สำหรับการทำตลาดเพื่อจำหน่ายเมล่อนภายในสวนนั้น

คุณอรัญญา บอกว่า จะมีการถ่ายภาพอยู่เสมอลงในเพจของตัวเอง โดยมีการเล่าเรื่องราวของการขายอย่างเป็นลำดับเหตุการณ์ เพื่อให้ลูกค้าได้เห็นถึงการเติบโตของเมล่อนในช่วงวัย และที่เป็นจุดเด่นของการนำเสนอนั้นก็คือตัวเธอเอง ที่มีการแต่งกายไปถ่ายรูปเพื่อโปรโมตสินค้า จึงทำให้คนที่พบเห็นสดุดตาและเกิดเป็นจุดขายใหม่ที่เธอมีส่วนร่วมในจุดนี้ด้วย

“เราเป็นคนชอบถ่ายรูป ก็เลยสร้างจุดขายให้ทุกคนเห็นว่าเกษตรกรก็สวยได้ เพราะเราเป็นเกษตรกรสมัยใหม่ เราสามารถที่จะสร้างจุดขายตรงนี้ให้ทุกคนได้เห็นว่า การเกษตรทำได้แบบสวยๆ ช่วงแรกก็มีคนถามว่าเรานี่ใช่เกษตรกรจริงเหรอ ทำเองจริงเหรอ แต่พอเขาได้มาสัมผัสก็เลยรู้ว่า เราทำจริง เราไม่ได้ทำเล่นๆ ก็จะยิ่งเป็นจุดขายทำให้เราเป็นแรงบันดาลใจให้กับหลายๆ คนได้ ว่าเราก็สวยได้แม้เราเป็นเกษตรกร” คุณอรัญญา บอก

โดยน้ำหนักเฉลี่ยของผลเมล่อนราคาจะอยู่ที่ 1-2 กิโลกรัม โดยการขนส่งหลักๆ จะเน้นส่งทางเคอรี่เป็นหลัก เพราะด้วยระบบการขนส่งปัจจุบันที่ค่อนข้างทันสมัยและสินค้าทางการเกษตรไม่เสียหาย จึงทำให้สามารถส่งให้ลูกค้าได้ง่ายและสะดวก

สำหรับท่านใดที่สนใจในเรื่องของการปลูกเมล่อน สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณ อรัญญา บุญมีมาพาสุข บ้านเลขที่ 359/48 หมู่บ้านประชาสุข บางมด ทุ่งครุ กทม. 10140 หมายเลขโทรศัพท์

“มะยงชิด” ผลไม้มากคุณค่า ถูกจัดให้อยู่ในประเภทของฝากที่คนกินไม่ได้ซื้อ คนซื้อไม่ได้กิน เนื่องจากเป็นผลไม้ที่ทรงคุณค่า คนส่วนใหญ่มักจะนิยมซื้อเป็นของฝากญาติผู้ใหญ่ที่เคารพรัก เป็น ผลไม้ที่มีราคาสูง มีสรรพคุณเหมือนยาอายุวัฒนะ ช่วยให้ร่างกายกลับคืนความอ่อนเยาว์ชะลอแก่ได้ บวกกับรสชาติที่มีความอร่อยเฉพาะตัว จึงส่งผลให้มะยงชิดกลายเป็นของฝากยอดนิยม หากใครบุกมาถึงถิ่นแล้วไม่ซื้อติดไม้ติดมือกลับ ถือว่าพลาดด้วยประการทั้งปวง มะยงชิด จึงกลายเป็นไม้ผลเศรษฐกิจหลักสร้างรายได้ที่ดีมากให้กับเกษตรกรนครนายกมาอย่างช้านาน

คุณจตุพงษ์ บุญประกอบ อยู่บ้านเลขที่ 18 หมู่ที่ 8 ตำบลศรีนาวา อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก ดีกรีหนุ่มนักเรียนนอก เป็นทั้งคุณครู นักธุรกิจ และอาชีพล่าสุดที่เจ้าตัวกล้าพูดได้อย่างเต็มปากว่า ตนเองนั้นเป็นเกษตรกรยุคโควิดด้วย ส่วนเรื่องราวที่มาที่ไปจากนักเรียนนอกพลิกผันมาสู่การเป็นเกษตรกรบ้านนาได้อย่างไร ตามมาหาคำตอบกัน

คุณจตุพงษ์ เล่าถึงจุดเริ่มต้นการเป็นเกษตรกรว่า ด้วยพื้นฐานเดิมครอบครัวเป็นเกษตรกร พ่อแม่มีอาชีพทำสวนผลไม้อยู่ที่จังหวัดนครนายกมาตั้งแต่เกิด ตนจึงได้คลุกคลีกับอาชีพเกษตรกรรมมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ แต่พอโตขึ้นได้มีโอกาสเข้ามาศึกษาต่อระดับชั้นปริญญาตรีที่กรุงเทพฯ ในภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง จากนั้นได้เข้าศึกษาต่อระดับปริญญาโท คณะบริหารธุรกิจ ที่ประเทศออสเตรเลีย เพื่อต้องการฝึกภาษาและเพื่อจะนำความรู้ด้านบริหารธุรกิจมาต่อยอดสวนผลไม้ที่บ้าน

จึงตัดสินใจเดินทางไปเรียนต่อ ซึ่งหลังจากเรียนจบกลับมาแล้วก็ยังไม่ได้เข้าไปช่วยที่บ้านทำสวนอย่างจริงจัง เพราะตนได้งานประจำเป็นคุณครูสอนภาษาอังกฤษ และเป็นทั้งนักธุรกิจเปิดบริษัทยานยนต์ไฟฟ้ากับเพื่อนด้วย ส่วนในด้านการเกษตรนั้นได้มีการวางแผนไว้ว่า อีก 5 ปีข้างหน้าถึงจะกลับมาทำสวนอย่างจริงจัง แต่สิ่งที่วางแผนไว้ก็เร็วเกินคาด จากที่เคยวางแผนไว้อีก 5 ปี กลายเป็นว่าตอนนี้ได้กลายเป็นเกษตรกรตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา เนื่องจากสถานการณ์โควิดที่ทำให้ธุรกิจทุกอย่างชะงัก นี่จึงเป็นที่มาของเกษตรกรยุคโควิดนั่นเอง

ใช้ความรู้ที่เรียนกลับมาพัฒนา
สวนไม้ผลของที่บ้าน สร้างยอดขายสุดปัง
เจ้าของบอกว่า ด้วยความที่พื้นฐานเดิมพ่อแม่เป็นเกษตรกรอยู่แล้ว จึงนับว่าตนเองโชคดีในด้านของการประหยัดเวลาลองผิดลองถูกด้วยตนเอง จึงใช้ความรู้ที่เรียนมาและโอกาสที่มีมากกว่าคนอื่นเข้ามาพัฒนาระบบจัดการสวนผสมผสานของครอบครัวให้ง่ายยิ่งขึ้น ด้วยการนำระบบ IOT มาประยุกต์ใช้ภายในสวน รวมถึงด้านการตลาดและการแปรรูปด้วย

โดยที่สวนเป็นลักษณะของเกษตรผสมผสาน แบ่งเป็น กระท้อน 500 ต้น มะยงชิดทูลเกล้า 500 ต้น ทุเรียน 500 ต้น มะม่วง 500 ต้น นอกจากนี้ยังมี มะดัน กล้วย มังคุด เงาะ และสะเดา อีกพอประมาณ บนพื้นที่กว่า 70 ไร่ สิ่งแรกที่ได้เข้ามาบริหารจัดการคือ ระบบน้ำ จากเดิมใช้ปั๊มแล้วเดินรดน้ำ เปลี่ยนมาใช้ระบบไทม์เมอร์แบ่งโซนตั้งเวลารดน้ำ และล่าสุดได้มีการพัฒนาใช้ระบบโซล่าร์เซลล์ปั๊มน้ำจากบ่อขึ้นมา แล้วตั้งเวลารดน้ำอัตโนมัติไว้ ลำดับถัดมาจะเป็นเรื่องของดิน พยายามใช้ IOT เข้ามาตรวจสอบสภาวะแวดล้อมภายในฟาร์มเพื่อควบคุมบริหารจัดการในเรื่องของสภาพดินว่ามีความสมบูรณ์หรือไม่ รวมถึงการลดใช้สารเคมี หันกลับมาใช้อินทรีย์มากขึ้น และในส่วนของการกำจัดศัตรูพืช มีการใช้สารสกัดจากธรรมชาติเข้ามาช่วยในการกำจัดศัตรูพืช ลำดับสุดท้าย เข้ามาพัฒนาในเรื่องของการตลาด จากเดิมขายเพียงผลสดอย่างเดียว พอหมดฤดูกาลก็ขาดรายได้ ตนจึงคิดเรื่องของการแปรรูปขึ้นมาเพื่อให้มีผลผลิตขายได้ตลอดทั้งปี

เทคนิคปลูกมะยงชิดอย่างไร
ให้ขายได้ทั้งผลผลิตและกิ่งพันธุ์
ก่อนที่จะไปทราบถึงเทคนิคการปลูกมะยงชิด คุณจตุพงษ์ เล่าถึงจุดเด่นมะยงชิดทูลเกล้าว่า แน่นอนว่าหนึ่งคือ มะยงชิดนครนายกได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI มีลักษณะเด่น คือ ผลใหญ่ รูปไข่ มีสีเหลืองส้ม เนื้อแน่น กรอบ มีกลิ่นหอม เมล็ดลีบสีน้ำตาลอ่อน รสชาติหวานอมเปรี้ยว มีค่าความหวาน 18-22 องศาบริกซ์ มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่ไม่เหมือนมะยงชิดที่ปลูกจากจังหวัดอื่น รวมถึงข้อได้เปรียบของพื้นที่เป็นหินภูเขาไฟที่เหมาะกับการปลูกพืชมากๆ จึงยิ่งส่งผลให้มะยงชิดที่นครนายกมีความโดดเด่นมาก

ส่วนเทคนิคการปลูกนั้น เริ่มต้นที่ขุดหลุมกว้าง 1 ฟุต ลึก 1 ฟุต รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก หลังจากลงดินเสร็จ ประมาณ 1-2 เดือน นำปุ๋ยคอกมาโรยรอบทรงพุ่ม

ระยะห่างระหว่างต้น 3×3 เมตร ซึ่งหลายคนคงสงสัยว่า ทำไมจึงปลูกในระยะห่างเพียงเท่านี้ ก็เพื่อขายกิ่งพันธุ์ด้วยนั่นเอง มะยงชิดเมื่อปลูกได้ระยะเวลา 5-6 ปี หากปลูกในระยะ 3×3 เมตร พอพุ่มชนกันจะเอาไปทำกิ่งพันธุ์ขายได้ กิ่งละ 200-500 บาท แล้วตัดเว้นระยะ โดยวางแผนไว้ว่า จะทำประมาณ 10,000 กิ่ง เพื่อให้มีกิ่งพันธุ์ขายตลอดทั้งปี

ปัญหาและอุปสรรค สำหรับต้นมะยงชิดถือเป็นพืชชั้นครู เพราะปลูกและบังคับยากในเรื่องของการออกดอก เทคนิคสำคัญคือ ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง ทั้งในเรื่องของฤดูกาล อุณหภูมิ ถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการแทงช่อดอก การติดผล ถ้าอุณหภูมิต่ำและมีระยะช่วงที่อุณหภูมิต่ำนานพอสมควร จะทำให้มะยงชิดออกดอกติดผลได้ดีขึ้น หรือถ้าปีไหนไม่ติดดอก ก็จะแก้ปัญหาด้วยวิธีการติดหลอดไฟในทรงพุ่มเพื่อช่วยในการติดดอก ซึ่งในตอนแรกก็ยังไม่เชื่อว่าการติดไฟจะช่วยติดดอกได้จริงๆ แต่ก็ได้มีการทดลองทำและสังเกตมาแล้วว่า ถ้าติดดอกโดยธรรมชาติดอกจะติดนอกทรงพุ่มมองเห็นได้จากด้านนอก แต่ถ้าใช้ไฟช่วย ดอกจะติดในทรงพุ่ม นั่นก็หมายความว่า การติดหลอดไฟมีส่วนช่วยในการติดดอกจริงๆ

และนอกจากนี้ยังต้องระวังในเรื่องของฝน หากฝนตกมาก ก็ให้ระวังเรื่องของเชื้อรา ข้อนี้ถือว่าสำคัญมาก เพราะเคยมีปีหนึ่งที่จังหวัดนครนายกฝนตกหนัก มะยงชิดไม่ออกดอก ส่งผลให้สวนมะยงชิดเสียหายกันทั้งจังหวัด จนไม่สามารถจัดงานมะยงชิดประจำปีได้

ระยะปลูกถึงเก็บเกี่ยว ใช้เวลาประมาณ 5 ปี ฤดูกาลของมะยงชิดคือ ช่วงฤดูหนาว และถ้าหากปีไหนฤดูหนาวมาเร็วก็จะมีผลผลิตออกมาให้ได้ลิ้มรสกันเร็ว แต่ถ้าปีไหนฤดูหนาวมาช้า ผลผลิตอาจคลาดเคลื่อนไปเล็กน้อย

การฟื้ฟูต้นหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จแล้ว เข้าสู่การบำรุงฟื้นฟูต้น ตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่งเพื่อไม่ให้เกิดการสะสมของโรคพืช บำรุงต้นด้วยปุ๋ยคอกโรยรอบทรงพุ่ม ต้นละ 1 กระสอบ จากนั้นรดน้ำ พอเข้าหน้าฝนก็ใส่ปุ๋ยอีกครั้ง จากนั้นรอให้เข้าฤดูหนาว อุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 20-24 องศา ติดกัน 4 วัน ให้เริ่มติดหลอดไฟ แนะนำว่าก่อนที่จะติดหลอดไฟให้สังเกตที่ใบ หากต้นไหนใบยังอ่อนอยู่แสดงว่าต้นนั้นยังไม่สมบูรณ์ ยังไม่พร้อมให้ผลผลิต ให้เลือกติดหลอดไฟต้นที่ใบแก่ ต้นจะมีความสมบูรณ์พร้อมให้ผลผลิตแล้วค่อยติดหลอดไฟ จึงจะได้ผล ซึ่งการติดหลอดไฟนั้นขึ้นอยู่กับขนาดของทรงพุ่ม ถ้าต้นอายุ 5 ปี ให้ติดตรงกลางเพียง 1 หลอด ก็ได้ แต่ถ้าต้น 10 ปี อาจจะติดสัก 3 หลอด แล้วแต่ความเหมาะสม หรืออาจจะแบ่งโซนติดก็ยิ่งดี เลือกเฉพาะโซนที่ดูแล้วว่าไม่สามารถติดดอกเองได้ ก็จะช่วยประหยัดต้นทุน ประหยัดแรงงานไปได้อีกทางหนึ่ง

ปริมาณผลผลิต ประมาณ 100 กิโลกรัม ต่อต้น ผลผลิตเป็นที่น่าพอใจ ขนาดของผลมีทั้ง 12 ผล ต่อ 1 กิโลกรัม สามารถผลิตได้ประมาณ 30-40 เปอร์เซ็นต์ ของผลผลิตทั้งหมด ที่เหลือจะเป็นเบอร์รอง แต่ก็ยังเป็นขนาดที่ใหญ่อยู่ที่ประมาณ 15-16 ลูก ต่อ 1 กิโลกรัม

ราคาขาย กิโลกรัมละ 250 บาท เป็นราคารับซื้อหน้าสวน แต่ถ้านำไปขายที่กรุงเทพฯ ราคาจะพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 500 บาท ถือว่ามะยงชิดเป็นผลไม้อีกหนึ่งชนิดที่ราคาดีมาตลอด

ใช้ข้อได้เปรียบในการเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่
ทำตลาดมะยงชิดให้มีขายตลอดทั้งปี
เจ้าของบอกว่า จากเดิมการตลาดของที่บ้านจะเน้นขายผลสดทั้งหมด ส่วนตนนั้นอาศัยความกว้างขวางที่ทำหลากหลายอาชีพ มีเพื่อนหลายกลุ่มก็จะนำผลผลิตไปขายให้กับผู้ปกครองของเด็กนักเรียน และมีเพื่อนรับไปขายด้วยอันนี้เป็นการตลาดเมื่อก่อน แต่ในปัจจุบันที่สวนเริ่มมีการพัฒนาการตลาดมากขึ้น ประจวบเหมาะกับที่ตนได้เข้าไปเป็นหนึ่งในเครือข่ายยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ของจังหวัดนครนายกด้วย ทำให้มีเครือข่ายและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้มากขึ้น จึงได้เริ่มมีการพัฒนาทำมะยงชิดแช่แข็ง ถือเป็นการถนอมอาหารเพื่อให้มีผลผลิตขายตลอดทั้งปี ซึ่งในส่วนตรงนี้ได้มีตลาดรองรับไว้อยู่แล้วจากการที่ได้เข้าไปพูดคุยและเสนอผลิตภัณฑ์มะยงชิดแปรรูปกับผู้ประกอบการโรงแรม และร้านค้าในจังหวัดนครนายกถือเป็นการเพิ่มรายได้และช่วยเกษตรกรรายอื่นให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการรับซื้อผลผลิตของเราเพื่อนำมาแปรรูป

โดยวิธีการทำมะยงชิดแปรรูปก็ไม่ยุ่งยาก เพียงนำมะยงชิดมาล้างทำความสะอาด แล้วปอกเปลือก นำไปล้างน้ำสะอาดอีกครั้ง จากนั้นนำมาแพ็กถุงแล้วฟรีซส่งขายได้เลย ซึ่งถือเป็นวิธีการแปรรูปสร้างมูลค่าที่ง่ายมาก อยากให้มีการส่งเสริมและรวมกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ให้มาร่วมทำด้วยกัน เพราะปัญหาตอนนี้ของเกษตรกรนครนายกจะมีชาวสวนที่อายุมากที่ปลูกเก่ง ทำเก่ง แต่ขายไม่เป็น ตนจึงอยากใช้มุมมองของนักบริหารการตลาดเข้ามาช่วย รวมกลุ่มเกษตรกรที่มีปัญหาเหล่านี้มาเป็นสมาชิก แล้วมาช่วยทำตลาดไปด้วยกัน เพราะตลาดมะยงชิดยังมีผู้ประกอบการที่ต้องการอีกมาก แต่ไม่รู้จะไปซื้อผลผลิตที่ไหน ตรงนี้คือข้อมูลจากการที่ได้เข้าไปพูดคุยกับผู้ประกอบการจากหลายๆ ที่

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสนใจสั่งซื้อมะยงชิดคุณภาพ สามารถติดต่อ คุณจตุพงษ์ บุญประกอบ ได้ที่เบอร์โทร. 089-811-7264 เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสุดๆ ในทุกๆ ด้านของประเทศไทย…

โดยเฉพาะกับการเป็นผู้บริหารของ คุณนัยนภัส สังขนุกิจ พาณิชย์จังหวัดนครสวรรค์ ที่ต้องเข้ามาดำรงตำแหน่งในช่วงสถานการณ์ของการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 พอดิบพอดี แนวคิดและนโยบายที่ตระเตรียมไว้ที่จะขับเคลื่อนส่งเสริมด้านการตลาดนำการผลิตจึงไม่มีโอกาสได้เปิดเวทีแสดงเพราะทุกคนต้องใช้ชีวิตอย่าง New Normal ตามมาตรการของการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 อย่างเข้มงวด

ผู้เขียนมีโอกาสได้เข้าพบและสัมภาษณ์ในนามนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน เครือมติชน ภายใต้หัวข้อ “ตลาดนำการผลิต” ที่ท่านพาณิชย์จังหวัดคิดไว้ เมื่อประเทศผ่อนคลายกลับเข้าสู่ภาวะปกติ จะได้ขับเคลื่อนภายใต้บทบาทของสำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครสวรรค์ คือการเชื่อมโยงสินค้าเกษตรปลอดภัยหรือเกษตรอินทรีย์ ตามโครงการส่งเสริมการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตร สร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์ชุมชนของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 2 ประกอบไปด้วยจังหวัดพิจิตร กำแพงเพชร อุทัยธานี และนครสวรรค์

โดยเฉพาะเป้าหมาย การทำงานร่วมกันของหน่วยงานพันธมิตร อย่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานเกษตรจังหวัด และกระทรวงพาณิชย์ โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัด หอการค้าจังหวัด ภาคเอกชน และกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ ได้มีการบูรณาการร่วมกันว่า จะทำตลาดอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องสินค้าเกษตร ให้สอดคล้องกับกระทรวงพาณิชย์ตามนโยบาย “ทำตลาดนำการผลิต” หมายความว่า

“เกษตรคุณผลิต พาณิชย์เป็นคนทำการตลาด” อีกนัยยะหนึ่ง เมื่อสำนักงานพาณิชย์ของเราเล็งเป้าหมายทำการตลาดให้แล้ว จึงจะชี้เป้าให้ผู้ผลิต ผลิตสินค้าให้ทันตลาด ก็จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นของเกษตรกรหรือผู้ผลิตสินค้า ไม่ต้องเป็นกังวลว่า เมื่อผลิตสินค้าแล้วจะไม่มีตลาดรองรับหรือไม่มีผู้รับซื้อ ที่ผ่านมาในหลายๆ ตัวผลิตภัณฑ์สินค้าสำนักงานพาณิชย์ทำให้เห็นเป็นที่ประจักษ์และสัมฤทธิ์ผลมาแล้วมากมายในหลายตัวผลิตภัณฑ์

พันธกิจของพาณิชย์ที่เราจะปูทางตลาดต่อไปคือการชี้เป้าหมายสินค้าเพื่อหาผู้ผลิต จะเรียกว่า “ตลาดนำการผลิต” ก็ว่าได้ หรือจะเรียกว่า “ทำตลาดนำการผลิต” ในความหมายเดียวกันซึ่งเป็นนโยบายที่สำคัญของสำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครสวรรค์ ที่จะเชื่อมโยงและขับเคลื่อนสินค้าเกษตรเชิงพาณิชย์ให้บรรลุเป้าหมายในการทำตลาดของการพัฒนาสินค้าชุมชน

แต่สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยคือ การประชาสัมพันธ์ ทำอย่างไรถึงจะให้คนรับรู้ว่า สินค้าเกษตรอินทรีย์ของตัวเองนั้น ดีจริงมีคุณภาพแค่ไหน ในเรื่องรสชาติและความอร่อย และที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัยตามมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์

หนึ่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่คุณนัยนภัสกำลังผลักดันและส่งเสริมเมื่อได้พบกับ คุณวิชัย กล้วยหอม ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านปากคลองเกยไชย ที่ตำบลเกยไชย อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ มีการประชุมหลายรอบ ณ ชุมชนแห่งนี้ ที่มีการแปรรูปสินค้าผลผลิตที่ได้มาจากตาลโตนดทั้งระบบ จนเป็นอัตลักษณ์ท้องถิ่นของ “ชุมชนดงตาล” ของอำเภอชุมแสง

สินค้าที่ว่านี้ประกอบไปด้วย น้ำตาลสดเกยไชย น้ำตาลโตนด น้ำตาลปึกแท้ ไอศกรีมตาลสด ขนมตาล ลูกตาลลอยแก้ว จาวตาลเชื่อม และจาวตาลสดเนื้ออ่อน ผลผลิตที่ว่านี้ล้วนเป็นสินค้าประจำท้องถิ่นของอำเภอชุมแสง ที่มีต้นตาลหรือดงป่าตาลมากที่สุดของประเทศ

คุณนัยนภัสให้ข้อมูลอีกว่า ก่อนหน้าที่ได้มีการประชุมหารือร่วมกันกับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านปากคลองเกยไชย และอีกหลายๆ ฝ่าย ที่จะผลักดันให้ตาลโตนด อำเภอชุมแสง ได้ขอรับการขึ้นทะเบียนตราสัญลักษณ์มาตรฐานรับรอง สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทย

เนื่องจากตาลโตนดของอำเภอชุมแสง จังหวดนครสวรรค์ มีดงตาลหรือพื้นที่ปลูกตาลโตนดมากที่สุดของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอชุมแสง ที่มีดงตาลหรือตาลป่า ต้นกำเนิดของดงตาลตั้งแต่อดีตกาลจวบจนถึงปัจจุบัน ชาวบ้านก็ยังดำรงชีวิตเลี้ยงชีพมาจากการทำสวนตาลจำหน่าย สืบทอดกันมานับหลายร้อยปี ตั้งแต่อดีตจวบจนถึงปัจจุบัน ในอำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์

เราได้ทำข้อมูลรวบรวมให้คณะกรรมการ GI ได้เข้ามาตรวจสอบหลายรอบแล้ว ถึงคุณลักษณะพิเศษทั้งรูปทรงผลตาลโตนด กลิ่นและรสชาติที่ดั้งเดิม ในการขอขึ้นทะเบียน ตราสัญลักษณ์ GI ว่าเป็นพืชประจำท้องถิ่นมาตั้งแต่อดีตกาลโดยไม่มีการดัดแปลงพันธุกรรมของพืช หรือนำต้นตาลโตนดจากพื้นที่อื่นเข้ามาเพาะขยายพันธุ์ปลูกในพื้นที่ ถิ่นดั่งเดิมของอำเภอชุมแสงแห่งนี้

คุณนัยนภัสให้ข้อมูลอีกว่า “ดงตาลชุมแสง” มีความพร้อมที่จะได้ขึ้นทะเบียนตราสัญลักษณ์ พืชประจำท้องถิ่นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI (Geographical Indication) ซึ่งเป็นอัตลักษณ์เด่นในการเพิ่มมูลค่าแบรนด์ผลิตภัณฑ์สินค้าและเป็นความภาคภูมิใจของชาวชุมชนบ้านปากคลองเกยไชย ต้นกำเนิดของตาลโตนดของอำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์

เมื่อทราบดังนี้ ผู้เขียนจึงลงพื้นที่ตามพิกัดที่ท่านพาณิชย์จังหวัดปักหมุดไว้ ที่บ้านปากคลองเกยไชย อำเภอชุมแสง เพื่อไปดูกับตาถึงวิถีการดำรงชีวิตของชาวชุมชนดงตาลบ้านปากคลองเกยไชย และก็ได้พบกับ คุณวิชัย กล้วยหอม ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านปากคลองเกยไชย เมื่อมองไปรอบๆ ก็รายล้อมไปด้วยลูกตาลโตนดกองใหญ่ อีกทั้งเสียงมีดกระทบลูกตาลสีดำ สลับกันไปตามจังหวะแรงมีดของสมาชิกแต่ละคน ในการสับเฉาะลูกตาลและคว้านควักเอาเนื้ออ่อนของลูกตาลหรือจาวตาลอ่อน สีขาวๆ ลักษณะวุ้นใสๆ มาให้เราได้รับประทาน รสชาติจะกรุบๆ หวานๆ ละมุนลิ้น

คุณวิชัย เล่าให้ฟังว่า ที่ตำบลปากคลองเกยไชย อำเภอชุมแสง มีพื้นที่ป่าตาลและดงตาลนับแสนๆ ต้น เรียกว่าใหญ่ที่สุดในอำเภอชุมแสง ขณะที่สมาชิกแต่ละคนที่มานั่งเฉาะตาลก็ล้วนมีอายุเกิน 60 อัพ ซึ่งแต่ละคนมีสวนตาลเป็นของตัวเอง อย่าง คุณสมควร ที่ร่างกายกำยำ เริ่มปีนต้นตาลมาตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จวบจนถึงปัจจุบันอายุอานามขึ้นตาลกันไม่ไหวแล้ว

การเก็บเกี่ยวผลผลิต ขึ้นต้นตาล เฉาะตาล และการแปรรูปตาล ในกลุ่มสมาชิกของเราจะเป็นการเอาแรงกัน เปรียบเหมือนการดำนาก็จะเรียกว่า ลงแขก ช่วยขอแรงกันไม่มีค่าจ้าง เมื่อถึงคิวขอแรงบ้านของใคร ก็จะไปช่วยกันในกลุ่มสมาชิก ตามแต่ความสมัครใจของแต่ละคน รวมถึงการปันผลกำไรจากการจำหน่ายสินค้าตาลโตนดก็เช่นเดียวกัน เป็นวิถีวัฒนธรรมประเพณีที่เราทำสืบทอดกันมาตั้งรุ่นปู่ ย่า ตา ยาย

ผู้เขียนลงพื้นที่ เป็นช่วงจังหวะฤดูการเฉาะตาลสดๆ ของกลุ่มสมาชิก ที่บ้านคุณวิชัยพอดิบพอดี ซึ่งเป็นการเฉาะจาวตาลอ่อนเพื่อการบริโภคสด ส่วนตาลแก่ก็จะโยนลงบ่อหมักน้ำทิ้งไว้อีก 1 เดือน ถึงจะเอามาแปรรูปในขั้นตอนต่อไป ทำเป็นขนมตาล จาวตาลเชื่อม หรือจาวตาลลอยแก้ว และอีกหลายกระบวนการกรรมวิธีแปรรูปผลิตผลจากตาล ไม่ว่าจะเป็น น้ำตาลสดเกยไชย ที่ผ่านกระบวนการเคี่ยวคั้นสดๆ จากงวงตาล ซึ่งมีคุณลักษณะพิเศษในการผลิตน้ำตาลโตนดสดๆ ที่ไม่เหมือนใคร และส่วนหนึ่งก็เคี่ยวเป็นน้ำตาลโตนดปึกสดแท้

ส่วนในเรื่องของรสชาติ พิเศษที่ความหอมหวานของตาลโตนดรสดั้งเดิม ที่คุณวิชัยอยากแนะนำผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นชื่อคือ ไอศกรีมตาลสด สูตรโบราณของบ้านปากคลองเกยไชย ที่ใครๆ ได้ลิ้มลองแล้วจะไม่ลืม ถิ่นกำเนิดตาลโตนดของแท้อันเป็นเอกลักษณ์แห่งนี้

ทุกวันนี้ที่บ้านปากคลองเกยไชย เขาเปิดเป็นชุมชนแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร โอท็อปนวัตวิถี ผู้เขียนการันตีให้เลยว่าไปแล้วไม่ผิดหวัง ได้ชมวิถีการผลิตตาลโตนด การแปรรูปน้ำตาลสด อีกทั้งวัฒนธรรมริมน้ำ วัดเกยไชย ที่มีตำนานอันเก่าแก่มาแต่โบราณ

ก่อนเดินทางกริ๊งกร๊างสอบถาม คุณวิชัย กล้วยหอม ไว้ล่วงหน้าหน่อยก็ดี ที่เบอร์โทร. 081-786-7716 และอย่าลืมอุดหนุนตาลโตนด สินค้าที่กำลังขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ตราสัญลักษณ์ GI ของอำเภอชุมแสง ด้วยนะครับ

ยอบ้าน เป็นพืชในวงศ์ RUBIACEAE ชื่อวิทยาศาสตร์ Morinda citrifolia Linn. มีถิ่นกำเนิดเป็นพืชพื้นเมืองในแถบโพลินีเซีย ประเทศในเขตโอเซียเนีย เป็นหมู่เกาะในแถบมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ แถวนั้นเรียกว่า “โนนู” ภาษามลายู เรียก “เมอกาดู” มีภาษาเรียก หรือชื่อสามัญเป็นภาษาอังกฤษ Great Morinda หรือ Beach Mulbery ชาวเกาะ ชาวเล นิยมกินกันมาก

เมื่อข้ามมาแถบเอเชีย แถบฮาวาย ยังเรียกสั้นๆ ว่า “โนนิ” (NONI) บางคนเรียกลูกเนยแข็ง กลิ่นเหม็นเน่า ชาวบ้านเรียก ลูกอ้วก แต่คนทั่วไปที่รู้จักการปรุงแต่ง นำมาทำกิน ทำยา เรียกว่า “ยอ” ใบยอ ลูกยอ ต้นยอ จนกลายเป็นอาชีพให้กับเกษตรกรในประเทศไทยที่เริ่มปลูกยอเพื่อสร้างรายได้

คุณยอด เย้ายวน หรือ พี่ยอด อยู่บ้านเลขที่ 16/3 ตำบลพะลาน อำเภอนาตาล จังหวัดอุบลราชธานี เกษตรกรผู้ปลูกยอสร้างรายได้ และด้วยสรรพคุณของต้นยอที่มีประโยชน์มากมายตั้งแต่ใบไปจนถึงราก จึงมีผู้คนปลูกไว้เพื่อเป็นยาสมุนไพรในบ้านกันเป็นจำนวนมาก แต่ด้วยผลของยอที่มีกลิ่นเหม็นและการตลาดที่ยังไม่แพร่หลายทำให้ใครหลายคนมองข้ามการปลูกยอไปว่าสามารถช่วยสร้างรายได้เหมือนกัน เพียงแค่ต้องศึกษาวิธีการปลูกให้ดี เพราะหลายคนมีความคิดว่าการปลูกยอเป็นเรื่องง่าย แต่จริงๆ แล้วไม่ง่ายอย่างที่คิด และอีกประเด็นที่สำคัญคือการหาตลาดรองรับให้ได้ หากมีครบทั้ง 2 ข้อนี้แล้วก็สามารถลงมือปลูกได้เลย รับรองได้ว่าผลตอบรับดีแน่นอน

พี่ยอด เล่าถึงจุดเริ่มต้นการปลูกยอสร้างรายได้ว่า SBOBET เมื่อก่อนตนเองทำงานเป็นพนักงานบริษัทเอกชนอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่ด้วยความที่ห่างบ้านมานานหลายปีทำให้เกิดความรู้สึกหวนคิดถึงบ้าน วนกลับมาบ่อยครั้ง จนทำให้ต้องตัดสินใจลาออกจากงานประจำที่ทำอยู่เพื่อที่จะได้กลับมาอยู่ที่บ้านและหางานทำใกล้บ้านแทน โดยได้งานทำเป็นช่างเทคนิคอินเตอร์เน็ตเป็นเวลากว่า 4 ปี ซึ่งในขณะที่ทำงานประจำก็ยังคงมองหาอาชีพเสริมที่จะทำเพิ่มไปอีกเรื่อยๆ และด้วยพื้นฐานนิสัยส่วนตัวเป็นคนชอบปลูกผัก ปลูกต้นไม้อยู่แล้ว จึงได้ลงความคิดเห็นกับตนเองว่าควรมาทางสายเกษตร แต่จะปลูกอะไรเพื่อสร้างรายได้เข้ามาทุกเดือน โดยพืชที่มองไว้ในการสร้างรายได้ก็มีหลายอย่าง เช่น ปาล์มน้ำมันและยางพารา แต่ด้วยสภาพดินของพื้นที่มีลักษณะเป็นดินปนหิน จึงต้องเลือกพืชที่จะมาปลูกให้เหมาะสมกับพื้นที่ จนได้แนวคิดในการนำยอมาปลูก ด้วยยอเป็นไม้ที่ขึ้นได้ดีในดินทุกชนิด ปลูกง่าย โตเร็ว อาศัยความเอาใจใส่ โดยช่วงเริ่มแรกจะทำควบคู่พร้อมกับงานประจำไปก่อน

ปลูกยอ 4 ไร่ สร้างรายได้เสริม
20,000-25,000 บาทต่อเดือน
เจ้าของบอกว่า ปัจจุบันที่สวนปลูกยอทั้งหมดบนพื้นที่ 4 ไร่ หรือประมาณ 800 ต้น โดยยอที่ปลูกเป็นยอบ้านที่ปลูกกันตามบ้านเรือนทั่วไป ยอเป็นพืชที่ปลูกไม่ยาก แต่ก็ไม่ง่าย จำเป็นต้องใช้ความดูแลเอาใจใส่ อาศัยประสบการณ์เรียนรู้เทคนิคการปลูก การดูแล และวิธีแก้ปัญหาไปเรื่อยๆ

การเตรียมดิน ควรปรับสภาพดินให้เรียบไม่เป็นหลุมเป็นบ่อเพื่อให้ง่ายในการตัดหญ้า ทำความสะอาด เพราะการกำจัดวัชพืชในสวนยอไม่ควรใช้สารเคมีเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสารตกค้างอยู่ในดิน

การปลูก ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ขุดหลุมขนาด 50x50x50 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างหลุม 3×3 เมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก คลุกเคล้าให้เข้ากัน

ระบบน้ำ หากเป็นในช่วงหน้าแล้งหรือให้สังเกตจากใบ ถ้าใบเริ่มเฉาควรให้น้ำและให้แบบต่อเนื่องทุกๆ วันในช่วงหน้าแล้ง โดยอาจจะใช้ระบบน้ำหยดในช่วงแรกที่ปลูก จากนั้นเมื่อต้นอายุครบ 1 ปี เริ่มให้ผลผลิต จะเปลี่ยนระบบการให้น้ำเป็นมินิสปริงเกลอร์ ส่วนในช่วงหน้าฝนพยายามอย่าให้น้ำท่วมไปยังบริเวณรอบโคนต้น จะส่งผลให้รากและโคนเน่า มีผลทำให้การเจริญเติบโตของพืชช้าลง

ปุ๋ย ควรบำรุงใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก ในทุกๆ 7 วัน ในช่วงก่อนหน้าฝนเพื่อเป็นการปรับปรุงดิน และเสริมด้วยปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 เพื่อช่วยเร่งการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตที่สูง

การให้ผลผลิต ยอจะเริ่มให้ผลผลิตตั้งแต่เดือนที่ 8 เป็นต้นไป หรืออาจจะให้ผลผลิตเร็วกว่านี้ขึ้นอยู่ที่ความสมบูรณ์แข็งแรงของต้น โดยเทคนิคแนะนำคือ เกษตรกรควรตัดช่อดอกทิ้งในช่วงแรก เพื่อที่จะให้ต้นเจริญเติบโตได้เต็มที่ หรือควรปล่อยให้ต้นยอติดผลผลิตเมื่ออายุครบ 1 ปี