สั่งอคส.เปิดรับซื้อข้าวโพดแสนตัน จ่อรีดภาษีนำเข้าข้าวสาลี

พณ.จี้ยักษ์อาหารสัตว์ช่วยชาวไร่ข้าวโพดเคว้ง เจอ 2 เด้ง ราคาทรุด-ไม่มีที่ขาย พ่อค้าคนกลางปิดจุดรับซื้อหนีแบกสต๊อกอ่วม ผู้ผลิตอาหารสัตว์ยืนกรานรับซื้อเฉพาะมีเอกสารสิทธิ ผู้ว่าฯเชียงใหม่-น่านเร่งแก้ ล่าสุด บิ๊กตู่สั่ง อคส.ซื้อแสนตัน ส่วนคลังเล็งขึ้นภาษีนำเข้าข้าวสาลี 15-25%

สถานการณ์ตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อยู่ในภาวะวิกฤตไม่ต่างจากราคาข้าว อาจหนักหน่วงยิ่งกว่า เพราะราคาตกต่ำมาก เนื่องจากไม่มีแหล่งรับซื้อ แหล่งขาย ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) คาดการณ์ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั่วประเทศอยู่ที่ 4.57 ล้านตัน

นายวิรัตน์ บุญคุณ นายกสมาคมการค้าผู้ปลูกข้าวโพดและพืชไร่ จ.เพชรบูรณ์ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตั้งแต่ค้าข้าวโพดมา 30 กว่าปี ปีนี้วิกฤตสุด เกษตรกรต้องต่อคิวยาวเพื่อรอขาย ซึ่งปกติข้าวโพดไม่ว่าจะถูกหรือแพงจะขายง่าย แต่ปีนี้ราคาถูกลงมากและขายยาก ตอนนี้สมาชิกสมาคมทุกคนต้องแบกสต๊อก หลายคนปิดรับซื้อเพราะซื้อเข้าแต่ขายออกไม่ได้ แต่ตนยังเปิดรับซื้อจากคู่ค้าและเกษตรกรบางส่วนในราคา 5.30 บาท/กก. นอกนั้นพิจารณาตามสภาพข้าวโพด

“เพชรบูรณ์มีพ่อค้าคนกลางกว่า 100 ราย ทุกคนมีสภาพเหมือนกันหมด ซื้อมาขายไม่ได้ ทำให้หลายรายต้องปิดการรับซื้อ ปัญหาหลักคือนำเข้าข้าวสาลีมากเกินไป กระทบเกษตรกร”

นายสถิตย์ ยะแก้ว หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต สำนักงานเกษตร จ.เพชรบูรณ์ กล่าวว่า เพชรบูรณ์เหมาะสมในการปลูกข้าวโพดมาก มีพื้นที่ปลูก 774,266 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 820 กก./ไร่ ต้นทุนเฉลี่ยไร่ละ 4,270 บาท ปีนี้คาดว่าผลผลิตทั้งหมด 634,898 ตัน ขณะที่ราคาขายปัจจุบัน 5.30 บาท/กก. ทั้งนี้ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ผลิตในประเทศไม่เพียงพอ แต่การนำเข้าข้าวสาลีทำให้เกิดผลกระทบ จึงควรมีมาตรการนำเข้าข้าวสาลี ส่วนระยะยาวเกษตรกรต้องรวมกลุ่มกันสร้างยุ้งฉาง ลานตาก และเครื่องชั่งน้ำหนัก เพื่อชะลอเก็บเกี่ยวและขาย

นายสุพล ศรีทับทิม พาณิชย์ จ.เพชรบูรณ์ กล่าวว่า มาตรการแก้ปัญหาข้าวโพดราคาตกต่ำขณะนี้ จ.เพชรบูรณ์ได้นำเสนอส่วนกลางไปแล้ว ให้พิจารณาแก้ไขเชิงนโยบายเรื่องการนำเข้าข้าวสาลี พร้อมเสนอให้ทุกโรงงานทั่วประเทศรับซื้อข้าวโพดในราคา 8 บาท/กก. และให้รัฐบาลใช้ฐานข้อมูลขึ้นทะเบียนเกษตรกรปี 2552/2553

เช่นเดียวกับที่นายวุฒิไกร กุลกัลไชย นายกสมาคมผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จ.น่าน ระบุว่า ขณะนี้พ่อค้าคนกลางส่วนใหญ่หยุดรับซื้อข้าวโพด เพราะไม่สามารถระบายสต๊อกเดิมออกได้ คาดว่าปี 2559 จะมีผลผลิตออกสู่ตลาด 5 แสนตัน จำหน่ายแล้ว 1 แสนตัน กำลังรอระบาย 2 แสนตัน และอยู่ในไร่อีก 2 แสนตัน หากหยุดรับซื้อนานจะกระทบทำให้เศรษฐกิจน่านชะลอตัวหนัก เพราะข้าวโพดเป็นพืชเศรษฐกิจหลัก

ขณะที่นายไพศาล วิมลรัตน์ ผู้ว่าราชการ จ.น่าน เปิดเผยว่า ล่าสุดได้ประชุมร่วมกับภาครัฐ เอกชน เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหา ระยะสั้นจะมีเอกชนเข้ามารับซื้อข้าวโพดเป็นฝัก ในราคา 3.50 บาท/กก. ความชื้นไม่เกิน 30% การซื้อขายจะอยู่ในรูปแบบการสีเป็นเมล็ด 100 ตัน แนวทางการแก้ปัญหาระยะยาว ผู้รับซื้อรายใหญ่จะรับซื้อข้าวโพดเฉพาะในพื้นที่ที่ปลูกในที่ดินมีเอกสารสิทธิ ที่มีหนังสือรับรองจากผู้ว่าราชการ จ.น่าน ว่าไม่ได้บุกรุกป่า

ด้านนายปวิณ ชำนิประศาสน์ ผู้ว่าราชการ จ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า ขณะนี้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ความชื้นไม่เกิน 30% ราคาอยู่ที่ 3.60-3.70 บาท/กก. โรงงานอาหารสัตว์บางแห่งกำหนดให้เกษตรกร พ่อค้ารายย่อย สหกรณ์การเกษตร กลุ่มเกษตรกร ที่นำข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไปจำหน่ายต้องมีเอกสารสิทธิ และรอคิวจำหน่ายราว 6 วัน และรับซื้อได้สูงสุดวันละ 1,000-1,200 ตัน แนวโน้มราคาจะลดลงต่อเนื่องอีก เนื่องจากโรงงานอาหารสัตว์ส่วนใหญ่มีสินค้าคงค้างในสต๊อก รับซื้อได้จำกัด

ปีนี้เชียงใหม่มีพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ราว 179,383 ไร่ ผลผลิต 119,649 ตัน ปลูกมากที่สุดที่ อ.แม่แจ่ม เชียงดาว และแม่อาย จะเก็บเกี่ยวผลผลิตเดือน ต.ค. 2559-ก.พ. 2560 ซึ่งเชียงใหม่มีพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิเพียง 5%

ล่าสุดได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาเบื้องต้น โดยสำรวจความต้องการและปริมาณการใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ ปีการผลิต 2559/2560 ของผู้ใช้ใน จ.เชียงใหม่ 6 แห่ง สามารถรับซื้อได้ 3,200 ตัน/เดือน ได้แก่ 1.บจ.รวมพรมิตรโภคภัณฑ์ 2,000 ตัน/เดือน 2.สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่เชียงใหม่-ลำพูน 500 ตัน/เดือน 3.บจ.เชียงใหม่ ฮิวโมสท์ 1 ตัน/เดือน 4.บจ.ลิ้มศักดากุลอุตสาหกรรม รับซื้อได้ไม่จำกัด 5.นายสมพล ยศเดช 75 ตัน/เดือน 6.บจ.มงคลแอนด์ซันส์ฟาร์ม 135 ตัน/เดือน

ขณะนี้ได้ให้สำนักงานเกษตร จ.เชียงใหม่ สำนักทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.เชียงใหม่ และสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 ตรวจสอบข้อมูลของเกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในเขตพื้นที่ป่าสงวนฯ เขตอุทยานแห่งชาติ และเขตอนุรักษ์ฯว่า เกษตรกรที่มีรายชื่อขึ้นทะเบียนตามมติ ครม. ปี 2540 และปี 2541 มีจำนวนเท่าใด ให้นำมาแสดงต่อผู้รับซื้อข้าวโพด ดังนั้นต้องแยกประเด็นพื้นที่เอกสารสิทธิ และผู้ที่ได้รับสิทธิ์ตามมติ ครม. 2541 ให้ชัดเจน เพราะเขาอยู่กับป่าและมีสิทธิ์ทำกินในป่านั้น

นายจรัญ อุปนันท์ ประธานสหกรณ์การเกษตรแม่แจ่ม เปิดเผยว่า ที่ผู้ประกอบการรายใหญ่นำเข้าข้าวสาลีจากต่างประเทศมาผลิตอาหารสัตว์ กระทบผู้ปลูกข้าวโพดอย่างมาก ทำให้รายได้ใน อ.แม่แจ่ม ลดลงถึง 50% หรือ 50 ล้านบาท จากเดิมมีมูลค่าการซื้อขายกว่า 100 ล้านบาท/ปี

ด้านนางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่าได้ประชุมร่วมกับผู้ประกอบการโรงงานอาหารสัตว์ ขอความร่วมมือเข้ารับซื้อข้าวโพดจากเกษตรกรปีการผลิต 2559/2560 ส่วนเกินปริมาณ 300,000 ตัน โดยผู้ผลิตรายใหญ่กลุ่มซีพี ยินดีช่วยรับซื้อ 150,000 ตัน อีก 150,000 ตัน จะกระจายให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์รายเล็กรายกลางอีก 20 โรงงาน ในราคา 8 บาท/กก. อย่างไรก็ตาม เกษตรกรต้องมีเอกสารสิทธิประกอบการขายให้โรงงาน เพราะหากเป็นข้าวโพดที่ปลูกในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ จะกระทบทำให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์และกลุ่มปศุสัตว์ไม่สามารถส่งออกเนื้อสัตว์ได้ จะเกิดปัญหาราคาเนื้อสัตว์ตกต่ำขายได้เฉพาะในประเทศ

“ยอมรับว่าพื้นที่ปลูกข้าวโพดไม่มีเอกสารสิทธิมีกว่า 50% อาจขายไม่ได้ แต่ต้องเข้าใจโรงงานด้วย แต่หลังจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องหาทางออกช่วยเกษตรกรกลุ่มนี้ไม่ให้บุกรุกพื้นที่ป่า ส่วนกรณีปรับขึ้นภาษีนำเข้าข้าวสาลี ขึ้นอยู่กับคลัง”

ด้านแหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า จากที่ได้หารือปัญหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ราคาตกต่ำ เห็นว่าต้นเหตุมาจากให้นำเข้าข้าวสาลีภาษี 0% คลังจึงจะพิจารณาปรับขึ้นภาษี อาจจะ 15% หรือเต็มเพดาน 25% และมีมาตรการอื่นควบคู่ไปด้วย ซึ่งจะออกมาตรการเร็ว ๆ นี้

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศฉบับที่ 11 เตือนเรื่อง “อากาศแปรปรวนบริเวณประเทศไทยตอนบน ฝนตกหนักบริเวณภาคใต้ และคลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทย” มีเนื้อหาดังนี้

บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนได้แผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนของประเทศไทยแล้ว ซึ่งจะแผ่ปกคลุมภาคเหนือ และภาคกลาง ในระยะต่อไป ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยตอนบนจะมีอากาศแปรปรวน โดยมีฝนฟ้าคะนองกับมีลมแรงเกิดขึ้นในระยะแรก หลังจากนั้นอากาศจะเย็นลง อุณหภูมิลดลง 3-5 องศาเซลเซียส และมีผลกระทบตามภาคต่างๆดังนี้ ในช่วงวันที่ 8-9 พฤศจิกายน 2559 มีผลกระทบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ในช่วงวันที่ 8-10 พฤศจิกายน 2559 มีผลกระทบในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก

ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากอากาศที่เปลี่ยนแปลง และเกษตรกรเตรียมการป้องกันความเสียหายจากผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมภาคใต้และอ่าวไทย จะมีกำลังแรงขึ้น ในช่วงวันที่ 9-11 พฤศจิกายน 2559 ทำให้ภาคใต้มีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนคลื่นลมในอ่าวไทยจะมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยตามชายฝั่งระมัดระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่พัดเข้าหาฝั่ง ส่วนชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย

ประกาศ ณ วันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 เวลา 05.00 น.

กรมอุตุนิยมวิทยาจะออกประกาศฉบับต่อไป ในวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 เวลา 11.00 น. “สมคิด” สั่งพาณิชย์หามาตรการ “อุ้ม” ข้าวขาว หลังรัฐทุ่ม 27,400 ล้านบาทจำนำยุ้งฉางหอมมะลิเริ่ม 20 พ.ย. ปลัดพาณิชย์แจง 3 โครงการช่วยชาวนากำไรตันละ 4,000 บาท วงการค้าข้าวชี้ มาตรการเฉพาะหน้าช่วยได้แค่ “สกัด” ไม่ให้ราคาข้าวหอมมะลิดิ่งเหว สุดท้ายรอ “ออร์เดอร์” ใหม่

แม้ว่าคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) จะมีมติเพิ่มราคาเฉลี่ยข้าวหอมมะลิในโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี 2559/2560 จากเดิมที่ราคา 9,700 บาท/ตัน เป็น 11,000 บาท/ตัน ส่งผลให้ชาวนาได้รับเงินจากโครงการเพิ่มขึ้นเป็นตันละ 13,000 บาท (รวมเงินช่วยเหลือเก็บเกี่ยว-ขึ้นยุ้งฉาง) แล้วก็ตาม แต่ความช่วยเหลือดังกล่าวยังไม่ครอบคลุมไปถึงข้าวขาว หรือข้าวชนิดอื่น ๆ ในพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งเป็นแหล่งปลูกข้าวใหญ่ของประเทศ มีแต่เพียงการนำโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก “ปัดฝุ่น” ออกมาใช้ไปพลาง ๆ ก่อน

นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกนาปี 2559/2560 นับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 มีการดำเนินโครงการ 3 โครงการด้วยกัน คือ โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี 2559/2560 (จำนำยุ้งฉาง) ของ ธ.ก.ส., โครงการให้โรงสีซื้อข้าวเข้าเก็บเพื่อชดเชยดอกเบี้ย 3% (โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวเก็บสต๊อก) และโครงการที่สมาคมผู้ส่งออกข้าวต่างประเทศช่วยซื้อข้าวสารอีก 200,000 ตัน ทั้งหมดนี้เชื่อว่าจะทำให้ราคาข้าวเปลือกในประเทศปรับตัวดีขึ้น “ชาวนาจะขายข้าวได้ราคาใกล้เคียงราคาเฉลี่ยที่ตันละ 11,000 บาท”

ทั้งนี้ โครงการรับจำนำยุ้งฉาง ธ.ก.ส.จะรับจำนำข้าวหอมมะลิจากชาวนาตันละ 9,500 บาท (ราคาเฉลี่ย 11,000 บาท) รวมกับเงินช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยว-ค่าขึ้นยุ้งฉาง (3,500 บาท/ตัน) กับมาตรการช่วยลดต้นทุนปัจจัยการผลิตก่อนหน้านี้ (คำนวณไว้ประมาณ 3,700 บาท/ตัน) เชื่อว่าชาวนาจะมีรายรับในการขายข้าวไม่ต่ำกว่าตันละ 15,000-16,000 บาท จากต้นทุนการผลิตที่ตันละ 10,400-10,800 บาท นั้นหมายถึงชาวนามีกำไรจากการขายข้าว หลังจากที่ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลตันละ 4,000 บาท

สำหรับชาวนาที่ไม่มียุ้งฉาง ซึ่งจะรวมถึงชาวนาผู้ปลูกข้าวพันธุ์ กข.15 และหอมมะลิ 105 นอกเขต 23 จังหวัด หรือเดิมเรียกกันว่า ข้าวหอมจังหวัด นั้นก็จะได้เงินช่วยเหลือเฉพาะค่าเก็บเกี่ยวข้าว และปรับปรุงคุณภาพข้าว จาก ธ.ก.ส.ตันละ 2000 บาท แต่หากบวกกับระดับราคาตลาดข้าวที่ปรับสูงขึ้นเป็น 11,000 บาท เท่ากับชาวนาจะมีรายได้จากการขายข้าวประมาณ 13,000 บาทเช่นกัน ส่วนข้าวเปลือกที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ขายได้ในราคาตันละ 5,000-6,000 บาท คาดว่าจะมีปริมาณ 5% ของผลผลิตข้าวทั้งหมด ซึ่งข้าวในส่วนนี้ชาวนาสามารถแจ้งรับประกันภัยนาข้าวได้กับ ธ.ก.ส. เพื่อรับเงินชดเชยตันละ 1,100 บาท ตามที่รัฐบาลประกาศก่อนหน้านี้

“เมื่อคืนได้คุยกับกลุ่มโรงสีถึงกรณีที่กรรมการสมาคมโรงสีข้าวไทยลาออก(รายละเอียดหน้า 6) มั่นใจว่าจะไม่กระทบการดำเนินมาตรการของรัฐบาล โรงสีที่จะเข้าร่วมโครงการกับรัฐบาลก็ยังยืนยันที่จะเข้าร่วม เมื่อชาวนานำข้าวมาถึงหน้าโรงสีคงไม่มีใครปฏิเสธการรับซื้อข้าวแน่” นางวิบูลย์ลักษณ์กล่าว

จากปริมาณข้าวหอมมะลิปีนี้ที่ออกสู่ตลาดมากเป็นประวัติการณ์ถึง10.7 ล้านตันข้าวเปลือก หรือสีเป็นข้าวสารได้ประมาณ 4 ล้านตันข้าวสาร ยังต้องแข่งขันทางด้านราคากับประเทศอื่น ๆ ล่าสุดเวียดนามส่งออกข้าวเกรดใกล้เคียงกับหอมมะลิไทยเฉลี่ยตันละ 440 เหรียญสหรัฐ ขณะที่ข้าวหอมมะลิไทยอยู่ที่ 650 เหรียญ แต่ข้าวไทยมีคุณภาพดีกว่า ดังนั้นราคานี้จึงเป็นราคาที่ข้าวหอมมะลิไทยสามารถแข่งขันได้

“จากการหารือกับผู้ส่งออกคาดการณ์ว่า ในช่วงไตรมาสสุดท้ายการส่งออกข้าวหอมมะลิจะเพิ่มขึ้นเป็น 250,000-300,000 ตัน/เดือน เพราะหลายประเทศมีความต้องการซื้อเพิ่ม เช่น ฟิลิปปินส์จะเปิดประมูลข้าวอีก 250,000 ตัน มาเลเซียคาดว่าจะมีการซื้อปลายเดือนนี้ต่อเดือนหน้า ส่วนอินโดนีเซียยังต้องรอความชัดเจนทางการเมืองก่อน และตลาดจีน-ฮ่องกงที่จะเข้ามาสั่งซื้อข้าวเพื่อใช้ในเทศกาลตรุษจีนปี”60 เร็วขึ้น นอกจากนี้ทางกระทรวงยังจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจที่จะดึงผู้ซื้อข้าวประมาณ 150 รายจากทั่วโลกเข้ามาเจรจาซื้อขายในระหว่างวันที่ 13-16 พฤศจิกายนนี้ คาดว่าจะได้รับคำสั่งซื้อข้าวเพิ่มขึ้น”

แผน B รับข้าวหลุดจำนำ

นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ธ.ก.ส.จะเริ่มดำเนินโครงการสินเชื่อชะลอขายข้าวเปลือกนาปี 2559/2560 (จำนำยุ้งฉาง) วงเงินรวม 27,410 ล้านบาท ในวันที่ 20 พฤศจิกายนนี้ พร้อมประมาณการจะมีข้าวเข้าโครงการประมาณ 2 ล้านตัน จากที่ปีแล้ว 544,000 ตัน โดยเกษตรกรจะมาไถ่ถอนคืนได้ภายใน 5 เดือน หากราคาข้าวดีขึ้น ซึ่งรัฐบาลจะอุดหนุน ธ.ก.ส. เป็นค่าบริหารสินเชื่อ 2% ระยะเวลา 6 เดือน เป็นเงิน 237.34 ล้านบาท เนื่องจาก ธ.ก.ส.ไม่คิดดอกเบี้ยเกษตรกร 5 เดือน

ส่วนโครงการให้ความช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวแก่ผู้ปลูกข้าวหอมมะลิปีการผลิต2559/2560 วงเงิน 19,375 ล้านบาท จะใช้งบประมาณของรัฐบาล แต่ให้ ธ.ก.ส.ออกเงินไปก่อน เนื่องจากไม่ได้ตั้งงบฯปี 2560 ไว้ และรัฐจะชดเชยให้ FDR+1 (ปัจจุบัน FDR 1.225%) เป็นเงินสูงสุด 439.21 ล้านบาท ให้กับ ธ.ก.ส.

“หลักการในโครงการนี้ก็คือจะไม่แทรกแซงราคา เราประเมินว่าเกษตรกรจะได้รับประโยชน์ ประมาณ 2 ล้านราย จากต้นทุนผลิตข้าวหอมมะลิของกรมการข้าวอยู่ที่ 10,400 บาท/ตัน ขณะที่กระทรวงพาณิชย์คิดราคาทอนกลับจากราคาซื้อขายข้าวล่วงหน้าเดือนธันวาคมที่ 9,700 บาท ขณะที่ ธ.ก.ส.จะรับจำนำยุ้งฉางไว้ที่ราคาตันละ 9,500 บาท” นายลักษณ์กล่าว

อย่างไรก็ตามหลังจากครบ 5 เดือน ถ้าราคาข้าวหอมมะลิในตลาดปรับตัวสูงขึ้นกว่า 9,500 บาท ชาวนาก็จะมาไถ่ถอนและชำระหนี้ แต่หากราคายังไม่สูงกว่าราคารับจำนำ และชาวนาไม่ไถ่ถอนข้าวคืน ทางคณะกรรมการธนาคารที่มี นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้กำหนดแนวทางการสนับสนุนกระบวนการสหกรณ์การเกษตร-วิสาหกิจชุมชน และกลุ่มเกษตรกร รวบรวม/แปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าว หรือเรียกว่าเป็น “แผน B” ซึ่งจะเสนอบอร์ด ธ.ก.ส.ในเดือนธันวาคมนี้

ส่วนข้าวเปลือกชนิดอื่น ๆ นอกเหนือจากข้าวหอมมะลิที่กำลังออกสู่ตลาดนั้น นายลักษณ์กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ประสานกับสมาคมธนาคารไทย เตรียมสินเชื่อ 80,000 ล้านบาท ให้โรงสีใช้เป็นสภาพคล่องเข้าซื้อข้าวและให้เก็บข้าวไว้รอการขาย 6 เดือน โดยรัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยให้ 3% ครอบคลุมข้าวเปลือกที่เหลืออยู่ประมาณ 8 ล้านตันทั่วประเทศ

ความหวังเดียว G to G จีน

แหล่งข่าวจากวงการค้าข้าวกล่าวถึงมาตรการในการแก้ไขปัญหาราคาข้าวตกต่ำของรัฐบาล ที่มีการดำเนินโครงการ 3 โครงการในขณะนี้ว่า เป็นการแก้ไขปัญหาราคาข้าวที่ตกต่ำลงเฉพาะหน้าเท่านั้น จากเหตุผลที่ว่าในเดือนพฤศจิกายน จะมีข้าวเปลือกออกสู่ตลาดสูงสุดถึง 14.96 ล้านตันข้าวเปลือก จากจำนวนผลผลิตทั้งหมด 24.97 ล้านตันข้าวเปลือก ประกอบกับช่วงนี้ยังเป็นช่วงที่ผลผลิตข้าวจากประเทศผู้ส่งออกหลักในเอเชีย (อินเดีย-ปากีสถาน-เวียดนาม) ซึ่งผลิตเพิ่มขึ้นออกสู่ตลาดใกล้เคียงกับผลผลิตข้าวไทยได้ โดยผลผลิตที่ออกมากขึ้น ทำให้ราคาข้าวในตลาดโลกมีแนวโน้มลดลง ประเทศผู้ซื้อข้าวชะลอคำสั่งซื้อเพื่อประเมินสถานการณ์ รวมไปถึงความต้องการข้าวในตลาดโลกลดลงด้วย

“ข้าวในประเทศออกมาประดังในช่วงเดียวกัน ประกอบกับการแข่งขันราคาในตลาดโลกมีมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ส่งออกข้าวไทยต้องแข่งขันทั้งกับประเทศผู้ส่งออกรายอื่นโดยเฉพาะเวียดนาม กับขายแข่งกันเอง จนเกิดปรากฏการณ์ขายตัดราคา ทำให้ราคาข้าวหอมมะลิดิ่งลงเหลือประมาณ 580 เหรียญ/ตัน หันมากดดันราคาข้าวภายในประเทศไม่ถึงตันละ 10,000 บาท ผู้ส่งออกข้าวหลายรายกับโรงสีบางกลุ่มก็ขาดสภาพคล่อง เพราะแบงก์เข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ทางเดียวที่จะทำให้ราคาข้าวในประเทศกระเตื้องขึ้นมาก็คือ ต้องมีคำสั่งซื้อใหม่ ๆ เข้ามา แต่ขณะนี้ยังไม่เห็น มีแต่คาดการณ์ว่า ฟิลิปปินส์-ฮ่องกง-จีน-อินโดนีเซียจะเข้ามาซื้อข้าว” แหล่งข่าวกล่าว

ดังนั้นความเป็นไปได้ก็คือ ทุกคนกำลังรอคำสั่งซื้อข้าวใหม่ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำสั่งซื้อข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) ของจีน (COFCO) คำสั่งซื้อจากฟิลิปปินส์ กับอินโดนีเซียเป็นหลัก หากมีคำสั่งซื้อเข้ามาจะช่วยสถานการณ์ทางด้านราคาข้าวในประเทศดีขึ้น

หอมมะลิอีสานหยุดตก

ด้านนายวิชัยศรีนวกุล อดีตอุปนายกสมาคมโรงสีข้าวไทย ซึ่งรับผิดชอบงานหัวหน้ากลุ่มโรงสีข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวภายหลังจากที่รัฐบาลประกาศใช้โครงการจำนำข้าวยุ้งฉางว่า ราคาข้าวหอมมะลิปรับตัวสูงขึ้น กล่าวคือราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ (ความชื้น 15%) วันที่ 4 พ.ย. อยู่ที่ตันละ 9,500-10,000 บาท หรือสูงขึ้นจากวันที่ 3 พ.ย. ที่ราคา 9,000-9,500 บาท ขณะที่ราคารับซื้อข้าวสารหอมมะลิตันละ17,500-18,000 บาทเพิ่มขึ้นจากวันที่ 3 พ.ย. ที่รับซื้อตันละ 15,000 บาท

“ราคาข้าวช่วงเดือนตุลาคมลดลงมาก เพราะโรงสีและผู้ส่งออกที่แข่งขันซื้อน้อยราย แต่พอถึงเดือนพฤศจิกายน โรงสีเดินหน้าผลิตเต็มที่แล้ว 70-80% ผลผลิตข้าวที่ทยอยออกช่วงพฤศจิกายนก็ค่อนข้างดีขึ้น ประกอบกับการกำหนดมาตรการส่งผลให้ผู้ส่งออกที่รับออร์เดอร์ขายข้าวล่วงหน้าหันกลับมาเร่งระดมซื้อข้าว เพราะกลัวราคาข้าวจะขยับสูงขึ้นไปจนทำให้ขาดทุนจากราคาที่รับออร์เดอร์ไว้ ทำให้ราคาวันนี้ปรับขึ้นเร็วถึง 500 บาท/ตัน หากรัฐบาลสามารถรักษาระดับราคาเช่นนี้ต่อเนื่องจากวันที่ 15-25 พฤศจิกายน ราคาข้าวหอมมะลิก็น่าจะไม่ลดลงแล้ว”

ส่วนการประกาศลาออกของกรรมการสมาคมโรงสีข้าวไทยนั้น “จะไม่กระทบกับการดำเนินนโยบายของภาครัฐ” โดยเชื่อว่าจำนวนโรงสีที่เข้าร่วมโครงการรับซื้อข้าว เพื่อรับชดเชยดอกเบี้ย 3% จะไม่น้อยกว่าปีก่อน หรือประมาณ 300 แห่ง มีโอกาสที่จะเข้าไปรับซื้อข้าวได้ประมาณ 2 ล้านตัน หากได้รับการสนับสนุนวงเงินสินเชื่อจากธนาคารตามที่รัฐบาลกำหนดไว้ 80,000 ล้านบาท ส่วนโครงการรับจำนำยุ้งฉางในปีนี้ประเมินว่า ชาวนาจะจำนำยุ้งฉางกับ ธ.ก.ส.อยู่ระหว่าง 800,000-1.2 ล้านตัน

ขณะที่แหล่งข่าวจากโรงสีภาคกลางกล่าวว่า ระดับรับซื้อข้าวขาว 5% ของผู้ส่งออกในวันที่ 4 พ.ย.นี้ “ทรงตัว” ตันละ 11,000 บาท หรือบางแห่งปรับขึ้นเล็กน้อยประมาณตันละ 200 บาท ส่วนข้าวปทุมธานี ตันละ 12,500 บาท

ล่าสุด นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี walkoffbalk.com กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ”ว่า รัฐบาลกำลังอยู่ระหว่างการหามาตรการช่วยเหลือชาวนาในระยะต่อไป หลังจากช่วยเหลือกรณีข้าวหอมมะลิ (โครงการจำนำยุ้งฉาง) ไปแล้ว โดยตนได้กำชับให้กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมพร้อมเสนอแผนการช่วยเหลือเกษตรกรกลุ่มข้าวขาวและข้าวโพด เพื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พิจารณาพร้อมกันเร็ว ๆ นี้ ทั้งนี้ ในวันที่ 5-6 พ.ย.นี้ กระทรวงพาณิชย์จะมีการประชุมเพื่อเตรียมการจัดทำแผน 2 เสนอต่อคณะรัฐมนตรี

บิ๊กธุรกิจปันน้ำใจ…ช่วยชาวนา

ปัญหาราคาข้าวตกต่ำที่เกิดขึ้น มีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ต่างยื่นมือเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาราคาตกต่ำ ด้วยการรับซื้อข้าว เปิดพื้นที่จำหน่ายข้าว รวมไปถึงแนวทางอื่น ๆ ที่จะสามารถช่วยเหลือชาวนาได้

บริษัทใหญ่โดดช่วยชาวนา

“เทวินทร์ วงศ์วานิช” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กลุ่ม ปตท. จัดโครงการรวมพลังซื้อข้าวจากชาวนา นำมาวางขาย ในสถานีบริการน้ำมัน ปตท.ทั่วประเทศ เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำข้าวสารมาจำหน่ายแก่ผู้บริโภคได้โดยตรงโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย รวมทั้งที่อาคาร ปตท.สำนักงานใหญ่ ถนนวิภาวดี ปตท.ยังมีแผนรับซื้อข้าวสารจากชาวนาเพื่อมามอบแทนของขวัญในช่วงเทศกาลปีใหม่ด้วย

เช่นเดียวกับ “บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)” ได้รับซื้อข้าวหอมมะลิเกรดดีจากกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโดยตรง เพื่อนำมาจำหน่ายที่สถานีบริการน้ำมันบางจากในกรุงเทพฯและปริมณฑลกว่า 100 แห่ง โดยจะรับซื้อข้าวจากเกษตรกรกิโลกรัมละ 32-35 บาท แต่นำมาจำหน่ายลดราคาให้ประชาชนเพียงกิโลกรัมละ 30 บาท โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2559 เป็นต้นไป

อีกทั้งยังเปิดให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวในต่างจังหวัดสามารถติดต่อนำข้าวมาจำหน่ายที่สถานีบริการน้ำมันบางจากในพื้นที่ได้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ยังเปิดให้สมาชิกบัตรบางจากสามารถใช้คะแนนสะสม 300 คะแนน (รวมค่าจัดส่งให้ถึงบ้าน) ต่อการแลกข้าวหอมมะลิ 1 กิโลกรัม และในเร็ว ๆ นี้ บางจากจะนำข้าวหอมมะลิมาเป็นของสมนาคุณลูกค้า

“กลุ่มทรู” สนับสนุนนโยบายของรัฐในการแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำ โดยการเปิดช่องทางจัดจำหน่ายข้าวไทยที่เครือเจริญโภคภัณฑ์รับซื้อจากชาวนาโดยตรง ในราคาต้นทุน ณ ทรูช้อป และทรูคอฟฟี่ รวมกว่า 300 สาขาทั่วประเทศ โดยจะเปิดจำหน่ายตั้งแต่สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพฤศจิกายนนี้

ภาคการศึกษาระดมกำลัง

“กระทรวงศึกษาธิการ” มีนโยบายให้สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ที่มีโรงสีข้าวเปิดให้บริการสีข้าวเปลือกแก่ชาวนาในพื้นที่ เพื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการลดภาระค่าใช้จ่ายในการจ้างสีข้าว

สถานศึกษาสังกัด สพฐ.ที่มีเครื่องสีข้าวจะเป็นกลุ่มโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ จำนวน 37 แห่ง มี 18 แห่งที่มีเครื่องสีข้าวขนาดใหญ่ และสามารถสีข้าวได้ 2 ตันต่อวัน และกลุ่มวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (วกษ.) สังกัด สอศ. จำนวน 4 แห่งที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องข้าว ได้แก่ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีใน จ.พิจิตร จ.ยโสธร จ.พัทลุง และ จ.พังงา