สารสีน้ำเงิน จากสาหร่ายที่มากมายด้วยคุณค่าคุณทราบไหมว่า

ไม่เพียงแต่สารสีเขียวจากสาหร่าย หรือที่เรียกว่า “คลอโรฟิลล์” ที่เรารู้จักกันทั่วไปแล้วนั้น ยังมีสารสีอีกหลายชนิดที่สามารถพบได้เช่นกันในสาหร่ายและมีประโยชน์มากมาย ซึ่งที่รู้จักกันดีและอยู่ในกระแสขณะนี้ อย่างเช่น แอสต้าแซน-ทีน จากสาหร่ายสีแดง หรือแม้แต่ บีตา-แคโรทีน เป็นต้น

ยังมีสารสีอีกชนิดหนึ่งที่มีประโยชน์มากมายไม่แพ้กัน แต่อาจจะยังไม่เป็นที่คุ้นเคยและอยู่ในกระแสสักเท่าไร นั่นคือ “สารสีน้ำเงิน” ซึ่งเป็นหนึ่งในสารสีหลายชนิดที่สามารถพบได้ในสาหร่าย

อาจจะมีคำถามตามอีกว่า เจ้าสารสีน้ำเงินที่สามารถพบได้ในสาหร่ายคืออะไร

แท้จริงแล้วสารสีน้ำเงินจากสาหร่ายมีชื่อเรียกว่า “ไฟโคไซยานิน” (Phycocyanin) เป็นโปรตีนสีน้ำเงิน ละลายน้ำได้ อยู่ในกลุ่มไฟโคบิลิโปรตีน (Phycobiliprotein) ซึ่งสามารถดูดซับพลังงานแสงที่ช่วงความยาวคลื่นแสง 610-620 นาโนเมตร สารสีน้ำเงินหรือไฟโคไซยานินนี้ สามารถพบได้ในสาหร่ายกลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไซยาโนแบคทีเรีย โดยเฉพาะสาหร่ายเกลียวทอง หรือแม้แต่สาหร่ายสีแดงจนกระทั่งสาหร่ายสีทอง โดยทั่วไปถ้าไฟโคไซยานินที่ได้จากสาหร่ายกลุ่มไซยาโนแบคทีเรีย มักนิยมเรียกว่า ซี-ไฟโคไซยานิน ส่วนไฟโคไซยานินที่พบในสาหร่ายสีแดงมักจะเรียกว่า อาร์-ไฟโคไซยานิน

สารสีน้ำเงิน หรือไฟโคไซยานินจากสาหร่าย สามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์มากมายหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านอุตสาหกรรมอาหารคน เช่น การนำไปใช้เป็นส่วนผสมในอาหารชนิดต่างๆ ในแง่ของการเพิ่มสีสัน เช่น ไอศกรีมหมากฝรั่ง ลูกอม แม้กระทั่งเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ เช่น น้ำอัดลม ส่วนอุตสาหกรรมอาหารสัตว์นิยมนำไปใช้เป็นส่วนผสมกับอาหารสัตว์น้ำชนิดต่างๆ เช่น ปลาและกุ้ง เป็นต้น เพื่อเพิ่มการเจริญเติบโตให้กับสัตว์น้ำ เนื่องจากคุณสมบัติการเป็นโปรตีนของสารสีน้ำเงิน หรือไฟโคไซยานินนั่นเอง นอกจากนี้ ยังสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง ในแง่ของการเป็นสารสีธรรมชาติที่ใช้แทนสีสังเคราะห์ ซึ่งนับว่ามีความปลอดภัยสูง เช่น การผลิตลิปสติก ดินสอเขียนขอบตา

ไม่เพียงแต่ประโยชน์ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องสำอางเท่านั้น ยังพบว่าในด้านการแพทย์สารดังกล่าวมีคุณสมบัติการมีความไวต่อการดูดกลืนแสง จึงสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องหมายติดฉลากฟลูออเรสเซนต์ โดยใช้เป็นสารตรวจติดตามเนื้องอกในการบำบัดรักษา ความสามารถในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ความสามารถเป็นสารต้านการอักเสบ สารปกป้องเซลล์ตับ เซลล์มะเร็ง และการอักเสบตามข้อต่างๆ ซึ่งสารสีน้ำเงิน หรือไฟโคไซยานินสามารถจำเพาะต่อการยับยั้งเอนไซม์ไซโคออกซีจีเนส-2 ซึ่งเป็นสาเหตุในการกระตุ้นให้เกิดการอักเสบหรือเกิดมะเร็งนั่นเอง และจากการศึกษาในสัตว์ทดลองประเภทหนู ยังพบว่า สารสีน้ำเงิน หรือไฟโคไซยานินมีความสามารถในการต้านทานความเครียดที่มีสาเหตุมาจากโรคทางระบบประสาท เช่น อัลไซเมอร์ และพาร์กินสันด้วยเช่นกัน

จากผลกระทบจากน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน หลายพื้นที่ในภาคใต้ ทำให้ชาวสวนยางพาราขาดรายได้ ไม่สามารถกรีดยางพาราได้ จนต้องร้องขอเงิน ช่วยเหลือจากรัฐบาล ครอบครัวละ 3,000 บาท

อีกด้านหนึ่ง เมื่อ ผลผลิตยางที่หายไป เพราะน้ำท่วม ทำให้ราคายางพาราพุ่งสูงขึ้นเป็นอย่างมาก ล่าสุดราคารับซื้อยางแผ่นดิบอยู่ 77-80 บาท ต่อกิโลกรัม แต่ คาดว่า คงไม่เกิน 100 บาทแน่นอน

พาไปรู้จักกับบริษัทสตาร์ทอัพต่างแดนที่ชื่อว่า Perfect Day ซึ่งมากับคอนเซ็ปต์ขายไอเดียคนรุ่นใหม่ใส่ใจโลก มีความเป็นอิโค่รักษ์สิ่งแวดล้อมกับการผลิตน้ำนมโดยไม่ใช้วัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์อันเกี่ยวเนื่องจากสัตว์ พร้อมกับการมุ่งไปที่เทรนด์สุขภาพ ด้วยการพยายามสร้างน้ำนมที่มีโภชนาการ ปลอดภัย และยั่งยืนมากกว่าฟาร์มปศุสัตว์ที่ด้านหนึ่งก่อมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมกับการพยายามขายไอเดียว่า น้ำนมคราฟต์ของเขาจะมีรสชาติไม่ต่างจากนมวัว

สำหรับ Perfect Day เป็นบริษัทสตาร์ทอัพสัญชาติอเมริกันอยู่ในแคลิฟอร์เนีย ซึ่งออกมาประกาศจะผลิตน้ำนมในกระบวนการปราณีตระดับที่เขาบอกว่า เหมือนการผลิตคราฟต์เบียร์ ซึ่งต้องการทำการตลาดผลิต คราฟต์ มิลค์ ออกมาให้ได้ในปลายปี 2017 นี้

โดยวิธีผลิตเขาอธิบายว่าใช้กรรมวิธีแบบทำมือทีละขั้นละตอนให้เหมือนการผลิตคราฟต์เบียร์ที่มีความปราณีตในรสชาติ โดยยืนยันว่าผลทดสอบออกมานั้นให้รสชาติไม่ต่างจากดื่มนมวัว โดยใช้ยีสต์จากนมธรรมชาติที่ผ่านกระบวนการหล่อเลี้ยงทางวิทยาศาสตร์ และลงลึกระดับอีโค่ด้วยการหล่อเลี้ยงยีสต์นั้นด้วยน้ำตาล ซึ่งที่มาผ่านกระบวนการพลังงานทดแทนที่ไม่รบกวนสิ่งแวดล้อม

โดยทางผู้ผลิตระบุว่าน้ำนมแบบ คราฟต์ มิลค์ จะมีการเติมโปรตีน วิตามินและแร่ธาตุให้ได้รับสารอาหารเช่นเดียวกับนมวัว และตั้งใจว่าผลิตภัณฑ์นี้จะทำให้ใช้ได้ไปถึงอาหารที่มีส่วนประกอบของนมวัวอาทิชีสโยเกิร์ตโกโก้ ไอศครีม และพิซซ่า

แนวคิดของสตาร์ทอัพรายนี้ เริ่มตั้งแต่ปี 2014 จากสองหนุ่มที่อยากจะแบ่งปันความชอบกินชีส แต่พวกเขาคิดว่าทุกวันนี้ตลาดผลิตภัณฑ์อาหารจากนมที่เติบโตขึ้นล้วนเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำจากวัตถุดิบของสัตว์และเห็นว่าอยากจะมีทางเลือกใหม่ๆจึงได้นำไอเดียไปหารือกับทีมกับเชฟนักออกแบบอาหารนักโภชนาการ นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร ในการสร้าง “อาหารที่ผลิตจากนม” โดยไม่ใช้วัตถุดิบจากสัตว์

ส่วนชื่อสตาร์ทอัพ Perfect Day นั้น มาจากนักวิทยาศาสตร์ 2 คน ที่ค้นพบฟาร์มปศุสัตว์ และกำลังฟังดนตรีสบายอารมณ์เหมือนอย่างเพลงดัง Perfect Day ของศิลปินผู้ล่วงลับระดับตำนานลู รีด นั่นเอง

ขณะที่อ่านมาถึงตรงนี้แนวคิดผลิต คราฟต์ มิลค์ จะช่วยด้านสิ่งแวดล้อมแค่ไหน เขาแจกแจงว่า จะช่วยลดการใช้พลังงานได้ 65 % ลดการใช้พื้นที่ทำปศุสัตว์ได้ 91% ลดการปล่อยมลภาวะและช่วยลดปัญหาก๊าซเรือนกระจกได้ 84% และลดการใช้น้ำ 98%

เหล่าบรรดานักคิดนักวิทย์เหล่านี้มีความฝันให้การผลิตน้ำนมสุดธรรมชาตินี้เข้ามาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกไม่เพียงแต่แค่วังวนในอุตสาหกรรมปศุสัตว์เท่านั้น

กรมส่งเสริมการเกษตร ออกมาเตือนเกษตรกรผู้ปลูกพืชตระกูลแตงทางภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้ระวังโรคราน้ำค้างระบาด เนื่องจากช่วงนี้อากาศหนาว มีหมอกและน้ำค้างลงในช่วงเช้า อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการระบาดอยู่ระหว่าง 16-27 องศาเซลเซียส และความชื้นสูงเหมาะต่อการเจริญของเชื้อรา สาเหตุของโรคจะขยายลุกลามได้รวดเร็ว ในเมล่อน แคนตาลูป หรือแตงโม อาจทำให้ความหวานลดลง ผลผลิตไม่ได้คุณภาพ

โรคราน้ำค้าง จัดว่าเป็นโรคที่สำคัญของพืชตระกูลแตงทุกชนิด เช่น แตงโม แตงกวา แตงร้าน มะระ ฯลฯ ส่วนพวกตำลึง บวบ ฟักทอง ฟักข้าว ไม่ค่อยพบโรคนี้ระบาด สปอร์ของเชื้อสาเหตุสามารถปลิวไปตามน้ำ ลม ติดไปกับแมลง สัตว์ เครื่องมือการเกษตรและมนุษย์ เช่น ด้วงเต่าแตง ลักษณะอาการในระยะแรก จะพบกลุ่มราสีขาวหรือสีเทาบนใบพืช ต่อมาสังเกตเห็นหลังใบเป็นสีเหลืองอ่อน แผลค่อนข้างเป็นเหลี่ยม แล้วพัฒนาเป็นสีน้ำตาลอ่อนไปจนเข้มประปรายทั่วใบ

อาการรุนแรงจะทำให้ใบแห้งและเหี่ยว อาการจะปรากฏบนใบแก่โคนเถาก่อนโรคระบาดรวดเร็วมากจะทำให้เถาแตงเหี่ยวตายหมดทั้งเถาได้ในเวลาที่อากาศชื้นในตอนเช้า จะสังเกตเห็นกลุ่มสปอร์เชื้อราที่ด้านท้องใบคล้ายผงแป้งได้เด่นชัดกว่าเวลาอื่นๆ โรคนี้มักจะระบาดรุนแรงและรวดเร็วเมื่อแตงกำลังให้ผล ทำให้เถาแตงตายไปก่อนที่แตงจะสุกแก่พร้อมเก็บเกี่ยว

กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำวิธีการป้องกันกำจัด ดังนี้

1. สำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
2. เก็บใบหรือส่วนที่เกิดโรค นำไปเผาทำลาย
3. บำรุงรักษาต้นพืชให้สมบูรณ์ แข็งแรง
4. ก่อนปลูกควรคลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดโรคพืช เอพรอน อัตรา 7 กรัม ต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม
ถ้ามีหมอกและน้ำค้างจัดในช่วงเช้า ควรพ่นด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น ริโดมิลเอ็มแซด อาลิเอท ดาโคนิล หรือ วามีนเอส พ่นสลับกันเพื่อป้องกันเชื้อต้านทานสารเคมี อัตราส่วนตามคำแนะนำในฉลาก
พ่นน้ำล้างใบในช่วงเช้าพร้อมการให้น้ำ แล้วพ่นน้ำส้มควันไม้ อัตรา 100 ซีซี ต่อน้ำ 12 ลิตร ให้ทั่วทรงพุ่มทุก 7-10 วัน
ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถแจ้งการระบาดและขอคำปรึกษาในการป้องกันกำจัดได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ในวันนี้ กรมปศุสัตว์ร่วมกับองค์กรภาคเอกชนอย่าง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ผลิตอาหารและปล่อยคาราวานรถบรรทุกอาหารสัตว์ จำนวน 100,000 กิโลกรัม เพื่อนำไปช่วยเหลือเกษตรกรนำไปฟื้นฟูสุขภาพสัตว์เลี้ยงขนาดใหญ่อย่างโค กระบือ แพะ แกะให้แข็งแรงขึ้น หลังจากขาดแคลนหญ้าแห้งเพราะน้ำท่วมสูง และเส้นทางจราจรตัดขาด และเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรในภาคใต้มีเสบียงอาหารสำหรับสัตว์อย่างเพียงพอในช่วงฟื้นฟูหลังน้ำท่วม

“ขบวนรถบรรทุกอาหารสัตว์จะนำอาหารสัตว์นำไปส่งที่ปศุสัตว์จังหวัดในพื้นที่ชุมพร สุราษฎร์ธานี และพัทลุง เพื่อนำไปผสมกับหญ้าแห้ง ก่อนนำไปแจกจ่ายให้เกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมต่อไป เพื่อให้สัตว์ดังกล่าวได้รับสารอาหารครบถ้วน และมีสุขภาพแข็งแรงขึ้น” นสพ.สรวิศกล่าว

ที่ผ่านมา ซีพีเอฟเป็นองค์กรหนึ่งที่ให้การสนับสนุนกรมปศุสัตว์ โดยได้สนับสนุนผลิตภัณฑ์ข้าวปรุงสำเร็จพร้อมรับประทาน (รีทอร์ต) 3,300 ซอง ไข่สมุนไพร 4,000 ฟอง และน้ำดื่ม 20,000 ขวด ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้ขนขึ้นเฮลิคอปเตอร์นำไปส่งให้ผู้ประสบภัยในพื้นที่ภาคใต้แล้ว

นายเรวัติ หทัยสัตยพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟสนับสนุนภารกิจกรมปศุสัตว์ในการให้ความช่วยเหลือทั้งพี่น้องเกษตรกรและสัตว์เลี้ยงที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง ในวันนี้ ซีพีเอฟสนับสนุนอาหารสัตว์ 100,000 กิโลกรัมคิดเป็นมูลค่า 1,000,000 บาท เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรได้มีอาหารไว้ดูแลสัตว์อย่างเพียงพอ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังช่วยอาหารไก่เนื้อ และอาหารสุกร ให้กับสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดพังงาและกระบี่อีกด้วย เพื่อร่วมช่วยให้เกษตรกรมีเสบียงอาหารสัตว์ที่มีคุณภาพไว้เลี้ยงสัตว์ได้อย่างเพียงพอ ลดความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากน้ำท่วมใหญ่ในครั้งนี้

นับตั้งแต่ภาคใต้ประสบวิกฤตน้ำท่วมจนถึงปัจจุบัน ซีพีเอฟได้ผนึกกำลังจากทุกหน่วยงานทั้งสำนักงานส่วนกลางและส่วนภูมิภาคในพื้นที่ภาคใต้ให้ความช่วยเหลือเรื่องอาหารและน้ำดื่มเพื่อบรรเทาทุกข์ของพี่น้องประชาชนชาวใต้อย่างต่อเนื่อง ได้สนับสนุนผลิตภัณฑ์อาหารสด อาทิ ไข่ไก่กว่า 1 แสนฟอง เนื้อไก่และเนื้อหมูน้ำหนักรวมกว่า 5 ตัน และน้ำดื่มซีพีกว่า 40,000 ขวด รวมถึงอาหารสำเร็จรูปพร้อมทาน ข้าวรีทอร์ท 5,700 ซอง ข้าวสาร อาหารแห้งและถุงยังชีพ ขณะเดียวกัน ชาวซีพีเอฟจิตอาสายังร่วมกันลงพื้นที่ช่วยปรุงอาหาร และนำไปแจกจ่ายถึงมือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ประสบภัยอย่างใกล้ชิด ทั้งในจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง ชุมพร กระบี่ สงขลา สุราษฎร์ธานี และล่าสุดที่ประจวบคีรีขันธ์

สำหรับหน่วยงานที่ซีพีเอฟได้สนับสนุนอาหารสดและน้ำดื่มไปแล้ว ได้แก่ กองทัพภาคที่ 4 เหล่ากาชาดจังหวัดสุราษฎร์ธานี ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยจังหวัดชุมพร มูลนิธิมุทิตาจิตธรรมสถานสุราษฎร์ธานี สรรพากรเขตนครศรีธรรมราช งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเทศบาลตำบลมะกอกเหนือ อ.ควนขนุน จ.พัทลุง มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช วิทยาลัยอาชีวศึกษานครศรีธรรมราช รวมทั้งยังนำผลิตภัณฑ์อาหารมอบผ่านสื่อมวลชน ทั้ง สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เพื่อร่วมสนับสนุนมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก เครือเนชั่น สื่อมวลชนจังหวัดกระบี่ รวมถึงโรงครัวของสถานีโทรทัศน์ TNN24

เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่ยังคงเดินทางมาเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท อย่างต่อเนื่องเป็นจำนวนมาก เอสซีจี จึงได้ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร และ กระทรวงอุตสาหกรรม สร้างสุขาเพื่อประชาชนระบบน็อกดาวน์บริเวณท้องสนามหลวงฝั่งด้านเหนือเพิ่มเติม เป็นจุดที่ 4 และ 5 เพื่อรองรับการใช้งานของประชาชนได้ตั้งแต่วันนี้ (16 ม.ค. 2560) เป็นต้นไป ซึ่งสุขาดังกล่าว มีการแยกเป็นสุขาชาย-หญิง อย่างชัดเจน ใช้งานได้สะดวก พร้อมทั้งยังมีการดูแลรักษาความสะอาดให้ถูกสุขอนามัยตลอด 24 ชม. อีกด้วย

การส่งมอบสุขาเพื่อประชาชนครั้งนี้ มี นายยุทธนา เจียมตระการ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่- การบริหารกลาง เอสซีจี เป็นผู้ส่งมอบให้กับ นายภัทรุตม์ ทรรทรานนท์ ปลัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะเป็นหน่วยงานรับผิดชอบดูแลภาพรวมความเรียบร้อยของการใช้งานต่อไป และได้รับเกียรติจาก นางสาวนิสากร จึงเจริญธรรม รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมเป็นสักขีพยานในครั้งนี้ด้วย

ทั้งนี้ สำหรับที่มาของสุขาเพื่อประชาชน เกิดขึ้นหลังได้รับการประสานจากกระทรวงอุตสาหกรรม เอสซีจีจึงจัดทำสุขาน็อกดาวน์แห่งแรกอย่างเร่งด่วนให้แล้วเสร็จใน 3 วัน พร้อมใช้งานตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. 2559 ที่ผ่านมา โดยผนึกกำลังหน่วยงานในเครือเอสซีจีและคู่ธุรกิจ 13 บริษัท ใช้นวัตกรรมที่ออกแบบเฉพาะกิจเพื่อความสะดวก ถูกสุขอนามัย คำนึงถึงผู้ใช้งานหลากหลายวัย แยกเป็นส่วนสุขาชาย-หญิง สุขาสำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ และเด็ก ใช้งานได้พร้อมกันสูงสุดครั้งละ 40 คน ซึ่งสุขาเพื่อประชาชนดังกล่าว ผลิตและประกอบภายในโรงงาน SCG Heim ที่จังหวัดสระบุรี ก่อนเคลื่อนย้ายและยกมาติดตั้งที่บริเวณท้องสนามหลวง จุดแรกบริเวณใกล้พระบรมมหาราชวัง จุดที่ 2 บริเวณสวนสันติพร (กองสลากเดิม) จุดที่ 3 บริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ส่วนจุดที่ 4 และ 5 ล่าสุด อยู่บริเวณท้องสนามหลวงฝั่งเหนือ ข้างเต๊นท์พักคอย ก. และหลังเต๊นท์พักคอย จ. ทั้งนี้ สุขาดังกล่าวเป็นระบบน็อกดาวน์กึ่งถาวรที่สามารถเคลื่อนย้ายโครงสร้างทั้งหมดไปติดตั้งในสถานที่อื่นๆ ได้ หากจะมีการปิดพื้นที่ท้องสนามหลวงเพื่อสร้างพระเมรุต่อไป

เมื่อวันที่ 18 มกราคม ที่จ.เชียงราย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสภาพอากาศที่เย็นลงอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะดอยช้าง หมู่3 ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย มีอากาศที่หนาวเย็นมาตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน ปีที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบัน ซึ่งถือว่าอากาศหนาวเย็นอย่างต่อเนื่อง อุณหภูมิโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 10-15 องศาเซลเซียส ซึ่งอากาศที่หนาวเย็นทำให้ดอกพญาเสือโคร่ง หรือซากุระเมืองไทย ในศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเชียงราย (วาวี) ดอยช้าง และหมู่บ้านดอยช้าง เริ่มผลิดอกสีชมพูสวยงามและเบ่งบานขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ในบางจุดของศูนย์วิจัย ดอกพญาเสือโคร่งผลิบานเป็นแนวยาวตามถนน ซึ่งเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ขณะที่ต้นซากุระที่ขึ้นต้นอยู่ตามสองข้างทางก่อนเข้าสู่หมู่ ได้เริ่มผลิดอกอย่างสวยงามจนเป็นที่ประทับใจแก่ผู้ที่เดินทางขึ้นลงดอยช้างในเส้นทางนี้ ซึ่งในพื้นที่จังหวัดเชียงรายถือว่าที่ดอยช้าง ต้นพญาเสือโคร่ง หรือซากะรุเมืองไทยมีมากอีกแห่งหนึ่ง

นายประสงค์ มั่นสลุง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเชียงราย สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 1 จากข้อมูล ของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเชียงราย (วาวี) ดอยช้าง ในพื้นที่ดอยช้าง มีต้นพญาเสือโคร่ง หรือ ซากุระเมืองไทย ตามขุนเขาต่างๆ ประมาณ 100,000 ต้น และคาดว่าภายในสัปดาห์หน้าจนถึงสิ้นเดือนมกราคม60 ดอกพญาเสือโคร่งจะบานเต็มที่และสวยงามมากขึ้น ซึ่งการผลิบบานของดอกนั้นอาจมีสลับกันไป

นายสัตวแพทย์อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ได้ปรับแผนขับเคลื่อนการดำเนินงานของกรมให้สอดรับกับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่กำหนดให้ “ปี 2560 เป็นปีแห่งการยกระดับมาตรฐานการเกษตรสู่ความอย่างยั่งยืน” โดยกรมมีเป้าหมายจะพัฒนาฟาร์มเลี้ยงสัตว์เข้าสู่มาตรฐาน จีเอพี เพิ่มขึ้น ทั้งฟาร์มโคนม โคเนื้อ ไก่เนื้อ ไก่ไข่ เป็ดเนื้อ และสุกร พร้อมส่งเสริมและพัฒนาโรงฆ่าสัตว์สู่มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด มีการปรับปรุง พ.ร.บ. ควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ (ฉบับใหม่) โครงการ “ปศุสัตว์ OK” เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตเนื้อสัตว์ สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ โดยปี 2559 ได้รับรองสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ถึง 2,616 แห่ง จากที่ตั้งเป้าไว้ 2,000 แห่ง และปีนี้ตั้งเป้าเพิ่มอีก 2,000 แห่ง รวม 4,616 แห่ง

“ปี 2560 ประเทศไทยจะต้องไม่มีโรงฆ่าสัตว์เถื่อนอีกต่อไป ส่วนปี 2562 โรงฆ่าสัตว์ขนาดใหญ่จะต้องเข้าสู่มาตรฐาน จีเอ็มพี ทั้งหมด รวมทั้งโรงฆ่าสัตว์ขนาดเล็กและขนาดกลาง จะปรับปรุงและพัฒนายกระดับเข้าสู่มาตรฐานตามกฎหมายทั้งหมด ภายในปี 2564 เพื่อเตรียมพร้อมการแข่งขันที่จะเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต” นายสัตวแพทย์อภัย กล่าว

นายสัตวแพทย์อภัย กล่าวถึงการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ ปี 2560 คาดว่าปีนี้การส่งออกสินค้าเนื้อไก่สดและไก่สดแช่เย็น/แช่แข็งมีแนวโน้มค่อนข้างดี เนื่องจากสามารถเปิดตลาดสาธารณรัฐเกาหลีได้เป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปี คาดว่าปีนี้จะส่งเนื้อไก่สดไปยังสาธารณรัฐเกาหลีได้ไม่น้อยกว่า 40,000 ตัน มูลค่าประมาณ 3,600 ล้านบาท และสิงคโปร์ได้ประกาศรับรองอนุญาตให้โรงงานผลิตเนื้อไก่สดแช่แข็งของไทยส่งออกได้เพิ่มอีก 20 โรงงาน เริ่มส่งออกตั้งแต่เดือนมกราคมนี้เป็นต้นไป ทำให้คาดว่าการส่งออกเนื้อไก่สดแช่แข็งของไทยไปยังสิงคโปร์จะขยายตัวเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 5,000 ตัน มูลค่ากว่า 400 ล้านบาท และปีถัดไปคาดว่าปริมาณและมูลค่าส่งออกจะเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ ในปี 2559 ที่ผ่านมา ไทยสามารถส่งออกสินค้าปศุสัตว์ไปยังสิงคโปร์ได้ราว 16,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า ประมาณ 2,340 ล้านบาท

“กรมปศุสัตว์ยังเตรียมผลักดันการส่งออกไข่และผลิตภัณฑ์ไข่ไปตลาดสิงคโปร์ เกาหลีใต้ และสหภาพยุโรป (อียู) ด้วย และยกระดับมาตรฐานคุณภาพไข่ปลอดภัย โดยคาดว่าปีนี้ยังคงเป็นอีกหนึ่งปีทองของสินค้าปศุสัตว์ส่งออก ทั้งเนื้อ นม ไข่ และอาหารสัตว์ รวมทั้งตลาดและราคาสินค้าปศุสัตว์ภายในประเทศจะมีเสถียรภาพที่ดี” นายสัตวแพทย์อภัย กล่าว

ราคายางไทยใกล้แตะ กก.ละ 100 บาท เหตุสต๊อกขาด-จีนกว้านซื้อผลิตยางล้อรถยนต์ส่งสหรัฐ หนี “ทรัมป์” รีดภาษีเพิ่ม 10% ราคาล่าสุดแผ่นรมควันชั้น 3 จ่อทะลุ 86 บาท/กก. หลังน้ำท่วมใต้ ตลาดยางภาคอีสาน-เหนือสุดคึกคัก พ่อค้าแห่ตุนเก็งกำไร ขณะที่ผู้ซื้อรายใหญ่เล่นเกมฉวยโอกาสกดราคาซื้อจากชาวสวน

นายบุญส่ง นับทอง นายกสมาคมชาวสวนยางกระบี่และที่ปรึกษาสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ 12 จังหวัดภาคใต้ว่า น้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ครั้งนี้ เกษตรกรชาวสวนยางพาราประสบปัญหาหนักมาก เหตุน้ำท่วมครั้งนี้ไม่เหมือนกับทุกครั้งที่เคยเกิดขึ้นที่จะท่วมนานแค่ 2-3 วันเท่านั้น

สำหรับตัวเลขของทางการที่รายงานว่าชาวสวนยางได้รับความเสียหาย 7 หมื่นครอบครัวนั้น เท่าที่หารือกันในเครือข่ายชาวสวนยางภาคใต้รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 1 แสนครอบครัวอย่างแน่นอน หากประเมินขั้นต่ำที่ครอบครัวละ 10 ไร่จะเสียหายถึง 1 ล้านไร่ มากกว่าตัวเลขทางการที่รายงานเสียหายประมาณ 5.5 แสนไร่ถึง 1 เท่าตัว ในขณะที่สวนปาล์ม ร้านค้า บ้านเรือนก็ได้รับความเสียหายมากเช่นกัน สวนปาล์มที่ถูกน้ำท่วมอาจอยู่ได้ 3 เดือน แต่สวนยางถ้าเกิดน้ำท่วมระลอกสาม และถ้าท่วมนาน 1 เดือน เพราะท่วมตั้งแต่ปลายปี 2559 ต้นยางอาจทิ้งใบทั้งหมด ถ้าไปกรีดยางจะทำให้ต้นตายได้

ผลผลิตลด ราคาพุ่งโลละ 100

ในส่วนราคายาง มีโอกาสสูงที่จะพุ่งขึ้นถึง กก.ละ 100 บาท funnypatentsandinventions.com จากราคาล่าสุดวันที่ 12 ม.ค. 2560 ที่ผ่านมา ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ประมูลที่ตลาดกลางยางพาราหาดใหญ่ จ.สงขลา กก.ละ 85 บาทเศษ เนื่องจากความต้องการในตลาดโลกมีสูงมาก แต่เมื่อไทย อินโดนีเซีย มาเลเซียและกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านไทยประสบภัยธรรมชาติ คาดว่าผลผลิตยางของไทยปี 2560 นี้จะลดลงประมาณ 5-7 แสนตัน/ปี เหลือประมาณ 3.5-3.7 ล้านตัน/ปี เพราะไทยซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ประสบปัญหาหนักมาก

รวมทั้งสวนยางพาราขนาดใหญ่ในภาคใต้ 50-70% ขาดแคลนแรงงาน เนื่องจากช่วงราคายางเหลือ กก.ละ 30 บาทเศษ แรงงานกรีดยางที่มีฝีมือมีรายได้ไม่ถึงวันละ 300 บาท จึงย้ายไปทำงานประเภทอื่นแทน

ชี้จีนเร่งผลิตล้อยางส่งสหรัฐ

นอกจากนั้นประเทศผู้ซื้อรายใหญ่คือจีนมีความต้องการยางสูงมากเพราะต้องเร่งผลิตยางล้อรถยนต์ส่งเข้าสหรัฐอเมริกาเพราะกลัวนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐจะเก็บภาษีนำเข้า 10% ตามที่หาเสียงไว้ และก่อนหน้านั้นจีนชะล่าใจ จะมาซื้อยางไทยในเดือน ธ.ค. 2559-ก.พ. 2560 ที่ผลผลิตยางออกมากไปผลิตและทดแทนสต๊อกที่ลดลงไปมาก แต่เมื่อไทยและประเทศผู้ปลูกยางในอาเซียนประสบภัยน้ำท่วม จึงเกิดปัญหาและไล่ราคาซื้อยางสูงขึ้น

แม้แต่ตลาดโตคอม ตลาดซื้อขายยางล่วงหน้าของญี่ปุ่นราคาซื้อวันที่ 12 ม.ค.ที่ผ่านมาพุ่งขึ้นถึง 10 เยน/กก.ภายในวันเดียว ซึ่งไม่เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้มาตั้งแต่ปี 2554 อย่างไรก็ตาม ราคาที่พุ่งสูงในช่วงนี้ ชาวสวนยางไทยอย่าแห่ปลูกกันอีก เพราะราคาที่ขึ้นแรง เวลาลงอาจลงแรงได้เช่นกัน

ด้านนายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่าสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ที่ส่งผลให้พื้นที่สวนยางได้รับความเสียหายประมาณ 700,000 ไร่ และเกษตรกรไม่สามารถออกไปกรีดยางได้นั้นทำให้ผลผลิตยางพาราหายจากตลาดประมาณ 8% ในขณะที่ความต้องการยังมีอย่างต่อเนื่อง ราคายางจึงปรับเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามในขณะนี้อยากให้ทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับเกษตรกรเป็นหลักเนื่องจากเป็นฝ่ายที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

ดังนั้นหลังน้ำลดนี้ต้องเร่งฟื้นฟูสวนยางกันใหม่หมดส่วนยางในสต๊อก300,000 ตันที่จะเปิดประมูลขายในวันที่ 17-18 มกราคมนี้ถือว่า ไม่มีความเกี่ยวข้องกันโดยสิ้นเชิง เนื่องอยู่กันคนละตลาด ราคาจะต่างกันอยู่แล้วระหว่างยางเก่ากับยางใหม่ โดยศาลก็พิจารณาแล้วน่าจะเข้าใจกันร่วมกันดีแล้ว ยางเก่านี้ต้องใช้เทคนิคการปรับสภาพอีกมากก่อนนำไปใช้ ในขณะที่ยาง 300,000 ตันเป็นปริมาณน้อยมากเมื่อเทียบกับตลาดยางของโลกที่มีปีละ 12-13 ล้านตัน อีกทั้ง กยท.ใช้วิธีระบายครั้งละลอตปริมาณไม่มากเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง ดังนั้นจึงคาดว่าการระบายยางครั้งนี้จะเป็นผลดีกับทุกฝ่าย

ขณะที่พ่อค้ายางในภาคอีสานเปิดเผยว่าสถานการณ์ราคายางมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นอีก เนื่องจากผลผลิตยางจะลดลงในช่วงฤดูแล้งนี้ สวนยางพาราในภาคอีสานบางแห่งเริ่มที่จะปิดกรีดเพราะใบร่วงแล้ว แต่หากสภาพอากาศยังคงหนาวเย็นก็ยังสามารถเปิดกรีดได้ไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งส่วนใหญ่จำหน่ายเป็นยางก้อนถ้วย รวมทั้งปัจจัยปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ทำให้สวนยางเสียหายและกรีดไม่ได้มาหลายเดือนทำให้ยางหายไปจากตลาดจำนวนมาก

อย่างไรก็ตามในช่วงนี้แม้ราคาประมูลยางพาราในตลาดกลางหาดใหญ่จะมีราคาดีมากเช่น ยางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ที่ 85 บาทเศษ/กก. แต่ผู้ซื้อรายใหญ่ในภาคอีสานที่มีอยู่ประมาณ 4 รายก็เสนอราคารับซื้อจากเกษตรกรต่ำกว่าราคาในตลาดกลาง 1-2 บาท/กก. หากต้องการได้ราคาที่สูงกว่านี้ก็ต้องขนยางไปขายที่ภาคใต้เอง ซึ่งตอนนี้ยางจากภาคอีสานไม่สามารถขนส่งไปขายที่ภาคใต้ได้หลังเกิดอุทกภัยใหญ่กว่า 10 วันแล้ว

ยางส่งออกทะลุ 92 บาท/กก.

ขณะเดียวกันบรรยากาศการซื้อขายยางในภาคอีสานและภาคเหนือก็มีความคึกคักมาก โดยมีพ่อค้ารายย่อยหน้าใหม่ ๆ ได้ตระเวนแย่งซื้อยางไปตุนเพื่อเก็งกำไรไว้ขายต่อในช่วงยางขาขึ้นตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าราคาอาจทะลุถึง100บาท/กก.ในช่วงฤดูแล้งที่จะถึงนี้ ส่วนผลผลิตยางในมือเกษตรกร และสถาบันเกษตรกรก็มีจำนวนไม่มาก เพราะต้องนำออกมาขายหารายได้มาจุนเจือครอบครัว จึงไม่สามารถเก็บสต๊อกยางไว้ได้ สุดท้ายยางก็จะตกไปอยู่ในมือพ่อค้าในช่วงราคาดี แต่ช่วงนี้ก็ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางยิ้มได้ เพราะมีกำลังซื้อที่ดีขึ้นกว่าเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา