึมลงดิน 2.2 นำเอาวัสดุต่างๆ มากองซ้อนกันเป็นชั้นๆ แล้วคลุกเคล้าจนเข้ากันดี 2.3 เอาส่วนผสมของน้ำสกัดชีวภาพน้ำตาลและอ้อยใส่บัวราดบนกองวัสดุปุ๋ยหมัก คลุกให้เข้ากันทั่วให้ได้ความชื้นพอหมาดๆ อย่าให้แห้งหรือชื้นเกินไป 2.4 เกลี่ยกองปุ๋ยหมักบนพื้นซีเมนต์ หนาประมาณ 1-2 คืบ คลุมด้วยกระสอบป่านทิ้งไว้ 4-5 วัน ตรวจดูความร้อนในวันที่ 2-3 ถ้าร้อนมากอาจต้องเอากระสอบที่คลุมออก แล้วกลับกองปุ๋ยเพื่อระบายความร้อน หลังจากนั้นกองปุ๋ยจะค่อยๆ เย็นลง นำลงบรรจุกระสอบเก็บไว้ใช้ต่อไป และ 2.5 บรรจุปุ๋ยหมักที่คลุกเคล้ากันดีแล้วลงในกระสอบปุ๋ยไม่ต้องมัดปากถุง ตั้งทิ้งไว้บนท่อนไม้หรือไม้กระดานที่สามารถถ่ายเทอากาศใต้พื้นถุงได้ ทิ้งไว้ 5-7 วัน

ปุ๋ยหมักชีวภาพที่ดีจะมีกลิ่นหอมเหมือนเห็ด มีใยสีขาวของเชื้อราเกาะกันเป็นก้อนในระหว่างการหมัก ถ้าไม่เกิดความร้อนเลยแสดงว่าการหมักไม่ได้ผล อุณหภูมิในระหว่างการหมักที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 40-50 องศาเซลเซียส ถ้าเราได้ความชื้นสูงเกินไปจะเกิดความร้อนสูงเกินไป ฉะนั้นความชื้นที่ได้ต้องพอดี ประมาณ 30% ปุ๋ยชีวภาพเมื่อแห้งดีแล้วสามารถเก็บไว้ได้นานหลายเดือน เก็บไว้ในที่แห้งในร่ม

สำหรับวิธีการใช้มีดังนี้ 1. ผสมปุ๋ยหมักชีวภาพกับดินในแปลงปลูกผักทุกชนิดในอัตรา 1 กิโลกรัม ต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร 2. พืชผักอายุเกิน 2 เดือน เช่น กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว แตง และฟักทอง ใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพคลุกกับดินรองก้นหลุมก่อนปลูกกล้าผัก ประมาณ 1 กำมือ 3. ไม้ผล ควรรองก้นหลุมด้วยเศษหญ้า ใบไม้แห้ง ฟาง และปุ๋ยหมักชีวภาพ 1-2 กิโลกรัม สำหรับไม้ที่ปลูกแล้วใส่ปุ๋ยหมักชีวภาพแนวทรงพุ่ม 1-2 กำมือ ต่อ 1 ตารางเมตร แล้วคลุมด้วยหญ้าแห้ง ใบไม้แห้ง หรือฟาง แล้วรดน้ำสกัดชีวภาพให้ชุ่ม 4. ไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้กระถาง ควรใส่ปุ๋ยหมักชีวภาพเดือนละ 1 ครั้ง ครั้งละ 1 กำมือ

การทำน้ำสกัดชีวภาพ มีกระบวนการผลิต ดังนี้

วัสดุอุปกรณ์ ประกอบด้วย
1.1 ถังหมักที่มีฝาปิดสนิท จะเป็นถังพลาสติกหรือจะใช้ถุงพลาสติกก็ได้ 1.2 กากน้ำตาล หรือน้ำตาลได้ทุกชนิด 1.3 พืชอวบน้ำทุกชนิด เช่น ผัก ผลไม้ รวมทั้งเปลือกผลไม้อวบน้ำที่สดยังไม่เน่าเปื่อย และ 1.4 หัวเชื้อจุลินทรีย์ (ถ้าไม่มีให้ใช้สารเร่ง 1 ซอง)

ขั้นตอนการทำ มีดังนี้
2.1 ผสมน้ำกับน้ำตาล หรือกากน้ำตาล โดยแบ่งถังเป็น 3 ส่วน น้ำกับน้ำตาลส่วนที่ 1 ผสมหัวเชื้อจุลินทรีย์ หรือสารเร่ง 1 ซอง กวนให้เข้ากัน 2.2 หั่นผัก ผลไม้ให้เป็นชิ้นๆ ใส่ลงไปในถัง ปิดฝาให้สนิท ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 วัน 2.3 เมื่อครบกำหนดจึงนำน้ำสกัดไปใช้ประโยชน์ได้ และ 2.4 กากที่เหลือจากการหมัก สามารถนำไปฝังเป็นปุ๋ยให้กับต้นไม้ได้ สำหรับวิธีการใช้มีดังนี้ 1. ผสมน้ำสกัดชีวภาพ อัตรา 1 ส่วน ต่อน้ำ 500-1,000 ส่วน รดต้นไม้หรือฉีดพ่นบนใบ 2. เริ่มฉีดพ่นเมื่อพืชเริ่มงอกก่อนที่โรคและแมลงจะมารบกวน ควรทำในตอนเช้า 3. ควรใช้อย่างสม่ำเสมอ และ 4. ใช้กับพืชได้ทุกชนิด ในการเก็บรักษาควรเก็บถังหมักและน้ำกสัดชีวภาพไว้ในที่ร่ม โดยจะต้องปิดฝาให้สนิท ประโยชน์ของปุ๋ยอินทรีย์และน้ำสกัดชีวภาพ คือ ช่วยเสริมสร้างการทำงานของจุลินทรีย์ในดินและการเจริญเติบโตของพืชมีราคาถูกสามารถทำได้ด้วยตนเองและใช้กับพืชได้ทุกชนิด

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่นำมาปฏิบัติ

คุณสมศักดิ์ ได้ดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คือ ความพอประมาณ มีความเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะใช้หลัก ความพอประมาณ คือ เริ่มต้นจากการไม่ก่อหนี้ การทำแต่พอแรง ไม่โลภ ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป มีความพออยู่พอกิน พอร่มเย็น ทำอย่างไรก็ได้ให้ตนเองมีความพอดีก่อน คือ มีกินก่อน ทานข้าวทีละคำ ทำทีละอย่าง อย่าทำแบบก้าวกระโดด พอตัวเองมีกินแล้วจึงค่อยแจกเพื่อนบ้าน แล้วจึงนำไปจำหน่าย

ติดต่อคุณสมศักดิ์ เครือวัลย์ ได้ที่ ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติสองสลึง ตำบลสองสลึง อำเภอแกลง จังหวัดระยอง 21110 โทรศัพท์ (081) 982-2404

ขอบคุณข้อมูล จากหนังสือ การเพิ่มรายได้เกษตรกร ด้วยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สอบถามคนภูเก็ตเขาว่า สับปะรดภูเก็ตกับสับปะรดพันธุ์ภูเก็ตต่างกัน ต่างกันตรงไหน อธิบายความว่า สับปะรดภูเก็ตคือสับปะรดพันธุ์ภูเก็ตที่ต้องปลูกในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตเท่านั้น ส่วนสับปะรดพันธุ์ภูเก็ตที่นำไปปลูกที่จังหวดอื่นๆในภาคใต้เช่น พังงา กระบี่ สุราษฎธานี ชุมพร ระนอง ฯลฯ ไม่เรียกว่าสับปะรดภูเก็ต แต่ก็เป็นสับปะรดพันธุ์ภูเก็ตเช่นกัน เพราะคนพื้นที่เขาว่ารสชาติมันแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่ที่ปลูก และการเอาใจใส่ของเจ้าของสวน

เขาว่านะเขาว่าผมไม่ได้ว่า เคลียร์กันเอง “ ปลูกที่อื่นไม่อร่อย สับปะรดพันธุ์ภูเก็ตต้องปลูกที่ภูเก็ต เวลาสุกรสชาติจะหวานกรอบ แกนกลางเคี้ยวได้ แต่ถ้าปลูกที่พังงา จะหวานกรอบบ้าง หวานอมเปรี้ยวบ้างไม่อร่อยเท่าภูเก็ต แต่ก็ใกล้เคียงกับปลูกที่ภูเก็ตมากที่สุด ถ้าปลูกที่กระบี่ แม้ลูกสุกก็จะออกเปรี้ยวและไม่กรอบ ส่วนถ้าปลูกชุมพร ระนอง เวลาสุกจะหวานนิ่มๆและไม่กรอบ”

สับปะรดพันธุ์ภูเก็ต ปลูกที่ภูเก็ต เพื่อคนภูเก็ต ไม่ได้ประชดน่ะนี่ แต่อารมณ์พาไป ช่างน่าสงสัยจริงๆว่าทำไม แถมยังบอกว่า สับปะรดภูแล เป็นสับปะรดพันธุ์ภูเก็ตที่เอาไปปลูกที่นางแล เจออากาศหนาวลูกมันเล็ก เลยเรียกว่าภูแล โดยเอาคำว่าภูเก็ต กับนางแลมาเชื่อมคำกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงไม่ใช่อิงนิยาย สืบเนื่องจาก ผศ.เอนก ประทีป ณ ถลาง อาจารย์มหาวิทยาลัยราชฎัชเชียงราย เป็นผู้นำพันธุ์สับปะรดภูเก็ตไปปลูกที่ตำบลนางแล อ.เมือง จ.เชียงราย

ย่านัด หย่านัด เขียนกันได้หลายแบบ ทำไมถึงคนใต้เรียกสับปะรดว่า หย่านัด สันนิษฐานว่า เพราะสับปะรดเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งเรียกว่า Nanas แปลว่า ผลไม้อันยอดเยี่ยม ชาวโปรตุเกสได้นำมาเผยแพร่ไปทั่วโลกเรียกว่า Ananas มาที่อินเดียเรียกเพี้ยนไปว่า อยายัด มาปลูกที่มาเลเซีย เรียกเหลือ นานัด ภาคใต้เลยเรียกเพี้ยนไปต่อว่า ยานัด สตอรีนี้เป็นการสันนิษฐานนะครับ ผมเกิดไม่ทัน เลยไม่กล้ายืนยันข้อมูล

จากที่เคยชิมสับปะรดภูเก็ตในอดีตหลายสิบปีแล้ว ตามท่ารถท่าเรือโดยสารของที่ภูเก็ต สับปะรดที่เขานำมาขายนอกจากปอกเปลือกและเอาตากออกแล้วจะไม่ตัดก้านทิ้ง แต่จะผ่าจากก้านแบ่งสับปะรดเป็นสี่ส่วน ขายชิ้นละสลึงหรือสองสลึง จำคลับคล้ายคลับคลา วางไว้บนถาด ในถาดมีถ้วยตะไลใส่เกลือกับพริกสดตำ และมีก้านสับปะรดเปล่าเอาไว้จิ้มเกลือเอามาทาสับปะรดทั้งสองข้าง เพราะสับปะรดภูเก็ตรสจัดมากและกัดลิ้น กินไปสักสองสามชิ้น แลบลิ้นหน้ากระจกจะเห็นว่าลิ้นมีสีขาวจากเดิมที่เป็นสีชมพู เพราะน้ำในเนื้อสับปะรดกัด ถ้าใส่เกลือเข้าไปหน่อยจะพอประทัง ไม่ยังงั้นจะแสบปากมากกว่านี้ การปลูกสับปะรดในสมัยนั้นปลูกแบบธรรมชาติไม่ได้มีการใส่ปุ๋ยเคมีและสารเร่งให้มีผล สับปะรดจึงมีขนาดเล็กนิดไม่เกิน 1 กก. รสชาดจึงเข้มข้นกว่าสมัยนี้

คุณชาลี สิตบุศย์หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์ และสารสนเทศ สำนักงานเกษตรจังหวัดภูเก็ต เล่าว่า “ พระยาจรูญ ราชโภคากร(คอซิมเต็ก ณ ระนอง) เจ้าเมืองหลังสวนในสมัยนั้น ได้นำสายพันธุ์สับปะรดจากเมืองปีนังเข้ามาปลูกในอำเภอหลังสวนและอำเภอสวี ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า ยานัด ต่อมาได้แพร่หลายไปสู่จังหวัดอื่นทั่วภาคใต้รวมถึงกระบี่ พังงาและภูเก็ต ซึ่งในสมัยนั้นชาวบ้านมักจะปลูกแซมในสวนมะพร้าวหรือสวนยางพารา เนื่องจากจังหวัดภูเก็ตมีพื้นดินเป็นดินร่วนปนทราย โดยเฉพาะผิวหน้าดินที่เป็นทรายเสียส่วนใหญ่ และมีความเป็นกรดค่อนข้างสูง ส่งผลให้สับปะรดที่ปลูกในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตมีรสชาติดีกว่าสับปะรดที่ปลูกในจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งถ้าไปปลูกที่อื่นจะมีรสหวานอมเปรี้ยว ไม่กรอบ สีขาวซีด แม้แต่พื้นที่แต่ละแห่งในจังหวัดภูเก็ตเองก็มีผลทำให้รสชาติแตกต่างกัน” อันนี้เคลียร์ได้แล้วว่า รสชาดของสับปะรดขึ้นอยู่กับสถานที่ปลูกที่มีสภาพดินแตกต่างกันเป็นสำคัญอีกปัจจัยหนึ่ง

ลักษณะประจำพันธุ์

สับปะรดภูเก็ตเป็นสับปะรดในกลุ่ม Malacca Queen ซึ่งเป็นพันธุ์เดียวกับสับปะรดสวี และสับปะรดภูแลที่ปลูกทางภาคเหนือและสับปะรดตราดสีทองที่ปลูกทางภาคตะวันออก ใบจะมีลักษณะแคบยาวรี สีเขียวอ่อน มีแกนกลางใบสีแดง ขอบใบมีหนามสีแดง ลูกค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับพันธุ์อื่น แต่เมื่อนำไปลูกในพื้นที่ที่มีสภาพภูมิประเทศและสภาพภูมิอากาศต่างกัน จึงทำให้ได้ผลผลิตมีขนาด รูปร่าง และรสชาดแตกต่างกัน ลักษณะประจำพันธุ์ของสับปะรดชนิดนี้ จะมีผลขนาดเล็กประมาณ 1-2 กก. เนื้อแน่นสีเหลืองฉ่ำ เนื้อกรอบ มีกลิ่นหอม เปลือกมีสีเหลืองส้ม รสชาดหวานจัด ถือว่าเป็นอัตตลักษณ์ของจังหวัดภูเก็ตและทางจังหวัดได้ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์(GIP) ไว้เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ทำให้ได้รับการคุ้มครองและเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรและผู้ประกอบกิจการสับปะรดภูเก็ต แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขและข้อกำหนดของส่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์

การทำไร่สับปะรดในภูเก็ต

เกษตรกรในจังหวัดภูเก็ตมักจะปลูกสับปะรดแซมในสวนยางพารา ในช่วงที่ปลูกยางใหม่ๆจนกระทั่งยางพารามีอายุถึง 3 ปี เมื่อยางพาราเริ่มโตแตกกิ่งก้านสาขาทำให้มีร่มเงา ทำให้ไม่สามารถปลูกสับปะรดได้อีกต่อไป เนื่องจากสับปะรดเป็นพืชที่ต้องการแสงมาก ในช่วงดังกล่าวจะทำให้เจ้าของสวนยางพารามีรายได้ก่อนยางกรีดยางได้ หรือบางกรณีเจ้าของสวนยางพาราจะให้เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดมาเช่า เป็นระยะเวลา 3 ปี โดยไม่คิดค่าเช่า แต่เกษตรกรผู้เช่าจะต้องเป็นผู้ปลูกยางพาราและดูแลรักษาสวนยางพาราให้เป็นเวลา 3 ปีเช่นกัน ในปัจจุบันจังหวัดภูเก็ตมีพื้นที่ปลูกสับปะรดภูเก็ตอยู่ประมาณ 2,500 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่น้อยมากเนื่องจากจังหวัดภูเก็ตเป็นเกาะมีเพียง 3 อำเภอ พื้นที่ค่อนข้างจำกัด ไร่สับปะรดดังกล่าวอยู่ในอำเภอถลางแทบทั้งหมด ส่วนอำเภอกระทู้มีไร่สับปะรดจำนวนไม่มาก เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดมีประมาณ 50 ราย ผลผลิตทั้งหมดประมาณ 11,962 ตัน ผลผลิตต่อไร่ประมาณ 3,300 ผล คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 128 ล้าน ต่อปี

การปลูกสับปะรดภูเก็ตนั้น เกษตรกรสามารถปลูกได้ตลอดปี โดยปกติจะเริ่มเตรียมดินตั้งแต่ช่วงฤดูร้อน ประมาณเดือนมีนาคมหรือเมษายน และจะทยอยปลูกเป็นรุ่นๆ การปลูกด้วยระยะห่างระหว่างแถว 100 – 120 เซ็นติเมตร ระยะห่างระหว่างต้น 40-45 เซ็นติเมตร ใช้ต้นพันธุ์ 3,900 – 4,000 หน่อต่อไร่ โดยวางต้นพันธุ์เอียง 45 องศา ฝังหน่อให้ลึก15-25 ซม. เมื่อสับปะรดมีอายุ 8-10 เดือน จะเริ่มบังคับดอกด้วยสารเนฟธาลีอะซิติก แอซิด 0.5 มิลลิกรัมต่อต้น โดยการหยอดยอดสับปะรด และจะเก็บผลผลิตเมื่ออายุ12-14 เดือน ในฤดูฝนสับปะรดจะสุกเร็วและเป็นเนื้อแก้ว(เนื้อฉ่ำ)มาก หน้าแล้งสับปะรดจะสุกช้า ให้สังเกตสับปะรดผลสุกมีร่องเหี่ยวที่ก้านผล และมีตานูนใสผิวเปลือกเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเล็กน้อย ถ้าไม่มีความรู้ในการเลือกผลสับปะรดสุกและผลแก้วให้ดีดแขนตัวเองแล้วดีดผลสับปะรด ถ้ามีเสียงดังเหมือนกันถือว่าสับปะรดสุกแน่นอนและเป็นเนื้อแก้ว

การตลาดของสับปะรด

การจำหน่ายสับปะรดภูเก็ตจะจำหน่ายเป็น 4 ขนาด เบอร์1ใหญ่สุดจะมีน้ำหนักที่ 2.2-2.5 กก. เบอร์2 น้ำหนัก 1.6 -2.4 กก. เบอร์3 น้ำหนัก 1.3 -1.5 กก. และเบอร์4น้ำหนัก 0.7-1.2 กก. และมีราคาเฉลี่ยค่อนข้างสูงคือเบอร์1 ราคาเฉลี่ย 15 บาท เบอร์ 2 ราคาเฉลี่ย 13 บาท เบอร์ 3 ราคาเฉลี่ย 11 บาท และเบอร์ 4 ราคาเฉลี่ย 8 บาท เกษตรกรมีรายเฉลี่ย 30,000 – 40,000 บาทต่อไร่ ช่วงที่ผลผลิตดีและราคาดีที่สุดคือช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธุ์ซึ่งเป็นหน้าท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตพอดี พ่อค้าส่วนใหญ่จะมารับผลผลิตถึงในไร่และคัดเกรดดีนำไปจำหน่ายต่อให้กับโรงแรมและร้านอาหารเป็นหลัก ส่วนที่เหลือจึงจะจำหน่ายให้กับประชาชนทั่วไป ผลผลิตสับปะรดที่ปลูกในจังหวัดภูเก็ตมักจะไม่เพียงพอสำหรับการบริโภคในจังหวัด ยิ่งในฤดูท่องเที่ยวแล้วด้วย จึงมีสับปะรดจากจังหวัดใกล้เคียงซึ่งเป็นพันธุ์สับปะรดภูเก็ตเช่นกันนำมาเข้ามาเพื่อขายในภูเก็ต แต่เนื่องจากคุณภาพมีความแตกต่างกันในเรื่องรสชาด ความหวานกรอบ เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดชาวภูเก็ตจึงมีการรวมตัวกันเป็นวิสาหกิจชุมชนเพื่อปกป้องความเป็นสับปะรดภูเก็ต เพื่อไม่ให้ของเลียนแบบที่คุณภาพไม่ถึงมาขายในชื่อสับปะรดภูเก็ต เช่น การติดสติกเกอร์เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าเป็นสับปะรดภูเก็ต การทำถุงบรรจุที่มีรูปสับปะรดภูเก็ต และมีการกำหนดจุดจำหน่ายสับปะรดภูเก็ตอย่างเป็นทางการคือบริเวณร้านขายของฝากคุณแม่จู้ ในอำเภอถลางอีกด้วย

นิยมนำมาเป็นของไหว้เจ้า

นอกจากการบริโภคสดเป็นผลไม้แล้วสับปะรดภูเก็ตนี้ ชาวภูเก็ตและจังหวัดใกล้เคียงนิยมนำมาเป็นผักที่ใช้กินกับขนมจีน บางครั้งก็นำไปเป็นของรับประทานเล่นกับเกลือเคย(คล้ายน้ำปลาหวานแต่มีกะปิเป็นส่วนประกอบหลัก นิยมนำมาจิ้มกับผลไม้รสจัด) นอกจากนี้ชาวบ้านนิยมนำไปประกอบอาหารหลายชนิด เช่น แกงส้มสับปะรด ต้มส้มสับปะรดกับหน่อข่า แกงเลียงสับปะรด ผัดสับปะรดเปรี้ยวหวานกับสะตอ

ชาวบ้านในภูเก็ตส่วนใหญ่มักจะเป็นชาวไทยเชื้อสายจีนฮกเกี้ยน นอกจากนิยมทำบุญกับพระสงฆ์ในวัดวาอารามแล้ว สิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจอีกอย่างหนึ่งคือ การไหว้เจ้าในพิธีกรรมตามเทศกาลต่างๆและการเซ่นไหว้บรรพบุรุษในเทศกาลตรุษจีน สารทจีน เช้งเม้ง ตามบรรพบุรุษอย่างเคร่งครัด ดังนั้นมักจะเห็นหิ้งไหว้บรรพบุรุษและหิ้งพระขนาดใหญ่ตามบ้านของคนไทยเชื้อสายจีนฮกเกี้ยนนี้แทบทุกบ้าน ของที่มักนำมาไหว้เนื่องจากต้องมีความคงทนหลายวันแล้วยังต้องได้ง่ายในทุกฤดูกาลอีกด้วย เราจึงมักเห็นสับปะรดภูเก็ตวางในจานเป็นเครื่องเซ่นไหว้กันเสมอ นอกจากนี้ในศาลเจ้าต่างๆในจังหวัดภูเก็ตและพังงา นิยมนำสับปะรดมาเซ่นไหว้เช่นกัน เนื่องจากในภาษาจีนฮกเกี้ยนเรียกสับปะรดว่า อ่องหลาย (อ่อง เป็นภาษาจีนฮกเกี้ยนตรงกับภาษาจีนกลางว่า ว่าง แปลว่า ความเจริญก้าวหน้า หลาย แปลว่า มา )เป็นความหมายสิริมงคลว่า ความเจริญก้าวหน้าเข้ามาในชีวิต จึงถือว่าเป็นของไหว้ที่นิยมนำมาใช้ในพิธีกรรมต่างๆของชาวไทยเชื้อสายจีนฮกเกี้ยน

หลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติตนได้ในทุกระดับ นำพาเกษตรกรให้อยู่รอด ท่ามกลางภาวะราคาเศรษฐกิจตกต่ำ ดังคำยืนยันของเกษตรกรรายนี้

คุณปรีชา พลันการ อยู่บ้านเลขที่ 9/15 หมู่ที่ 7 ตำบลมะรุ่ย อำเภอทับปุด จังหวัดพังงา นำหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาปรับใช้ในไร่นาของตนเอง โดยการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์แบบผสมผสาน ปลูกผักเหมียงในระหว่างสวนยางพาราและเลี้ยงโคขุน นอกจากเป็นการลดความเสี่ยงในการทำกิจกรรมการเกษตรเชิงเดี่ยวแล้ว สามารถใช้แรงงานในครัวเรือนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สมาชิกในครัวเรือนได้ทำกิจกรรมร่วมกัน ทำให้ครอบครัวเกิดความรัก สามัคคี และไม่มีปัญหาในสังคม

คุณปรีชา เล่าว่า เดิมทีปลูกยางพาราเพียงอย่างเดียว ซึ่งในช่วงแรกยางพาราราคาดีก็ไม่ได้คิดที่จะทำอาชีพเสริมเพิ่มเติม ต่อมายางพาราเริ่มราคาตกต่ำ ตนจึงได้มีความคิดว่าต้องทำอะไรเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว ประกอบกับสำนักงานเกษตรจังหวัดพังงาและสำนักงานเกษตรอำเภอทับปุดได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกผักเหมียง ซึ่งเป็นผักพื้นเมืองประจำถิ่นของจังหวัดพังงา และเป็นพืชที่ตลาดมีความต้องการมาก จึงได้สมัครเข้าร่วมโครงการ โดยได้รับการสนับสนุนต้นพันธุ์ผักเหมียงกิ่งตอน จำนวน 200 ต้น ได้นำไปปลูกแซมในสวนยางพารา ซึ่งในขณะนั้นอายุประมาณ 8-9 ปี

ผักเหมียง เป็นราชินีผักพื้นบ้านของภาคใต้ ปลูกง่าย ต้องการแสงแดดรำไร ไม่มีศัตรูพืชรบกวนมากนัก ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าเป็นผักปลอดสารพิษอย่างแน่นอน

การดูแลรักษา ไม่ยุ่งยาก ได้ปุ๋ยจากการใส่ให้ยางพารา ปีละ 2 ครั้ง และใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักเพิ่มเติม อัตรา 2 กิโลกรัม/ต้น ที่ขาดไม่ได้คือ การตัดแต่งกิ่ง จะตัดแต่งตรงข้อ ทำให้ผักเหมียงแตกยอดมาก สะดวกในการดูแลรักษาและเก็บเกี่ยว ปัจจุบัน ผักเหมียง อายุ 4 ปี สามารถเก็บผลผลิตได้ ครั้งละ 100-200 มัด ผลผลิตแจกจ่ายให้กับประชาชนในหมู่บ้าน ที่เหลือจึงจำหน่าย มัดละ 10 บาท สร้างรายได้ให้กับครอบครัว เดือนละ 3,000-4,000 บาท

นอกจากปลูกผักเหมียงแซมในสวนยางพาราแล้ว ยังเลี้ยงโคขุนในสวนปาล์ม เพื่อลดความเสี่ยงในการประกอบอาชีพ จำนวน 12 ตัว โดยเลี้ยงมาประมาณ 5 ปี ตัดหญ้าในสวนปาล์ม สวนยางพารา เป็นอาหาร เป็นการลงทุนที่ต่ำมาก สามารถจำหน่ายโคเนื้อได้ ปีละ 3 ตัว ตัวละ 30,000-40,000 บาท มูลโคก็นำไปเป็นปุ๋ยใส่ผักเหมียง ลดต้นทุนในการผลิต

คุณปรีชา พูดเน้นย้ำว่า หลักเศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาปรับใช้ได้ประโยชน์จริงๆ ขอให้ทุกคนได้ลองทำดู แล้วจะรู้ว่า ทุกคนทำได้ ใจเย็นๆ ค่อยๆ ทำไป เมื่อก่อนคนในหมู่บ้านว่าตนบ้า แต่ในปัจจุบันทุกคนยอมรับและนำไปเป็นแบบอย่างและทำตามหลายคนแล้ว

คุณสมชาย บริพันธุ์ เกษตรจังหวัดพังงา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานเกษตรจังหวัดพังงาและสำนักงานเกษตรอำเภอทุกอำเภอ ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกผักเหมียง เพื่อลดความเสี่ยงในการทำการเกษตรเชิงเดี่ยว อีกทั้งเป็นพืชผักพื้นเมืองที่ตลาดมีความต้องการอีกจำนวนมาก ซึ่งในขณะนี้มีพื้นที่ปลูก จำนวน 1,794 ไร่ พื้นที่ให้ผลผลิต 1,491 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 430 กิโลกรัม/ไร่ สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรจังหวัดพังงา จำนวน 2,193 ครัวเรือน มูลค่าปีละ 40 กว่าล้านบาท และจังหวัดพังงาได้คัดเลือกผักเหมียงเป็นสินค้าในบริษัทประชารัฐรักสามัคคีพังงาอีกด้วย

เวลานี้หลายจังหวัดในบ้านเราไม่ใช่เฉพาะภาคเหนือเท่านั้นที่มีการปลูกสตรอว์เบอร์รี่กัน ภาคอีสาน ภาคกลางก็ปลูก อย่างที่ปากช่อง เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ อุดรธานี และกาญจนบุรี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการปลูกเพื่อการท่องเที่ยวเสียมากกว่า โดยนำไหลที่ใช้ปลูกมาจากจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย เรียกว่าเป็นผลไม้เศรษฐกิจที่ทำเงินจริงๆ แต่เชื่อว่าบางคนคงไม่เคยรู้มาก่อนว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาสายพันธุ์สตรอว์เบอร์รี่ในเมืองไทย กระทั่งมีการปลูกกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

วันก่อนทาง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เชิญไปเยี่ยมชมโครงการงานวิจัย “การปรับปรุงพันธุ์สตรอว์เบอร์รี่เพื่อคัดเลือกสายพันธุ์ที่มีศักยภาพในการผลิตแอนโทไซยานินและการขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ” ที่มี ผศ.พีระศักดิ์ ฉายประสาท ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นหัวหน้า โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่าง สกว. และมูลนิธิโครงการหลวง โดยมีแปลงทดลองอยู่ที่มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก และที่เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์

ผศ.พีระศักดิ์ เล่าว่า งานวิจัยนี้มี คุณมงคล ศิริจันทร์ นักศึกษาปริญญาเอกของคณะเป็นผู้ช่วย ซึ่งที่ผ่านมาได้ศึกษาการขยายพันธุ์โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และปรับปรุงพันธุ์สตรอว์เบอร์รี่สายพันธุ์ใหม่ให้มีปริมาณแอนโทไซยานินสูงขึ้น จากคู่ผสม 6 สายพันธุ์ แบ่งเป็นพันธุ์พระราชทาน 4 สายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ 80, 50, 70 และ 72 รวมทั้งสายพันธุ์ 329 จากอิสราเอล และอากิฮิเมะจากญี่ปุ่น

“จากการวิจัยพบในเบื้องต้นว่า เมื่อนำพันธุ์พระราชทาน 80 ผสมกับพันธุ์อากิฮิเมะ น่าจะทำให้ได้สตรอว์เบอร์รี่พันธุ์ที่มีปริมาณแอนโทไซยานินสูง เนื่องจากพันธุ์อากิฮิเมะมีสารชนิดนี้สูงกว่าสายพันธุ์อื่นๆ อยู่แล้ว คาดว่าอีก 2 ปีน่าจะรู้ผลอย่างแน่ชัด เพราะตอนนี้เป็นช่วงทดลองคู่ผสมของพันธุ์ต่างๆ อยู่ ต่อไปคนไทยจะได้ทานสตรอว์เบอร์รี่พันธุ์ใหม่ที่มีแอนโทไซยานินสูง ซึ่งสารนี้ช่วยต้านอนุมูลอิสระ มีประโยชน์ต่อร่างกายมาก สกัดการเติบโตของเซลล์มะเร็ง ในต่างประเทศอย่างอิตาลีก็มีการผสมพันธุ์สตรอว์เบอร์รี่เพื่อให้ได้แอนโทไซยานินสูงเช่นกัน”

ปกติเวลาไปซื้อสตรอว์เบอร์รี่ทานกัน เชื่อว่าคงมีน้อยคนที่จะสอบถามคนขายว่าเป็นพันธุ์อะไร แต่ส่วนใหญ่แล้วมักเป็นพันธุ์พระราชทาน 80 แทบทั้งนั้น เพราะเป็นพันธุ์ที่เกษตรกรนิยมปลูกกัน ที่สำคัญ เป็นพันธุ์ที่เหมาะกับการทานผลสด

ดังที่ ผศ.พีระศักดิ์ อธิบายว่า UFABET ลักษณะดีของสตรอว์เบอร์รี่พันธุ์พระราชทาน 80 คือ เมื่อเริ่มสุกมีกลิ่นหอม รสชาติหวาน เนื้อผลแน่น ผลสุกมีสีแดงสดถึงแดงจัด รูปร่างของผลสวยงาม จึงมีการส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่สูงและพื้นที่ราบเพาะปลูกในเชิงการค้าและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร แต่สตรอว์เบอร์รี่พันธุ์ดังกล่าวยังมีลักษณะด้อยบางประการ เช่น มีปริมาณแอนโทไซยานินน้อย ผิวบาง ช้ำเสียง่าย ไม่ทนต่อการขนส่ง ทำให้เกิดปัญหาการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวคือ ผลสูญเสียทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณ จึงควรมีการพัฒนาพันธุ์ให้มีลักษณะคุณค่าทางโภชนาการสูงขึ้น นั่นคือมีปริมาณแอนโทไซยานินสูง และมีอายุการเก็บรักษายาวนาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรและผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม ขณะที่สตรอว์เบอร์รี่พันธุ์ใหม่ล่าสุดที่เพิ่งได้รับพระราชทานนามจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อปีที่แล้ว ในชื่อพันธุ์พระราชทาน 88 ในโอกาสที่พระองค์ท่านมีพระชนมพรรษาครบ 88 พรรษา นับเป็นสตรอว์เบอร์รี่พันธุ์พระราชทานชนิดสุดท้ายในรัชสมัยของรัชกาลที่ 9