สามารถใช้พื้นที่ให้เป็นประโยชน์โดยมีผลตอบแทนต่อพื้น

ที่สูงกว่าพืชแซมชนิดอื่นๆ ซึ่งจะได้รับผลผลิตคิดเป็นร้อยละ 75 ของการปลูกพริกไทยเชิงเดี่ยวลดต้นทุนในการจัดการ โดยปกติสวนพริกไทยเดี่ยวๆ ควรมีการพรางแสง แต่พริกไทยแซมยางจะได้รับร่มเงาที่พอดีจากยางพารา ทำให้ลดต้นทุนในการจัดการลงไปสามารถเก็บเกี่ยวได้ตลอดปี ทำให้มีรายได้ต่อเนื่อง

โรคแมลงรบกวนน้อย เนื่องจากเป็นพริกไทยที่มีต้นตอคือต้นโคโลบินั่ม ซึ่งมีความต้านทานต่อโรครากเน่าของพริกไทยอันเป็นโรคสำคัญของพืชชนิดนี้ ทั้งนี้ โรคแมลงอื่นๆ ในพริกไทยมีน้อยเป็นปกติอยู่แล้วขั้นตอนการปลูกพริกไทยพุ่มแซมยางพารา มีดังนี้

การคัดเลือกพันธุ์พริกไทย การผลิตพริกไทยพุ่มของ คุณสมนึก ฉิมปลอด ประกอบด้วย 2 สายพันธุ์ คือพริกพันธุ์พื้นบ้าน ซึ่งมีลักษณะเผ็ดร้อน มีกลิ่นหอม นิยมใช้ในการทำเครื่องแกงชนิดต่างๆ และอีกสายพันธุ์หนึ่งคือ พันธุ์ปะเหลียน ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกัน ทั้งคุณภาพและปริมาณผลผลิต แตกต่างกันที่ลักษณะของยอดเท่านั้น

การขยายพันธุ์พริกใช้ต้นตอคือ ต้นโคโลบินั่ม มาเป็นต้นตอในการเสียบยอดพันธุ์พริกที่ต้องการ ซึ่งจะต้องเตรียมต้นตอไว้ก่อน เมื่อต้นตอเจริญแข็งแรงดีจึงนำไปเสียบยอดได้
การเตรียมพื้นที่สวนยางสำหรับปลูกพริกไทย ต้องเป็นสวนยางที่โตเต็มที่ คืออายุประมาณ 5-6 ปีขึ้นไป เนื่องจากจะให้ร่มเงาที่พอดีกับพริก พื้นที่ควรเป็นที่ราบหรือเนินเล็กน้อย น้ำไม่ท่วมขัง ภายในพื้นที่ต้องมีแหล่งน้ำสำหรับไว้รดพริกไทยในช่วงที่ฝนไม่ตกเป็นเวลานาน และร่องยางต้องกำจัดเศษไม้ หรือไม้ขนาดเล็กออกให้หมด

การเตรียมต้นพันธุ์และวิธีการปลูกพริกไทยแซมยาง เตรียมภาชนะปลูก คือตะกร้าพลาสติก ขนาดประมาณ 50 เซนติเมตร การเตรียมต้นพันธุ์ จะใช้ต้นพริกไทยที่ผ่านการเสียบยอดด้วยต้นโคโลมินั่ม ที่มีความแข็งแรงแล้ว จำนวน 3 ต้น ต่อ 1 ตะกร้า และเตรียมดินปลูก ประกอบด้วย ดินอัตรา 3 ส่วน ปุ๋ยคอก 1 ส่วน และแกลบเผา 1 ส่วน และอีกอย่างหนึ่งคือ อิฐบล็อคเพื่อไว้สำหรับวางรองตะกร้าที่ปลูก จำนวนเท่ากับจำนวนตะกร้า วิธีการปลูก ทำการผสมวัสดุปลูกตามอัตราส่วน นำต้นพันธุ์ปลูกจำนวน 3 ต้น ต่อ 1 ตะกร้า และขนย้ายไปในสวนยาง โดยวางรองบนอิฐบล็อคเพื่อป้องกันวัชพืช และให้ต้นพริกได้รับสารอาหารเต็มที่ และสะดวกต่อการบริหารจัดการ ระยะปลูกที่เหมาะสม คือ 2×2 เมตร แต่ละร่องยางจะปลูกได้ 3 แถว และพื้นที่ 1 ไร่ จะปลูกพริกได้ประมาณ 300 ตะกร้า ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 75 ของการปลูกพริกไทยเต็มแปลงเพียงชนิดเดียว

การดูแลรักษา ประกอบด้วย การให้น้ำ การให้ปุ๋ย และการดูแลรักษาทั่วไป การให้น้ำจะให้ทุกวัน เว้นวันที่มีฝนตก ระบบน้ำใช้ 2 วิธี คือรดด้วยสปริงเกลอร์ และรดด้วยระบบน้ำหยด ซึ่งให้ผลไม่แตกต่างกัน แต่ระบบน้ำหยดจะประหยัดน้ำและป้องกันวัชพืชได้ดีกว่า การให้ปุ๋ย ใช้ทั้งปุ๋ยหมักและปุ๋ยเคมี โดยให้สลับ เดือนเว้นเดือน การดูแลรักษาจะควบคุมเรื่องแสงให้มีปริมาณพอเหมาะ คือประมาณ 50% หากมากเกินไปต้นพริกจะเหี่ยวและตายได้ หากน้อยเกินไปต้นพริกจะยืดและไม่ติดผล ทั้งนี้ ในสวนยางร่มเงาจะมีความเหมาะสมอยู่แล้ว

การเก็บเกี่ยว เมื่อพริกเริ่มมีเม็ดสุกสีแดง 1-2 เม็ด ก็สามารถเก็บได้ จะเก็บทุกวันเนื่องจากพริกจะทยอยสุกอยู่ตลอด พริกไทยจะเริ่มติดผลเมื่ออายุ 8 เดือน หลังปลูกลงดิน และเริ่มเก็บผลผลิตได้เมื่อครบอายุ 1 ปี หลังจากนั้นจะมีผลผลิตทยอยออกให้เก็บอีกหลายปีขึ้นอยู่กับการบำรุงรักษา
การแปรรูป นำพริกที่เก็บไปล้างทำความสะอาด ผึ่งให้แห้งแล้วนำไปตากในตู้ที่ออกแบบขึ้นมาเองสำหรับตากพริก ซึ่งมีลักษณะเป็นกล่องสี่เหลี่ยมโปร่งใส ด้านบนเป็นวงโค้ง ปิดสนิททุกด้านป้องกันความชื้น แมลงและฝุ่นละออง ด้านล่างมีช่องสำหรับใส่ถ่านไฟเมื่อต้องตากพริกในฤดูฝน ตากพริกไว้ 3 วัน พริกก็จะเปลี่ยนจากสีเขียวหรือแดงเป็นดำสนิท นำไปเก็บรักษาไว้ในที่ร่ม สามารถเก็บได้ไม่น้อยกว่า 1 ปี พริกสด 3 กิโลกรัม เมื่อตากแห้งแล้วจะเหลือน้ำหนัก 1 กิโลกรัม

ต้นทุนผันแปรในแต่ละปี

ปุ๋ยคอก พุ่มละ 0.5 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 2 บาท = 2,700 บาท
ปุ๋ยเคมี ใช้พุ่มละ 0.6 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 18 บาท (ใช้เดือนละ 50 กรัม) = 3,240 บาท
ค่าสารเคมีป้องกันโรค/แมลง จำนวน 1,000 บาท
ค่าแรงเก็บเกี่ยว 5,000 บาท
อื่นๆ 500 บาท
รวมต้นทุนต่อปี 12,440 บาท

วิเคราะห์ผลตอบแทน

คุณสมนึก เล่าว่า ผลผลิตพริกไทยจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ 1 ปี โดยมีผลผลิตเป็นพริกไทยสด ประมาณ 1 กิโลกรัม ต่อพุ่ม และค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนถึง 4 ปี ก็จะเป็นต้นที่โตเต็มที่ ซึ่งจะได้รับผลผลิตประมาณ 5 กิโลกรัม ต่อพุ่ม ต่อปี ราคาจำหน่ายพริกไทยอ่อน กิโลกรัมละ 80 บาท ถ้าจำหน่ายเป็นพริกแห้ง จะอยู่ที่กิโลกรัมละ 300 บาท ทั้งนี้ การตากพริกไทยแห้ง 1 กิโลกรัม ต้องใช้พริกไทยสด 3 กิโลกรัม

สำนักงานเกษตรอำเภอนาโยง ได้เล็งเห็นถึงบทบาทความสำคัญของการปลูกพริกไทยพุ่มแซมยางอันจะสร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งเหมาะสมกับปัจจัยและทรัพยากรของเกษตรกรที่มีอยู่ในพื้นที่ รวมถึงเทคนิคการผลิตที่มีความเป็นเอกลักษณ์ เหมาะสมที่จะให้บุคคลที่สนใจได้เรียนรู้ จึงได้คัดเลือกให้คุณสมนึก ฉิมปลอด ได้เป็นศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรเครือข่าย ของอำเภอนาโยง ในกิจกรรมเด่นคือ การผลิตพริกไทยพุ่มแซมยาง เมื่อปี พ.ศ. 2562 จนถึงปัจจุบันได้มีผู้สนใจเข้ามาเรียนรู้และศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ นายสมนึก ฉิมปลอด บ้านเลขที่ 58 หมู่ที่ 6 ตำบลช่อง อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง คุณปรีชา ใจบาล เกษตรกรอยู่บ้านเลขที่ 106 หมู่ที่ 3 บ้านบัว ตำบลบ้านตุ่น อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา เคยทำองุ่นไร้เมล็ดมาก่อน แต่เนื่องจากการทำสวนองุ่นต้องใช้สารเคมี ซึ่งตนเองอยากจะผลิตพืชที่ปลอดภัยจากสารเคมี เพื่อสุขภาพของตนเองและผู้บริโภค ก็เลยหยุดปลูก แล้วหันมาปลูกเสาวรสหรือกะทกรกแทน

พันธุ์ที่ปลูกคือ ไทนุง ซึ่งเป็นพันธุ์มาจากไต้หวัน เป็นพันธุ์เดียวกับที่โครงการหลวงส่งเสริมให้สมาชิกของโครงการปลูก ด้วยรสชาติของไทนุงมีรสเปรี้ยวอมหวานและมีกลิ่นหอม การปลูกจะเริ่มประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม คือปลูกในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งสามารถควบคุมน้ำและไม่มีปัญหาเรื่องโรคแมลง หลังปลูกประมาณ 4 เดือน เสาวรสจะเริ่มออกดอกติดผล อีก 2 เดือน ผลจะสุกแก่สามารถที่จะเก็บเกี่ยวได้

คุณปรีชา ใจบาล ผลิตเสาวรสแบบการตลาดนำการผลิต คือทำสัญญาล่วงหน้ากับบริษัทที่ส่งออกไปประเทศยุโรป โดยทางบริษัทจะนำ น้ำ ดิน และสุดท้ายคือ ผลผลิต ไปตรวจสอบในห้องทดลอง เพื่อความมั่นใจในคุณภาพของผลผลิต ร่วมทั้งมีคิวอาร์โค้ดที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ หากผลผลิตมีปัญหาด้านคุณภาพ เพราะจริงๆแล้วยังมีสมาชิกรายอื่นๆ ร่วมเป็นวิสาหกิจชุมชนผลิตเสาวรสปลอดภัยและทำสัญญากับบริษัทด้วย โดยได้ผลผลิตประมาณ 1.5 ตัน ต่อไร่ขึ้น ขายแล้วมีรายได้ประมาณ 100,000 บาท (หนึ่งแสน)

ราคาขาย เส้นรอบวง 8 เซนติเมตร ราคา 80 บาท ต่อกิโลกรัม เส้นรอบวง 6 เซนติเมตร ราคา 60 บาท ต่อกิโลกรัม ใช้เวลาประมาณ 9 เดือน ในส่วนที่ตกเกรด ทั้งเรื่องมีตำหนิที่ถูกเพลี้ยไฟเจาะผิว ลูกเล็กกว่า 6 เซนติเมตร ก็จะขายหน้าสวน ซึ่งหมู่บ้านบัวเป็นหมู่บ้านที่มีนักท่องเที่ยวและคณะศึกษาดูงานเข้ามาเที่ยวและดูงานไม่ขาด และมีสื่อต่างๆ นำไปเผยแพร่ จะมีขายผ่านเพจ ไลน์ ในชื่อสวนปรีชา ใจบาล ซึ่งยังมีคิวที่ส่งให้ไม่หมดอีกยาว

“เสาวรส” หรือ “กะทกรกฝรั่ง” หรือ “กะทกรกสีดา” หรือ “กะทกรกยักษ์” หรือที่รู้จักกันในนามภาษาอังกฤษว่า “แพสชั่นฟรุต (Passion Fruit) มีต้นกำเนิดในแถบทวีปอเมริกาใต้ เป็นไม้เถาเลื้อย ที่มีผลลักษณะกลม ผลอ่อนจะมีสีเขียว แต่เมื่อสุกแล้วจะมีหลายสี แล้วแต่ละสายพันธุ์ คือ สีม่วง สีเหลือง และสีส้ม ในบ้านเรานี้จะปลูกทั้ง 3 สายพันธุ์ โดยในผลเสาวรสนั้นจะมีเมล็ดจำนวนมาก มีกลิ่นคล้ายฝรั่งสุก รสออกเปรี้ยวจัด แต่บางสายพันธุ์จะมีรสออกอมหวานขยายพันธุ์ด้วยการผสมเกสร ในประเทศฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย รวมถึงส่วนอื่นๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะใช้แมลงภู่เป็นตัวผสมเกสรในเชิงการค้า นอกจากนี้ ดอกเสาวรส ถูกค้นพบว่าจะบานสัมพันธ์กันกับช่วงที่แมลงภู่กำลังแพร่หลาย แสดงให้เห็นว่าสิ่งมีชีวิตทั้ง 2 ชนิดนี้ วิวัฒนาการมาอย่างสัมพันธ์กัน

เสาวรส เป็นผลไม้เพื่อสุขภาพ มีใยอาหารในปริมาณสูง อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุรวมกันอยู่หลายชนิด ซึ่งได้แก่ วิตามินซี วิตามินเอ วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 กรดโฟลิก ธาตุแคลเซียม ธาตุเหล็ก ธาตุแมกนีเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุโพแทสเซียม ธาตุสังกะสี และคาร์โบไฮเดรต

เสาวรส สามารถปลูกได้ทั่วไป แต่ควรเป็นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีน้ำฝนสม่ำเสมอ หรือมีการชลประทาน สภาพดินสมบูรณ์ ระบายน้ำได้ดี น้ำไม่ท่วมขัง ดินมีความเป็นกรดเล็กน้อย (pH) ประมาณ 6

การวางแผนปลูก…มีความจำเป็น เพราะเสาวรสเป็นไม้เลื้อยอายุหลายปี สามารถอยู่ได้ 3-5 ปี ควรวางแนวปลูกในแนวเหนือใต้ เพื่อให้เสาวรสได้รับแสงเต็มที่ เสาวรสต้องการแสงแดดวันละ 6-8 ชั่วโมง

เสาวรสบรรจุกล่องเตรียมส่งลูกค้า
วิธีการเตรียมดิน…ควรทำไว้ก่อนล่วงหน้าประมาณ 1 เดือน (ถ้าสามารถปลูกพืชที่เป็นพืชปุ๋ยสดอย่าง ถั่วเขียว ข้าวโพด ปอเทือง แล้วไถกลบล่วงหน้า 1 เดือน จะทำให้ดินร่วนซุยและเก็บกักน้ำในฤดูแล้งได้ดี) โดยการไถหรือขุดพลิกหน้าดินกำจัดวัชพืช ไถกลบเพื่อให้ดินร่วนซุย สามารถกักเก็บน้ำในฤดูแล้งได้ดี ในพื้นที่สูงควรไถเฉพาะแนวปลูกและระหว่างแถวปลูกควรตัดหญ้าให้สั้น หรือปลูกพืชคลุมดิน เพื่อป้องกันการพังทลายของดิน

รองก้นหลุมด้วยหินฟอสเฟต ในอัตรา 100-150 กิโลกรัม ต่อไร่ หรือใช้ซุปเปอร์ฟอสเฟต อัตรา 50 กิโลกรัม ต่อไร่ ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพของดินในพื้นที่

ระยะปลูก…ไม่แน่นอนตายตัว ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ปลูก ความอุดมสมบูรณ์ การระบายน้ำ และพันธุ์ที่ใช้ปลูก ระยะปลูกที่แนะนำ คือ 2×3 เมตร, 2.5×2.5 เมตร, 3×3 เมตร, 4×4 เมตร และ 3×5 เมตร ระยะใดระยะหนึ่ง

เมื่อเลือกระยะปลูกได้แล้ว และการเตรียมดินก็ขุดหลุมกว้างและลึก ประมาณ 50×30 เซนติเมตร หรือรองก้นหลุมด้วยฟางหรือเศษพืช ใส่หน้าดินลงในหลุมก่อนและรองก้นหลุมด้วยหินฟอสเฟต หลุมละ 1 กระป๋องนม หรือ 450 กรัม และเอาแกลบดิบหรือแกลบเผาใส่ลงไป ประมาณ 2-3 ปีบ จะเหลือช่วงประมาณ 1 ฟุต ด้านบน ผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก หลุมละ 1-2 ปีบ และปุ๋ยสูตร 13-13-21 หรือ 12-12-17 หลุมละ 1-2 ช้อนแกง ผสมให้ทั่วถึงกะปริมาณดินและส่วนผสมต่างๆ ให้เต็มหลุมพอดี หรือสูงกว่าปากหลุมเล็กน้อย เพื่อป้องกันดินยุบเป็นแอ่งซึ่งจะทำให้น้ำขังต้นจะเกิดโรคและเน่าตายได้

วิธีปลูก…แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ อาศัยน้ำฝน และน้ำชลประทาน ในพื้นที่ที่อาศัยน้ำฝน ไม่มีน้ำชลประทานเข้าถึง ควรปลูกในเดือนกันยายนถึงเดือนธันวาคม เพราะหลังจากปลูกแล้วดินยังมีความชุ่มชื้นพอที่จะทำให้ต้นกล้าตั้งตัวได้เร็ว และในฤดูร้อนเสาวรสจะฟักตัวไม่เหี่ยวเฉา ในพื้นที่อาศัยน้ำชลประทานไม่ต้องคำนึงถึงฤดูปลูก แต่ควรวางแผนปลูกไม่ให้ออกดอกในช่วงฤดูฝน เพราะจะทำให้การติดดอกไม่ดีเท่าที่ควร เสาวรสจะใช้เวลาตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงออกดอก ประมาณ 9-10 เดือน เนื่องจากเสาวรสเป็นไม้เลื้อยจึงต้องทำหลักพยุง และทำค้างให้ต้นเกาะ การทำค้างมีหลายแบบ เช่น ค้างรูปตัวที

วิธีการให้น้ำ…มีทั้งแบบสปริงเกลอร์ แบบน้ำหยด และแบบปล่อยน้ำเข้าแปลง แต่ละวิธีจะเหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ซึ่งผู้ปลูกควรเลือกวิธีให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ การขยายพันธุ์…ใช้วิธีปักชำ หรือเพาะเมล็ด วิธีที่ดีใช้การเพาะเมล็ดจะปลูกง่ายกว่า หากจะผลิตส่งโรงงานต้องเป็นพันธุ์สีเหลือง ซึ่งเป็นพันธุ์เพื่อการค้า

แหล่งรับซื้อ…โรงงานแปรรูปน้ำผลไม้ แต่จำนวนค่อนข้างจำกัด เพราะเคยมีปัญหาราคาตกต่ำ และจำหน่ายไม่ได้ในอดีต สำหรับพันธุ์ที่ใช้บริโภคสดจะเป็นพันธุ์สีม่วง

ในสวนของคุณปรีชา เนื่องจากเป็นมือใหม่ พบปัญหาบ้างในเรื่องจำนวนต่อไร่ที่ปลูกมากเกินไปในฤดูฝน ใบมากตัดแต่งไม่ทัน เกิดปัญหาเชื้อรา และการปลูกโดยทำหลุมเป็นแอ่ง ทำให้มีน้ำขัง ทำให้ต้นเน่าตาย จึงแก้ไขในแปลงที่ปลูกใหม่โดยลดจำนวนต้นลง และพูนโคนในรูปหลังเต่าจะช่วยลดปัญหาไปได้

สนใจดูงานหรือซื้อเสาวรส ติดต่อได้ที่ สวนคุณปรีชา ใจบาล หมู่ที่ 3 บ้านบัว ตำบลบ้านตุ่น อำเภอ การพัฒนาที่ไม่หยุดยั้งของมนุษย์ ที่จะพัฒนาพันธุ์ไม้ผลและการผสมข้ามสายพันธุ์จนได้พันธุ์ไม้ผลที่มีคุณภาพ รสชาติดี ฝรั่งก็เป็นไม้ผลหนึ่งในนั้นที่ทำให้เราได้กินฝรั่งที่มีรสชาติดี ต้นเตี้ย ปลูกง่าย ให้ผลผลิตเร็ว เช่น สายพันธุ์ฝรั่งแดงกิมจูลูกผสม ที่นำเอาสายพันธุ์ต่างๆ เช่น กิมจู สาลี่เวียดนาม หงเป่าสือ เป็นต้น มาพัฒนาพันธุ์ให้ได้ทั้งความแปลกของสี ความหวานกรอบ เนื้อเยอะ และไร้เมล็ด และลดความฝาดของเปลือก และให้สีของเปลือกสวยน่ากิน คือสายพันธุ์ฝรั่งแดงกิมจูลูกผสม

ฝรั่งลูกผสมไส้แดง คือพืชเศรษฐกิจตัวใหม่
“สวนสุวรรณีปรางทอง” โดย อาจารย์วิเชียร บุญเกิด ได้นำสายพันธุ์นี้มาต่อยอดปลูกและขยายพันธุ์ที่สวนผสมผสานของอาจารย์ จนเห็นผลผลิตออกมาด้วยตนเอง และเป็นที่ยอมรับอีกครั้งหนึ่ง ที่ปราชญ์พื้นบ้านอย่างอาจารย์ได้ภาคภูมิใจที่จะนำมาเป็นไม้ผลเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งมาปลูกในส่วนหนึ่งของพื้นที่สวน

ฝรั่งแดงกิมจูลูกผสมจากสวนสุวรรณีปรางทองเป็นสวนที่มีชื่อเสียง ปราชญ์พื้นบ้านที่มีความชำนาญในการต่อยอดสายพันธุ์ไม้ผลหลากหลายชนิด อย่างอาจารย์วิเชียร เกษตรกรผู้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงเรื่องของการเพาะพันธุ์และปลูกไม้ผล ก็นำฝรั่งแดงกิมจูลูกผสมมาต่อยอด “ผมไปชิมลูกที่เขาปลูกเป็นสายพันธุ์ฝรั่งแดงกิมจูลูกผสม ไม่สามารถบอกได้ว่ามาจากสายพันธุ์อะไรบ้าง เพราะนักพัฒนาพันธุ์เขาบอกว่า ผสมข้ามพันธุ์มาหลายพันธุ์มาก หนึ่งในนั้นก็มีพันธุ์หงเป่าสือ แต่อันนี้ลูกใหญ่กว่าและลดความฝาดของเปลือก เนื้อกรอบเปราะ ไม่แข็ง กินง่าย จะบอกชื่อที่ผสมมาตั้งชื่อสายพันธุ์ก็จะยาวมาก ก็เลยย่อเพียงสั้นๆ ได้ใจความว่า ฝรั่งแดงกิมจูลูกผสม ดูเหมือนคนอ่านก็จะเข้าใจได้ว่า ยังคงความแปลกของสายพันธุ์และสีสันไว้คือสีแดง เข้าใจง่ายๆ “ฝรั่งแดงกิมจูลูกผสม”

ข้อดีของฝรั่งแดงกิมจูลูกผสม
สีแดงเป็นสีมงคล ยิ่งทำให้ผลไม้มีสีแดง นั่นแหละคุณสามารถทำเงินได้ และยังได้รสชาติที่ดี ลูกมีขนาดใหญ่พอดี ไม่ใหญ่ยักษ์จนเกินไป ยิ่งทำให้ได้ราคาและเป็นที่ต้องการของตลาด ปลูกแล้วเห็นผล ชิมรสชาติแล้ว ผมจึงขยายพื้นที่ปลูกจาก 50 ต้น เป็น 100 ต้น ต้นพันธุ์ผมก็ใช้ต้นตอฝรั่งพื้นบ้านเรามาต่อยอด เรื่องโรคและการหาอาหารก็ไม่น่ากังวลครับ” อาจารย์วิเชียร กล่าว

“ฝรั่งแดงกิมจูลูกผสมมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมจากประเทศไต้หวัน เป็นฝรั่งสายพันธุ์ใหม่ที่ปลูกเติบโตมีดอกและติดผลได้ในทุกพื้นที่ของประเทศไทย ลักษณะของผล จะรวมกลมแป้น สาลี่ กิมจู มาไว้ในผลเดียวกัน ขนาดของลูกไม่ใหญ่เกินไป อยู่ที่ประมาณ 3-5 ขีดต่อลูก ซึ่งเป็นขนาดที่ตลาดต้องการ เมล็ดแทบจะไม่มี แต่จะมีเป็นชั้นสีแดง มีไส้กลางที่มีเมล็ดเล็กมาก นอกนั้นจะเป็นพื้นที่สีแดงของเนื้อใน ซึ่งหวานกรอบอมเปรี้ยวนิดๆ อร่อยมาก เนื้อเปราะ กินง่าย เคี้ยวง่าย กลิ่นไม่ฉุนเหมือนกลิ่นฝรั่งทั่วๆ ไป”

ปัจจุบัน การทำเกษตรไม้ผลนั้น ตลาดยังไปได้ไกล แต่อาจจะมีราคาตกบ้างในฤดูกาลที่ฝรั่งล้นตลาด แต่ก็ไม่นาน แต่เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่สามารถควบคุมการออกผลผลิตไม่ให้ล้นตลาด และการหนีจากสิ่งเดิมๆ หรือการพัฒนาพันธุ์ให้มีสิ่งที่ดีขึ้นกว่าเดิมหรือมีจุดเด่นโดยเฉพาะเรื่องของขนาด รสชาติ และที่สำคัญคือใช้สารเคมีน้อยที่สุด ทั้งๆ ที่ปลูกเพื่อการค้า หรือเชิงพาณิชย์ การพัฒนาพันธุ์ หรือการผสมข้ามสายพันธุ์ และผสมจากพันธุ์พื้นเมืองเพื่อการหาอาหาร และป้องกันศัตรูพืช ส่วนมากอาหารปลอดภัยหรือปลอดสาร ต้นทุนจะสูงกว่าการใช้สารเคมี แต่ราคาก็จะปรับขึ้นสูงได้ ตลาดก็ยังคงต้องการ เพียงแต่ของปลอดภัยนั้นจะมีปัญหาก็เรื่องของสีและเปลือก อาจจะไม่สวย ก็ต้องพยายามแก้ปัญหาให้ได้เท่าของที่ใช้สารเคมี

การเกษตรผลิตไม้ผลเพื่อการค้าของเกษตรแผนใหม่นั้น สำคัญอย่างยิ่งเรื่องการบังคับความสูง ให้กลายเป็นแผ่กิ่งก้านออกด้านข้างหรือการตัดแต่งกิ่งโดยไม่ให้ผลผลิตลดลง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องศึกษาและเรียนรู้

ฝรั่งแดงกิมจูลูกผสมที่สวนสุวรรณีปรางทองนั้น ได้ปลูกทั้งหมด 50 ต้น กำลังขยายเป็น 100 ต้น ขายทั้งผลผลิตและทำกิ่งพันธุ์ขาย ที่สวนผมจะปลูกจนเห็นผลผลิตและชิมดู ถ้ามีคนแวะมาเยี่ยมสวนก็จะให้ได้ชิมของจริง จะได้สัมผัสถึงรสชาติ จะได้รู้ถึงความแตกต่าง การปลูกเพื่อการค้า ตอนนี้ผลผลิตจะอยู่ที่ตลาดระดับบน ราคาก็จะสูงอยู่ที่ 90 บาทขึ้นไปต่อกิโลกรัม ของอะไรที่แปลกใหม่และปลูกแบบเกษตรปลอดภัยเป็นที่ต้องการของตลาดจนไม่พอขาย ผมใช้เวลาปลูกอย่างน้อย 2 ปี ให้ผลผลิตที่ 8 เดือน เห็นผลผลิตที่ชัดเจน จึงกล้าบอกได้ว่าเป็นจริงตามที่จากต้นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่เขาว่าไว้

“สาเหตุที่ผมเลือกปลูกฝรั่งไส้แดงเพิ่มเป็นสวนผสมผสานเพื่อการสร้างรายได้หมุนเวียนในสวนแล้ว ทำให้ผมมีรายได้เสริมเข้ามาทั้งปี ไม่ต้องขาดช่วงขาดตอนของรายได้ เพราะเกษตรกร ถ้าปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่างเดียว ก็จะได้ผลผลิตปีละครั้ง ผมจึงยอมเหนื่อยครั้งแรก แต่ระยะยาวได้ผลผลิตสลับหมุนเวียนทั้งปี ก็ย่อมดี ฝรั่งเป็นผลไม้ที่ออกทั้งปี เป็นไม้ผลที่น่าลงทุนปลูก ซึ่งการดูแลก็ไม่ยุ่งยาก” อาจารย์วิเชียร กล่าว

ปลูกไม้ผลปลอดภัย โดยไม่ต้องกางมุ้ง
ที่สวนผมมีเนื้อที่ 17 ไร่ แบ่งปลูกพืชกว่า 10 ชนิด มีแมลงมากวนบ้าง เหมือนกับเกษตรสมดุล เช่น ตัวห้ำ ตัวเบียน คือจะมีระบบนิเวศ โดยที่เราไม่ต้องไปทำอะไรมาก ก็จะอยู่ด้วยกันไป ยกตัวอย่างเช่น เพลี้ย อันดับแรก ต้องหาสาเหตุที่ทำให้เกิดเพลี้ยตามกิ่ง เพราะส่วนใหญ่พืชจะขาดน้ำ ก็แก้ด้วยการรดน้ำเพิ่มสม่ำเสมอ ตัดต้นหรือกิ่งที่มีปัญหาไปทำลาย เป็นต้น ปลูกแบบสวนเปิดก็ปลอดสารได้

ปลูกฝรั่งแดงกิมจูลูกผสม ลดค่านิยม
ปลูกฝรั่งน้ำหนักมาก ได้เงินน้อย
การปลูกฝรั่ง ถ้าเลือกสายพันธุ์ปลูกพันธุ์ดี สมัครเล่นคาสิโน เป็นที่ต้องการของตลาด รสชาติ สีสัน ขนาดของลูก ผลผลิตต่อต้น เป็นปัจจัยหลักที่เกษตรกรควรเลือก ฝรั่งพันธุ์ใหม่ๆ อย่างเช่น ฝรั่งแดงกิมจูลูกผสม มีข้อดีมากมายจากการพัฒนาพันธุ์ ราคาก็ย่อมดีด้วย ทุกวันนี้เป็นราคาระดับ 90 บาทขึ้น และยังไม่พอของตลาด ตลาดยังมีความต้องการมาก สังเกตได้จากการสั่งซื้อของพ่อค้าแม่ค้าที่รับซื้อ ต้องการมากอย่างไม่อั้นในตอนนี้ แต่ผลผลิตกลับไม่พอขาย

การปลูกและการดูแล
การปลูกก็ปลูกระยะห่างเพียง 2 เมตร เพื่อกันลมและต้นล้ม แต่ร่องแต่ละแถวนั้นให้ห่าง อาจจะ 4 เมตร เพื่อการดูแลและการเก็บเกี่ยว ฝรั่งลูกผสมนั้น ตลาดจะต้องไปได้ตลอดและราคาก็จะไม่ตกมากในอนาคต เพราะเป็นพืชที่อยู่บนโต๊ะอาหาร ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร โรงแรม หรือสถานที่จัดเลี้ยงทั่วไป และเป็นผลไม้ที่ดูดี มีประโยชน์ กินได้ทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะผู้ที่ควบคุมน้ำตาล แต่ต้องการอาหารที่มีกากใยเพื่อการช่วยย่อย ผลไม้ฝรั่งนี่แหละเป็นผลไม้สุขภาพอย่างดี

การดูแลก็ไม่ยาก ขอให้มีแหล่งน้ำเพียงพอ นอกจากกันโรคพืช เช่น เพลี้ยกระโดดแล้ว ยังทำให้สีสวย รสชาติหวาน กรอบ เนื้อไม่แข็ง น้ำเป็นปัจจัยที่สำคัญ สวนไหนมีน้ำพอเพียง โดยเฉพาะหน้าแล้ง ต้องประคองต้นฝรั่งให้มีความชื้นในดิน ก็จะให้ผลผลิตตอบแทนผู้ปลูกเป็นอย่างดี ใช้ระยะเวลาการปลูกเพียง 8 เดือน โดยเสริมรากไป 2 ต้น ก็สามารถให้ผลผลิตถึงต้นละ 15 กิโลกรัม เคล็ดลับให้ได้ผลผลิตเร็ว หลังจากนั้นรุ่นสองก็จะตามมามากขึ้นตามลำดับ ช่วงขวบปีแรก ได้ผลผลิตเฉลี่ยก็ขายได้แล้วครับ แต่ผมจะไม่เก็บลูกไว้เยอะ เพราะจะเน้นเรื่องผลใหญ่ จะให้อยู่ที่ 10 กิโลกรัมต่อต้น เฉลี่ยจาก 50 ต้น แบบหลวมๆ ก็จะได้ต้นละ 900 บาท คูณ 35 ต้น จะได้ 27,000 บาท

การทำอาชีพเกษตร มีที่เพียง 3 ไร่ ก็ทำเงินได้แล้วครับ เกษตรยั่งยืนการดูแลก็ง่าย สามารถทำเป็นอาชีพเสริม เพียงแต่ท่านเลือกฝรั่งพันธุ์ที่ถือว่าดีที่สุดในตอนนี้ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นการเอาใจใส่เรื่องน้ำปัจจัยหลัก สิ่งแวดล้อมที่โล่ง อากาศถ่ายเท ระยะปลูกเริ่มแรกควรจะมุงด้วยซาแรนพรางแสง 60 เปอร์เซ็นต์ และทำระบบน้ำหยด รดน้ำสม่ำเสมอ หน้าแล้งก็จะให้เช้าเย็น และยกแปลงปลูกขึ้นเพื่อป้องกันน้ำขัง ฝรั่งไม่ชอบน้ำขัง ต้องระวังเรื่องรากเน่า เพราะฉะนั้นการปลูกจะต้องยกแปลงขึ้นเพื่อการระบายน้ำที่ดี โดยเฉพาะหน้าฝน ป้องกันน้ำขัง