สำหรับการทำเกษตรให้ประสบผลสำเร็จ โดยเฉพาะการปลูก

คุณธัญญรัตน์ แนะนำว่า สิ่งที่ต้อง เตรียมพร้อมเป็นอย่างมากคือ เรื่องของใจรัก เพราะการทำเกษตรไม่ได้เห็นผลในระยะสั้นๆ แต่ต้องดูแลและใช้ระยะเวลาที่นานพอสมควร ดังนั้น ต้องมีการทำให้ผสมผสานหลากหลาย มีพืชหลายๆ ชนิดอยู่ด้วยกัน เพื่อให้มีเงินนำมาหมุนเวียนใช้จ่ายในครัวเรือนในช่วงที่รอผลผลิตจากทุเรียนภายในสวน คุณกนกวรรณ มีภู่ หรือ น้องปูเป้ อยู่ที่บ้านโนนคร้อ ตำบลบ้านขาม อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ เกษตรกรหน้าใส วัย 20 ปี หันเอาดีด้านงานเกษตร ใช้ธรรมชาติบำบัดในช่วงรักษาอาการภูมิแพ้ จนสามารถพัฒนาฝีมือตนเองไปสู่ขั้นเกษตรกรมืออาชีพ ที่ฝีมือลายมือในการปลูกแตงกวาของเธอไม่เป็นสองรองรุ่นใหญ่แน่นอน

ปูเป้ เล่าถึงจุดเริ่มต้นการทำเกษตรว่า ด้วยปัญหาสุขภาพของตน ทำให้ต้องหยุดพักการเรียนไว้ชั่วคราว เพื่อมารักษาตัวให้แข็งแรงก่อน ซึ่งในขณะที่อยู่บ้านก็ได้ช่วยงานเกษตรของพ่อกับแม่ พร้อมกับการได้ซึมซับประสบการณ์ด้านงานเกษตรต่างๆ กลายเป็นความชอบ และอยากที่จะทดลองทำเองในแบบที่ต้องการคือ การปลูกพืชผสมผสาน เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร และเพื่อเปลี่ยนวิถีการทำเกษตรแบบเดิมๆ จากที่สมัยรุ่นพ่อกับแม่ปลูกพืชเชิงเดี่ยว มีรายได้มั่นคง ให้กลับมามั่นคงอีกครั้ง

“ด้วยพื้นฐานเดิมพ่อกับแม่ทำนา ทำไร่มันสำปะหลัง ในแต่ละปีก็มักจะประสบปัญหารายได้ไม่พอใช้ เพราะข้าวและมันสำปะหลังเป็นพืชที่สร้างรายได้เพียงปีละครั้ง และในบางปีก็ถูกซ้ำเติมด้วยราคาผลผลิตที่ตกต่ำ หนูเลยอยากที่จะเปลี่ยนวิถีชีวิตแบบเดิมๆ ของพ่อแม่ ด้วยการลดพื้นที่ปลูกข้าว และมันสำปะหลังลง มาทำเกษตรผสมผสาน ปลูกพืชอายุสั้น เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนไว้ใช้ในครอบครัว เริ่มค่อยๆ ปรับเปลี่ยนมาเรื่อยๆ และหนูโชคดีตรงที่คนรอบข้าง ทั้งคนในครอบครัว ญาติพี่น้อง และเพื่อน ทุกคนต่างให้กำลังใจไม่มีใครพูดหรือดูถูกอะไร กลับกันทุกคนกลับดีใจกับหนูภูมิใจในตัวหนู ตรงนี้ถือเป็นกำลังใจสำคัญทำให้หนูก้าวผ่านอุปสรรคมาได้”

อายุน้อย ไม่เป็นอุปสรรคในการทำเกษตร

หลายท่านคงสงสัยว่าน้องปูเป้เพิ่งจะอายุ 20 ปี จะสามารถทำงานเกษตรให้ประสบความสำเร็จได้อย่างไร ซึ่งน้องปูเป้บอกว่า สำหรับตน คิดว่าทฤษฎีไม่สู้ประสบการณ์ ไม่สู้การได้ลงมือทำและเรียนรู้ผิดถูกจากสิ่งที่ทำ เพราะหากเมื่อได้ลองลงมือทำแล้วจะรู้เลยว่าความรู้ที่อ่านจากหนังสือ เมื่อนำมาปฏิบัติจริงๆ จะไม่เหมือนกับที่เคยอ่านมาเลย ซึ่งจริงอยู่ที่ความอายุน้อยของตนอาจเสียเปรียบในเรื่องของประสบการณ์ แต่ข้อได้เปรียบของคนอายุน้อยก็มีเหมือนกันคือ

ในแง่ของคนรุ่นใหม่ เราทันโลก เรามีกำลัง เรามีความคิด และพร้อมที่จะเปิดรับสิ่งใหม่ๆ มีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรเข้ามาช่วยลดต้นทุนการผลิตภายในสวนได้ รวมถึงการสื่อสารการตลาด โดยใช้เทคโนโลยีสื่อโซเชียลเป็นตัวกลางในการขายสินค้า ไม่ต้องยอมให้พ่อค้าคนกลางกดขี่ราคาอีกต่อไป

ส่วนของการลงมือปฏิบัติ ตนจะมีวิธีคิดและวิธีทำที่แตกต่างไปจากคนรุ่นเก่า คือก่อนจะปลูกพืชแต่ละชนิด จะต้องมีการคิดวิเคราะห์องค์ประกอบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ดิน ว่าเหมาะสมที่จะปลูกพืชหรือเปล่า ถัดมาคือการเลือกเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพมาปลูก ต้องทนโรค ทนแมลง และสุดท้ายคือปุ๋ย โดยที่สวนตอนนี้เริ่มมีการปรับเปลี่ยนจากเมื่อก่อนทำเกษตรเคมีเพียงอย่างเดียว ตอนนี้เปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์ได้แล้วบางส่วน ซึ่งในส่วนของปุ๋ยที่นำมาใช้ก็จะมีการคิดค้นสูตรปุ๋ยหมักจากผัก ผลไม้ เพราะด้วยปัญหาสุขภาพของตนเอง จึงอยากที่จะปลูกผักปลอดสารที่ปลอดภัยกับตนเองทั้งตอนปลูกและตอนบริโภค

เทคนิค การปลูกแตงกวาแบบเซียนอายุน้อย
ผลผลิตดก ปลอดภัยโรคพืช การตลาดรุ่ง
ปูเป้ บอกว่า สำหรับในตอนเริ่มต้นทำเกษตรถือเป็นบททดสอบที่หินสำหรับตนอยู่เหมือนกัน เนื่องด้วยประสบการณ์ที่มีน้อย จึงต้องดึงความสามารถในส่วนที่เด็กอย่างเราถนัดมาช่วย คือความสามารถในการเข้าถึงองค์ความรู้ได้กว้างขวาง โดยพยายามศึกษาจากทุกสื่อเท่าที่จะทำได้ ทั้งในส่วนของบทความในหนังสือ ดูสื่อวิดีโอในยูทูป รวมถึงการซึมซับประสบการณ์จากรุ่นบรรพบุรุษ โดยในช่วงเริ่มต้นของการเรียนรู้ตนจะให้ความสนใจในเรื่องดินและปุ๋ยมาเป็นอันดับหนึ่ง เพราะมองว่าการจะปลูกพืชให้ดีได้ดินต้องดี ปุ๋ยต้องดี ถือว่าประสบความสำเร็จไปเกินครึ่ง ส่วนอันดับถัดมาคือการศึกษาพฤติกรรมของพืช และโรคของพืช

โดยในปัจจุบัน ตนมีพื้นที่ทำเกษตรทั้งหมด 10 ไร่ แบ่งปลูกข้าวหอมมะลิ 8 ไร่ ที่เหลืออีก 2 ไร่ แบ่งทำเกษตรผสมผสาน ปลูกพืชผัก ผลไม้ มีพืชหลักสร้างรายได้คือแตงกวา และข้าวโพด ด้วยเหตุผลที่ว่าแตงกวาและข้าวโพดเป็นพืชอายุสั้น สร้างรายได้เร็ว ราคาไม่ผันผวนเหมือนกับพืชชนิดอื่น และยิ่งถ้าหากเกษตรกรมีการปลูกและดูแลที่ดี ก็จะสามารถเก็บผลผลิตได้นานเป็นเดือน รายได้ก็เพิ่มขึ้น ในขณะที่ต้นทุนเท่าเดิม

ปูเป้ กล่าวเพิ่มเติมถึงเทคนิคการปลูกแตงกวาให้ได้ผลผลิตดก รสชาติหวาน เก็บได้นานถึง 30 มีด ปัจจัยสำคัญคือ 1. ดิน ถ้าดินดีปุ๋ยไม่ต้องใส่เยอะก็ได้ โดยดินที่เหมาะกับการปลูกพืช จะต้องเป็นดินร่วนซุย กำแล้วไม่แน่นเกินไป แต่ถ้าหากพื้นที่ของใครมีสภาพดินเค็ม ก็สามารถหาซื้อปุ๋ยปรับสภาพดินตามร้านขายอุปกรณ์การเกษตรทั่วไปได้ หรือถ้าหากสภาพดินเป็นกรด ดินเปรี้ยว สามารถแก้ได้ด้วยการใช้ปูนขาวโรยหน้าดินแล้วไถพรวน หากไม่ไถพรวนเมื่อฝนตกลงมาจะทำให้หน้าดินแข็ง ปลูกพืชแล้วไม่งาม 2. วางแผนและสำรวจราคาผลผลิตก่อนลงมือปลูก เพื่อไม่ให้สินค้าล้นตลาด ส่งผลทำให้ราคาตก 3. เลือกปลูกพืชที่สามารถปลูกร่วมกันได้เพื่อบรรเทาความเหนื่อย ตัวอย่างของที่สวนจะปลูกแตงกวาสลับกับข้าวโพด เนื่องจากแตงกวาเป็นพืชที่ต้องใช้เวลาในการดูแลทุกวัน ส่วนปลูกข้าวโพดเป็นพืชทุ่นแรง ไม่ต้องดูแลมาก พอมีเวลาได้พักเหนื่อย เท่ากับการทำหนักผ่อนเบาเดือนเว้นเดือน

วิธีการปลูกแตงกวา เป็นการปลูกแบบเข้าใจแตงกวา ตั้งแต่การเลือกดิน เลือกสภาพแวดล้อมรอบข้าง การเตรียมดิน สำหรับการปลูกแตงกวาของที่สวนจะเป็นไปอย่างเรียบง่าย เนื่องจากสภาพพื้นดินของที่นี่มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะกับการเพาะปลูกอยู่แล้ว เพียงแค่ไถพรวนตากดินทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน จากนั้นไถยกร่องคลุมแปลง หากเป็นช่วงอากาศร้อนคลุมด้วยผ้าพลาสติก ส่วนฤดูอื่นๆ จะใช้ฟางคลุม

ปลูกในระยะห่างระหว่างต้น 25 เซนติเมตร โดยก่อนหยอดเมล็ดลงหลุมปลูก จะทำการคลุกเมล็ดด้วยเชื้อราไตรโคเดอร์มา เพื่อป้องกันเชื้อราและโรคพืช

ขั้นตอนก่อนหยอดเมล็ด รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยยูเรียแล้วใช้ดินกลบบางๆ จากนั้นจึงค่อยหยอดเมล็ด (เพื่อป้องกันไม่ให้เมล็ดโดนปุ๋ยมากเกินไปจะทำให้เมล็ดเสียหายส่งผลต่อการเจริญเติบโต) หลังจากหยอดเมล็ดเสร็จ บำรุงด้วยปุ๋ยหมักจากเศษพืชคลุมหน้าดินไม่ให้ดินแห้ง ต้นละ 1 กำมือ

การบำรุงรดน้ำ-ใส่ปุ๋ย
เป็นระบบน้ำหยด เปิดรดทุกเย็นวันละครึ่งชั่วโมง ส่วนปุ๋ยบำรุงจะมีถังสำหรับใส่ปุ๋ย มีวาล์วเปิด-ปิด การให้ปุ๋ยจะให้ช่วงเย็นหลังจากการให้น้ำ โดยจะปิดเครื่องสูบน้ำก่อนแล้วค่อยเปิดวาล์วปุ๋ย น้ำปุ๋ยจะไหลไปตามสายน้ำหยด และในช่วงก่อนเก็บผลผลิตจะให้ปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 สัปดาห์ละครั้ง จากนั้นเมื่อเริ่มเก็บผลผลิตแล้วจะเปลี่ยนเป็นปุ๋ยหมักสูตรที่ทำเอง 3 วันครั้ง และเมื่อเก็บผลผลิตได้ประมาณครึ่งเดือนจะกลับมาใส่ปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 อีกครั้ง แล้วใส่จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง 3 วันครั้ง จนถึงมีดสุดท้าย

“ตัวจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงใส่ช่วงหลังเพราะแตงกวาเจริญเติบโตจนสุดแล้วรากเขาเริ่มแตกหาอาหารไม่ได้แล้ว ตัวจุลินทรีย์จะไปช่วยย่อยธาตุอาหารในดินเพื่อให้แตงกวาดูดสารอาหารได้เลย อัตราส่วนปุ๋ยเคมีประมาณครึ่งกิโลกรัมต่อน้ำ 200 ลิตร ปุ๋ยหมักกับจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงใช้อัตราส่วนเหมือนกัน คือ 200 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 200 ลิตร

เพิ่มผลผลิตด้วยฮอร์โมนไข่ จะเริ่มฉีดพ่นฮอร์โมนไข่หลังจากที่แตงกวาเริ่มออกตาดอกได้ประมาณสัปดาห์ที่ 3 กับช่วงที่แตงกวาให้ลูกเยอะที่สุด โดยในแต่ละช่วงจะฉีดพ่นฮอร์โมนไข่ 2 ครั้ง ระยะห่างแต่ละครั้ง คือ 3 วัน ซึ่งช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมในการฉีดพ่นคือช่วงเช้าและเย็น แล้วแต่ว่าแต่ละสวนจะสะดวกฉีดตอนไหน

สูตรทำฮอร์โมนไข่ ส่วนผสม 1. นมเปรี้ยว 1 ช้อนโต๊ะ 2. ไข่ไก่จำนวน 4 ฟอง 3. ผงชูรส 1 ช้อนโต๊ะ 4. น้ำตาลทรายแดง 4 ช้อนโต๊ะ วิธีทำ นำส่วนผสมทั้ง 4 อย่างมาผสมให้เข้ากันโดยใส่เปลือกไข่ลงไปด้วย คนจนส่วนผสมเข้ากัน แล้วเทใส่ขวดปิดฝาไม่ต้องแน่นมาก หมักทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ สามารถนำมาใช้ได้ ในอัตราส่วนฮอร์โมนไข่ 2 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 10 ลิตร ช่วยให้ติดดอก ติดผลดี ดอกไม่ร่วง ทำให้ผลผลิตดก ผลกรอบและหวานมาก และช่วยให้เก็บได้นานกว่าปกติ เก็บใส่ตู้เย็นไว้ 1 สัปดาห์ยังไม่เหี่ยว

ปริมาณผลผลิต โดยปกติแตงกวาทั่วไปจะเก็บผลผลิตได้ประมาณ 20-22 มีด แต่ของที่สวนจะเก็บได้ถึง 30 มีด สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการปลูกอย่างเข้าใจธรรมชาติของแตงกวา โดยปริมาณผลผลิตที่เก็บได้ในช่วงปกติเฉลี่ยอยู่ที่ 200-300 กิโลกรัม หากเป็นช่วงพีคเก็บได้มากถึงวันละประมาณ 400 กิโลกรัม

ราคาในแต่วันจะไม่เท่ากัน โดยทั่วไปแล้วที่สวนจะกรอกใส่ถุง ถุงละ 10 กิโลกรัม ขายในราคาถุงละ 100 บาท เฉลี่ยรายได้ต่อวันประมาณ 2,000-3,000 บาท เฉพาะรายได้จากแตงกวายังไม่รวมกับพืชผักผสมผสานในสวนชนิดอื่นๆ เมื่อหักต้นทุนค่าน้ำมัน ค่าปุ๋ย ค่าถุงกรอกแตง เฉลี่ยประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือคือกำไร นับเป็นรายได้ที่น่าพึงพอใจเป็นอย่างมาก ด้วยอายุที่ยังน้อยแต่สามารถหารายได้เยอะขนาดนี้

อุปสรรคแรกคือ การตลาด
หาทางออกด้วยช่องทางออนไลน์
“ในช่วงแรกของการหาตลาดถือว่าเป็นอุสรรคที่สำคัญ ด้วยความที่เป็นเกษตรกรมือใหม่ยังไม่มีตลาดส่งขายประจำ จำเป็นต้องยอมให้พ่อค้าคนกลางกดราคาไปก่อนในช่วงแรก ซึ่งตรงนี้ถือเป็นจุดที่ทำให้ต้องกลับมาคิดหาทางออก ว่าจะทำอย่างไรที่จะไม่ให้พ่อค้าคนกลางมากดราคาได้อีก ในขณะที่ผักของเราปลูกและดูแลเป็นอย่างดี เป็นผักปลอดภัย แต่กลับโดนกดราคา จึงได้เริ่มต้นหันกลับมาพึ่งตนเอง หันมาพึ่งสิ่งที่มีอยู่ในมือคือโทรศัพท์ โดยการใช้โทรศัพท์เป็นสื่อในการลงโซเชียล โพสต์ขายผ่านช่องทางออนไลน์ เริ่มต้นจากการถ่ายรูปผลผลิตที่มีอยู่ และพร้อมขายลงในเพจเฟซบุ๊ก จนหลายคนเห็นและให้ความสนใจเข้ามาถามขอซื้อกันอย่างมากมาย กลายเป็นพ่อค้าแม่ค้าประจำกันจนถึงทุกวันนี้ และนอกจากนี้ยังมีวางขายที่หน้าสวนให้ถึงมือผู้บริโภคโดยตรง ขายในราคาเป็นกันเอง คนปลูกอยู่ได้คนซื้อซื้อได้ หรือพ่อค้ารายย่อยจะเอาไปขายทำกำไรเล็กๆ น้อยๆ ก็ทำได้ รวมถึงการส่งให้กับร้านอาหารเจ้าประจำ หรือพูดง่ายๆ ว่าทุกวันนี้แตงกวาของที่สวนผลิตไม่ทันขายแล้ว” น้องปูเป้ กล่าวทิ้งท้าย

ต้นฟักข้าว เป็นไม้เถาล้มลุก อายุยืน เลื้อยยืดยาว มีมือจับเกาะสิ่งกีดขวาง ใบและมือแตกตามข้อเถา ใบเป็นรูป 3 เหลี่ยม เว้าลึก อีกเป็น 3 แฉก เถาเลื้อยเท่าใดใบก็มากเท่านั้น จึงมักนิยมให้ปลูกขึ้นร้านต้นไม้ เพื่อให้ร่มเงา

ดอกฟักข้าว เป็นดอกเดี่ยว ออกตากซอกใบ มีสีเหลืองสวยชัดเจน (บางต้นก็สีขาว) ลักษณะดอกทรงดอกยาว มีใบเลี้ยงคล้ายตำลึง ภายในเป็นกรวย บานแผ่ออกเป็น 5 กลีบ ในโพรงดอกมีสีเหลืองเข้ม มีละอองภายในดอกสีม่วงเข้ม และมีกลุ่มเกสร เหมือนช่อดอกไม้เล็กๆ อยู่ใจกลางดอก เป็นดอกไม้ที่ไม่สมบูรณ์เพศ ต้องผสมเกสรจากต้นใกล้เคียงจึงจะติดผล

ผลฟักข้าวติดผลจากรังไข่ และเป็นผลเดียว เป็นรูปกลมรี รูปไข่อวบ ผิวมีหนามคล้ายขนุนผลเล็ก ยังอ่อนสีเขียว ปอกผิวออกหั่นกินได้ เช่น คล้ายผลน้ำเต้า ซึ่งนำไปแกงเลียง แกงส้ม เมื่อเริ่มแก่สีจะคล้ายเหลือง พอแก่จัดเป็นสีส้ม

เมื่อออกผลอยู่บนต้น เห็นห้อยย้อย พอเวลาแก่ สีที่สดใสอยู่ท่ามกลางสีเขียว สวยน่าดูมาก ผลฟักข้าวเมื่อสุกเป็นสีส้มจนแสด เนื้อในผลเต็มไปด้วยเมล็ด คล้ายแตงไทย เวลาจะกิน ขูดเนื้อและเมล็ดออกปั่นด้วยน้ำสะอาดแล้วกรอง อาจใส่น้ำเชื่อม หรือน้ำผึ้ง หรือเกลือ มะนาวก็ตามแต่พอใจ

ฟักข้าว มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Momordica Cochinechinensis Spreng อยู่ในวงศ์ CUCURBITACEAE อังกฤษเรียก Baby Jacfruit เวียดนามเรียก Gag ชาวบ้านเรียก ผักเข้า ฟักข้าว ขี้กาเครือ ตอนหลังมีการค้นพบว่า ฟักข้าวมีประโยชน์มาก จนผู้รู้ให้คำจำกัดความว่า Fruit From Heaven หรือผลไม้จากสวรรค์

เคยรู้จักฟักข้าวมาตั้งแต่เด็ก แต่บ้านเราไม่นิยมกิน เพราะเปลือกผลเป็นหนาม รสชาติก็จืด เด็กๆ กลัว เพราะสีสันจัดจ้าน และมีหนามแหลม ปัจจุบัน นิยมกันว่าเป็นผลไม้มีคุณค่า กินได้ตั้งแต่ยอดอ่อน ผลอ่อน จนถึงแก่ ใบใช้ทำยาเขียว รากใช้ดับพิษ เนื้อสุกจัดทำน้ำผลไม้ชั้นดี

มีชาวสวนปลูกขายได้เงินทองปีละมากๆ นํ้าผลไม้สุกของฟักข้าวนิยมกันว่า ให้การบำรุงสายตา ลดความดัน และไขมันในเลือด มีผู้ผลิตออกจำหน่ายในลักษณะเป็นน้ำขวด และแคปซูล

การขยายพันธุ์ทำได้โดยการเพาะเมล็ด ปลูกลงในดินชื้นพอเหมาะ ทำร้านต้นไม้ให้เช่นเดียวกับปลูกมะระ ทั้งยอดและผลจะเจริญเติบโตนำออกจำหน่าย เป็นทั้งผักพื้นบ้าน และผลไม้

อย่างไรก็ตาม ก่อนจะบริโภคน้ำผลไม้ชนิดนี้ ควรรู้จักให้ดีเสียก่อน และซื้อผลสดจากต้นหรือตลาดสด แล้วปรุงกินเอง จึงจะได้ผลสดโดยไม่ใส่สีที่ผิดปรกติ ถ้าดีที่สุดก็มีผู้ผลิตจำหน่ายโดยมี อย.รับรอง

ถือว่าเชื่อใจได้ หนูมีที่ว่างเปล่าอยู่แปลงหนึ่ง พื้นที่ 3 ไร่ แต่มีบางช่วงเกิดน้ำท่วมขัง หนูสนใจอยากจะปลูกไผ่ หนูจึงขอเรียนถามคุณหมอเกษตรว่า พื้นที่ของหนูจะปลูกไผ่ได้หรือไม่ ถ้าปลูกได้ควรปลูกพันธุ์อะไรดี ขอความกรุณาแนะนำด้วยค่ะ หนูขอกราบขอบคุณคุณหมอเกษตรมาเป็นการล่วงหน้า

ตอบ คุณวนิดา ทองวิทยา
ไผ่ เป็นพืชคู่บ้านคู่เมืองของไทยมาแต่โบราณกาล ในอดีตมีการนำออกจากป่าธรรมชาติ และปลูกตามหัวไร่ปลายนา แต่ปัจจุบัน เกษตรกรมีการพัฒนามาปลูกไผ่เป็นสวนขนาดใหญ่ มีทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ทั้งนี้ ไผ่เป็นพืชระบบรากตื้นเช่นเดียวกับพืชในตระกูลหญ้าทั่วไป ไผ่จึงไม่ทนต่อสภาพน้ำท่วมขัง จะเห็นว่าป่าไผ่ในธรรมชาติเจริญเติบโตอยู่บริเวณเชิงเขา น้ำท่วมไม่ถึง แม้แต่การปลูกในที่ลุ่มภาคกลาง ชาวบ้านมักปลูกไผ่ตามหัวไร่ปลายนา บริเวณที่เป็นโคก หรือที่ดอนริมแม่น้ำ ลำคลอง ที่น้ำท่วมไม่ถึงเช่นเดียวกัน

ดังนั้น วิธีแก้ไขทำได้ด้วยการยกเป็นร่องสวน ให้สันร่องสูงกว่าระดับน้ำท่วมถึง แล้วจึงปลูกไผ่ได้ ถึงเวลานั้นคุณจะปลูกไผ่พันธุ์อะไรก็ได้ หากเป็นไผ่อเนกประสงค์ที่ใช้ประโยชน์ได้ทั้งหน่ออ่อนและเนื้อไม้ ตัวอย่างเช่น ไผ่รวก และไผ่เลี้ยง แต่ถ้าต้องการปลูกไผ่โตเร็ว ให้หน่อเก่ง ควรเลือกพันธุ์ไผ่จีน

จังหวัดปทุมธานี มีพื้นที่ทางการเกษตรรวมทั้งจังหวัด 343,601 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 36 ของพื้นที่ทั้งหมด ส่วนใหญ่ใช้ปลูกข้าว ไม้ผล และพืชผัก โดยอำเภอที่มีพื้นที่ทำการเกษตรมากที่สุดคือ อำเภอหนองเสือ ลาดหลุมแก้ว ลำลูกกา ตามลำดับ ปัจจุบันแม้กระแสความเจริญของสังคมเมืองโดยเฉพาะโครงการบ้านจัดสรรที่รุกเข้าสู่พื้นที่การเกษตรอย่างต่อเนื่อง แต่ “อำเภอลาดหลุมแก้ว” เป็นหนึ่งในทำเลทองทางการเกษตรของจังหวัดปทุมธานี ยังมีพื้นที่การเกษตรมากถึง 121,500 ไร่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่นาข้าวกว่าแสนไร่ รองลงมาเป็นสวนมะม่วง 793 ไร่ พืชผัก 453 ไร่ และสวนมะพร้าว 334 ไร่

คุณมาโนช ระรวยรส นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรจังหวัดปทุมธานี โทร. 081-633-6189 กล่าวว่า ปัจจุบัน อำเภอลาดหลุมแก้ว ยังคงรักษาความเป็นเกษตรธรรมชาติได้อย่างดี ที่นี่ทำการเกษตรหลากหลายชนิด ทั้งนาข้าว ไม้ผล ไร่นาสวนผสม มีสวนกล้วยไม้แปลงใหญ่ เหมาะสำหรับพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพราะอยู่ใกล้ กทม. เส้นทางคมนาคมสะดวกสบาย ปัจจุบัน กรมพัฒนาชุมชน ได้สนับสนุนให้มีโครงการชุมชนท่องเที่ยวโอท็อป (OTOP) นวัตวิถี ตามโครงการ “ไทยนิยม ยั่งยืน” หลายแห่งในพื้นที่อำเภอลาดหลุมแก้ว

อำเภอลาดหลุมแก้ว ได้เปรียบในเรื่องแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร เพราะมีทำเลที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ชลประทาน โครงการเจ้าพระยาใหญ่ และอยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของสำนักชลประทานที่ 11 กรมชลประทาน (โครงการส่งน้ำ และบำรุงรักษาพระยาบันลือ) จึงมีปริมาณน้ำเพียงพอสำหรับทำการเกษตรได้ตลอดทั้งปี เพราะอยู่ในพื้นที่แหล่งน้ำชลประทาน

ปลูก “มะม่วงทะวาย” สร้างอาชีพ
คุณมาโนช ระรวยรส นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรจังหวัดปทุมธานี พาทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้านไปเยี่ยมชมสวนมะม่วงของ คุณลุงฉลอง สกุลนี เลขที่ 12/1 หมู่ที่ 5 ตำบลหน้าไม้ อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นเกษตรกรต้นแบบด้านสวนมะม่วงของอำเภอลาดหลุมแก้ว

เดิมที คุณลุงฉลอง ทำนาปลูกข้าวกว่า 100 ไร่ เป็นรายได้หลักเลี้ยงครอบครัว ช่วงปี 2537 คุณลุงฉลอง เริ่มหารายได้เสริมโดยเป็นพ่อค้าคนกลางรับซื้อมะม่วงพื้นบ้าน เช่น มะม่วงทองดำ ไปขายที่ตลาดบางบัวทอง ตลาดสี่มุมเมือง และตลาดไท

คุณลุงฉลอง เข้าไปรับซื้อมะม่วงปีจากสวนเกษตรกรในช่วงเดือนเมษายน ส่งขายตลาดในท้องถิ่น ตลาดสี่มุมเมืองและตลาดไท เพราะช่วงนั้นยังไม่มีการราดสาร เพื่อผลิตมะม่วงนอกฤดูเหมือนในสมัยนี้ อาชีพพ่อค้าขายมะม่วง สร้างรายได้ที่ดี คุณลุงฉลองจึงตัดสินใจแบ่งที่ดินมาทำสวนมะม่วง ประมาณ 4-5 ไร่ ต่อมาคุณลุงเจอเกษตรกรรายหนึ่งในพื้นที่อำเภอลาดบัวหลวง ปรับพื้นที่นามาปลูกมะม่วงนอกฤดู สร้างรายได้งาม ปี 2547 คุณลุงฉลองตัดสินใจขยายพื้นที่ปลูกมะม่วงเพิ่มขึ้นเป็น 10 ไร่ โดยปลูกมะม่วงโชคอนันต์ ซึ่งเป็นสายพันธุ์มะม่วงทะวาย ที่ปลูกดูแลง่าย ให้ผลผลิตทั้งปี โดยเน้นปลูกในลักษณะมะม่วงนอกฤดู เก็บผลผลิตส่งขายตลาดไทเป็นหลัก

“ผมเป็นเกษตรกรรายแรกในท้องถิ่นที่ปลูกมะม่วงโชคอนันต์ ตอนแรกใครๆ ก็หาว่าผมบ้า เพราะเกษตรกรแถวนั้นทำนาปลูกข้าวเป็นหลัก แต่ผมตัดสินใจไม่ผิด เพราะสามารถขายมะม่วงโชคอนันต์นอกฤดู ป้อนตลาดในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม ได้ในราคาสูง 17-20 บาท ได้วันละ 2 ตัน ช่วงนั้นมะม่วงโชคอนันต์ขายดีมาก จนผลิตไม่พอขาย พื้นที่ปลูก 10 ไร่ สร้างรายได้สูงปีละกว่าล้านบาท” คุณลุงฉลอง กล่าว

เมื่อถามถึงเทคนิคการดูแลจัดการสวนมะม่วง ROYALONLINE69.COM คุณลุงฉลอง บอกว่า ทำได้ไม่ยาก เพราะโดยธรรมชาติแล้ว มะม่วงโชคอนันต์ เป็นสายพันธุ์มะม่วงทะวายที่ดูแลง่าย ให้ผลดกอยู่แล้ว ให้ผลผลิตทั้งในฤดูและนอกฤดูได้ง่าย ช่วงฤดูมะม่วงปี เก็บมะม่วงดิบออกขายโรงงานมะม่วงดอง ในราคากิโลกรัมละ 5 บาท เฉลี่ยวันละ 300-400 กิโลกรัม หลังหมดฤดูมะม่วงปี ในช่วงเดือนเมษายน คุณลุงฉลองจะรีบตัดแต่งกิ่งต้นมะม่วง ให้ปุ๋ย บำรุงต้นให้พร้อมสำหรับให้ผลผลิตรุ่นต่อไป

หลังตัดแต่งกิ่งแล้ว ต้นมะม่วงจะแตกใบอ่อนทันที ต้องให้ปุ๋ย ให้น้ำ บำรุงต้น รอไม่นานต้นมะม่วงก็จะแตกใบอ่อน เรียกว่า ใบเพสลาด หลังจากนั้นคุณลุงฉลองจะราดสารแพคโคลบิวทราโซล ต้นมะม่วงจะดูดสารขึ้นลำต้น หลังจากนั้นช่วงเดือนกรกฎาคมต้นมะม่วงจะเริ่มติดผลดก โดยจะให้ผลผลิตประมาณต้นละ 50 กิโลกรัมทีเดียว คุณลุงฉลองจะเริ่มเก็บผลดิบออกขายตลาดไท ตั้งแต่เดือนสิงหาคม-ปลายเดือนตุลาคม ในราคากิโลกรัมละ 20 บาท หากช่วงไหน ผลผลิตขาดตลาด คุณลุงฉลองก็สามารถเรียกราคาขายมะม่วงให้สูงขึ้นได้อีก เพราะจังหวะนั้นขอให้มีสินค้าเข้าตลาด ราคาสูงแค่ไหน พ่อค้าก็รับซื้อหมด เพราะลูกค้าต้องการใช้มะม่วงโชคอนันต์ไปทำเมนูมะม่วงยำ

คุณลุงฉลอง กล่าวว่า ช่วงปี 2545-2552 ถือได้ว่าเป็นยุครุ่งเรืองของมะม่วงโชคอนันต์เลยทีเดียว เพราะปลูกง่าย ขายคล่อง ทำกำไรได้อีกมาก เคยขายมะม่วงได้ปีละ 50 ตัน โกยรายได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 500,000 บาท บางปีรายได้ทะลุล้านกว่าบาทก็เคยทำได้มาแล้ว ต่อมาปี 2554 เกิดวิกฤตน้ำท่วมครั้งใหญ่ในพื้นที่ภาคกลางนานนับเดือน ทำให้ต้นมะม่วงเนื้อที่ 10 ไร่ ล้มตายลงทั้งหมด ต้องลงทุนทำสวนมะม่วงใหม่ในปีต่อมา โดยหันมาปลูกต้นมะม่วงโชคอนันต์สลับกับมะม่วงมันเดือนเก้า ซึ่งเป็นสายพันธุ์มะม่วงทะวาย รวมทั้งสิ้น 1,000 ต้น ในระยะห่างประมาณ 2 วา ซึ่งมะม่วงทั้งสองชนิดปลูกดูแลง่าย ติดผลดก เป็นสายพันธุ์มะม่วงดิบที่ขายดี เป็นที่ต้องการของตลาดตลอดทั้งปี

“แก้วขมิ้น” ชิงตลาดมะม่วงไทย
โดยทั่วไป ฤดูเก็บเกี่ยวมะม่วงพันธุ์ไทยส่วนใหญ่อยู่ประมาณเดือนเมษายน-พฤษภาคม ส่วนมะม่วงล่าฤดู (มิถุนายน-กรกฎาคม) ตามธรรมชาติ ได้แก่ มะม่วงมหาชนก นวลคำ อาร์ทูอีทู เขียวมรกต ส่วนมะม่วงล่าฤดู โดยการจัดการ ได้แก่ น้ำดอกไม้สีทอง ส่วนมะม่วงนอกฤดู (ทะวาย) มีทั้งก่อนฤดู (มกราคม-มีนาคม) และหลังฤดู (สิงหาคม-ธันวาคม) มะม่วงนอกฤดูที่เกิดตามธรรมชาติ ได้แก่ โชคอนันต์ แก้วทะวาย สามฤดู ศาลายา มันเดือนเก้า ฯลฯ ส่วนมะม่วงทะวายที่เกิดจากการใช้สารเคมีบังคับคือ น้ำดอกไม้สีทอง ฟ้าลั่น เพชรบ้านลาด หนองแซง เขียวเสวย

เดิมทีโรงงานผลิตผลไม้ดองนิยมใช้มะม่วงแก้วมาแปรรูปเป็นมะม่วงดอง ส่วนพันธุ์มหาชนก แก้ว โชคอนันต์ เขียวมรกต นิยมแปรรูปเป็นน้ำมะม่วง และมะม่วงอบแห้ง ปี 2558 หลังจากรัฐบาลไทยเปิดตลาดเสรีตามนโยบายประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรชาวสวนมะม่วงไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีมะม่วงแก้วละเมียดของกัมพูชา หรือที่หลายคนเรียกว่า “มะม่วงแก้วขมิ้น หรือ แก้วเขมร” เข้ามาตีตลาดมะม่วงในประเทศไทย