สำหรับกลุ่มธุรกิจที่มีความต้องการแรงงานสูงสุด 3 อันดับแรกคือ

ธุรกิจการบริการ ได้แก่ ขนส่งและโลจิสติกส์ ค้าปลีกค้าส่ง บริการเฉพาะกิจ และที่ปรึกษาด้านต่างๆ รองลงมาคือ ธุรกิจสินค้าอุตสาหกรรม ได้แก่ ยานยนต์ วัสดุอุตสาหกรรมและเครื่องจักร ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ อันดับสาม คือ ธุรกิจด้านเทคโนโลยี ได้แก่ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

ชาวกาญจนบุรี ปลาบปลื้มด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวงรัชกาลที่ 10 รับมอบบ้านและเตียงผู้ป่วย จากกองทัพภาคที่ 1 ตามโครงการปรับปรุงซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้กับผู้ยากไร้และด้อยโอกาส โครงการสนับสนุน ภายใต้โครงการจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” ตามพระราโชบาย ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พร้อมมอบปุ๋ยหมัก ที่ผลิตจากขยะครัวเรือน บริเวณเชิงเขาทอง ตำบลแก่งเสี้ยน อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี

วันที่ 8 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา พลโท ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ แม่ทัพภาคที่ 1 ( มทภ.1) พร้อมด้วย รองแม่ทัพภาคที่ 1 พลตรี รังษี กิติญาณทรัพย์ ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม และที่ปรึกษากองทัพภาคที่ 1 (ดูแลความสงบเรียบร้อย 26 จังหวัด) และคณะผู้บังคับบัญชา ลงพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี เป็นประธานมอบบ้าน ตามโครงการปรับปรุงซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้กับผู้ยากไร้และด้อยโอกาส พร้อมมอบเตียงแก่ผู้ป่วยที่ยากไร้

พลโท ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ กล่าวว่า โครงการปรับปรุงซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้กับผู้ยากไร้และด้อยโอกาส เป็นหนึ่งในภารกิจของกองทัพภาคที่ 1 ตามนโยบายที่ได้รับมอบหมายจาก พลเอก อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งเป็นโครงการสนับสนุน ภายใต้โครงการจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” ตามพระราโชบาย ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ในการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ในพื้นที่ต่างๆ มีวัตถุประสงค์ เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน สร้างสุขอนามัยที่ดีแก่ประชาชน บรรเทาความเดือดร้อน ช่วยเหลือ และแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชน ส่งผลให้เกิดการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม เป็นกิจกรรมที่ดำเนินการปรับปรุงซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ให้แก่ผู้ยากไร้และด้อยโอกาสในชุมชนแออัด เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างสุขอนามัยที่ดีให้กับผู้พักอาศัยในชุมชนแออัดเหล่านี้

พลตรี รังษี กิติญาณทรัพย์ ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม และที่ปรึกษากองทัพภาคที่ 1 (ดูแลความสงบเรียบร้อย 26 จังหวัด) ในฐานะผู้ดูแลโครงการนี้ กล่าวว่า พลเอก อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก และ พลโท ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ แม่ทัพภาคที่ 1 ได้กำกับดูแลให้การช่วยเหลือพี่น้องประชาชน เป็นไปอย่างตรงจุด รวดเร็ว และยั่งยืน เพื่อให้เป็นไปตามพระราโชบาย ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ที่ทรงมีพระเมตตาในการบำบัดทุกข์บำรุงสุข ให้แก่พสกนิกรของพระองค์

โครงการสนับสนุนฯ นี้ สำเร็จลงได้ ด้วยการสนับสนุนและร่วมมือร่วมใจจากผู้มีอุปการคุณ ร่วมให้การสนับสนุนมากมาย อาทิ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เครือเจริญโภคภัณฑ์ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ฮาตาริ อิเลคทริค จำกัด และบริษัท กนกโปรดักส์ จำกัด ให้การสนับสนุนการซ่อมแซมและปรับปรุงที่พักอาศัย สวนนงนุช และบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ให้การสนับสนุนการปรับภูมิทัศน์ และปลูกสวนหย่อมในแหล่งชุมชนต่างๆ ตามพื้นที่สาธารณะ นอกจากนี้ ยังร่วมกันมอบเตียงผู้ป่วย ให้แก่ผู้ยากไร้ที่เป็นผู้ป่วยติดเตียงอีกด้วย

พลตรี รังษี กิติญาณทรัพย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในฐานะผู้ดูแลโครงการสนับสนุนฯ นี้ ผมขอขอบคุณทุกภาคส่วน ทุกหน่วยงานของทุกๆ จังหวัดในความดูแลของกองทัพภาคที่ 1 และกำลังพลทุกคน ที่ได้ร่วมมือร่วมใจทำงานเป็นอย่างดี จนทำให้ภารกิจที่ได้รับมอบหมายสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี โครงการนี้มีระยะเวลาดำเนินการ ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2561 ถึง 30 กันยายน 2562 โดยตั้งเป้าหมายไว้จำนวน 1,000 หลัง ขณะนี้กำลังทยอยส่งมอบบ้านเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชนอย่างยั่งยืน โดยจะมีการดำเนินการต่ออีกทั่วทั้ง 26 จังหวัด ให้ครบเป้าหมายคือ 1,000 ครัวเรือน

พลตรี รังษี กิติญาณทรัพย์ กล่าวสรุปว่า ในการลงพื้นที่ของ พลโท ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ แม่ทัพภาคที่ 1 ในครั้งนี้ นอกจากการมอบบ้านและเตียงผู้ป่วย ยังได้มอบปุ๋ยหมักให้แก่พี่น้องประชาชนในเขตจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งปุ๋ยหมักเหล่านี้เป็นโครงการนำร่องของกองทัพภาคที่ 1 ร่วมกับบริษัท สยามวัฒนกิจ จำกัด ที่นำขยะครัวเรือน อาทิ เศษอาหาร เศษผลไม้ มาผลิตเป็นปุ๋ยหมักคุณภาพดี เหมาะสมจะใช้เป็นวัสดุบำรุงดิน เพิ่มการเจริญเติบโตของพืชผักต่างๆ ซึ่งนอกจากจะเป็นการทำการเกษตรแบบพอเพียง ลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมี ลดการใช้สารเคมี และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังเป็นการนำขยะครัวเรือนซึ่งเป็นของเหลือใช้ มาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่เกษตรกร ลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะและเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดี ให้แก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไปอีกด้วย

รศ.ดร.จุรีย์รัตน์ ลีสมิทธิ์ ผู้อำนวยการ ศูนย์ “หนึ่งใจ…ช่วยเหลือเกษตรกร” มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ฯ ในฐานะผู้อำนวยการผลิต รายการ “หนึ่งใจ…ช่วยเหลือเกษตรกร” กล่าวว่า รายการหนึ่งใจฯ มีความยินดีอย่างยิ่ง ที่มีโอกาสได้ร่วมบันทึกความทรงจำเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการส่งมอบบ้าน ส่งมอบสวนหย่อม ส่งมอบเตียงผู้ป่วยแก่ผู้ยากไร้และด้อยโอกาส ความตื้นตันและความปลาบปลื้ม ในพระมหากรุณาธิคุณจากในหลวงรัชกาลที่ 10 ของประชาชนและชุมชนมากมาย ที่ได้รับมอบความช่วยเหลือจากกองทัพภาคที่ 1 เป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ที่พวกเราได้เกิดเป็นคนไทยภายใต้ร่มพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อม ของในหลวงรัชกาลที่ 10

จึงขอเชิญชวนทุกท่าน ร่วมรับชมและรับฟังกิจกรรมของโครงการนี้อย่างเต็มอิ่มได้ ในรายการ “หนึ่งใจ…ช่วยเหลือเกษตรกร” ช่วง “ด้วยพระเมตตา…ประชาอุ่นใจ” ออกอากาศสดทั้งภาพและเสียง ทางสถานีวิทยุ มก. AM 1,107 กิโลเฮิตซ์ และ KU Radio Network พร้อมกันทั่วโลก หรือรับชมย้อนหลัง ซึ่งขอขอบพระคุณ ธนาคารออมสิน มากกว่าการธนาคาร ธนาคารเพื่อสังคม และ บริษัท สยามวัฒนกิจ จำกัด ที่สนับสนุนการถ่ายทำรายการในตอนนี้

ติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ รศ.ดร.จุรีย์รัตน์ ลีสมิทธิ์ (อาจาย์แมว) ผู้อำนวยการ ศูนย์ “หนึ่งใจ…ช่วยเหลือเกษตรกร” มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ฯ ที่ตั้งสำนักงาน คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม 73140 อีเมล molku@ku.ac.th ไลน์ไอดี ajmaew

กล้วยไข่ เป็นผลไม้ที่มีระยะเวลาการเก็บรักษาค่อนข้างสั้น เมื่อตัดออกจากเครือยังเป็นสีเขียว วางจำหน่ายไม่กี่วันก็จะเหลืองสุกและขั้วหวีจะเน่าตามมา กล้วยไข่เป็นผลไม้ที่มีการส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเช่นเดียวกับผลไม้ประเภทอื่นๆ ซึ่งจะต้องมีระยะเวลาในการเดินทางและระยะเวลาในการวางจำหน่ายอยู่ในร้านประมาณ 15 วัน

คุณจารุวรรณ บางแวก ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า การส่งออกกล้วยไข่ไปจำหน่ายต่างประเทศ พบว่า มีปัญหาในเรื่องของการส่งออก คือ ขั้นตอนของการบ่มและการวางจำหน่าย มีปริมาณการสูญเสียมากที่สุด ประมาณ 64% สาเหตุการสูญเสียที่สำคัญคือ โรคขั้วหวีเน่า 60% ที่มีสาเหตุจากการทำลายของเชื้อรา ทำให้ผลผลิตส่วนหนึ่งเกิดการสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยว ทำให้อายุการวางจำหน่ายสั้นลงที่ปลายทาง และเมื่อเกิดโรคขั้วหวีเน่า ก็จะทำให้ขายไม่ได้

การสูญเสียของผลิตผลหลังการเก็บเกี่ยว สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งจากปัจจัยในตัวของผลิตผลเอง ได้แก่ การหายใจ การคายน้ำ ซึ่งทำให้ผลิตผลเกิดการสูญเสียน้ำหนัก และปัจจัยภายนอก ได้แก่ การทำลายของโรคและแมลง การเกิดบาดแผลอันเนื่องมาจากของมีคมเวลาเก็บเกี่ยว รวมไปถึงภาชนะบรรจุ และการขนส่ง

คุณจารุวรรณ อธิบายว่า การสุกของผลไม้เกิดจากเอทิลีนซึ่งเป็นสารที่เกิดขึ้นเป็นตัวเร่งให้เกิดการสุกของผลไม้ ถ้าเราจะยับยั้งให้เกิดการสุกช้าลง ก็ต้องยับยั้งให้เกิดเอทิลีนลดลง เพราะเมื่อกล้วยไข่สุกก็จะเกิดโรคขั้วหวีเน่าตามมา

ส่วนการป้องกันไม่ให้เกิดขั้วหวีเน่า เกษตรกรจึงจำเป็นต้องพยายามหาทางป้องกันมิให้เกิดราเข้ามาทำลายตั้งแต่ในสวน โดยเฉพาะในฤดูฝนจะเกิดเชื้อราสูงมาก เกษตรกรใช้สารที่เป็นส่วนประกอบของคาร์เบนดาซิมฉีดพ่นในแปลงกล้วยไข่ในปริมาณมาก เพื่อป้องกันมิให้เกิดเชื้อรา ซึ่งจะมีผลทำให้สารตกค้างมาถึงเวลาเก็บเกี่ยวด้วย ถ้าเกษตรกรใช้ในอัตราตามที่กำหนดก็จะไม่มีปัญหาในเรื่องของสารตกค้าง

การศึกษาวิจัยนี้เพื่อหาสาเหตุของการสูญเสียของกล้วยไข่หลังการเก็บเกี่ยวตลอดถึงการจำหน่ายที่ตลาดปลายทาง และหาวิธีการเหมาะสมในการยืดอายุการเก็บรักษากล้วยไข่ และหาชนิดของสารเคมีในการควบคุมโรคขั้วหวีเน่าของกล้วยไข่ทดแทนการใช้สารคาร์เบนดาซิม

“เราจะต้องศึกษาวิจัยตั้งแต่ขั้นตอนการเก็บเกี่ยว การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว การขนส่ง จนกระทั่งการวางจำหน่าย นอกจากจะได้คุณภาพที่ดีแล้ว การยืดอายุการเก็บรักษากล้วยไข่ก็เป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้สามารถขนส่งและวางจำหน่ายได้นานมากขึ้น”

พบการใช้ 1-MCP ชะลอการสุกของกล้วยไข่

ผู้เชี่ยวชาญคุณจารุวรรณ กล่าวว่า ปัจจุบัน มีการนำสาร 1-MCP (1-methyleyclopropene) มาใช้ในการชะลอกระบวนการสุกของผลิตผลเกษตรหลายชนิด โดยไม่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค มีความเป็นพิษต่ำมาก ไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม สาร 1-MCP สามารถลดการเกิดเอทิลีน ซึ่งเป็นตัวเร่งให้ผลไม้ไม่สุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากการศึกษาวิจัยทุกขั้นตอน ตั้งแต่ขั้นตอนการเก็บเกี่ยวไปจนถึงการวางจำหน่าย พบว่า หากใช้ 1-MCP ยืดอายุการเก็บรักษากล้วยไข่ด้วยความเข้มข้น 1,000 ppb รวมกับการเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 14 องศาเซลเซียส สามารถเก็บรักษากล้วยไข่ได้นาน 21 วัน และเมื่อนำกล้วยไข่มาบ่มด้วยสารเร่งการสุก ผลกล้วยไข่จะสุกหลังการบ่มเป็นเวลา ประมาณ 11-13 วัน เมื่อเปรียบเทียบกับการไม่ใช้สาร ใช้เวลาหลังการบ่มได้นานเพียง 7 วัน สามารถสรุปได้ว่า สาร 1-MPC สามารถชะลอการสุกของกล้วยไข่ได้ ทำให้ยืดอายุการวางจำหน่ายได้นานขึ้น

โรคขั้วหวีเน่า ปัญหาสำคัญการส่งออกกล้วยไข่

คุณจารุวรรณ กล่าวต่อไปว่า เกษตรกรยังขาดความรู้เรื่องการใช้สารป้องกันกำจัดเชื้อราควบคุมโรคขั้วหวีเน่าของกล้วยไข่ในการคัดบรรจุ โดยนำสารคาร์เบนดาซิมที่ใช้ฉีดพ่นป้องกันกำจัดเชื้อราในแปลงกล้วยมาใช้ในการจุ่มล้างหวีกล้วยไข่ในการคัดบรรจุอีกด้วย จึงทำให้ตรวจพบมีปริมาณสารคาร์เบนดาซิมตกค้างในกล้วยไข่ที่ส่งออกไปยังประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเกินค่าปริมาณสารตกค้างสูงสุด 0.1 มก./กก. ประกอบกับทางเราได้รับรายงานจากสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 6 จังหวัดจันทบุรี ว่า พบสารคาร์เบนดาซิมตกค้างในกล้วยไข่ที่ส่งออกไปในปริมาณสูงกว่า 100 ppm ขอให้กองวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร ศึกษาวิจัยทำอย่างไรเพื่อแก้ปัญหาในเรื่องสารคาร์เบนดาซิมตกค้างในกล้วยไข่ที่จะส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน

จึงได้ทดสอบประสิทธิภาพของสารเคมี 4 ชนิด คือ อิมาซาลิล โปรคลอราช ไดฟิโคนาโซล และโพแทสเซียมชอร์เบต พบว่า สารโปคลอราช 250 มก./ลิตร มีประสิทธิภาพสูงในการควบคุมโรคขั้วหวีเน่าหลังการเก็บเกี่ยว สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราได้ดี ไม่แตกต่างจากการใช้สารคาร์เบนดาซิม และเบโนบิล ได้อย่างดี

อย่างไรก็ตาม การเกิดโรคและความรุนแรงของโรคขึ้นอยู่กับการดูแลในช่วงก่อนการเก็บเกี่ยวและระหว่างการเก็บเกี่ยว ถ้าเกษตรกรมีการปฏิบัติที่ดี มีการปนเปื้อนของเชื้อราที่เป็นสาเหตุน้อย ก็จะทำให้ผลผลิตมีคุณภาพดี อาจไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีหรือใช้ในอัตราความเข้มข้นต่ำ ก็สามารถลดการเกิดโรคและความรุนแรงของขั้วหวีเน่าของกล้วยไข่ได้ อยากจะเตือนเกษตรกรที่ปลูกกล้วยไข่ว่า การจัดการในแปลงปลูกกล้วยไข่เป็นสิ่งสำคัญ และไม่ควรพ่นสารเคมีในอัตราที่สูงเกินไป เพราะจะทำให้มีสารตกค้างในผลกล้วย ผู้เชี่ยวชาญกล่าวย้ำในที่สุด

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวพืชสวน กองวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร กรมวิชาการเกษตร โทร. 02-940-6363 ต่อ 1813 และสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 6 จังหวัดจันทบุรี โทร. 039-397-134

นางจันทิรา ยิมเรวัต วิวัฒน์รัตน์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต รายงานถึงการสำรวจตลาดกระเทียมดำในเยอรมนีว่า ปัจจุบันกระเทียมดำมีแนวโน้มเติบโตมาก ร้านจำหน่ายกระเทียมดำและผลิตภัณฑ์ที่ใช้กระเทียมดำเป็นส่วนประกอบเพิ่มขึ้นรวดเร็ว จึงเป็นโอกาสดีของผู้ส่งออกไทย

ทั้งนี้ เป็นผลจากการเผยแพร่งานวิจัยของแพทย์ทางอายุรกรรม มหาวิทยาลัยไฟร์บวร์ก ที่ทำการวิจัยเกี่ยวกับกระเทียมดำในทางการแพทย์ธรรมชาติต่อการรักษาโรคหลายแขนง และการบำบัดรักษาอาการปวด โดยระบุว่า กระเทียมดำ อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ วิตามินซี ซีลีเนียม และโพแทสเซียม มีสารต้านอนุมูลอิสระ มีคุณสมบัติดีกว่ากระเทียมสด โดยสามารถลดไขมันในเลือด ลดความดันเลือด ต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา รักษาโรคเบาหวาน โรคหัวใจ ต่อต้านโรคภูมิแพ้ ลดปริมาณคอเลสเตอรอล และความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง เป็นต้น

สำหรับโอกาสในการส่งออกของไทย ถ้าให้ดีควรเน้น กระเทียมดำ ที่เป็นออร์แกนิก เพื่อสร้างจุดขายและเพิ่มมูลค่าสินค้า เพราะตอนนี้ชาวเยอรมันและกลุ่มที่อาศัยอยู่ในเยอรมนีเป็นจำนวนมาก เช่น ชาวเกาหลี ญี่ปุ่น และจีน หันมาดูแลสุขภาพกันมากขึ้น และหาซื้อสินค้าที่ปลอดสารพิษปลอดสารเคมีมากขึ้น

กระเทียมดำนั้น ทำมาจากกระเทียมสีขาวธรรมชาติ โดยผ่านกระบวนการหมักด้วยกรรมวิธีพิเศษ ในอุณหภูมิควบคุม 60-90 องศาเซลเซียส ใช้เวลาประมาณ 40-90 วัน ถือเป็นอาหารพิเศษราคาแพง เป็นที่รู้จักกันดีในครัวและวงการแพทย์ของเกาหลี ญี่ปุ่น และจีน ต่อมาสเปนได้นำเข้าเพื่อใช้ปรุงอาหารสเปน ทั้งรูปแบบอาหารหมักดอง น้ำซอส แกง เนื้อสัตว์เคี่ยว หรือผลิตภัณฑ์ทาขนมปัง จนขยายความนิยมไปทั่วยุโรปรวมถึงเยอรมนี

ใครจะนึก ใครจะรู้ว่า “ข้าวนี้นะมีรส ให้ชนชิมทุกชั้นชน” แล้วจะยังมีคุณสมบัติให้สีสัน ที่น่ารับประทาน หากนำมาเป็นส่วนผสมหนึ่งของอาหาร “ท่านผู้อ่านหลายท่านคงแปลกใจว่า ข้าวนี้จะเพิ่มสีสันอะไรและได้อย่างไรให้กับอาหาร เพราะข้าวก็คืออาหารหลักแล้วมิใช่หรือ

ต้องขออนุญาตท่านผู้อ่านว่า ในบทความนี้ ผู้เขียนรู้สึกถึงคุณประโยชน์ของ “ข้าว” โดยเฉพาะ “ข้าวเหนียว” เพราะสิ่งที่จะบอกเล่าต่อจากนี้นั้น เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่พบว่า ข้าวเหนียวหุงสุก หากนำมาคลุกเคล้าให้เข้ากับเนื้อหมูสด แล้วนำไปหมักเกลือ จากนั้น นำไปตากแดดหนึ่งแดด แล้วค่อยนำลงทอดในน้ำมันที่ตั้งกระทะไว้ร้อนๆ ด้วยปริมาณไฟพอประมาณ คุณจะได้ “หมูทอด” ที่มีสีสันน่ารับประทาน และมีความกรอบจากข้าวเหนียว ที่เกาะอยู่รอบๆ ตัวเนื้อหมู อย่างวิเศษไม่แพ้กับการคลุกเคล้าหมูกับกระเทียมหรือพริกไทยเลยทีเดียว (ย้ำนะคะว่าไม่มีการใส่กระเทียมหรือพริกไทย จึงไม่มีรสชาติที่เผ็ดร้อน) กลับมีแต่รสชาติของความเค็มที่กลมกล่อมกำลังดีจากรสของเกลือแกงธรรมชาติ ปราศจากสิ่งเจือปนในเนื้อหมู ความหอมที่ได้จากข้าวเหนียว แถมความกรอบอร่อย จากเมล็ดข้าวเหนียวที่ถูกทอดเป็นของแถม อร่อยชนิดที่ต้องท้าให้มาลิ้มลองกันเองเลยทีเดียว

หมูทอด สูตรหมักข้าวเหนียว แดดเดียว หนึ่งเดียว ที่แม่ค้าแห่งเมืองสมุทรสงคราม คือ คุณแก้วตา กลิ่นทิพย์ แม่ค้าใจเกินร้อย อยู่บ้านเลขที่ 125/8 หมู่ที่ 5 ตำบลบางจะเกร็ง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม เปิดเผยสูตรอย่างเต็มใจ ว่า เธอเป็นแม่ค้าตัวจริง เจ้าของสูตร “หมูทอดหมักข้าวเหนียว” ที่ได้รับความนิยมจากผู้ซื้อ มาเป็นระยะเวลาเกือบ 2 ปีแล้ว ขายอยู่ที่หน้าวัดศรัทธาธรรม อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม ในแต่ละวันขายดี ใช้หมูสด ถึง 40 กิโลกรัม ต่อวัน
สูตร “หมูหมักข้าวเหนียว” ของคุณแก้วตา มีดังนี้
เนื้อหมู (เนื้อแดงล้วน) 3 กิโลกรัม (หั่นเป็นชิ้น ขนาดคำที่ต้องการ)
ข้าวเหนียวหุงสุกใหม่ 1 กิโลกรัม
เกลือปรุงทิพย์ 2 ช้อนโต๊ะ
ผงปรุงรส 1 ช้อนชา (ผงชูรส ใส่/ไม่ใส่ ตามต้องการ)

นำวัตถุดิบทั้งหมดนี้ คลุกเคล้าให้เข้ากัน ทิ้งไว้ 10 นาที นำมาเนื้อหมูมาเสียบไม้และตากแดด 1 แดด ก่อนนำมาทอด ด้วยน้ำมันร้อนๆ ความร้อนของน้ำมันที่ใช้ระดับความแรงของไฟสม่ำเสมอตลอดการทอด จนกว่าหมูจะสุก เป็นสีเหลืองอ่อนๆ จึงตักหมูออกจากกระทะ ตั้งให้สะเด็ดน้ำมัน ก็จะได้ หมูทอดหมักข้าวเหนียว ที่มีสีสันสดสวย น่ารับประทาน

ที่สำคัญ คือ การล้างหมูต้องล้างให้สะอาด และให้สะเด็ดน้ำที่ล้างให้เรียบร้อยเสียก่อน แล้วจึงค่อยนำมาคลุกเคล้ากับข้าวเหนียว ที่หุงสุกใหม่ๆ

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ คือ การนำหมูที่คลุกเคล้ากับเมล็ดข้าวเหนียว เสียบไม้เรียบร้อยแล้ว มาตากแดด 1 แดดนั้น ต้องตากให้เนื้อหมูแห้งพอประมาณ ในระยะเวลาที่พอดี เมื่อนำมาทอดจะได้หมูทอดที่นุ่ม อร่อย และที่สำคัญกรอบด้วยเมล็ดข้าวเหนียวที่ผ่านการทอดด้วยน้ำมัน โดยเมล็ดข้าวเหนียวทอดจะอยู่เป็นเนื้อเดียวกันกับเนื้อหมู เกาะอยู่บริเวณรอบๆ ของชิ้นเนื้อหมู

ร้านหมูหมักข้าวเหนียว แดดเดียว หนึ่งเดียว มีหน้าร้านเล็กๆ อยู่ก่อนถึงแหล่งท่องเที่ยวดอนหอยหลอด สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของจังหวัดสมุทรสงคราม เพียง 2 กิโลเมตรเท่านั้น (ร้านอยู่ด้านซ้ายมือ ตรงข้ามประตูด้านหน้าของวัดศรัทธาธรรม) ที่สำคัญ ราคาไม้ละ 10 บาทเท่านั้น การันตีความอร่อย โดยแม่ค้าเลือดสมุทรสงครามแท้ๆ คุณแก้วตา กลิ่นทิพย์ โทร. 081-586-2338

กรมส่งเสริมการเกษตร แนะวิธีป้องกันกำจัดหนอนกระทู้หอมเข้าทำลายผลผลิตในช่วงฤดูหนาวต่อฤดูร้อน

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า หนอนกระทู้หอมทำลาย
พืชเศรษฐกิจมากกว่า 30 ชนิด ทั้งพืชผัก พืชไร่ ไม้ผลและไม้ดอก โดยเฉพาะพืชผักตระกูลหอม ซึ่งหนอนกระทู้หอมมักระบาดในช่วงฤดูหนาวต่อฤดูร้อนจึงขอแนะนำเกษตรกรผู้ปลูกหอม ทั้งหอมแดง หอมแบ่ง หอมหัวใหญ่ หมั่นสำรวจแปลงอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง หากพบกลุ่มไข่ให้เก็บทำลาย กรณีเริ่มพบหนอน สามารถใช้ชีวภัณฑ์ เช่น เชื้อแบคทีเรีย (บีที)

เชื้อไวรัส เอ็นพีวี มาฉีดพ่นกำจัดหนอนกระทู้หอมในแปลงได้ โดยใช้ตามคำแนะนำในฉลาก ซึ่งเชื้อทั้ง 2 ชนิด จะทำให้หนอนเกิดโรคและตายในที่สุด สำหรับตัวเต็มวัยของหนอนกระทู้หอมที่เป็นผีเสื้อกลางคืนสีน้ำตาลปนเทา ขนาด 2 เซนติเมตร (เมื่อกางปีก) กลางปีกคู่หน้ามีจุดสีน้ำตาลอ่อน 2 จุด ปีกคู่หลังสีเทาใส กำจัดได้โดยการใช้กับดักที่ประดิษฐ์ได้โดยภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งการใช้ชีวภัณฑ์เป็นวิธีการที่ปลอดภัยต่อเกษตรกรผู้ใช้ ไม่มีพิษตกค้างในผลผลิต นอกจากนี้ การใช้เชื้อไวรัส เอ็นพีวี สามารถลดต้นทุนการผลิตได้ เนื่องจากเกษตรกรสามารถผลิตได้ด้วยตัวเอง

กรณีจำเป็นต้องใช้สารเคมีให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร โดยใช้สารเคมีป้องกันกำจัดหนอนกระทู้หอม ได้แก่ อีมาเม็คติน เบนโซเอท 1.92% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือคลอแรนทรานิลิโพรล 5.17% เอสซี อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คลอร์ฟีนาเพอร์ 10% เอสซี อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อินโดซาคาร์บ 15% เอสซี อัตรา 30 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือคลอร์ฟลูอาซูรอน 5% อีซี อัตรา 20-30 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นกำจัดแมลงทุก 7 วัน ติดต่อกัน 2 ครั้ง และต้องสลับกลุ่มสารทุก 30 วัน เพื่อลดความต้านทานชนิดสารเคมีของศัตรูพืช

อย่างไรก็ตาม หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว เกษตรกรควรไถตากดินเพื่อกำจัดดักแด้ และเก็บเศษซากพืชอาหารเพื่อลดแหล่งอาหารในการขยายพันธุ์ของหนอนกระทู้หอม เพื่อป้องกันการแพร่พันธุ์อีกทางหนึ่งด้วย