สารวัตรหัวใจเกษตร นำเกษตรกร จ.ยโสธร เพาะเลี้ยงหนูนา

จากที่ยังค้างไว้ในเรื่อง “อีหนูของสารวัตร” ก็มาได้เวลาไขข้อข้องใจกันแล้ว ผมนัดกับสารวัตรเจนไว้ที่โรงเรียนบ้านกุดกุง อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร เพราะสารวัตรจะนำพ่อแม่พันธุ์หนูนามาส่งให้พี่น้องเกษตรกรที่นั่น ในโครงการ “ทัพฟ้าช่วยชาวนา ตามศาสตร์พระราชาจากปรัชญาสู่การปฏิบัติ” โดยมีท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร พร้อมด้วยเจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารอากาศมาร่วมรับมอบ

หนูนา ถูกจัดเป็นชุดไว้ประกอบด้วยตัวผู้ 1 ตัว และตัวเมีย 2 ตัว ใส่กรงที่รองด้วยฟางเป็นรังหนูไว้สำหรับการเคลื่อนย้าย รอส่งมอบให้ชาวบ้านเพื่อนำไปเลี้ยงเพื่อเป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่งต่อไป ใน 1 ชุด ราคาพ่อแม่พันธุ์ 1,300 บาท ผสมพันธุ์มาพร้อมตกลูกต่อไป การเลี้ยงหนูนาแบบเกษตรพอเพียง ที่กาญจนาฟาร์มหนู ของสารวัตรเจน มีวิธีการเลี้ยงหลักๆ 2 แบบ คือ แบบบ่อรวมแยกแม่ และแบบบ่อเดี่ยว

แบบแรกเป็นแบบบ่อรวม เราใช้วงท่อเส้นผ่าศูนย์กลาง 80 เซนติเมตร สูง 40 เซนติเมตร จำนวน 4 ท่อ โดย 2 ท่อแรก นำมาวางชิดกันแล้วเจาะรูทะลุหากัน นำท่อใยหิน ขนาด 4 นิ้ว มาเชื่อมต่อหากัน เสร็จแล้วนำท่ออีก 2 ท่อ วางทับเพื่อให้สูง 80 เซนติเมตร ป้องกันหนูกระโดดออก จากนั้นนำแกลบมารองพื้นทั้งสองด้าน สูงประมาณ 1-2 นิ้ว เพื่อซับน้ำเยี่ยวและมูลหนู นำที่ใส่อาหารวางไว้ด้านหนึ่ง ส่วนอีกด้านใส่ฟางหรือหญ้าให้รกๆ เพื่อเป็นที่พักของหนู

จากนั้นนำหนูพ่อพันธุ์ 3-5 ตัว แม่พันธุ์ 10-15 ตัว ลงผสม นับไปประมาณ 20 วัน คัดแม่พันธุ์ตัวที่ท้อง เพื่อแยกไปรอคลอดต่างหาก โดยสังเกตที่นมหนูจะเด่นขึ้นมีสีขาวใสคล้ายเม็ดข้าวหัก ท้องอวบตึง เหตุผลที่แยกแม่ท้องมาไว้ต่างหากเพื่อป้องกันหนูตัวอื่นมากัดลูก เมื่อแยกแม่ท้องมาใส่ท่อเดี่ยวต่างหากแล้ว ให้อาหารตามปกติ หนูจะสร้างรัง สังเกตอาการถ้าหนูไม่กินอาหารแสดงว่าใกล้คลอด ต่อเมื่อคลอดแล้วจะได้ยินเสียงลูกร้อง ให้จดวันที่คลอดไว้ข้างวงท่อ นับไป 25-30 วัน ก็แยกแม่กลับไปผสมที่เดิม ส่วนลูกก็แยกเอาไปเลี้ยงต่างหาก

แบบที่สองเป็นแบบบ่อเดี่ยว ใส่พ่อแม่พันธุ์ อย่างละ 1 ตัว โดยให้ตัวผู้โตกว่าตัวเมีย เลี้ยงไว้ด้วยกันโดยไม่แยก ให้หนูผสมพันธุ์กันไปตามปกติจนแม่ท้อง เมื่อลูกคลอดแล้วครบ 1 เดือน ก็แยกลูกออกไป ส่วนพ่อแม่พันธุ์ก็อยู่ที่เดิม วิธีนี้เหมาะสำหรับคนไม่มีเวลาแยกพ่อแม่พันธุ์ และแม่พันธุ์จะท้องไวกว่าแบบบ่อรวม เพราะเมื่อแม่คลอดแล้ว จะเป็นสัดได้ภายใน 24-36 ชั่วโมง พ่อพันธุ์ผสมได้อีกก็จะท้องต่อเนื่อง

“หนูใช้เวลาตั้งท้องนานไหมครับพี่”

“เดือนเดียวคลอดครับ” “หมายถึงเมื่อผสมพันธุ์กันแล้ว หนูท้องประมาณ 1 เดือน พอคลอดก็ให้เลี้ยงลูกอีกประมาณ 1 เดือนก็ให้ผสมพันธุ์กันใหม่ได้เลยเหรอครับ”

“ใช่ครับ”

“อะโห! แบบนี้ในหนึ่งปีก็มีหนูหลายครอกเลย”

“ครับ แต่ไม่ต้องกลัวนะ ตอนนี้ทางฟาร์มผมและฟาร์มเพื่อนๆ ในกลุ่มก็ยังผลิตไม่ทันเลยครับ” “ออเดอร์เยอะเลยเหรอพี่”

“วันละ 100 กิโลกรัม”

“โห! วันละ 100 กิโล ขายกิโลละกี่บาทครับพี่”

“200 บาทครับ”

“ฮ้า! หนูนาขายได้ราคาแพงกว่าหมูหรือไก่อีกหรือนี่”

“ขายปลีกได้ราคาถึงโลละ 250 บาทนะครับ ที่สำคัญมีไม่พอขายครับ” มาดูเรื่องอาหารที่ใช้เลี้ยงหนู หลักๆ ก็ข้าวเปลือก ข้าวโพด มันสำปะหลัง หญ้าขน และน้ำสะอาด ใส่จานวางไว้ให้ด้วย

“การเลี้ยงหนูเรามีต้นทุนเรื่องอาหารน้อยมากครับ ผลผลิตจากเกษตรกรที่ราคาถูก สามารถนำมาเป็นอาหารให้หนูได้เลย ที่สำคัญต้องเสริมเรื่องโปรตีนบ้าง ที่ฟาร์มจะใช้อาหารหมูหรืออาหารปลาดุกเสริมบ้าง แต่อย่าให้เยอะจนหนูอ้วนนะครับ หากหนูอ้วนจะให้ลูกน้อยลง”

“แล้วเลี้ยงไปนานแค่ไหนถึงจะพร้อมเป็นพ่อแม่พันธุ์ครับ”

“สามเดือนครึ่งถึงสี่เดือนครับ”

“แล้วเรื่องความสะอาดของหนู”

“หนูเป็นสัตว์รักความสะอาดนะครับ เวลาขี้จะดันก้อนออกมาทิ้งนอกรัง เราก็หาแกลบ หญ้าแห้งหรือฟางมารองในบ่อไว้ หากมีกลิ่นก็ใช้น้ำหมักหรืออีเอ็มช่วยกำจัดได้ สังเกตไหมครับ ที่ฟาร์มจะไม่มีกลิ่นฉี่หนูเลย”

“เอ่อ! ถามย้ำอีกครั้งครับ ตอนนี้คุณนายยอมให้พี่มีอีหนูแล้วใช่ไหมครับ”

“ไม่ใช่แค่ยอมนะครับ ตอนนี้คุณนายก็มาลงมือเองด้วยนะ เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมในครอบครัวที่สร้างรายได้ไม่น้อยทีเดียว” นอกจากจำหน่ายหนูนาแล้ว สารวัตรยังมีพืชผัก ผลไม้ จำหน่ายให้สมาชิกและลูกค้าในละแวกใกล้เคียงไม่ขาด รวมถึงต้นกล้าก็ชำในถุงไว้จำหน่ายพร้อมปลูก มีทั้งเพกาเตี้ย ผักหวานป่า และพืชผักสวนครัวอื่นๆ

“เพกาขยายพันธุ์ได้ทั้งเพาะเมล็ดและชำรากครับ เรามีจำหน่ายทั้งสองแบบ แล้วแต่ใครชอบแบบไหน”

“ชำรากยากไหมครับพี่”

“ไม่ยากครับ ตัดรากมาให้ยาวประมาณ 2-3 นิ้ว ชำในถุงชำ รดน้ำให้ชุ่ม ไม่เกิน 10 วันก็แตกยอดและรากแล้ว ชำไว้แบบนี้สักเดือนก็นำไปปลูกได้เลย ใช้เวลาอีก 6-8 เดือนก็ติดฝักแล้ว ต้นเตี้ย ฝักดก รสอร่อยแน่นอน”

“ถามต่อเลยนะพี่ ด้วยตำแหน่งสารวัตร แต่ยังมาทำอาชีพเสริมในเรื่องเกษตร เป็นพ่อค้าขายผักขายหนูแบบนี้ อายไหมครับ”

“อายทำไมครับ ผมเองอยากทำให้เห็นว่าเราสามารถทำงานพิเศษเพื่อสร้างรายได้เสริมได้ไม่ยาก ผมจึงถือคติอย่านอนตื่นสาย อย่าอายทำกินนั่นแหละ ในสวนในฟาร์มเรามีสารพัดอย่าง พืชผักสวนครัวอยากกินอะไรก็ปลูกลงไป ผลไม้ก็มีพร้อม อยากกินปลาก็ปล่อยไว้เยอะแยะ กบก็มีในกระชัง อยากกินหนูนาก็มี เรียกว่ามีกินมีขายได้สบายๆ เลยครับ”

“กระทบกับงานประจำไหมครับ”

“ไม่เลยครับ ผมไปปฏิบัติงานในเวลาปกติ เพียงตื่นเช้ากว่าเดิม นอนดึกกว่าเดิม วันหยุดก็เที่ยวสนุกในสวนในฟาร์มเราเองนี่แหละ มีงานให้ทำมากมาย แต่ละวันก็มีคนมาขอดูงานบ้าง มาเรียนรู้บ้าง แต่ละครั้งก็ซื้อผลผลิตติดมือกลับไปด้วย เรียกว่าได้ทั้งคนที่คิดแบบเดียวกันและมีเพื่อนอีกมากมายครับ”

“ย้ำนะครับ หากมีคนสนใจติดต่อพี่ได้นะครับ” “ยินดีต้อนรับเสมอครับ โทร.มานัดล่วงหน้าจะดีมากครับ นางจันทิรา ยิมเรวัต วิวัฒน์รัตน์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรม ได้รับรายงานจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเซี่ยงไฮ้ ถึงผลการเข้าร่วมงาน “โต๊ะอาหารของ Tmall 2018” ที่จัดขึ้นที่เมืองหังโจว เมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อรายงานประเภทสินค้าอาหารสดต่างชาติที่ขายดี บนเว็บไซต์ Tmall Global ซึ่งเป็นเว็บไซต์ขายสินค้าต่างชาติของ Tmall โดยปรากฏว่าสินค้าอาหารสดจากต่างประเทศที่ได้รับความนิยมในการนำเข้ามาจำหน่าย 10 อันดับแรก พบว่า ไทยมาเป็นอันดับ 1 ตามด้วยออสเตรเลีย เวียดนาม ชิลี สหรัฐฯ นิวซีแลนด์ อาร์เจนตินา เดนมาร์ก แคนาดา และเม็กซิโก

สำหรับสินค้าอาหารสดของไทยที่ได้รับความนิยมในการสั่งซื้อผ่าน Tmall Global คือ ผลไม้สด ซึ่งมีสินค้าที่ขายดีและได้รับความนิยมในการสั่งซื้อมาก เช่น ทุเรียน มังคุด ลำไย ส่วนมะม่วง ชมพู่ เงาะ ส้มโอ กล้วยไข่ และมะขามหวาน ขายดีในอันดับรองๆ ลงมา

กรมมีแผนที่จะโปรโมตผลไม้ไทยในตลาดจีนตามนโยบายของนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะทุเรียน ที่ถือเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมในตลาดจีนสูงมาก โดยล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติผลักดันให้ไทยเป็นมหานครผลไม้เมืองร้อนของโลก และมีแผนในการทำตลาดผลไม้เกรดพรีเมี่ยม ซึ่งทุเรียนและมังคุด ถือเป็นหนึ่งในผลไม้นำร่อง ซึ่งกรมจะทำแผนเร่งประชาสัมพันธ์เต็มที่ เพื่อกระตุ้นความต้องการบริโภคในตลาดจีนให้เพิ่มมากขึ้น

นางจันทิรากล่าวว่า สำหรับ Tmall Global ถือเป็นโต๊ะอาหารขนาดใหญ่ของผู้บริโภคชาวจีน โดยปัจจุบันมีจำนวนสินค้าอาหารสดที่ขายอยู่บนแพลตฟอร์มดังกล่าวมากกว่า 13,000 รายการ เป็นสินค้าจาก 150 ประเทศและภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก โดยหมวดหมู่ของสินค้าอาหาร รวมถึงผลไม้สด อาหารทะเล เนื้อสัตว์ เป็นต้น โดยผลจากความหลากหลายของสินค้า ทำให้ผู้บริโภคสามารถเลือกสรรได้ เช่น หากต้องการเลือกซื้อกุ้งแช่แข็ง สามารถเลือกซื้อกุ้งแดงจากอาร์เจนตินา กุ้งเสือดำจากมาเลเซีย หรือกุ้งขาวจากเอกวาดอร์ได้

นอกจากนี้ ยังพบแนวโน้มว่าบนแพลตฟอร์ม Tmall ผู้บริโภคเริ่มให้ความสนใจกับการบริโภคแนวมังสวิรัติเพิ่มมากขึ้น โดยนิยมซื้อผักผลไม้ออนไลน์ และผู้บริโภคส่วนใหญ่อยู่ในเมือง มีอายุน้อยกว่า 35 ปี ส่วนกลุ่มผู้บริโภคที่มีอายุระหว่าง 19-22 ปี ถือเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตเร็วสุด ส่วนในด้านการขนส่งสินค้า Tmall มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว มีระบบขนส่งที่สมบูรณ์และรองรับการขนส่งเย็น ขณะที่การนำเข้าอาหารสด จะอยู่ทางตอนใต้ที่มีอาณาเขตติดทะเล เช่น มณฑลเจียงซู มณฑลเจ้อเจียง นครเซี่ยงไฮ้ และมณฑลกวางโจว ส่วนทางมณฑลทางภาคเหนือ เช่น มณฑลเหลียวหนิง และมณฑลซานตง มีอัตราการนำเข้าสินค้าอาหารสดต่างชาติที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยผู้ส่งออกไทยที่ต้องการจะส่งอาหารสดเจาะตลาดจีน ก็ควรที่จะศึกษาช่องทางการส่งออกนำเข้าผ่านช่องทางเหล่านี้ เพราะเป็นช่องทางที่มีการนำเข้าเป็นปกติของจีนอยู่แล้ว

ทั้งนี้ ในช่วงปี 2560 ที่ผ่านมา ไทยมีการส่งออกสินค้าผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ไปยังตลาดโลกมีมูลค่ากว่า 76,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40% จากปี 2559 มีตลาดหลักได้แก่ อันดับ 1. เวียดนาม 45% 2. จีน 30% 3. ฮ่องกง 8% 4. อินโดนีเซีย 4% 5. สหรัฐอเมริกา 3% โดยที่ไทยส่งออกสินค้าผลไม้ ไปจีน มีมูลค่าสูงถึง 22,284 ล้านบาท ซึ่งสูงเป็นอันดับ 2

เกษตรฯ ติวผู้ส่งออก “ผลิตภัณฑ์จิ้งหรีด”รู้ทันกฎระเบียบว่าด้วยอาหารใหม่ EU กรุยทางชิงส่วนแบ่งตลาดเกษตรฯ ติวเข้มผู้ส่งออก “จิ้งหรีดและผลิตภัณฑ์” รู้ทันเงื่อนไขกฎระเบียบ ว่าด้วยอาหารใหม่ของ EU เริ่มบังคับใช้ 1 ม.ค. 61 หวังกรุยทางเปิดตลาดส่งออก ชิงส่วนแบ่งชี้โอกาสตลาดยุโรปต้องการสูงแนวโน้มดี

นายพิศาล พงศาพิชณ์ รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า จิ้งหรีดเป็นแมลงเศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่มีศักยภาพและมีโอกาสในการส่งออกสูงโดยเฉพาะตลาดสหภาพยุโรปหรืออียู (EU) มีผู้ประกอบการหลายรายสนใจนำเข้าผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดจากไทยค่อนข้างมาก ทั้งในรูปจิ้งหรีดแช่แข็ง ต้มบรรจุกระป๋อง และจิ้งหรีดอบและบดเป็นโปรตีนผงเพื่อใช้เป็นส่วนผสมอาหาร เป็นต้น ซึ่งความต้องการมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น แต่เนื่องจากการบังคับใช้กฎระเบียบว่าด้วยอาหารใหม่หรือโนเวลฟู้ด (Novel Food) ของ EU ซึ่งเริ่มมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 ที่ผ่านมา

ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมสินค้าที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก โดยสินค้าเกษตรและอาหารหลายรายการ รวมทั้งจิ้งหรีดและผลิตภัณฑ์ ต้องดำเนินการยื่นขอขึ้นทะเบียนตามข้อกำหนดภายใต้กฎหมาย สถานะอาหารใหม่ (Novel Food) พร้อมทั้งจัดทำเอกสารข้อมูลทางวิชาการประกอบการยื่นขอ (Scientific Dossier) โดยสามารถยื่นคำขอในสถานะอาหารที่มีการบริโภคมานาน (Traditional Food) หรือสถานะอาหารใหม่ (Novel Food) เพื่อให้สำนักงานความปลอดภัยอาหารแห่งสหภาพยุโรป (EFSA) พิจารณาความปลอดภัยหรือหลักฐานการบริโภคก่อนอนุญาตเปิดตลาดนำเข้าอย่างเป็นทางการ

จากประเด็นดังกล่าว มกอช.จึงเร่งประสานความร่วมมือกับสำนักงานคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย (EU Delegation) จัดสัมมนาและฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง Workshop on EU Novel Food Regulation – Case of Insects (Crickets) หรือระเบียบอาหารใหม่ของสหภาพยุโรป กรณีศึกษาเปิดตลาดผลิตภัณฑ์แมลง (จิ้งหรีด) โดยเชิญอัครราชทูตที่ปรึกษาด้านอาหารและสุขภาพ ของ EU Delegation และผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงาน EFSA มาชี้แจงรายละเอียดเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมาย Novel Food ของ EU รวมทั้งกรณีศึกษาจิ้งหรีดในสถานะอาหารใหม่ การประเมินความเสี่ยงของสินค้าและผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดเพื่อใช้เป็นอาหาร และแนวทางการจัดทำข้อมูลประกอบการยื่นคำขอรับรองสถานะอาหารใหม่ ตลอดจนการยื่นขอเปิดตลาด ให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ ผู้ส่งออกของไทย และเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่เกี่ยวข้องรวมกว่า 150 คน ได้รับทราบและเข้าใจแนวทางปฏิบัติอย่างชัดเจนมากขึ้น

“นอกจากเผยแพร่กฎระเบียบว่าด้วยอาหารใหม่ของ EU ผลบังคับใช้ รวมถึงแนวปฏิบัติในการผลิต แปรรูป และส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไปยัง EU แล้ว ยังเป็นการพัฒนาศักยภาพทางวิชาการและสร้างความรู้ความเข้าใจ พร้อมเพิ่มศักยภาพให้กับเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์แมลงของไทย ซึ่งจะช่วยให้สามารถเปิดตลาดได้เร็วและขยายโอกาสทางการตลาดส่งออกจิ้งหรีดไป EU และนำรายได้เข้าประเทศเพิ่มมากขึ้น ทั้งยังช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมแมลงของไทยให้เติบโตและขยายตัวเพิ่มขึ้น” นายพิศาล กล่าว

นายพิศาล กล่าวอีกว่า แมลงหลายชนิดรวมทั้งจิ้งหรีดถือเป็นความหวังสำคัญต่อการพัฒนาความมั่นคงทางอาหารของโลก เนื่องจากเป็นแหล่งโปรตีนที่สามารถใช้เป็นวัตถุดิบอาหารมนุษย์และสัตว์ มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ต้นทุนการผลิตต่ำ ปริมาณแลกเนื้อสูง ต้องการอาหารและน้ำในปริมาณที่น้อย ทำให้สามารถเลี้ยงได้ในพื้นที่แห้งแล้งที่ไม่สามารถเพาะปลูกผลผลิตอื่นๆ ได้ ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย มกอช. ได้ประกาศมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มจิ้งหรีด (มกษ.8202-2560) เป็นมาตรฐานทั่วไป โดยมีกรมปศุสัตว์เป็นหน่วยงานรับผิดชอบในการตรวจรับรองตาม มกษ. เพื่อรองรับการยกระดับมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงจิ้งหรีดทั้งสายพันธุ์ทองดำ ทองแดง และสะดิ้งกว่า 20,000 ฟาร์ม กำลังการผลิตจิ้งหรีดรวมมากกว่า 7,000 ตันต่อปี ป้อนตลาดทั้งภายในและต่างประเทศมีมูลค่าประมาณ 1000 ล้านบาท

“ปี 2561 นี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้เร่งส่งเสริมและพัฒนาการผลิตจิ้งหรีด โดยมีเป้าหมายขยายพื้นที่ผลิตจิ้งหรีดภายใต้ระบบส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ ในพื้นที่อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ และอำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม เพื่อเพิ่มปริมาณการผลิต แปรรูป และขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศต่างๆ รวมถึงสหภาพยุโรป ตอบสนองต่อกระแสนิยมการบริโภคแมลงที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแนวโน้มความความต้องการเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ เพื่อเตรียมความพร้อมและเพิ่มขีดความสามารถรองรับการแข่งขันสินค้าจิ้งหรีดและผลิตภัณฑ์ และสินค้าแมลงของไทยในตลาดโลกในอนาคต” นายพิศาล กล่าว

กบง. คาดปีนี้ไฟพีก 3.1 หมื่นเมกฯ คุมอาคาร 9 ประเภทอนุรักษ์พลังงาน กบง.คาดปีนี้ใช้ไฟสูงสุดที่ 3.1 หมื่นเมกะวัตต์ เผยกำลังปรับแผนพีดีพีให้สอดรับเทคโนโลยีนโยบายรัฐ เตรียมบังคับอาคาร 9 ประเภทออกแบบอาคารเพื่ออนุรักษ์พลังงาน

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่มีนายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน ว่าคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดปี 2561 น่าจะอยู่ที่ 30,900-31,000 เมกะวัตต์ เติบโตจากปีที่ผ่านมา 1% ซึ่งทาง สนพ.อยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนไปทั้งการผลิตไฟฟ้าใช้เองของประชาชน รวมถึงสภาพอากาศที่ยังมีความไม่แน่นอน นอกจากนี้ ยังรับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย 2558-2579 (พีดีพี 2015) โดยในปี 2560 มีการผลิตไฟฟ้ารวม 1.97 แสนล้านหน่วย เพิ่มขึ้น 0.8% จากปี 2559 แต่ปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีก) ในระบบของ 3 การไฟฟ้าอยู่ที่ระดับ 30,373 เมกะวัตต์ ลดลง 2.2% ขณะที่สัดส่วนของการใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้ายังสูงกว่า 60% สูงกว่าแผนพีดีพีที่กำหนดว่าปี 2560 สัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติต้องอยู่ที่ 59% ขณะที่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนปี 2560 มีสัดส่วน 7% น้อยกว่าเป้าหมาย 10%

“การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และลมรวมกันมากกว่า 3,400 เมกะวัตต์ แต่การผลิตจริงไม่สามารถทำได้เต็มศักยภาพ จึงอยู่ระหว่างการปรับแผนพีดีพี 2015 ใหม่ให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีและนโยบายของรัฐบาล” นายทวารัฐกล่าว

นายทวารัฐกล่าวว่า นอกจากนี้ กบง.ยังเห็นชอบการออกกฎกระทรวงกำหนดประเภทหรือขนาดของอาคารและมาตรฐาน หลักเกณฑ์และวิธีการในการออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ…. ตามที่กรมพัฒนาพลังงานทดแทนอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เสนอ เพื่อเป็นมาตรการบังคับใช้ขั้นต่ำกับอาคารขนาดใหญ่ที่มีปริมาณการใช้พลังงานสูงก่อนและจะทยอยบังคับใช้กับอาคารทั้ง 9 ประเภทภายใน 3 ปี โดยจะเสนอให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) พิจารณาเห็นชอบในวันที่ 7 มีนาคม จากนั้นจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.)

พิจารณาต่อไปเพื่อประกาศใช้ภายใน 120 วัน หากผู้ประกอบการไม่ปฏิบัติตามจะไม่อนุมัติให้ก่อสร้างอาคารตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ของกรมโยธาธิการและผังเมือง โดยอาคาร 9 ประเภทประกอบด้วย สำนักงาน โรงแรม โรงพยาบาล ศูนย์การค้า โรงมหรสพ สถานบริการ อาคารชุมนุมคน อาคารชุด และสถานศึกษา ที่มีขนาดพื้นที่ตั้งแต่ 2,000 ตารางเมตรขึ้นไป ต้องออกแบบตามเกณฑ์มาตรฐานที่ระบุในเรื่องระบบกรอบอาคาร ระบบปรับอากาศ ระบบไฟฟ้าแสงสว่างระบบผลิตน้ำร้อน และการใช้พลังงานหมุนเวียน โดยปีแรกบังคับใช้กับอาคารขนาดตั้งแต่ 10,000 ตารางเมตรขึ้นไป ปีที่ 2 บังคับใช้กับอาคารขนาดตั้งแต่ 5,000 ตารางเมตรขึ้นไป และปีที่ 3 บังคับใช้กับอาคารขนาดตั้งแต่ 2,000 ตารางเมตรขึ้นไป ซึ่งจะทำให้อาคารก่อสร้างใหม่ประหยัดพลังงานได้มากกว่า 10% ภายใน 20 ปีประหยัดไฟฟ้าได้รวม 13,700 ล้านหน่วย มูลค่ารวม 48,000 ล้านบาท

นายทวารัฐกล่าวว่า กบง.ยังเห็นชอบตามที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เสนอว่าไม่จำเป็นต้องใช้อำนาจ กกพ. กำกับดูแลเรื่องค่าบริการขนส่งน้ำมันทางท่อ เนื่องจากเห็นว่าปัจจุบันการควบคุมอัตราค่าบริการมีความเหมาะสม และมีการแข่งขันอย่างกว้างขวางอยู่แล้ว ประกอบกับคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าภายใต้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การแข่งขันทางการค้า 2560 สามารถกำกับการใช้อำนาจเหนือตลาดได้อยู่แล้ว

วันที่ 9 ก.พ. นายสิขกพงษ์ กระแจะจันทร์ หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าอุทยานสมเด็จพระศรีนครินทร์ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี พร้อมด้วย พ.ต.ท.รัชพล กิตติคุณชนก หัวหน้าชุด ปทส. (กาญจนบุรี-สุพรรณบุรี) ร.ต.ท.สุวัฒน์ ห้วยหงษ์ทอง รอง สว.กก.5 บก.ปทส. นายสราวุฒิ กังวีระนนท์ เจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดแล้วจังหวัดกาญจนบุรี (ทสจ.กจ.) นายธนบดี โอภาสชญานนท์ หน.หน่วยปฏิบัติการพิเศษที่1 สปป.1 (ภาคกลาง) สนธิกำลังตรวจสอบร้านอาหารป่า เพื่อป้องกันลักลอบขายสัตว์ป่าที่ จ.กาญจนบุรี

นายสิขกพงษ์ เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากทางสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) ได้ดำเนินการออกประชาสัมพันธ์ว่ากล่าวและตักเตือนร้านค้าและร้านอาหารที่มีลักษณะขึ้นป้ายโฆษณาว่าเป็นการขายอาหารป่าให้กับลูกค้า และการมาที่ร้านอาหารที่อยู่บริเวณนี้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ สบอ.3 (บ้านโป่ง) ได้รับแจ้ง และสืบทราบมาว่ามีร้านค้าบางร้านมีพฤติกรรมหลอกลวงประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เข้ามารับประทานอาหารในร้าน ว่ามีการขายอาหารประเภทสัตว์ป่า แต่ที่จริงแล้วอาหารชนิดดังกล่าวนั้นไม่ใช่สัตว์ป่าตามที่ติดป้ายเอาไว้ เช่นอาหารประเภท เก้ง และกวาง หรือแม้กระทั่งแย้

ซึ่งทางคณะเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาตักเตือนร้านอาหารต่างนั้น ก็เพราะไม่ต้องการให้นักท่องเที่ยวหรือประชาชนที่ไม่คุ้นเคยกับอาหารชนิดดังกล่าวนั้นถูกหลอก และไม่ต้องการให้แม่ค้าหรือพ่อค้าหลอกนักท่องเที่ยวและประชาชน เพราะอันที่จริงแล้ว การที่ร้านอาหารบอกกับลูกค้าหรือมีป้ายเขียนติดเอาไว้เพื่อให้ลูกเลือกสั่ง และจากการตรวจในครั้งนี้พบว่ามีร้านหนึ่ง มีป้ายแจ้งว่ามีผัดเผ็ดเก้ง ความจริงแล้วไม่ใช้เก้งแต่มันเป็นลูกวัว ส่วนผัดเผ็ดแย้ที่จริงคือนำนกกระทามาผัดแล้วอ้างว่าเป็นแย้ บางครั้งก็ใช้โครงกระดูกไก่มาสับให้ละเอียดแล้วบอกว่าเป็นผัดเผ็ดแย้ เป็นต้น ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ได้ว่ากล่าวตักเตือนพร้อมกับให้นำป้ายที่ที่ติดเอาไว้ว่าเป็นของป่านั้นออกไป และถ้าหากมีการตรวจพบในวันข้างหน้า ร้านค้าที่ถูกตักเตือนมาก่อนก็จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ได้ไปสุ่มตรวจภายในตลาดสด มีป้ายที่ติดเอาไว้ว่าเป็นเก้ง แต่กลับเป็นเนื้อ โดยนำลูกวัวมาทำด้วยการแช่เลือด ให้มีสีแดงลักษณะคล้ายกับเนื้อของสัตว์ป่า และที่หนักไปกว่านั้นเมื่อตกถึงยามบ่ายเนื้อที่แช่ด้วยเลือดก็จะกลายเป็นสีดำ ซึ่งสีจะไม่เหมือนกับเนื้อของสัตว์ป่า ดังนั้นจึงนำสีย้อมผ้ามาย้อมเนื้อ เพื่อให้กลายเป็นสีแดง และคงทนไปจนถึงช่วงเย็น ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่อันตรายต่อสุขภาพของประชาชนและนักท่องเที่ยวที่ได้รับประทานเข้าไป เพราะสีย้อมผ้านั้นมีสารก่อมะเร็ง จึงอยากฝากไปถึงประชาชนและนักท่องเที่ยวที่นิยมกินของป่าที่มีป้ายขายว่า สิ่งที่ท่านเห็น หรือรับประทานไปนั้นมันไม่ใช่อาหารป่าอย่างที่ท่านคิด แต่มันเป็นเนื้อวัว หรือนกกะทานั่นเอง เพราะปัจจุบันอาหารป่าเหล่านี้ไม่มีแล้ว และเมื่อประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา เราได้เข้าไปสุ่มตรวจที่ตลาดสดอีกครั้งหนึ่งปรากฎว่าไม่พบการกระทำดังกล่าวแล้ว

และหลังจากนี้คณะเจ้าหน้าที่จะได้ร่วมกับทางจังหวัด และเชิญเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ รวมทั้งสาธรณสุขจังหวัด มาร่วมกันตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง และหากพบว่ามีการฝ่าฝืนก็จะต้องดำเนินคดีกับพ่อค้าหรือแม่ค้าตามกฎหมาย ซึ่งถือว่าไม่คุ้ม และจะทำให้การท่องเที่ยวของจังหวัดกาญจนบุรีเสียหายไปด้วย

นายสิขกพงษ์ กล่าวต่อว่า และอีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญที่คณะเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจตราร้านอาหารที่มีป้ายขายอาหารป่า ก็มาจากกระแสข่าวที่นายวิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตก พร้อมเจ้าหน้าที่ ร่วมกันจับกุมตัวนายเปรมชัย กรรณสูตร ประธานบริหารและกรรมการ บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) พร้อมพวก 4 คน ที่เข้าไปยิงเสือดำ ตามที่กำลังเป็นข่าวโด่งดังอยู่ในขณะนี้ เราก็ได้ประชาสัมพันธ์ให้ร้านอาหารต่างๆ ช่วยกันรณรงค์ ไม่จำหน่ายอาหารป่า รวมทั้งรณรงค์ไม่ให้ประชาชนมานิยมกินของป่า ซึ่งเมื่อไม่มีคนขายก็จะไม่มีคนกิน และเมื่อไม่มีคนกิน ก็จะไม่มีคนขาย ปัจจุบันสัตว์ป่าบ้านเราเริ่มลดน้อยลงทุกที เชื่อว่าหากประชาชนทุกคนช่วยกันรณรงค์ ร่วมกันรักษาป่า จะทำให้สัตว์ป่ามีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน โดยเฉพาะเสือดำ