สำหรับการดำเนินโครงการฯ ปี 2562 และระยะต่อไป

ในส่วนของภาคเกษตร มีสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดน่าน เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก ร่วมด้วยหน่วยงานต่างๆ อาทิ สำนักงานเกษตรจังหวัดน่าน ปศุสัตว์จังหวัดน่าน ประมงจังหวัดน่าน สหกรณ์จังหวัดน่าน และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 ร่วมขับเคลื่อนโครงการ ซึ่งขณะนี้ มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ ระดับพื้นที่ไปแล้วจำนวน 3 ครั้ง เพื่อสร้างความเข้าใจ

รับฟังความต้องการของเกษตรกร จัดทำฐานข้อมูลด้านการเกษตรของโครงการ และยกร่างกรอบแนวทางและการพัฒนาตาม Road Map ภายใต้วิสัยทัศน์ ภาคการเกษตรที่ว่า “เป็นแหล่งศึกษาความสำเร็จของการพัฒนาตามแนวพระราชดำริด้านการเกษตร เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี จากคุณค่าของการดำรงความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ ทรัพยากรธรรมชาติ และวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างยั่งยืนด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

และเกษตรทฤษฎีใหม่” โดยจะดำเนินการตามแผนปฏิบัติงานโครงการศูนย์ภูฟ้าฯ ในด้านต่างๆ อาทิ งานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรและชนเผ่ามละบริ รวมทั้งการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร ด้วยการอบรมเกษตรกร ด้านพืช ด้านการเลี้ยงสัตว์บนพื้นที่สูง การจัดทำบัญชีต้นทุนอาชีพ และการส่งเสริมพัฒนาแหล่งน้ำ รวมทั้งการจัดหาแหล่งน้ำ การซ่อมแซมและบำรุงรักษาระบบท่อส่งน้ำ และระบบบ่อบาดาล เป็นต้น

ทั้งนี้ ในปี 2561 สศท.2 รับผิดชอบติดตามและรายงานผลโครงการ ซึ่งผลการติดตามพบว่า ทุกหน่วยงานสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมาย โดยในพื้นที่ทรงงาน จำนวน 1,800 ไร่ ได้ดำเนินกิจกรรมต่างๆ อาทิ การผลิตชาอู่หลง การสร้างป่าสร้างรายได้ (กาแฟ) ศูนย์สาธิตการสร้างตนเองภูฟ้าฯ และมีการทำเกษตรกรผสมผสาน และวนเกษตร ซึ่งมีเกษตรกร เข้าร่วม จำนวน 127 ราย และในส่วนของพื้นที่ขยาย 3 พื้นที่ ได้แก่ 1) บ้านนากอก หมู่ 1 ตำบลภูฟ้า จำนวน 100 ไร่ ได้ดำเนินการเป็นพื้นที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ชุมชน

และธนาคารข้าว 2) บ้านห้วยลอย หมู่ 6 ตำบลภูฟ้า จำนวน 50 ไร่ เป็นศูนย์เรียนรู้การเกษตรบนพื้นที่สูง และ 3) บ้านห้วยกานต์ หมู่ 1 ตำบลขุนน่าน พื้นที่จำนวน 200 ไร่ ได้จัดการที่ดินเพื่อปลูกข้าวสำหรับบริโภค ส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้ ซึ่งมีหน่วยงานต่างๆ ในกระทรวงเกษตรฯ ร่วมบูรณาการ ซึ่งคาดว่า ผลจากการเดินหน้าโครงการในปี 2562 จะส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้ประจำขั้นต่ำ 10,000 บาท/คน/เดือน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วยการสร้างคุณค่าจากทรัพยากรตามภูมิประเทศและภูมิสังคม ซึ่ง สศท.2 จะติดตามและรายงานผลโครงการให้ทราบเป็นระยะต่อไป

ธนาคารกรุงเทพ แนะ ผู้ประกอบการจะรับมืออย่างไรในยุคสังคมไร้เงินสด?!! ฟังกลยุทธ์ตั้งรับปรับเปลี่ยนโดย คุณปานระพี รพิพันธุ์ กูรู และผู้ประกอบการตัวจริง พลาดไม่ได้รายการ SME Clinic วันพุธที่ 21 สิงหาคม 2562 เวลา 19.00 น. ทาง Facebook Fanpage bangkokbanksme

นายพีระ เอี่ยมสุนทร นายอำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด เป็นประธานเปิด โครงการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พร้อมนำหัวหน้าส่วนราชการ ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ ประชาชนจิตอาสา และพนักงาน โรงเพาะฟักลูกกุ้งภาคตะวันออก (ตราด) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) โดย นางสาว สารินี ตันติภาสวศิน รองกรรมการผู้จัดการ ซีพีเอฟ เข้าร่วมพิธีกล่าวคำปณิธานร่วมกันทำความดี พร้อมลงนามถวายพระพรต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และร่วมกันปลูกต้นรวงผึ้ง ต้นไม้ประจำรัชกาลที่ 10 อีกทั้ง ร่วมกันบำเพ็ญประโยชน์ ทำความสะอาดบริเวณพื้นที่รอบชุมชน ณ บ้านธรรมชาติล่าง หมู่ที่ 6 ตำบลคลองใหญ่ อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ ซีพี ออลล์ ลงนามความร่วมมือ การวิจัยและพัฒนาการเตรียมสารสกัดจากส่วนคัดทิ้งของกะเพรา (ดอก กิ่ง ก้าน และลำต้น) จากโรงงานผลิตอาหารพร้อมรับประทานและการศึกษาฤทธิ์ลดไขมัน ปกป้องเซลล์ตับ ฆ่าเซลล์มะเร็ง สานต่อปณิธานอันมุ่งมั่นของซีพี ออลล์ “ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสให้ทุกคน” ที่จะร่วมพัฒนาสิ่งแวดล้อม ชุมชนและสังคมอย่างต่อเนื่อง

ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) กล่าวถึงนโยบายขององค์กรและวัตถุประสงค์ความร่วมมือว่า วว. มุ่งดำเนินงานด้านวิจัย พัฒนา วิเคราะห์ ทดสอบ สอบเทียบ การถ่ายทอดเทคโนโลยี ทั้งเชิงพาณิชย์และเชิงสังคม รวมถึงความร่วมมือทางวิชาการ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจสังคมนวัตกรรม และขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อนำไปใช้ในการสนับสนุน ส่งเสริม และร่วมดำเนินการกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเชิงบูรณาการ ตลอดจนมีการพัฒนาเครือข่ายในการพัฒนางานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) อย่างเป็นระบบ เพื่อแก้ไขปัญหาของภาคเศรษฐกิจและสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ วทน.เป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญ ซึ่งมีความสอดคล้องกับพันธกิจของ บมจ. ซีพี ออลล์ ที่มุ่งตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคด้วยสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ และเป็นนวัตกรรมใหม่ๆ อยู่เสมอ

“วัตถุประสงค์ความร่วมมือของโครงการวิจัยและพัฒนาการเตรียมสารสกัดฯ ในครั้งนี้ มุ่งวิจัยและพัฒนาการเตรียมสารสกัดจากส่วนคัดทิ้งของกะเพรา ได้แก่ ดอก กิ่ง ก้าน และลำต้น จากโรงงานผลิตอาหารพร้อมรับประทานซีพีแรม ซึ่งศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร วว. จะทำการศึกษาฤทธิ์ลดไขมัน ปกป้องเซลล์ตับ ฆ่าเซลล์มะเร็ง ผ่านการดำเนินการ ร่วมกับ บมจ. ซีพี ออลล์ โดย วว. จะนำศักยภาพความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยและให้บริการวิเคราะห์ทดสอบด้านผลิตภัณฑ์นวัตกรรมสมุนไพรที่ได้มาตรฐานยอมรับในระดับสากลและสนองตอบ ต่อความต้องการของลูกค้ามากว่า 56 ปี เข้ามาร่วมต่อยอดองค์ความรู้ในการพัฒนาด้านต่างๆ ภายใต้โครงการให้ประสบผลสำเร็จเป็นรูปธรรม” ผู้ว่าการ วว. กล่าว

“กะเพรา” ถือได้ว่าเป็นพืช และสมุนไพรไทยที่มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ คนไทยนิยมนำมาประกอบอาหารเป็นเมนูจานเด็ด อย่างเช่น ผัดกะเพรา เป็นเมนูยอดนิยมของคนไทยมายาวนาน

ข้าวกะเพราถือเป็นอีก 1 เมนูยอดฮิตของร้านเซเว่นฯ ที่ผู้บริโภคนิยมมากเป็นอันดับต้นๆ ผลิตโดย “ซีพีแรม” ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอาหารพร้อมรับประทานในกลุ่มธุรกิจซีพี ออลล์ ซึ่งในกระบวนการผลิต ยังมีส่วนของการคัดแยกใบกะเพรา และมีส่วนคัดทิ้งคือดอก กิ่ง ก้าน และลำต้น ซีพี ออลล์จึงเกิดแนวคิดที่จะนำส่วนที่คัดทิ้งดังกล่าวมาทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคม

ทางด้าน นายวิเศษ วิศิษฏ์วิญญู กรรมการบริหาร บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้ก่อตั้งร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ในประเทศไทย กล่าวว่า ทุกวันนี้กะเพราเป็นวัตถุดิบหลักของอาหารกล่องพร้อมรับประทาน ถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีบทบาทสำคัญในแง่ความมั่นคงของอาหาร อีกทั้งซีพีแรม บริษัทในกลุ่มบริษัทซีพี ออลล์ ยังได้ศึกษา วิจัย ค้นคว้าสายพันธุ์กะเพราที่มีความหอม รสชาติเผ็ด จนพบสายพันธุ์กะเพราพื้นบ้านที่ดีที่สุด และได้ส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงกับโรงงานผลิตอาหารพร้อมรับประทานของซีพีแรม ร่วมกันปลูก เพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัวภายใต้โครงการ “เกษตรกรคู่ชีวิต” ทำให้มีใบกะเพราที่ดี มีคุณภาพ ไปปรุงอาหารให้ผู้บริโภคได้รับประทานและส่งผลดีต่อสุขภาพ แต่ในกระบวนการผลิตอาหารพร้อมรับประทาน กะเพรายังมีส่วนคัดทิ้ง ได้แก่ ดอก กิ่ง ก้าน และลำต้น อีกเป็นจำนวนมากที่ไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์

“การต่อยอดนำส่วนคัดทิ้งของกะเพรามาทำให้เกิดประโยชน์ จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคม ส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้ที่สูงขึ้นและมั่นคง อีกทั้งยังสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับเกษตรกรและสังคม จึงได้ร่วมกับ วว. วิจัยและพัฒนาการเตรียมสารสกัดจากส่วนคัดทิ้งของกะเพรา ซึ่งสามารถนำมาสกัดน้ำมันหอมระเหยเพื่อใช้ปรุงอาหาร นอกจากนั้น ยังสามารถนำมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อวงการแพทย์ และวงการเภสัชกรรมได้อีกด้วย” นายวิเศษ อธิบาย

โดยความร่วมมือดังกล่าวเป็นไปตามปณิธานองค์กรของซีพี ออลล์ คือ “ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสให้ทุกคน” สร้างให้เกิดนวัตกรรมในการขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน ควบคู่ไปกับการพัฒนาสิ่งแวดล้อม ชุมชนและสังคมอย่างต่อเนื่อง

นายดิลก สิริเพ็ญโสภา รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านธุรกิจฟาร์ม บริษัท เมียนมาร์ ซี.พี. ไลฟ์สต็อก จำกัด หรือ ซี.พี. เมียนมา ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ นำคณะผู้นำรุ่นใหม่ หลักสูตร Myanmar Leader Develop Leader รุ่นที่ 3 (MLDL) ร่วมโครงการ Food for Life ปีที่ 11 มอบความสุขและสร้างกำลังใจให้ผู้สูงอายุ โดยมีกิจกรรมจัดเลี้ยงอาหารกลางวัน การปรับทัศนียภาพบ้านพักให้สะอาด สวยงาม น่าอยู่ พร้อมมอบเครื่องอุปโภคบริโภค และมอบเงินบริจาคในการจัดซื้อเครื่องปรับอากาศ ณ บ้านพักคนชรา ชู่ย มิน วุน เขตเมงกะลาดง เมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา

ฯพณฯ อู ตอง ทุน รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจและการลงทุน ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความร่วมมือโครงการกองทุนหมู่บ้าน (Local Village Fund) ระหว่าง นายอ่อง ซาน โอ ประธานคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านเปตอ, นายวิรัติ วงศ์พรภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมียนมา ซี.พี. ไลฟ์สต๊อก จำกัด ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซี.พี. เมียนมา และ นายเมี้ยน ซอ กรรมการผู้จัดการธนาคารเอ-ยา เพื่อบูรณาการความร่วมมือภาครัฐและเอกชนในการสร้างรายได้ให้ชาวเมียนมา ณ โรงแรม M Gallery เมืองเนปิดอ ประเทศเมียนมา

นักวิจัย ม.เชียงใหม่ ระบุผู้ป่วยโรคปอดอุดตันเรื้อรังในจังหวัดเชียงใหม่ มีการแตกหักของดีเอ็นเอสูงกว่าปกติ 200 เท่า ขณะที่อีกงานวิจัยชี้ PM 2.5 ส่งผลโลกร้อนมากขึ้นกระทบกันเป็นลูกโซ่ จับมือ 3 ม.ดังในจีนทำวิจัยร่วมกันหวังตอบโจทย์มากขึ้น

ผศ.ดร.กลิ่นเทียน วรรณภักตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หัวหน้าโครงการการศึกษาการแตกหักของดีเอ็นเอในผู้ป่วยโรคปอดอุดตันเรื้อรังในจังหวัดเชียงใหม่ในช่วงที่มีมลพิษทางอากาศสูงและต่ำ ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เปิดเผยว่า หลังจากได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานของปอดและความถี่ของการเกิดการแตกหักของดีเอ็นเอในเยื่อบุกระพุ้งแก้ม โดยเปรียบเทียบอัตราการแตกหักของดีเอ็นเอในช่วงที่มีมลพิษทางอากาศสูง ค่า PM 10 สูงเกิน 50 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร กับช่วงที่มีมลพิษทางอากาศต่ำ ไม่เกิน 50 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ในกลุ่มผู้ป่วยโรคปอดอุดตันเรื้อรังจำนวน 58 คน และอาสาสมัครสุขภาพดีจำนวน 26 คน ที่อาศัยในอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ พบว่าในช่วงเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มีระดับฝุ่นสูงเกินมาตรฐาน จะมีอัตราการแตกหักของดีเอ็นเอสูงกว่าช่วงเดือนสิงหาคม

นักวิจัยระบุเพิ่มเติมว่า คนไข้ที่ป่วยเป็นโรคปอดอุดตันเรื้อรังจะมีความไวต่อพิษฝุ่นมากกว่ากลุ่มอาสาสมัครที่มีสุขภาพแข็งแรง โดยอัตราการแตกหักของดีเอ็นเอในคนไข้กลุ่มนี้จะสูงกว่าคนปกติถึง 200 เท่า ถึงแม้การแตกหักของดีเอ็นเอจะสามารถซ่อมแซมได้ แต่กระบวนการซ่อมแซมต้องอาศัยเวลา ซึ่งหากสัมผัสฝุ่นพิษซ้ำๆ ร่างกายทำการซ่อมแซมไม่ทัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ป่วยโรคปอดอุดตันเรื้อรัง อาจส่งผลให้มีการทำลายเนื้อเยื่อในระบบทางเดินหายใจเพิ่มมากขึ้น เพิ่มความรุนแรงของโรค และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งในอนาคต

ขณะที่ ดร.ทิพวรรณ ประภามณฑล หัวหน้าโครงการ “ผลกระทบร่วมของคุณลักษณะทางเคมีของฝุ่นละอองขนาดเล็ก สภาพภูมิอากาศ และผลต่อสุขภาพ จากการปลดปล่อยการเผาชีวมวลในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย” จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่าปัจจุบันสภาพภูมิอากาศมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ทั้งความร้อน อุณหภูมิ และความชื้น ที่เห็นได้ชัดเจนในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังมีแก๊สต่างๆ เช่น คาร์บอนมอนอกไซด์ โอโซน ไนโตรเจนไดออกไซด์

ซึ่งแก๊สเหล่านี้จะช่วยกันผสมโรงทำให้เกิดความเป็นพิษด้วย เมื่อทั้งสองส่วนทำปฏิกิริยากัน ทำให้เกิดความรุนแรงของความเป็นพิษในมลพิษทางอากาศมากขึ้น องค์ประกอบทางเคมีที่อยู่บนฝุ่น PM 2.5 สามารถนำสารที่เกาะอยู่บนตัวฝุ่นเข้าสู่ร่างกายได้มากกว่าและลึกกว่า ในปริมาณความเข้มข้นเท่ากับ PM 10 โดย PM 2.5 จะมีพื้นผิวเยอะกว่าในน้ำหนักที่เท่ากัน เช่น 50 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ทำให้เรามีความกังวลเรื่องผลกระทบทางสุขภาพจากการสัมผัสฝุ่นจิ๋ว PM 2.5 หรือฝุ่นที่เล็กกว่า ไม่ว่าจะเป็น PM 1 หรือ PM 0.1 (ฝุ่นนาโน) ที่จะเข้าไปในร่างกายลึกมากขึ้นไปอีก

“โลกร้อนจะทำให้ใบไม้แห้งและมีโอกาสเกิดการเผาไหม้มากขึ้น ในทำนองเดียวกันการเผาไหม้ทำให้เกิดสารสู่ชั้นบรรยากาศที่จะดูดซับทำให้เกิดโลกร้อนมากขึ้น เป็นตัวเสริมซึ่งกันและกัน เมื่ออากาศร้อนและเปิดแอร์มากขึ้น ปล่อยความร้อนสู่บรรยากาศมากขึ้น พืชแห้งแล้งมากขึ้น บวกกับอากาศแห้งมากๆ จึงเกิดไฟป่า เป็นผลกระทบลูกโซ่ นอกจากนี้ พืชที่อยู่ในสภาพอากาศแห้งแล้งมากๆ จะต่อสู้ด้วยการปล่อยสารอินทรีย์ระเหยในชั้นบรรยากาศ ทำให้มนุษย์ได้รับผลกระทบ ซึ่งสารดังกล่าวนักวิจัย “กำลังให้ความสนใจกันมาก”

ปัจจุบัน ดร.ทิพวรรณกำลังทำวิจัยภายใต้ความร่วมมือกับ 3 มหาวิทยาลัยในประเทศสาธารณรัฐประชาจีน ประกอบด้วย งานวิจัยต้นกำเนิดการเกิดมลพิษร่วมกับมหาวิทยาลัยนานจิง โดยจะส่งตัวอย่างฝุ่น PM 2.5 และแก๊สมลพิษทางอากาศใน 6 พื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่ และแก๊สมลพิษทางอากาศ ไปทำการวิเคราะห์หาปริมาณองค์ประกอบทางเคมีที่ถูกปลดปล่อยจากการเผาชีวมวลและการจราจร รวมถึงงานวิจัยผลกระทบทางสุขภาพร่วมกับคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง เพื่อวิเคราะห์สารที่เข้าสู่ร่างกายในเชิงลึก และงานวิจัยด้านผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศร่วมกับมหาวิทยาลัยชิงหัว โดยสร้างแบบจำลองจากข้อมูลปฐมภูมิจากสารเคมีในฝุ่นและผลกระทบเชิงสุขภาพ ซึ่งจะทำให้ตอบโจทย์ได้มากขึ้น

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา จัดทำข้อมูลในการแจ้งเตือนเกษตรกรงดเผาในพื้นที่ทำการเกษตร

รายสัปดาห์ จากการคาดการณ์สภาวะทางอุตุนิยมวิทยาล่วงหน้า ในช่วงวันที่ 29 มีนาคม – 4 เมษายน 2562 คาดว่า อากาศจะไหลเวียนไม่ดี ก่อให้เกิดการสะสมของฝุ่นละอองและหมอกควัน แม้อาจจะมีลมและฝนบ้างแต่ก็ยังไม่สามารถช่วยพัดฝุ่นละอองและหมอกควันออกจากพื้นที่ได้ และยังคงส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนโดยตรง ซึ่งในพื้นที่ตอนบนของประเทศไทย อากาศร้อน มีลมอ่อน และฝนน้อย โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน เลย อุดรธานี หนองบัวลำภู และพื้นที่ภาคกลาง โดยเฉพาะจังหวัดราชบุรี ดังนั้น กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอความร่วมมือเกษตรกรงดเผาวัสดุการเกษตรในพื้นที่ดังกล่าวอย่างเด็ดขาด

สำหรับพื้นที่จังหวัดอื่นตลอดจนภาคใต้ คาดว่าจะมีสภาพอากาศร้อน มีลมและฝนปานกลาง เกษตรกรไม่ควรเผาวัสดุการเกษตร เพื่อไม่ให้เกิดการสะสมของฝุ่นละอองและหมอกควันเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ เกษตรกรหรือประชาชนทั่วไปสามารถติดตามข่าวสารสภาพอากาศล่วงหน้าได้ทุกสัปดาห์ ตลอดจนขอคำแนะนำในการกำจัดเศษวัสดุทางการเกษตรเพิ่มเติม ได้ที่ กรมส่งเสริมการเกษตร โทรศัพท์ 0 2579 0163 และสายด่วนกรมอุตุนิยมวิทยา 1182

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับ หน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ สภาเกษตรกรแห่งชาติ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานพันธมิตร จัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการให้แก่เกษตรกร/ผู้ประกอบการธุรกิจด้านเกษตรจังหวัดกำแพงเพชร สร้างโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยี เสริมทักษะเพื่อเป็นเกษตรกรยุคใหม่ เพิ่มมูลค่า “กล้วยไข่” ผลิตภัณฑ์การเกษตรของจังหวัดตั้งแต่ต้นทาง กลางทางถึงปลายทาง เน้นเสริมประสิทธิภาพการผลิตด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม คาดช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิต สร้างรายได้ เสริมความเข้มแข็งให้แก่อาชีพเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน

นายสายันต์ ตันพานิช รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ วว. ในฐานะประธานในพิธีเปิดกิจกรรมสัญจรภูมิภาคโครงการพัฒนาเกษตรกรด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อเพิ่มมูลค่าของผลิตผลทางการเกษตรภาคเหนือ (กล้วยไข่) ชี้แจงว่า วว. ได้รับมอบหมายจากกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ให้เป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการความร่วมมือภายใต้โครงการ “การพัฒนาเกษตรกรด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม หรือ Innovative Agriculture” เพื่อนำผลงานวิจัย เทคโนโลยี

และนวัตกรรมไปสนับสนุนการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันภาคการเกษตรของประเทศ สอดคล้องกับทิศทางของประเทศไทย 4.0 ภายใต้แนวทางการปรับเปลี่ยนการเกษตรแบบเดิม (Traditional Farming) ซึ่งใช้แรงงานเป็นหลัก ไปสู่การพัฒนาด้วยระบบบริหารจัดการและการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ (Smart Farming) มุ่งเน้นการเข้าถึงและใช้ประโยชน์เทคโนโลยี และนวัตกรรมทางการเกษตรของเกษตรกรและผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร สำหรับการดำเนินงานโครงการฯ ในปี พ.ศ. 2562 นี้ มุ่งเน้นดำเนินงานในพืชหลักของไทยใน 3 ภูมิภาค ได้แก่ “ไม้ดอกไม้ประดับ” ในจังหวัดเลย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ “ทุเรียน” ในจังหวัดชุมพร ภาคใต้ และ “กล้วยไข่” ในจังหวัดกำแพงเพชร ภาคเหนือ

“กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มุ่งหวังให้เกิดการเปลี่ยนเกษตรกรให้เป็นเกษตรกรยุคใหม่ โดยใช้หลักการของวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่ต้นทาง กลางทางถึงปลายทาง เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนการผลิต สร้างรายได้ สร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนแก่อาชีพเกษตรกรรม เน้นการเข้าถึงและใช้ประโยชน์เทคโนโลยี และนวัตกรรมทางการเกษตรของเกษตรกรและผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมโดยเฉพาะกล้วยไข่ให้ดี มีมาตรฐาน สามารถจำหน่ายได้ทั้งตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ” รองผู้ว่าการ วว.กล่าวเพิ่มเติม

นายไพโรจน์ แก้วแดง รองผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร ชี้แจงเพิ่มเติมว่า กล้วยไข่ เป็นพืชอัตลักษณ์ของจังหวัดกำแพงเพชรมาเป็นเวลาเกือบ 100 ปี กล้วยไข่กำแพงนั้น เป็นผลไม้ประจำถิ่นที่ผูกพันกับขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิมของท้องถิ่น แต่ปัจจุบันพื้นที่การปลูกกล้วยไข่ลดลงเป็นอย่างมาก เนื่องจากปัญหาลมพายุ ทำให้ต้นกล้วยไข่เกิดการโค่นล้มขณะที่ใกล้ได้รับผลผลิต พื้นที่เกิดความเสียหาย ชาวสวนบางรายจึงเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น การที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ โดย วว. และหน่วยงานเครือข่าย ลงพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชรในครั้งนี้ ถือว่าเป็นโอกาสที่ดียิ่งสำหรับเกษตรกรชาวสวนกล้วยไข่ แสดงให้เห็นว่าผลไม้ไทยที่ยังเป็นที่ต้องการของตลาดในและต่างประเทศ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า กล้วยไข่เมืองกำแพงจะกลับมาสร้างชื่อเสียงอีกครั้ง ด้วยการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาใช้เพื่อเพิ่มมูลค่า ช่วยสร้างรายได้ และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้แก่เกษตรกรของจังหวัดได้อีกทางหนึ่ง

สำหรับกิจกรรมสัญจรภูมิภาคฯ ในครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27–28 มีนาคม 2562 ณ อาคารทีปังกรรัศมีโชติ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร กิจกรรมทั้งสองวันมุ่งเน้นให้ความรู้กับเกษตรกรรายย่อย กลุ่มเกษตรกร และผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร ผ่านการจัดแสดงนิทรรศการเทคโนโลยีของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ หน่วยงานพันธมิตร เกษตรกรต้นแบบ และการอบรมเชิงปฏิบัติการ ในหลักสูตรต่างๆ อาทิ ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดคุณภาพสูง เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศกับการเกษตรเชิงพื้นที่

นวัตกรรมการผลิตกล้วยไข่เชิงการค้าแนวใหม่ การใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาคุณภาพ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ การแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารจากกล้วยไข่ เทคนิคให้ได้มาตรฐาน อย. การสร้างแบรนด์และการพัฒนาบรรจุภัณฑ์สำหรับผลิตผลทางการเกษตร เครื่องจักรแปรรูปผลิตผลเกษตรสร้างอาชีพ การวางแผนธุรกิจสำหรับผลิตผลทางการเกษตร อันเป็นกิจกรรมที่จะช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจและทักษะ รวมทั้งเปิดมุมมองใหม่ให้แก่เกษตรกรได้เห็นถึงความสำคัญของการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปช่วยในการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และต่อยอดเป็นธุรกิจให้กับเกษตรกร