สาเหตุที่ทําให้มะม่วงไม่ติดผลมะม่วงไม่ติดผลนั้นมีหลาย

สาเหตุด้วยกัน 1. ปลูกชิดกันเกินไป ทรงพุ่มมะม่วงชนกัน แสงไม่พอ มะม่วงออกดอก ติดผลที่ปลายกิ่ง ทางแก้ก็กะระยะปลูกให้ห่างขึ้น

2. ต้นมีอายุมาก ทางที่ดีควรทําสาว โดยตัดแต่งกิ่ง

3. ก่อนที่จะออกดอก เจ้าของให้น้ำมะม่วง โดยเฉพาะต้นฤดูหนาว ทําให้อาหารของต้นไม่สมดุล มะม่วงแตกใบอ่อนแทน ทางที่ดีช่วงต้นหนาวควร งดให้น้ำมะม่วง

4. ความสมบูรณ์ของต้น ทางแก้คือ หากทําเป็นการค้า อาจจะใช้ปุ๋ยสูตร 8-24-24 หากปลูกไว้ดูเล่น การใส่ปุ๋ยก็เกินจําเป็น

พิจารณาจากข้อ 1-4 แล้วไม่ได้ผล ให้ใช้เลื่อย หรือขวาน หรือพร้าตัดโค่น ทิ้ง เปลี่ยนพันธุ์ใหม่ “ฮอลแลนด์” เป็นพันธุ์มะละกอสุกที่มีลักษณะเด่นคือไม่มีกลิ่นยาง รูปลักษณ์ทรงกระบอกคล้ายผลฟักอ่อน เนื้อหนา มีสีแดงอมส้ม ไม่เละ เปลือกหนา ทนทานต่อโรค มีรสหวาน ทั้งยังสามารถปลูกได้ทุกสภาพพื้นที่ ยกเว้นพื้นที่น้ำขัง ใช้ได้ทั้งปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก และปุ๋ยวิทยาศาสตร์ ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 7-8 เดือน น้ำหนักผลประมาณ 800-2,000 กรัม คุณสมบัติเช่นนี้จึงทำให้มะละกอฮอลแลนด์ได้รับความนิยมทั้งผู้ปลูกและผู้บริโภค และที่สำคัญมีตลาดรองรับแน่นอน

คุณพิพัฒน์ วิริวรรณ์ หรือ คุณโหน่ง อยู่บ้านเลขที่ 32/1 บ้านยางใหญ่ ตำบลยางใหญ่ อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี มีอาชีพปลูก-ขายมะละกอฮอลแลนด์ส่งตลาดใหญ่เมืองกรุง รวมทั้งพ่อค้าแผงทั้งในพื้นที่และอีกหลายแห่ง

ปัจจุบันคุณโหน่งอายุ 27 ปี แม้จะเข้าสู่วงการอาชีพปลูกมะละกอมาได้เพียงไม่กี่ปี แต่หนุ่มอุบลราชธานีคนนี้มีต้นทุนวิชาเกษตรมาจากพ่อ-แม่ ที่มีอาชีพเกษตรกรรมผสมผสานทั้งพืชไร่ พืชสวนสลับผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน ทำให้คุณโหน่งมีโอกาสคลุกคลีกับกิจกรรมเกษตรมาตั้งแต่วัยเด็ก

ช่วงเวลาหนึ่งคุณโหน่งได้ออกไปผจญกับชีวิตการทำงานแบบมนุษย์เงินเดือน จนเมื่อความคิดที่ต้องการกลับมาปักหลักชีวิตที่บ้านเกิดกับงานเกษตรกรรมที่คุ้นเคยแต่ยังไม่ลงตัวเพราะเล็งผลต้องทำเกษตรกรรมที่มีความยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตลาด

กระทั่งได้อ่านบทความในหนังสือพิมพ์เรื่องความสำเร็จจากการปลูกมะละกอสุกขายส่งตลาดใหญ่จนสร้างฐานะได้ดีจึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจให้คุณโหน่งในวัยตอนนั้นอายุเพียง 23 ปีเริ่มลงมือปลูกมะละกอในที่ดินของครอบครัวจำนวน 12 ไร่ตามกำลังทรัพย์ที่มี ซึ่งตอนนั้นในพื้นที่ยางใหญ่ยังไม่มีใครปลูกมะละกอสุกขายเลย

คุณโหน่งปลูกมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์ เหตุผลที่เลือกพันธุ์นี้เนื่องจากมีคุณสมบัติเด่นเรื่องขนาดผล คุณภาพเนื้อ มีรสหวาน หอม เหมาะกับการปลูกเป็นมะละกอสุก และจากคุณลักษณะเด่นดังกล่าวเป็นที่สนใจของตลาดผู้บริโภคทั่วประเทศรับซื้ออย่างต่อเนื่อง

พื้นที่ใช้ปลูกมะละกอมีจำนวนทั้งหมด 40 ไร่ แบ่งออกเป็นโซนปลูกหมุนเวียนสลับกันแต่ละรอบ อีกทั้งในหมู่ญาติพี่น้องยังปลูกมะละกอในพื้นที่รวม 80 ไร่ มีเป้าหมายเพื่อรวบรวมผลผลิตทั้งหมดส่งขาย เพราะมะละกอสุกจากสวนคุณโหน่งและญาติมีคุณภาพ เป็นที่ต้องการของตลาดรับซื้อ นับว่าเป็นไม้ผลที่สร้างรายได้เป็นอย่างดีกว่าพืชอื่นหลายชนิด

คุณโหน่งเริ่มเตรียมต้นกล้าด้วยการนำเมล็ดพันธุ์คุณภาพซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้นำมาแช่น้ำอุ่น 1 คืน แล้วนำห่อผ้าใส่กระติกนำไปตากแดดหรืออีกวิธีนำห่อผ้าฝังในดินที่มีความชื้นเล็กน้อย จากนั้นอีก 6 วันจะมีรากอ่อนงอกออกจากเมล็ดพันธุ์

ระหว่างที่รอเพื่อให้รากอ่อนงอกให้กรอกดินใส่ถุงดำขนาด 2 คูณ 6 นิ้ว ใส่ดินปริมาณ 3 ใน 4 ส่วนของถุง นำเมล็ดพันธุ์ที่มีรากอ่อนฝังลงถุงละ 3-4 เมล็ด กลบดินแล้วพรมน้ำเล็กน้อย ถุงดำที่เพาะต้นกล้าทั้งหมดไปตั้งกลางแจ้ง (ในกรณีที่ไม่ใช่ฤดูฝน) ปล่อยให้ต้นกล้าโตใช้เวลา 45 วันแล้วย้ายไปปลูกในหลุมจำนวนหลุมละ 3-4 ต้นเพื่อคัดเพศมะละกออีกครั้งหลังจากมีดอกในช่วง 2-3 เดือน

“ดอกมะละกอมีอยู่ 3 เพศหลัก คือดอกตัวผู้ ดอกตัวเมีย และดอกสมบูรณ์เพศหรือดอกกระเทย ทั้งนี้ ดอกที่ได้รูปทรงตามที่ตลาดต้องการคือดอกสมบูรณ์เพศหรือดอกกระเทย แต่เนื่องจากยังไม่ทราบว่าต้นไหนจะออกดอกชนิดใดจนกว่าเมื่ออายุ 2-3 เดือน ดังนั้น จึงต้องปลูกหลุมละ 3-4 ต้นก่อนเพื่อรอคัดเพศมะละกอ”

อยากให้มะละกอมีคุณภาพ

ต้องดูแลดิน ปุ๋ย น้ำ และฮอร์โมน สม่ำเสมอ

คุณโหน่ง บอกว่า การเริ่มต้นปลูกมะละกอควรเลือกพื้นที่เหมาะสม ควรพิจารณาจากปัจจัยสำคัญ อาทิ แหล่งน้ำ น้ำท่วมขังหรือไม่ แล้งมากเกินไปหรือเปล่า สำหรับคุณภาพดินต้องปรับปรุงด้วย สำหรับแนวทางการเลือกทำเลพื้นที่ปลูกมะละกอของคุณโหน่งจะเลือกพื้นที่น้ำไม่ท่วม ไม่ขัง ไม่แล้ง และอยู่ใกล้แหล่งน้ำ

การปรับปรุงคุณภาพดินต้องไถพรวน 3 รอบ โดยรอบแรกใส่ปุ๋ยคอกปริมาณไร่ละ 1-1.5 ตัน พร้อมหว่านโดโลไมท์ไร่ละ 100-150 กิโลกรัม แล้วไถพรวนรอบ 2 เพื่อให้ดินฟู แล้วให้ไถอีกรอบ จากนั้นจึงเริ่มตั้งคันปลูก แล้วกำหนดระยะต้น 2.50 เมตร กับระยะแถว 3 เมตร โดยพื้นที่ 1 ไร่ปลูกได้ 200 ต้น คุณโหน่ง ชี้ว่า ระยะปลูกและจำนวนต้นเหมาะสมกันดี ช่วยเกื้อกูลเวลาทำงานในสวน แล้วยังช่วยทำให้ผลผลิตมีคุณภาพด้วย

เมื่อกำหนดระยะปลูกเรียบร้อยให้วางระบบน้ำเป็นมินิสปริงเกลอร์ ขึงเชือกตามแนวปลูก ขุดหลุมปลูกขนาดหน้าจอบ รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยสูตรเสมอสักกำมือคลุกกับดินแล้วค่อยนำต้นลงปลูก กดดินให้แน่น คลุมฟางแห้ง เมื่อทำเสร็จทั้งแปลงจึงเริ่มปล่อยน้ำ

หลังจากปลูก 7 วันจึงใส่ปุ๋ยสูตรเสมอสักกำมือเช่นเดิม ใส่ทุก 10 วันในช่วง 1-2 เดือน รดน้ำทุก 1-2 วัน เมื่อครบ 2 เดือนจึงเพิ่มปุ๋ยสูตร 8-24-24 เพื่อเร่งให้มีดอก อย่างไรก็ตาม ใช้ปุ๋ยสูตรเสมอเป็นตัวหลัก แล้วให้สลับเป็นสูตรอื่น อย่างแมกนีเซียม แคลเซียมตามระยะเวลาการเจริญเติบโต โดยมะละกอเริ่มออกดอกเมื่ออายุ 2 เดือนขึ้นไป แล้วจะมีดอกเต็มที่เมื่ออายุ 3 เดือน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ต้องคัดเพศ

ภายหลังคัดต้นที่มีดอกกระเทยแล้วจึงเริ่มดูแลเรื่องปุ๋ยและน้ำอย่างเต็มที่ เป็นปุ๋ยเสมอสลับกับปุ๋ยสูตร 8-24-24 โดยเพิ่มปริมาณปุ๋ยมากขึ้นตามอายุต้น อย่างถ้าอายุมากกว่า 3 เดือน ใส่ปุ๋ยในปริมาณ 25 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วทยอยเพิ่มตามอายุต้นจนถึงปริมาณ 1 กระสอบต่อไร่ นอกจากนั้น ให้ใส่ขี้ไก่แกลบในช่วง 3 เดือน และ 5 เดือน

ขณะเดียวกัน ต้องสังเกตการเปลี่ยนแปลงและการตอบสนองกับการให้ปุ๋ยแต่ละครั้งด้วยเพื่อจะได้ปรับสูตรปุ๋ยให้เหมาะสมและถูกต้อง เมื่ออายุ 4 เดือน มะละกอเริ่มมีผลผลิตมากขึ้น ขนาดเท่ากับข้อแขน ในช่วงนี้ต้องคัดคุณภาพผลที่ไม่สมบูรณ์ออก เก็บผลที่มีขนาดสมบูรณ์ตามมาตรฐานไว้

สำหรับการใส่ปุ๋ยเพื่อเพิ่มความหวานสวนคุณโหน่งไม่ได้ใส่ และให้เหตุผลว่าถ้าดูแลเอาใจใส่เรื่องดิน ปุ๋ย น้ำ และฮอร์โมนอย่างสม่ำเสมอครบถ้วนก็เพียงพอแล้ว เพราะธาตุอาหารหลายชนิดจะสะสมอย่างต่อเนื่องและควรปล่อยให้ต้นมะละกอดูดซึมธาตุอาหารเหล่านั้นไปตามธรรมชาติ เมื่อถึงเวลาเก็บผลผลิตจะได้มะละกอสุกที่มีรสหวาน ผิวเนียน ขนาดใหญ่ และเนื้อแน่นตามธรรมชาติด้วยเช่นกัน

เริ่มทยอยเก็บผลผลิตประมาณ 7-8 เดือน น้ำหนักผลรวมต่อต้นประมาณ 100 กิโลกรัม ส่วนน้ำหนักผลประมาณ 1.2-1.5 กิโลกรัม หลังจากเก็บผลผลิตแล้วจะแยกเป็นเกรดตามน้ำหนัก คุณภาพความสมบูรณ์ ออกเป็นจำนวน 5 เกรด ได้แก่ A, B, C, จิ๋ว และส่งโรงงาน โดยแต่ละเกรดมีขนาด ลักษณะผล และราคา ดังนี้

เกรด A ขนาดน้ำหนักผล 1.2-1.8 กิโลกรัม ราคาขายเฉลี่ย 25 บาทต่อกิโลกรัม มีรูปทรงกระบอก ผิวเนียน เนื้อแดง รสหวาน บางคราวถ้าพบว่าผลมีคุณภาพรสชาติมากกว่าเกรด A อาจเป็นเกรดพรีเมี่ยมที่มีราคาแพงขึ้น

เกรด B ขนาดน้ำหนักผล 0.9-1.2 กิโลกรัม ลักษณะผลโค้งเล็กน้อย ผิวเนียน รสหวาน เนื้อแดง ราคาขายเฉลี่ย 22 บาท

เกรด C ขนาดน้ำหนักผล 7-9 ขีด ลักษณะผลคล้ายเกรด B แต่มีขนาดเล็กกว่า ราคาขายเฉลี่ย 19 บาท

เกรดจิ๋ว ขนาดน้ำหนักผล 5-7 ขีด ทรงหัวแหลม ก้นแหลม ลักษณะผลไม่เป็นทรง แต่ผิวเนียน ราคาขายเฉลี่ย 13-15 บาท เกรดโรงงาน ลักษณะผลไม่สวยเลย ผิวไม่เรียบ ขี้เหร่ ราคาขายไม่แน่นอน

คุณโหน่ง ชี้ว่า ราคาซื้อ-ขายมะละกอมีการปรับขึ้น-ลงตามกลไกตลาด เช่นเดียวกับไม้ผลชนิดอื่น สำหรับสวนคุณโหน่งปลูกมะละกอสุกเพื่อขายส่งตามตลาดขนาดใหญ่ อย่างตลาดสี่มุมเมือง ตลาดไท นอกจากนั้น มีพ่อค้าแผงมารับซื้อที่สวน

จุดเด่นมะละกอสวนคุณโหน่งอยู่ที่ทุกกระบวนการปลูกเอาใจใส่อย่างเต็มที่ ดูแลใกล้ชิด ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมีตามความเหมาะสมและจำเป็น ยึดหลักการปลูกแบบมีคุณภาพ ตามมาตรฐาน พยายามปลูกตามธรรมชาติมากที่สุด ตัดเก็บเมื่อผลผลิตได้ตามอายุ ทุกผลที่ขายออกไปผ่านการคัดเลือกความสมบูรณ์เพื่อต้องการให้ลูกค้าได้รับประทานผลไม้อร่อย มีคุณภาพ เพราะไม่เพียงต้องการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสวน แต่ยังต้องการสร้างชื่อให้กับจังหวัดด้วย โดยมีความหวังให้มะละกอสุกที่อุบลราชธานีมีคุณภาพเหมือนกับแหล่งปลูกดังหลายแห่งด้วย ทั้งยังมั่นใจว่ามะละกอฮอลแลนด์ของสวนตัวเองและสมาชิกล้วนมีคุณภาพ เพราะมีลูกค้าสั่งซื้อมาตลอดและต่อเนื่องหลายปี

เจ้าของสวนชี้ว่า มะละกอที่ปลูกในพื้นที่บ้านยางใหญ่มีคุณภาพและรสชาติความสมบูรณ์ทัดเทียมกับแหล่งปลูกชื่อดัง เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นเพราะในพื้นที่บ้านยางใหญ่ ตำบลยางใหญ่ มีภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมโดยรวมดี สภาพเนื้อดินมีสีแดง คล้ายกับทางวังน้ำเขียว โคราช ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่ไม้ผลหลายชนิดมีคุณภาพดีแล้วยังสร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดอย่างเห็นชัดเจนคือทุเรียนภูเขาไฟ

“นอกจากข้อดีในเรื่องสภาพแวดล้อมและภูมิอากาศทำให้ในหน้าแล้งไม่ค่อยเดือดร้อนแม้จะมีน้ำน้อยหรือฝนทิ้งช่วง แต่ดินยังมีความชุ่มชื้นอยู่ ดังนั้น ในหน้าแล้งพื้นที่ตำบลยางใหญ่จึงสามารถปลูกมะละกอได้เรียกว่า “มะละกอผ่าแล้ง” โดยไม่เดือดร้อน ขณะที่หลายพื้นที่หลายจังหวัดประสบปัญหาขาดน้ำ เหตุนี้จึงทำให้มะละกอมีราคาดีกว่าช่วงอื่นเพราะปริมาณมะละกอในตลาดมีไม่มาก ทำให้ชาวบ้านมีความสุขไปด้วย”

ตอนนี้ทั้งสวนคุณโหน่งและเครือญาติสมาชิกมีพื้นที่ปลูกมะละกอรวมทั้งสิ้นกว่า 200 ไร่ มีปริมาณผลผลิตเพียงพอส่งขายให้กับตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง และพ่อค้าแผงในพื้นที่และต่างพื้นที่ได้ต่อเนื่อง และกำลังอยู่ระหว่างการเพิ่มพื้นที่ปลูกเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้น หากผู้ค้าท่านใดสนใจต้องการซื้อมะละกอฮอลแลนด์ติดต่อได้ที่คุณโหน่ง โทรศัพท์ 063-449-0896 เฟซบุ๊ก โหน่ง ตำนานสิงบิ๊กไบค์

หากกล่าวถึงการปลูกพืชผักรูปแบบไฮโดรโปนิกส์ หลายๆ คนคงจะรู้จักกันเป็นอย่างดี ด้วยวิธีการปลูกพืชโดยการให้สารอาหารทางน้ำ แต่รู้หรือไม่ว่า มีวิธีทำการเกษตรอีกรูปแบบหนึ่งที่ทำให้หลายคนอาจเข้าใจผิดว่านั่นคือ การทำเกษตรรูปแบบไฮโดรโปนิกส์ เพราะมีความคล้ายคลึงกันมาก

อควาโปนิกส์ Aquaponics เป็นวิธีการทำการเกษตรที่มองดูเผินๆ ก็มีความคล้ายคลึงกับการปลูกผักระบบไฮโดรโปนิกส์ แต่แท้จริงแล้วแตกต่างกัน อควาโปนิกส์ คือการรวมกันของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งได้แก่ การเลี้ยงปลาหรือสัตว์น้ำอื่นๆ และเป็นการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน อควาโปนิกส์ใช้ทั้ง 2 อย่างนี้ในการผสมผสานทางชีวภาพ ซึ่งพืชจะกินอาหารจากการปล่อยของเสียของสัตว์น้ำ ในทางกลับกันพืชจะช่วยล้างน้ำที่ไหลมา หล่อเลี้ยงกลับไปที่ปลา นอกจากปลาและของเสียแล้ว จุลินทรีย์ยังมีบทบาทสำคัญต่อโภชนาการของพืช แบคทีเรียที่มีประโยชน์เหล่านี้รวมตัวกันในช่องว่างระหว่างรากของพืช และแปลงของเสียจากปลาและของแข็งให้เป็นสารที่พืชสามารถใช้ในการเจริญเติบโตได้ ผลลัพธ์ที่ได้คือการทำงานร่วมกันอย่างสมบูรณ์แบบระหว่างการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและการทำสวน

กระบวนการที่เกิดขึ้นในระบบอควาโปนิกส์

เริ่มจากแอมโมเนียที่เกิดขึ้นจากการขับถ่ายของปลา ซึ่งจะถูกเปลี่ยนเป็นไนไตรต์ (NO2) และไนเตรต (NO3) จากนั้นไนเตรตจะถูกนำไปใช้โดยพืชเพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโต ดังนั้น จึงเป็นการทำความสะอาดน้ำที่มีแอมโมเนียและไนไตรต์ที่เป็นพิษต่อปลา วัฏจักรของธรรมชาติทั้งหมดนี้ เป็นที่รู้จักกันดีในนามวัฏจักรไนโตรเจน

ข้อดีของระบบอควาโปนิกส์ ผลผลิตที่ได้ 40% จากการจำหน่ายปลา และ 60% จากการจำหน่ายพืชผัก, ลดค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ย ลดมลภาวะ (Dead zone) ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจำนวนมาก เช่น รูปแบบการเลี้ยงในแม่น้ำ ปลาที่ได้จะมีคุณภาพสูง ไม่เสี่ยงจากมลพิษรอบนอก, ใช้น้ำปริมาณน้อยกว่าการเกษตรรูปแบบ และลดการเกิดน้ำเสีย, พื้นที่น้อยก็สามารถทำระบบอควาโปนิกส์ได้, ระบบนี้สามารถทำได้ในทุกพื้นที่แม้ในพื้นที่ห่างไกล, ปลอดสารเคมี มาตรฐานของประเทศสหรัฐอเมริกาให้ระบบนี้เป็นออร์แกนิก

ข้อจำกัดของระบบอควาโปนิกส์ ไม่ใช่การลงทุนต่ำ เป็นการลงทุนที่ค่อนข้างสูง ขึ้นอยู่กับขนาดและพื้นที่ในการทำระบบอควาโปนิกส์, จำเป็นต้องใช้พลังงานไฟฟ้า และมีไฟฟ้าสำรอง ในระบบที่เลี้ยงปลาจำนวนมาก, ต้องไม่หยุดที่จะเรียนรู้ ทั้งในเรื่องของระบบอควาโปนิกส์ และการเลี้ยงปลากับพืช ให้ได้ผลผลิตที่ดี เพื่อสนุกไปกับสิ่งที่ทำอยู่, มีความใส่ใจเรื่องความสะอาดของระบบน้ำ ปัญหาจากสัตว์น้ำและพืช เพราะเป็นการงดใช้สารเคมีต่างๆ

คุณพิริยะ ชัยชนะศิริ มีประสบการณ์ทำงานในองค์กร CERN (องค์การวิจัยและพัฒนาทางด้านนิวเคลียร์ในทวีปยุโรป) และ คุณบุศรินทร์ บุนนาค ภรรยาคุณพิริยะ มีประสบการณ์ขายสินค้าแบรนด์เนม ส่งมาที่ประเทศไทย ปัจจุบันทั้งคู่ประกอบอาชีพเป็นเกษตรกรเลี้ยงปลาและปลูกผักด้วยระบบอควาโปนิกส์ ภายใต้แบรนด์ CLV เซ่ส์ ลา วี่ อควาโปนิกส์ ฟาร์ม ที่มีใบรับรองมาตรฐาน ปลอดสารพิษ อย่างแน่นอน

ก่อนที่คุณพิริยะตัดสินใจทิ้งงานที่กำลังไปได้ดี มั่นคง และเป็นอาชีพในฝันของใครหลายๆ คน กลับมาทำธุรกิจที่ประเทศไทยกับคุณบุศรินทร์ คุณพิริยะ กล่าวว่า ที่ผ่านมาใช้ชีวิตอยู่ในยุโรปถึง 30 ปี ได้พบเจอผู้คนอย่างหลากหลาย ทั้งวิถีชีวิตความเป็นอยู่ อาชีพ และวัฒนธรรม

ทำให้คุณพิริยะเข้าใจสิ่งหนึ่งมากขึ้นว่า สิ่งที่สามารถขับเคลื่อนทุกอย่างได้ นั่นก็คือ อาหาร เพราะหากไม่มีอาหาร มนุษย์หรือสัตว์ก็ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ และทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้อาจต้องหยุดลง

รวมไปถึงในยุคสมัยนี้ มีการทำลายแหล่งธรรมชาติเยอะขึ้น เพื่อความต้องการแหล่งอาหารของมนุษย์ ทำให้สัตว์ป่าและธรรมชาติเสียหายไปอย่างประเมินค่าไม่ได้

คุณพิริยะจึงมุ่งมั่นหันมาสร้างธุรกิจการเกษตร ระบบอควาโปนิกส์ ที่ตำบลหนองไผ่ อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ ต้องบอกเลยว่าการทำเกษตรระบบอควาโปนิกส์เป็นระบบที่แพร่หลายอย่างมากในทวีปยุโรป แต่ก็ต้องยอมรับว่า การจะทำการเกษตรระบบอควาโปนิกส์ให้สำเร็จและยั่งยืน ต้องมีการศึกษาการทำระบบอควาโปนิกส์ให้เข้าใจอย่างแท้จริง มีความอดทน หากเกิดข้อผิดพลาดก็พร้อมปรับตัวและแก้ไขอยู่เสมอ เพื่อลดโอกาสในการผิดพลาดซ้ำ

ระบบอควาโปนิกส์แห่งนี้ อยู่บนเนื้อที่ 2 ไร่ มีบ่อปลา แปลงปลูกผัก อยู่ภายในโดมโรงเรือน โดยการเลี้ยงปลานิล ปลาทับทิม จะเริ่มเลี้ยงลูกปลาที่มีขนาดไซซ์เท่ากับเหรียญ 1 บาท โดยอัตราส่วน ปลา 1 กิโลกรัมต่อ 1 ตารางเมตร เมื่อปลามีอายุครบ 8 เดือน ก็สามารถจำหน่ายได้ ในส่วนของการปลูกผัก เมื่อผักมีอายุได้ 45-60 วัน ก็สามารถเก็บผลผลิตจำหน่ายได้แล้ว

ข้อควรระวัง ต้องหมั่นสังเกตตัวกรอง มีความสะอาดไหม กรองได้ดีหรือเปล่า เพื่อลดปัญหาน้ำในบ่อที่ส่งผลกระทบกับปลา

ระบบน้ำอควาโปนิกส์ น้ำที่ดีที่สุดคือ น้ำฝน ทางฟาร์มมีการวางระบบเพื่อกักเก็บน้ำฝนมาใช้ภายในบ่อของฟาร์ม เพื่อใช้ในช่วงฤดูแล้ง หรือหากจำเป็นต้องใช้น้ำประปา ต้องผ่านเครื่องกรองระบบ R.O. ก่อนนำมาใช้ภายในฟาร์ม

เนื่องจากการทำเกษตรระบบอควาโปนิกส์ต้องใช้ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนระบบในส่วนต่างๆ ทางฟาร์มจึงใช้พลังงานแสงอาทิตย์จากโซลาร์เซลล์ ผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ภายในฟาร์ม

จุดเด่นและความน่าสนใจของการทำเกษตรระบบอควาโปนิกส์ ภายในฟาร์มแห่งนี้ ปลอดภัย ไร้สารเคมี ปลาเนื้อแน่น ไม่คาว มั่นใจในความสะอาด เลี้ยงอย่างดีในระบบปิด ผักมีความสด ไร้สารตกค้าง

ปัจจุบัน CLV เซ่ส์ ลา วี่ อควาโปนิกส์ ฟาร์ม เป็นแบรนด์สินค้าคุณภาพ ที่วางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ อย่าง กูร์เมต์ มาร์เก็ต (Gourmet Market), พารากอน (Siam Paragon), เอ็มควอเทียร์ (EmQuatier), เอ็มโพเรียม (Emporium), เดอะพรอมานาด (The promemade), CDC ราชพฤกษ์, เซ็นทรัล (Central) และมีแผนการขยายตลาดจำหน่ายให้กับโรงแรม 4-5 ดาว

“การทำเกษตรระบบอควาโปนิกส์ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้ หากคุณมีความเข้าใจที่มากพอ การลงทุนครั้งนี้จะไม่สูญเปล่า อควาโปนิกส์ หลายคนให้นิยามมันว่า การทำเกษตรในรูปแบบของอนาคต พึ่งพาตัวเอง ไม่พึ่งพาสารเคมี และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรให้ได้ผลสูงสุด หากเรียนรู้เข้าใจอย่างแท้จริงคุณจะมีความสุขกับสิ่งที่ทำ แล้วทุกอย่างมันจะออกมาดีอย่างแน่นอน ปัจจุบัน CLV เซ่ส์ ลา วี่ อควาโปนิกส์ ฟาร์ม มีเกษตรกรในประเทศและต่างประเทศเข้ามาศึกษาดูงาน ระบบควาโปนิกส์อย่างต่อเนื่อง”

สำหรับท่านใดที่สนใจผักปลอดสาร ปลานิล ปลาทับทิมคุณภาพ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณพิริยะ ชัยชนะศิริ (คุณวิน สามี) อายุ 39 ปี โทรศัพท์ 082-113-0586 ติดตามความเคลื่อนไหวได้ทางเฟซบุ๊ก CLV – C’est La Vie Aquaponics Farm Thailand : เซ่ส์ ลา วี่ อควาโปนิกส์ ฟาร์ม

บ๊วย เป็นไม้ผลเมืองหนาวมีแหล่งกำเนิดในประเทศจีน SIXBETG8.COM เป็นพืชตระกูลเดียวกับพลัม ลูกท้อ มีการปลูกในประเทศไทยมานานแล้ว พื้นที่ที่เหมาะสมในการเพาะปลูก ต้องมีอากาศเย็น และสูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลาง 700 เมตรขึ้นไป ใช้ระยะเวลาการปลูก 5-6 ปีให้ผลผลิต

คุณสายสุนีย์ แซ่เติ๋น หรือ คุณไหนอิง อยู่บ้านเลขที่ 180 หมู่บ้านห้วยแม่เลี่ยม ตำบลห้วยชมภู อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ทายาทเกษตรกรรุ่นใหม่ ต่อยอดสร้างรายได้ให้ครอบครัว แก้ปัญหาพ่อค้ากดราคา ผลผลิตไม่เหลือทิ้งเสียหาย พลิกวิกฤตทำตลาดออนไลน์ฟันรายได้ต่อปีเป็นเงินไม่น้อย

คุณไหนอิง เล่าให้ฟังว่า ปัจจุบันประกอบอาชีพหลักเป็นพนักงานบริษัท อาชีพเสริมเป็นแม่ค้าออนไลน์12 ขายบ๊วยสดและผลไม้เมืองหนาวจากสวนของครอบครัว ที่พ่อแม่ทำมานานกว่า 40 ปี โดยที่สวนมีพืชหลักสร้างรายได้อยู่ 3 ชนิด ได้แก่ กาแฟ บ๊วย ลิ้นจี่ ส่วนพืชรอง ได้แก่ อะโวกาโด เชอร์รี่ บนพื้นที่ทั้งหมดกว่า 50 ไร่

ซึ่งในช่วงนี้ก็จะเป็นฤดูกาลของบ๊วย ที่ผลผลิตจะเริ่มออกให้ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมีนาคมไปจนถึงปลายเมษายน จากนั้นพอหมดฤดูกาลของบ๊วยก็จะเป็นฤดูกาลของการเก็บเกี่ยวลิ้นจี่ต่อ จะทำแบบนี้หมุนเวียนกันทุกปี แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปคือเรื่องของการตลาด จากในสมัยที่พ่อกับแม่ทำจะเน้นขายให้กับพ่อค้าคนกลาง และมักจะโดนกดราคาอยู่เป็นประจำ หรือในบางครั้งผลผลิตเก็บไม่ทันขายเกิดความเสียหาย ตนเองจึงได้เข้ามาช่วยด้านการตลาดของที่สวน ประกอบกับกระแสนิยมในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา คนไทยหันมานิยมนำบ๊วยมาแปรรูปกันมากขึ้น อาทิ ทำเป็นน้ำบ๊วย, บ๊วยแช่อิ่ม, บ๊วยดอง, บ๊วยเค็ม หรือใช้ทำอาหาร เช่น น้ำจิ้มบ๊วย, ซอสบ๊วย นอกจากนี้ บ๊วยยังเป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณหลายอย่าง เช่น ขับพิษในร่างกาย บรรเทาอาการอ่อนเพลีย แก้ร้อนในกระหายน้ำ ส่งผลมาถึงยอดขายดีขึ้นกว่าเดิมมากๆ

โดยสายพันธุ์บ๊วยตอนนี้มีอยู่ 2 สายพันธุ์หลักๆ ปลูกบนพื้นที่ประมาณ 20 ไร่ ได้แก่ 1. บ๊วยสายพันธุ์​ยูมิ หรือที่เรียกว่า บ๊วยแก้มแดง มีลักษณะกลม ก้อนแหลม มีสีแดง ชมพู อยู่ส่วนหนึ่งของบ๊วย กลิ่นจะหอมกว่าบ๊วยเขียวหน่อยๆ​ 2. บ๊วยพันธุ์เขียว ลักษณะ​ลูกใหญ่ เนื้อเยอะ​ สุกแล้วมีกลิ่นหอม

สำหรับพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูก จะต้องเป็นพื้นที่มีความสูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลาง 700 เมตรขึ้นไป แต่ถ้าให้ดีหากพื้นที่ปลูกอยู่ในระดับความสูงเกิน 1,000 เมตร จะติดลูกได้ดีที่สุด และต้องเป็นพื้นที่ที่มีอากาศหนาวเย็น บ๊วยจะเจริญเติบโตได้ เหมาะปลูกในสภาพพื้นที่ร่วน ระบายน้ำได้ดี ซึ่งมีความเหมาะสมกับพื้นที่ของสวนเป็นอย่างมาก เนื่องจากพื้นที่สวนของเราตั้งอยู่ที่ใกล้บริเวณดอยปางขอน ที่มีความสูงเหนือน้ำทะเลถึง 1,280 เมตร

“บ๊วย” ปลูกไม่ยาก เน้นธรรมชาติช่วยดูแล
ต้นทุนในการดูแลจัดการต่ำ เก็บเกี่ยวได้นาน
เจ้าของบอกว่า ด้วยสภาพพื้นที่ปลูกของสวนมีความอุดมสมบูรณ์อยู่แล้ว ที่นี่จะไม่มีการเตรียมดินก่อนปลูก เมื่อต้นพันธุ์ที่เพาะไว้ได้อายุพร้อมปลูกก็ลงหลุมปลูกได้เลย โดยต้นพันธุ์ที่ย้ายลงหลุมปลูกจะมีอายุตั้งแต่ 1-3 ปี แล้วใช้วิธีการนำหญ้ามากลบให้เป็นปุ๋ยกับพืช หลังจากนี้รอเก็บผลผลิตอย่างเดียวไม่ต้องบำรุงรดน้ำใส่ปุ๋ยในช่วงแรก เน้นปล่อยให้เป็นหน้าที่ของธรรมชาติช่วยดูแล แต่หากปลูกในพื้นที่อื่นสภาพอากาศไม่ได้เป็นแบบนี้ก็ต้องรดให้ความชุ่มชื่นแก่พืชบ้าง