สาวหัวใจเกษตร ลาออกจากราชการ ผลิตผักเชียงดา ส่งตลาด

สร้างรายได้อย่างต่ำเดือนละหมื่น คุณโสภา สุขแสนโชติ จากข้าราชการเปลี่ยนอาชีพเป็นเกษตรกร ผลิตผักเชียงดาส่งตลาด รายได้อย่างต่ำเดือนละหมื่น

คุณโสภา สุขแสนโชติ หรือ พี่ต้อย ของน้องๆ ลาออกจากราชการ หันมาประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำหลายอย่าง และหนึ่งในนั้นคือ ผักเชียงดา พี่ต้อยเล่าให้เราฟังว่า จบการศึกษาทางด้านการเกษตรจากเกษตรน่าน รุ่นที่ 36 ก็เข้ารับราชการจนเมื่อ ปี 2556 ก็ตัดสินใจอำลาชีวิตราชการ มาทำการเกษตรร่วมกับครอบครัวทั้งสามีและลูกชาย โดยพี่ต้อยช่วยงานทุกคนมาตลอด จนเมื่อไม่นานมานี้จึงเริ่มผลิตผักเชียงดาอย่างจริงจัง

เมื่อช่วงต้นปี 2554 ได้นำผักเชียงดามาปลูกไว้ 2 ต้น ตายไป 1 ต้น โดยซื้อมาจากตลาดคำเที่ยง จังหวัดเชียงใหม่ เหตุที่นำผักเชียงดามาปลูกหลังบ้านก็เพราะชอบกินแกงผักเชียงดามาตั้งแต่เล็กๆ ถูกปลูกฝังให้กินผักพื้นบ้านทุกชนิด ที่บ้านเกิดบ้านป่าซาง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย คุณพ่อ คุณแม่ ได้ปลูกไว้ 4-5 ต้น ตอนเด็กๆ คุณแม่ใช้ให้ไปเก็บผักเชียงดามาประกอบอาหารอยู่เป็นประจำ เช่น แกงใส่ปลาแห้ง ใส่แกงแค เอามาผัดไข่ ลวกกินกับน้ำพริก และตำมะม่วง ทุกคนในครอบครัวจะชื่นชอบมากๆ ผักเชียงดายิ่งเด็ดยอดก็จะยิ่งแตกยอดอย่างรวดเร็ว ญาติๆ และเพื่อนบ้านต่างก็มาเด็ดยอดไปประกอบอาหาร ที่บ้านจะไม่หวงเผื่อแผ่กันไป เพราะบางบ้านเขาก็ไม่มีที่ดินกว้างพอจะปลูกผักกินได้

ที่บ้านสวนไร่แสนสุข มีต้นผักเชียงดาอยู่ต้นเดียว ปลูกใกล้ๆ กับต้นน้อยหน่า เถาของผักเชียงดาจะพันต้นน้อยหน่าเป็นเถาใหญ่มาก มักจะเด็ดยอดผักเชียงดาใส่แกงแคและลวกจิ้มน้ำพริก แต่ไม่พอจะเอามาแกงใส่ปลาแห้งสักที จึงคิดจะปลูกเพิ่ม เพื่อให้เพียงพอที่จะเด็ดยอดมาแกงสำหรับคนในครอบครัว 4 คน จึงได้ตัดเถามาชำไว้ในโรงเรือนเพาะชำ 50 กิ่ง วันหนึ่งแม่ค้าที่มาซื้อมะนาวในสวน ซึ่งมาเป็นประจำ ได้เห็นกิ่งชำผักเชียงดากำลังผลิใบแตกยอดสวย แม่ค้าบอกว่าให้ปลูกเยอะๆ จะได้รับไปขายให้ เพราะเป็นผักพื้นบ้านที่หายาก บางที่ชาวบ้านเก็บมาขายแค่กำสองกำ คนซื้อจะซื้อไปแกงไม่พอ เพราะมีน้อย น่าจะปลูกมากๆ ได้ขายแน่นอน วางตลาดในหมู่บ้าน ตลาดแม่ทองคำ รวมถึงตลาดในเมืองพะเยาก็ได้ คุณโสภาไปสำรวจตลาดในตัวเมืองพะเยา โดยแม่ค้ารับซื้อผักมาจากชาวบ้านที่ปลูก เลยลองซื้อมา 3 กำ กำๆ ละ 10 บาท เอามาเช็กดู 1 กำ น้ำหนัก 1 ขีด หรือ 100 กรัม แม่ค้าบอกว่าซื้อมากิโลกรัมละ 70 บาท เสร็จแล้วนำมาแบ่งเป็นกำ ขายกำละ 10 บาท จะขายได้ทั้งหมด 100 บาท

สำหรับอีกเหตุผลหนึ่งที่อยากปลูกผักเชียงดาให้มากๆ ก็เพราะมีความตั้งใจที่จะให้สวนชื่อ ไร่แสนสุข เป็นสวนที่มีผักพื้นบ้านหลายๆ ชนิด ที่กินแล้วมีประโยชน์ปลอดภัย อยากใช้ชีวิตหลังเกษียณ กินอยู่ง่ายๆ โดยเฉพาะผักพื้นบ้าน กินได้ไม่เบื่อและประกอบอาหารได้หลายๆ อย่าง เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2559 วันพืชมงคล จึงปลูกผักเชียงดาตามแนวถนนเข้าบ้าน ปลูกเป็น 2 แถว แถวละ 35 ต้น รวมเป็น 70 ต้น 40 ต้น ปักชำเอง จากกิ่งต้นเชียงดาที่มีอยู่หลังบ้านอีก 30 ต้น ได้รับการสนับสนุนจากรุ่นพี่เกษตรน่าน ผอ. สุภาวรรณ กิตติพัฒนวิทย์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรเชียงใหม่ หรือพืชสวนเชียงใหม่ ที่อำเภอดอยสะเก็ด ปัจจุบัน สามารถเก็บขายส่งให้แม่ค้าที่มารับซื้อถึงสวน วันหนึ่งมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 350-400 บาท

สำหรับข้อมูลทางวิชาการของผักเชียงดา เป็นผักท้องถิ่นของทางภาคเหนือ และเป็นพืชผักสวนครัว ที่เราจะนำดอกและยอดอ่อนมาทำเป็นอาหาร โดยผักเชียงดามีทั้งที่ขึ้นอยู่ในป่าและที่นำมาปลูกเพื่อการบริโภค ชนิดที่ขึ้นในป่ามีรสชาติขมกว่าชนิดที่ปลูกตามบ้าน และมีลักษณะของใบที่ใหญ่กว่าด้วย แต่สีของใบจะเข้มน้อยกว่า ส่วนลักษณะของผักเชียงดาที่ปลูกนั้นมีลักษณะเป็นไม้เลื้อย ลำต้นสีเขียว ส่วนต่างๆ ที่อยู่เหนือดินมีน้ำยางใสสีขาวคล้ายน้ำนม ใบเป็นใบเดี่ยวสลับ ดอกออกเป็นช่อที่ง่ามใบ ดอกสีเหลืองหรือสีเหลืองอมส้มหรือสีเขียว ผลออกเป็นฝักรูปร่างคล้ายหอก

สำหรับสรรพคุณทางสมุนไพรของผักเชียงดา มีสรรพคุณในการแก้ไข้ แก้แพ้ แก้หวัด โดยนำใบสดของผักเชียงดามาตำ จนละเอียดแล้วใช้พอกบริเวณกระหม่อม ใช้รักษาอาการท้องผูก แก้โรคริดสีดวงทวาร ทำให้ระบบการขับถ่ายดีขึ้น โดยชาวบ้านจะนำผักเชียงดามาแกงกับผักตำลึงและยอดชะอม มีฤทธิ์ช่วยควบคุมการทำงานภายในร่างกาย ให้เป็นไปอย่างปกติ โดยเฉพาะการกินผักเชียงดาในช่วงหน้าร้อนจะช่วยระบายความร้อนในร่างกายได้ดี ช่วยกำจัดสารพิษต่างๆ ที่ตกค้างอยู่ในร่างกาย รวมถึงไขมันส่วนเกินที่สะสมอยู่ในลำไส้ โดยจะควบคุมปริมาณของไขมันในร่างกายให้มีความสมดุล ช่วยฟื้นฟูและบำรุงตับอ่อนให้แข็งแรง ทำให้การทำงานของตับอ่อนเป็นไปอย่างปกติ สามารถช่วยลดน้ำหนักได้ เนื่องจากผักเชียงดามีฤทธิ์ทำให้มีการนำน้ำตาลไปเผาผลาญมากกว่าการนำไปสร้างไขมัน จึงไม่มีไขมันสะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายนั่นเอง บรรเทาอาการปวดข้อหรือปวดกระดูกจากโรคเกาต์ และยังช่วยลดอาการปวดเมื่อยจากการทำงานหนัก ช่วยบรรเทาอาการป่วยจากโรคภูมิแพ้และโรคหอบหืด

จากสรรพคุณทางยาของผักเชียงดาในข้างต้นนี้ ปัจจุบัน จึงได้มีการนำมาผลิตเป็นยาในรูปแบบของยาแคปซูล เพราะคุณสมบัติของผักเชียงดานั้นยังสามารถนำมาใช้เพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วยได้อีกสารพัดโรค เช่น แก้ปวดหัว ทำให้เจริญอาหาร ลดไข้ ขับเสมหะ ช่วยระงับประสาท ฯลฯ ผักเชียงดาเป็นพืชผักที่ปลูกง่าย เพราะนอกจากจะขึ้นเองตามธรรมชาติแล้ว ก็ยังสามารถนำมาขยายพันธุ์ได้ด้วยการปักชำกิ่งหรือการเพาะเมล็ด โดยจะเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนและมีการระบายน้ำดี มักนิยมปลูกอยู่ตามริมรั้วหรือปล่อยให้ขึ้นเลื้อยไม้อื่นก็ได้

ละออง ภูจวง อายุ 34 ปี ปัจจุบัน อยู่บ้านเลขที่ 71 หมู่ที่ 16 ตำบลขามเฒ่าพัฒนา อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม โทรศัพท์ (087) 145-6552 เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) ซึ่งได้ใช้ความพยายามฟันฝ่าปัญหาอุปสรรคจนประสบผลสำเร็จระดับหนึ่ง เป็นแบบอย่างแก่เยาวชนและเกษตรกรทั่วไป

คุณละออง เล่าให้ฟังว่า หลังจากสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เมื่อปี 2544 ได้ไปสมัครงานและเข้าทำงานที่บริษัท ไทยซัมมิกฮาร์เนส นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี แผนกวางแผนและควบคุมการผลิต ตำแหน่งพนักงานทั่วไป ทำหน้าที่แจกจ่ายเอกสาร และธุรการทั่วไป ทำงานได้ 9 ปี และระหว่างนี้ยังศึกษาต่อจนจบ ปวส. ที่โรงเรียนเทคโนโลยีศรีราชา (ภาคค่ำ 2 ปี) อีกด้วย

ตลอดระยะเวลาของการทำงานที่บริษัท ไทยซัมมิกฮาร์เนส นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เป็นไปด้วยดีด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจทำ เป็นที่ยอมรับของนายจ้าง และเป็นที่รักใคร่ของพี่ เพื่อน และน้องๆ ในบริษัท แม้การทำงานที่บริษัทจะไม่มีปัญหาเกิดขึ้น แต่ปัญหาเรื่องส่วนตัวเริ่มเกิดขึ้นด้วยสำนึกต่อผู้มีพระคุณที่ให้กำเนิดเริ่มเข้าสู่วัยชรา ไม่มีคนดูแล ประกอบกับไม่มีผู้เลี้ยงดูลูก ด้วยความสำนึกต่อผู้มีพระคุณและแผ่นดินเกิด จึงคิดที่จะกลับไปหางานทำที่บ้าน หาอาชีพที่จะต้องมีรายได้เพื่อนำมาจุนเจือครอบครัวหลังจากที่ต้องลาออกจากงานที่บริษัท

น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ที่บ้านเกิด

แนวคิดเริ่มแรกเมื่อเดินทางกลับบ้านเกิดคือ การน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามรอยพ่อหลวง โดยได้รับแรงบันดาลใจจากคุณลุงท่านหนึ่งที่เล่าให้ฟังและใช้ชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการดำรงอยู่และปฏิบัติตนอยู่บนเส้นทางสายกลาง อยู่บนความพอเพียง ซึ่งหมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร

ซึ่งได้ฟังแล้วคิดว่าเราน่าจะทำได้ เพราะเราอยู่กับการทำการเกษตรมาตั้งแต่แรกเกิด จึงได้เริ่มศึกษาหาความรู้ตามหนังสือบ้าง ทางอินเตอร์เน็ตบ้าง พร้อมได้เล่าให้ครอบครัวฟังว่าอยากทำการเกษตรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่จะช่วยให้ครอบครัวอยู่ได้แบบยั่งยืน แต่ทุกคนในครอบครัวไม่เห็นด้วย เพราะต้องมีการปรับพื้นที่โดยการปรับพื้นที่นามาขุดสระน้ำและให้เป็นสวน ซึ่งต้องใช้เงินลงทุน แต่ตนเองก็ไม่ละทิ้งแนวคิดทำการเกษตรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หลังจากลาออกจากงานที่บริษัท ก็เริ่มทำความฝันตนเองให้เป็นจริง เริ่มต้นด้วยการปลูกผักที่ตัวเองชอบกิน รวมถึงพืชผักสวนครัวต่างๆ ไปพร้อมกับการปลูกพลู ปลูกกล้วย และอื่นๆ ที่กินได้ เหลือกินก็นำไปขายให้ชาวบ้านและชุมชนใกล้เคียง ขณะเดียวกัน ก็ได้เข้ารับการฝึกอบรมตามโครงการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ส่วนราชการจัดขึ้น ทำให้ได้รู้วิธีการและเทคโนโลยีการผลิตแบบใหม่ๆ จึงมีแนวคิดที่จะขยายพื้นที่เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม โดยทุกครั้งที่ไปเรียนและเข้ารับการฝึกอบรมจะมีคำถามจากคนรอบข้างตลอดว่าจะเรียนไปทำไม แค่ปลูกผักใครๆ ก็ทำได้

วันหนึ่ง คุณลุงเล่าให้ฟังว่า มีการเปิดรับสมัครเข้าร่วมโครงการพระราชดำริฯ จำนวน 5 คน นับเป็นโอกาสอันดี จึงสมัครเข้าเป็นนักเรียนในโครงการพระราชดำริฯ หลักสูตรการดำรงชีวิตตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียงและองค์กรภาคี โครงการรณรงค์เพื่อน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสร้างภูมิคุ้มกันชุมชน ทำให้ได้ความรู้โดยมีหลักการสำคัญที่นำมาปรับใช้ในการทำการเกษตรคือ การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เป็นขั้นตอนตามลำดับความจำเป็น ประหยัด การพึ่งพาตนเอง ส่งเสริมความรู้ และเทคนิควิชาการสมัยใหม่ที่เหมาะสม รวมทั้งส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้น ยังมุ่งเน้นการสร้างกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้ชุมชนสามารถวิเคราะห์ปัญหา และความต้องการของชุมชน สามารถวางแผนการผลิตที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ และความพร้อมของเกษตรกรได้ด้วยตนเอง โดยใช้กระบวนการแบบมีส่วนร่วมของเกษตรกร

การทำการเกษตรเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ขณะเดียวกัน ได้รับการคัดเลือกจากสำนักงานเกษตรอำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม และได้รับการคัดเลือกเป็นวิทยากรต้นแบบ โครงการเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) จังหวัดมหาสารคาม กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ความสำเร็จการทำการเกษตรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

มีพื้นที่ทั้งหมด 12 ไร่เศษ เริ่มจากขุดสระน้ำในไร่นา 1 บ่อ แล้วปลูกพืชผัก ไม้ผล และอื่นๆ 2 ไร่ เมื่อมีรายได้จึงนำเงินมาขุดบ่อเพิ่มอีก 1 บ่อ ปัจจุบัน ขยายพื้นที่ปลูกออกเป็น 4 ไร่ 52 ตารางวา โดยปลูกพืชหลากหลายชนิด ดังนี้

กล้วย 120 กอ มี 20 สายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์กล้วยหอมขอนแก่น หอมไต้หวัน หอมทุเรียน กล้วยไข่กำแพงเพชร กล้วยนาก กล้วยหมูสีข้าวก่ำ กล้วยหมูสี กล้วยเขียวใหญ่ กล้วยเล็บมือนาง กล้วยหอมมอญ กล้วยตีบ กล้วยเทพนม กล้วยหักมุก กล้วยน้ำว้า กล้วยเต่า กล้วยพะโล และกล้วยงาช้าง
ข่า 350 กอ มี 3 สายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ข่าเหลือง ข่าใหญ่ และข่าแดง ขายหน่อ 5-7 หน่อ/10 บาท และขายพันธุ์ถุงละ 25 บาท ต้นขจร 60 ต้น
มะนาวพันธุ์แป้นพิจิตร 60 ต้น และพันธุ์ตาฮิติ 2 ต้น ไม้ผล มี มะม่วง ขนุน มะขามหวาน มะขามเปรี้ยว และส้มโอ รวม 25 ต้น
พลู 200 หลัก ราคาขาย 100 ใบ/25-30 บาท มีรายได้ทุกวัน เฉลี่ยเดือนละไม่น้อยกว่า 3,000 บาท
ผลิตผักปลอดสารพิษ หลายชนิด เช่น คะน้า ผักสลัด หอม ฯลฯ เพาะผักสวนครัวไว้สำหรับแจกจ่ายผู้ที่มาเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงอีกจำนวนหนึ่ง
เลี้ยงปลา 2 บ่อ มีปลาธรรมชาติ และปล่อยปลาตะเพียน ปลานวลจันทร์ และปลาหมอ เลี้ยงหมูหลุม 4 ตัว เลี้ยงเป็ดและเลี้ยงไก่พันธุ์พื้นเมือง ประมาณ 50 ตัว และทำนา 8 ไร่
นวัตกรรมที่นำมาใช้ในไร่นา คือได้คิดค้นสกีต่อพ่วงกับรถไถเดินตาม ประโยชน์ คือลดต้นทุนการผลิตไม่ต้องจ้างรถปั่น ไร่ละ 250 บาท ลดต้นทุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยไร่ละ 40 บาท ประหยัดเวลาจากการใช้รถไถเดินตามทำได้ 4-5 ไร่/วัน ถ้านั่งสกีทำได้ 8-10 ไร่/วัน และยังสะอาดเรียบร้อยไม่มีวัชพืช และยังนำปุ๋ย OM การผลิตสมุนไพรไล่แมลงมาใช้ในฟาร์มด้วย

ผลจากการดำเนินงานทำให้มีผลิตผลการเกษตรประเภทพืชผัก ปลา และสัตว์ปีก ที่เป็นอาหารที่ปลอดภัยในครัวเรือนและผลผลิตในส่วนที่เหลือยังนำไปจำหน่ายในชุมชน ทำให้มีรายได้ 400-500 บาท/วัน สำหรับสัตว์และไม้ผลทำให้มีรายได้เดือนละ 12,000-13,000 บาท ทั้งนี้ ตลอดปีทั้งปีมีรายได้เฉลี่ยปีละ 220,000 บาท ส่งผลให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุขและยั่งยืน

คุณละออง บอกว่า ทุกครั้งที่มีเงินรายได้จากการจำหน่ายผลิตผล จะแบ่งออกเป็นส่วนๆ ส่วนหนึ่งเก็บออมไว้ อีกส่วนไว้เป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัวและเป็นเงินลงทุนในการทำการเกษตร และอีกส่วนจะพาครอบครัวไปศึกษาดูงานเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเกษตรกรต้นแบบที่ประสบผลสำเร็จในแต่ละด้าน รวมถึงทุกครั้งเมื่อมีการจัดฝึกอบรมเพื่อให้รู้ว่าการทำการเกษตรจะต้องไม่หยุดนิ่ง ต้องพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เมื่อได้รับการถ่ายทอดแล้วก็นำเรื่องการคิดต้นทุนในการผลิตมาใช้ก่อนที่จะลงมือทำการผลิตพืชแต่ละชนิดก่อน

การขยายผลสู่ชุมชน

วิสัยทัศน์คือ “ยึดมั่นในปรัชญา, พัฒนาตามขั้นตอน, สอนให้พึ่งตนเอง” จากความสำเร็จในการทำเกษตรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เมื่อปี 2558 ได้รับการคัดเลือกจากจังหวัดมหาสารคาม ให้จัดตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรอินทรีย์ ประจำตำบลขามเฒ่าพัฒนา

ท่านที่เคารพครับ จะเห็นว่าคุณละอองเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความกตัญญูต่อพ่อแม่แล้วกลับมาฟื้นฟูอาชีพแบบดั้งเดิมให้เป็นอาชีพใหม่ที่ลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ และลดความเสี่ยงด้านการตลาดและราคา มีรายได้และผลตอบแทนที่ดี โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้มีความสุข ท่านที่สนใจจะแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคุณละออง ติดต่อได้ที่ โทร. (087) 145-6552 หรือ Facebook ละออง ภูจวง หรือ ID Line : ละออง และ YSF มหาสารคาม

สวนแสนปาล์มที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน มีความสวยงามและทรงคุณค่าอย่างยิ่ง ผู้มีบทบาทสำคัญในฐานะที่ปรึกษาใหญ่คือ อาจารย์ปิฏฐะ บุนนาค ซึ่งรู้จักกันในนาม “บิดาปาล์มประดับของเมืองไทย” โดยมีคณะทำงานเจ้าภาพคือ รองศาสตราจารย์ชูเกียรติ รักซ้อน และคุณมานิจ หรือรณภูมิ สุขีวงศ์ รวมทั้งท่านอื่นอีกจำนวนมาก

คุณมานิจ สุขีวงศ์ เกิดบริเวณที่ตั้งของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสนในปัจจุบัน คุณพ่อเป็นผู้ใหญ่บ้าน เมื่อทางราชการเวนคืนที่ดินสร้างมหาวิทยาลัย ชาวบ้านต้องย้ายไปอยู่ที่อื่นจำนวนกว่า 2 หมู่บ้าน ผู้บริหารมหาวิทยาลัยช่วงนั้นคือ ดร.วัฒนา เสถียรสวัสดิ์ ได้ให้คุณพ่อของคุณมานิจช่วยพูดคุยและดูแลชาวบ้านที่ต้องย้ายถิ่นฐาน ตัวคุณมานิจเองหลังจากเรียนจบชั้นมัธยมต้นแล้ว เขาได้ศึกษาต่อทางด้านการเกษตรที่เกษตรจันทบุรี

หลังเรียนจบระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพเมื่อปี 2521 คุณมานิจมาทำงานในสำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จากนั้นได้ศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม หน้าที่รับผิดชอบคือ ส่งเสริมความรู้ทางการเกษตร รวมทั้งฝึกวิชาชีพ

ลุยงานอย่างต่อเนื่อง

งานส่งเสริมและฝึกอบรมทางด้านการเกษตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ถือว่าสร้างประโยชน์ให้คนในวงกว้าง คุณมานิจทำงานอย่างแข็งขัน ขณะเดียวกันก็ร่วมกับคณาจารย์ตั้งสมาคมเกี่ยวกับการเกษตรขึ้น เช่น สมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทย ชมรมกวาง แต่ที่เจ้าตัวพบหนทางของตนเองคือการก่อตั้งสมาคมปาล์มประดับแห่งประเทศไทย ซึ่งเกิดขึ้นใกล้เคียงสวนแสนปาล์ม

การมีส่วนร่วมในงานดังกล่าว นอกจากในมหาวิทยาลัยแล้ว นอกมหาวิทยาลัยก็ยังมีงานจัดภูมิทัศน์สถานที่สำคัญของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน โดยจัดภูมิทัศน์ที่โรงงานกษาปณ์ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร (สปก.) และที่อื่นๆ โดยคุณมานิจเป็นแกนในการทำงาน และยังมีส่วนจัดการสวนจนถึงปัจจุบัน

ระหว่างการทำงาน คุณมานิจใช้ความรู้และประสบการณ์เต็มที่โดยเฉพาะการจัดสวน รวมถึงการใช้ประโยชน์จากต้นไม้ “ตั้งแต่เรียนอยู่จันทบุรี รู้จักปาล์มประดับอย่างหมากหัวลิง หมากงาช้าง ได้รับความรู้จากอาจารย์บัญญัติ บุญปาล อาจารย์ประเสริฐ ยมมรคา อาจารย์ประสาน ทองอำไพ เมื่อมีการฝึกอบรมการปลูกปาล์มประดับเพื่อการค้า มีอาจารย์ปิฏฐะ บุนนาค เป็นวิทยากร ผมเป็นผู้ทำงาน ร่วมจัดฝึกอบรมด้วย” คุณมานิจเล่า

ต้องสร้างอู่สร้างบ้าน

เนื่องจากที่ดินของบรรพบุรุษถูกเวนคืน คุณมานิจจึงใช้ที่ดินรอบๆ บ้านพักในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ ซึ่งก็หนีไม่พ้นปาล์ม

เมื่ออายุได้ 40 ปี เขาปรึกษาภรรยาคือคุณลิ้นจี่ซึ่งเป็นข้าราชการในมหาวิทยาลัยเช่นเดียวกันในเรื่องการสร้างรวงรัง

“ครอบครัวเป็นหลัก ภรรยาเข้าใจ อย่างไรต้องมีอู่ มีบ้าน มีที่ดินก่อน จะอาศัยบ้านหลวงไปตลอดคงไม่ไหว จึงคิดหาซื้อที่ดิน จริงๆ แล้วค่าใช้จ่ายเรามีอยู่ 2 ส่วน ส่วนแรกจ่ายในชีวิตประจำวันเช่น ค่าอาหาร ค่าสังคม และส่งลูกเรียน เมื่อต้องการซื้อที่ดินก็มีรายจ่ายส่วนที่ 3 เข้ามาคือต้องจ่ายค่าที่ดิน ผมเริ่มจากศูนย์ ระบบราชการมีสหกรณ์ออมทรัพย์ให้กู้ยืม” คุณมานิจบอก

คุณมานิจซื้อที่ดินห่างจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสนไม่เกิน 10 กิโลเมตร ตรงนั้นคือบ้านเลขที่ 100 หมู่ 5 ตำบลห้วยหมอนทอง อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เขาซื้อที่ดินเมื่อปี 2535 จำนวน 6 ไร่ ราคาไร่ละ 8 หมื่นบาท ทางเข้าเป็นถนนลูกรังไม่มีไฟฟ้าใช้ เมื่อมีที่ดิน เขาตะลุยปลูกปาล์มประดับ เจ้าของตั้งชื่อบ้านว่า “สุขีวังปาล์ม”

ปี 2550 เขาซื้อที่ดินเพิ่มอีก 14 ไร่ ราคาไร่ละ 1.2 แสนบาท ตอนนี้มีถนนลาดยางและมีไฟฟ้าใช้ “เรามาทางด้านการเกษตร ไปทำอสังหาริมทรัพย์คงไม่ไหว ผมปลูกปาล์มประดับเพื่อการค้า ทำพืชไร่ต้องทำตลอดเวลา ทำปาล์มยิ่งโตมูลค่ายิ่งสูงขึ้น ช่วงนั้นปาล์มราคาดี 3 ต้นแสนก็ได้ 3 ต้นล้านก็ได้ ที่นิยมตอนนั้นอินทผลัมใบเงิน หงส์เหิร อ้ายหมี…มีอยู่ช่วงหนึ่งผมขายปาล์ม 100 ต้นได้เงิน 5 แสนบาท นำมาสร้างบ้าน”

คุณมานิจเล่าถึงการซื้อขายปาล์มประดับว่า “ปาล์มยังไปได้ไหม…เป็นวัฏจักรหมุนรอบหนึ่งกลับมาอีกรอบหนึ่ง แต่รอบใหม่ดีกว่ารอบเก่า รอบแรกอาจจะใช้สะเปะสะปะ 150 ชนิด ราคาแพง รอบที่ 2 อาจจะเหลือ 80 ชนิด รอบที่ 3 อาจจะเหลือไม่เท่าไหร่ รอบที่ 4 อาจจะใช้เป็นกลุ่มหลายชนิด ราคาถูกตั้งแต่ปี 2534 เริ่มมีการปลูกและใช้ปาล์มจริงจัง ประเทศเจริญแล้วใช้ปาล์มประดับ แต่ต้องใช้ให้เป็น ปี 2558 ใช้ต้นใหญ่ ไม้ประดับถนนใช้มาก ตาลโตนด อินทผลัมใบเงิน ใช้เป็นวินด์เบรค เช่น ทำเนียบรัฐบาล ใช้ต้นใหญ่ เปลี่ยนรูปโฉมการใช้ปาล์มมีหลายชนาด ตั้งแต่ต้นเท่าดินสอ จนถึงขนาดถัง 200 ลิตร ต้องเรียนรู้การใช้ ใบก็แตกต่างกัน”

ลาออกก่อนเกษียณ ทำในสิ่งที่ตนเองชอบ

เมื่ออายุได้ 56 ปี ลูกชาย 2 คน เรียนจบและทำงานหมดแล้ว คุณมานิจลาออกจากงานขณะที่ภรรยายังทำงานอยู่ในพื้นที่ 20 ไร่ เขายังมีปาล์มประดับ แต่ที่ทำเพิ่มเติมคือ นาข้าว ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ดีปลี

“ปาล์มใครจะซื้อมาชี้เอา ผมทำนาปลูกข้าวไรซ์เบอรรี่จำนวน 4 ไร่ ปีหนึ่งทำได้ 2 ครั้ง มีโรงสีอยู่ไม่ไกล ทำนาไม่ยาก ใช้โทรศัพท์ ให้รถมาไถ มาเกี่ยว เราเป็นผู้จัดการ แต่ต้องดูเรื่องปุ๋ยและศัตรูข้าว ข่าก็ปลูก วิธีปลูกข่า หากต้องการปลูกแล้วขุดยกกอใช้เวลา 4 เดือน แต่หากปลูกเพื่อสางทยอยขายใช้เวลา 6 เดือนเริ่มสางได้ ก่อนปลูกต้องไปแจ้งโควต้าที่ตลาดปฐมมงคล นครปฐม มะกรูด ปลูกเพื่อตัดใบ ปลูกครั้งเดียวอยู่ได้นาน ดีปลีมี 200 ค้าง” คุณมานิจเล่าถึงกิจกรรม

พอใจในสิ่งที่ทำ

คุณมานิจบอกว่า เรื่องรายได้จากกิจกรรมไม่เน้นมาก ปาล์มประดับอาจจะขายได้ครั้งละแสน นาข้าวขายผลผลิตไร่ละหมื่นบาท โดยมีต้นทุน 6 พันบาท ข่าขายได้กิโลกรัมละ 25 บาท

“ผมพอใจได้ที่ดิน สุขกายสุขใจ มีเพื่อนมาคุย สุขภาพดี ได้บรรยากาศที่เราชอบ ได้จัดสวน อยากปลูกตรงนั้นตรงนี้ ได้พูดคุย รายได้พอๆ กับรายจ่าย บางปีขาดทุนนิดหน่อยก็ไม่เป็นไร จะทำผสมผสาน หากช่วงมีงานมากก็จ้างคนมาช่วยงานมากหน่อย เราคอยดูแล ถ่ายรูปส่งไปให้เพื่อนดู ถ่ายภาพนะชอบสร้างภาพ ตอนนี้เป็นปู่เป็นย่าแล้ว ไม่ใช่ตายายเพราะมีแต่ลูกชาย มีเวลาก็ตระเวนเยี่ยมญาติ เลี้ยงรุ่นปีละ 1-2 ครั้ง ไปงานศพของพ่อแม่เพื่อนๆ”

คุณมานิจเล่าอย่างมีความสุขและบอกต่ออีกว่า “หากมีคนอยากทำเกษตร ต้องมีที่ดิน น้ำ ไฟ…ไฟในที่นี้หมายถึงอุณหภูมิ อากาศเป็นอย่างไร ต้องดูบริเวณนั้นว่าเขาปลูกอะไรกัน แถวนี้ปลูกข่า นาข้าว ดีปลี หากอยู่เชียงใหม่ต้องปลูกลำไย นอกจากเก็บเงินซื้อที่แล้ว แต่ละคนก็มีเทคนิคในการทำเกษตรแตกต่างกัน ผู้ที่เกษียณ หากไม่มีที่ดินไม่มีต้นทุนมาก่อน ควรพิจารณาให้ดี”

นับเป็นคนวัยเกษียณที่ได้ทำในสิ่งที่ตนเองชอบจริงๆ เมื่อหลายวันก่อนผู้เขียนมีโอกาสเป็นคณะกรรมการประกวดผลงานเด่นหมู่บ้านปรองดอง ซึ่งประกวดผลงานทั้งสิ้น 5 กิจกรรม และหนึ่งในนั้นคือ กิจกรรมสวนผักบ้านพอเพียง ได้ลงพื้นที่หมู่ที่ 11 บ้านต๊ำพระแล ตำบลบ้านต๊ำ อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา ประทับใจ เมื่อเห็นผลงานและข้อเท็จจริงการปลูกผักสวนครัวหรือผักผลไม้สำหรับบริโภคในครัวเรือน เพื่อลดรายจ่ายหากเหลือสามารถแบ่งแจกจ่าย หรือขายเป็นรายได้เข้าครอบครัวอีกด้วย ไปที่บ้านของ คุณพิมพ์นภา พรหมเสน ที่ปลูกพืชผักและไม้ยืนต้นไว้อย่างมากมาย รวมทั้งข้าวที่ปลูกแบบขั้นบันได

สอบถามคุณพิมพ์นภา ได้ความว่า เป็นภรรยาของผู้บริหารสำนักงานเขตการศึกษา และใช้บ้านพักเปิดร้านเสริมสวย หากว่างจากงานในช่วงกลางวัน หรือช่วงเช้าและเย็นที่ปลอดลูกค้าก็ลงทำสวน ซึ่งก็อยู่ในบริเวณบ้านเช่นกัน ทำการปลูกพืชผักและผลไม้ในบริเวณบ้าน มีแนวคิดจากการที่อยากจะมีอาหารที่สดและปลอดภัยไว้กิน จึงใช้ช่วงเวลาช่วงเช้าและช่วงเย็น ทำสวน โดยปลูกทุกอย่างที่กินได้ และเพื่อความสวยงามก็จะใช้พืชผักต่างๆ มาจัดสวนหย่อม ซึ่งได้ทั้งความสวยงามและเป็นแหล่งอาหาร

การปลูกผักตามฤดูกาลนั้นจะได้ผลดีกว่าทำนอกฤดู จะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคแมลงรบกวน ที่บ้านนี้จะใช้น้ำส้มควันไม้แทนยาฆ่าแมลง หน้าหนาวจะปลูกพืชผักพวกกะหล่ำปลี บล็อกโคลี่ คะน้า กะหล่ำดอก หน้าฝนจะปลูกพวกไม้เลื้อย เช่น บวบต่างๆ แตงกวา ฟักทอง ฟักเขียว หน้าร้อนแดดแรงมาก จะปลูกผักที่มีใบแข็งแรง เช่น พริก มะเขือ ข้าวโพด ฟักทอง กะเพรา โหระพา ซึ่งสามารถปลูกได้ทุกฤดูกาล ส่วนการทำนาในบ่อซีเมนต์ ในระยะยาวคิดว่าคุ้ม เพราะปลูกได้ปีละ 3 ครั้ง ไม่มีปัญหาเรื่อง ปู หอย ที่จะมากัดกินต้นข้าว ควบคุมปริมาณน้ำได้ ไม่ต้องใช้ยาฆ่าหญ้า เป็นข้าวที่ปลอดภัยจริง ในนายังสามารถเลี้ยงกบ ปลาดุก

เป็นการใช้พื้นที่คุ้มค่าตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง เป็นความสุขที่เราสร้างได้ มีหลายคนเข้ามาดูแล้วนำกลับไปปรับใช้ในพื้นที่หรือบ้านของตนเอง เมล็ดพันธุ์ผักต่างๆ เมื่อแก่ก็จะเก็บแล้วส่งให้คนที่ขอมาทางเฟซบุ๊ก โดยส่งให้สำหรับคนที่ส่งซองแสตมป์มาและจ่าหน้าซองถึงตนเองด้วย

จากคำถามที่ได้ความรู้ทางการเกษตรมาจากไหน คุณพิมพ์นภาบอกว่า เป็นลูกหลานของเกษตรกรอยู่แล้ว และศึกษาจากหนังสือและสื่อต่างๆ ซึ่งปัจจุบันมีมากมายหลายทาง แล้วนำมาปรับใช้ การทำการเกษตรของตนเองนั้นเกิดจากใจรักและเพื่อสุขภาพ ไม่ได้มีคนมาบอกว่าจะต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ เมื่อศึกษาพบและประกอบกับประสบการณ์ที่เห็นพ่อแม่ทำมาก่อน แต่เป็นการทำแบบวิถีเดิม ตนจึงนำมาปรับให้เข้ากับสภาพในปัจจุบัน

เกษตรกรรม เป็นกิจกรรมการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และประมง แต่การเลือกทำเพียงกิจกรรมเดียว จะมีความเสี่ยงค่อนข้างสูงที่จะไม่ได้รับผลผลิตเมื่อต้องประสบกับภัยสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ แต่ถ้าเลือกทำ “เกษตรผสมผสาน” คือมีตั้งแต่ 2 กิจกรรมขึ้นไป มีการวางแผนการผลิต ใช้ปัจจัยผสมผสานเพื่อลดต้นทุนการผลิต ความเสี่ยงก็ลดลง ในสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจแปรปรวนเกษตรผสมผสานจึงเป็นทางเลือกในการยกระดับรายได้เพื่อนำไปสู่การดำรงชีพที่มั่นคง วันนี้จึงนำเรื่อง เกษตรผสมผสาน วิถีพอเพียง บนพื้นที่ 2 ไร่ ที่สิงห์บุรี มาบอกเล่าสู่กัน

คุณยศพนธ์ ทัพพระจันทร์ Royal Online เกษตรจังหวัดสิงห์บุรี เล่าให้ฟังว่า จังหวัดสิงห์บุรีมีพื้นที่การเกษตร 418,781 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ทำนา 377,826 ไร่ พื้นที่ปลูกพืชไร่ 11,002 ไร่ พื้นที่ปลูกพืชสวน เช่น ปลูกไม้ผล พืชผัก 26,895 ไร่ พื้นที่เลี้ยงสัตว์ 1,189 ไร่ และพื้นที่ประมง 1,869 ไร่ ประชากรส่วนใหญ่ทำอาชีพเกษตรกรรม ทั้งทำการเกษตรเชิงเดี่ยว ทำไร่นาสวนผสม หรือเกษตรผสมผสาน

เกษตรผสมผสาน เป็นงานเกษตรที่ทำตั้งแต่ 2 กิจกรรม ขึ้นไป เพื่อลดความเสี่ยง โดยได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปฏิบัติตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ให้วางแผนการปลูกและผลิต ปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาที่มีประสิทธิภาพ ใช้ปัจจัยผสมผสานเพื่อลดต้นทุนการผลิต ให้ผลิตในระบบเกษตรดีที่เหมาะสม หรือ GAP (Good Agricultural Practice) ที่ได้ผลผลิตดี มีคุณภาพ หรือเป็นสินค้าโอท็อป (OTOP) ที่ตลาดต้องการ ทำให้เกษตรกรยกระดับรายได้ เพื่อการดำรงชีพที่มั่นคง