สำหรับการประชุมเมื่อเร็วๆ นี้ มีเรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการ

ป้องกันและแก้ไขปัญหาทุเรียนอ่อนออกสู่ตลาดจังหวัดชุมพร ประมาณการผลผลิตและการกระจายผลผลิตไม้ผลจังหวัดชุมพร ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการซื้อ-ขายทุเรียนอ่อน เกณฑ์มาตรฐานการตรวจสอบความสุกแก่ของทุเรียน โดยวิธีการอบหาเปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้ง การจัดระเบียบใช้กฎหมายกับผู้ประกอบการล้งผลไม้จังหวัดชุมพร

ทั้งนี้ สำนักงานเกษตรจังหวัดชุมพร ได้ดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชเศรษฐกิจคุณภาพจังหวัดชุมพร จัดอบรมหลักผู้ประกอบการแผงทุเรียน ติดป้ายประชาสัมพันธ์แก้ไขปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพ จัดกิจกรรมถ่ายทอดเทคโนโลยียกระดับการผลิตสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน GAP พืชทุเรียน จำนวน 114 รายด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ประกอบการหมูย่างเมืองตรังกำลังได้รับผลกระทบจาก พ.ร.บ.ควบคุมการฆ่าสัตว์ การจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. 2559 กรมปศุสัตว์ โดยกำหนดให้การฆ่าสัตว์ ชำแหละเนื้อสัตว์ในสถานที่ตั้งโรงฆ่าสัตว์และโรงพักสัตว์เท่านั้น ห้ามมีให้ฆ่าสัตว์นอกโรงฆ่าเพื่อจำหน่ายเนื้อสัตว์ ผู้ใดฝ่าฝืนมีโทษทั้งจำทั้งปรับ

นายสัมพันธ์ ยิ้วเหี้ยง อายุ 47 ปี เจ้าของหมูย่างโกสุ่ย กล่าวว่า ผู้ประกอบการหมูย่างเมืองตรังได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก เนื่องจากไม่สามารถใช้วิถีดั้งเดิมการย่างหมูได้ โดยหมูย่างเมืองตรังมีเคล็ดลับการทำหลายอย่าง เป็นเรื่องยากที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ที่บังคับให้ฆ่าหมูที่โรงฆ่า เพราะโรงฆ่าสัตว์ไม่สามารถกำหนดเวลาฆ่าหมูได้ตรงตามสูตร หมูตัวเล็กก็ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากเครื่องที่โรงฆ่ามีขนาดใหญ่ ทำได้เฉพาะหมูตัวใหญ่ น้ำหนัก 70 กิโลกรัมขึ้นไป แต่หมูย่างเมืองตรังตัวเล็กถึงจะอร่อย แถมเปิด-ปิดเป็นเวลา ซึ่งตรงข้ามกับการทำหมูย่าง เพราะหมูส่วนใหญ่ฆ่าตอนเย็น เพื่อย่างกลางคืน และต้องย่างภายใน 2 ชั่วโมง เพื่อให้รสชาติดี แต่โรงฆ่าสัตว์เปิดเวลากลางวัน ซึ่งสวนทางกับภูมิปัญญาดั้งเดิมทุกประการ

ด้าน นายภราดร นุชิตศิริภัทรา รองประธานหอการค้า จังหวัดตรัง กล่าวว่า พยายามหาทางออก ทางรอดให้กับผู้ประกอบการหมูย่าง ทั้งนี้ จากข้อมูลทราบว่าในจังหวัดตรังมีโรงฆ่าสัตว์ 7 แห่ง และที่ได้มาตรฐานแค่ 4 แห่งเท่านั้น ถือว่าน้อยมากหากเทียบกับจำนวนหมูที่ต้องฆ่าในแต่ละวัน และการฆ่าหมูขายเนื้อสดกับฆ่าทำหมูย่างก็ต่างกัน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาและหาทางออกร่วมกันเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการหมูย่าง

วิกฤตส่งออกน้ำตาลเจอศึก 2 บราซิลจ่อฟ้อง WTO ไทยลุ้นผลหารือรอบ 4-จีนตลาดส่งออกเบอร์ 6 รีดภาษีเซฟการ์ดน้ำตาลนำเข้า 3 ปี บวกภาษีคุมโควตา ดันต้นทุนภาษีพุ่ง 95% จับตาเทรดเดอร์ชะลอซื้อกระทบราคาอ้อยฤดูกาลหน้า

แหล่งข่าวจากวงการอ้อยน้ำตาลเปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 9-16 มิถุนายนนี้ นายสมชาญ หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม จะนำคณะทำงานเจรจาเดินทางไปพบรัฐบาลบราซิล ที่ประเทศบราซิล เพื่อเข้าร่วมกระบวนการหารือ (Consultation) กรณีข้อพิพาทการอุดหนุนน้ำตาลระหว่างไทยกับบราซิล ครั้งที่ 4

“ประเด็นที่จะหารือครั้งนี้ จะชี้แจงถึงความคืบหน้าในการปรับปรุงระบบอ้อยน้ำตาล เพื่อยกโควตา ก. โควตา ข. และโควตา ค. รวมถึงการทำงานของภาครัฐเพื่อสนับสนุนให้ระบบน้ำตาลเป็นไปอย่างเสรี และการปรับปรุงกฎหมายภายในของไทยเพื่อให้อุตสาหกรรมนี้เติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ หากการหารือครั้งนี้ได้ข้อสรุปที่น่าพอใจอาจจะไม่จำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการพิจารณา (Panel) แต่หากยังไม่ได้ข้อสรุปอาจมีการขยายระยะเวลาในการหารือรอบต่อไปก็เป็นได้”

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การส่งออกน้ำตาลในอนาคตยังเป็นเรื่องที่ท้าทาย หากบราซิลตั้งคณะ Panel และฟ้องไทยจะใช้ระยะเวลาพิจารณาประมาณ 3-4 ปี และหลังจากมีผลการพิจารณาตัดสินจะใช้เวลาอีก 4-5 ปี ในการปฏิบัติตามผลการตัดสิน รวมระยะเวลาเกือบ 10 ปี อีกทั้งล่าสุดไทยถูกรัฐบาลจีนซึ่งเป็นตลาดส่งออก อันดับ 6 ประกาศใช้มาตรการเรียกเก็บอากรปกป้องการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น (เซฟการ์ด) เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศเป็นระยะเวลา 3 ปี

นายวันชัย วราวิทย์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2560 กระทรวงพาณิชย์สาธารณรัฐประชาชนจีนได้ประกาศผลการไต่สวนชั้นที่สุดให้เรียกเก็บอากรปกป้อง จากการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น (เซฟการ์ด) สินค้าน้ำตาลจากทั่วโลกภายใต้พิกัดอัตราศุลกากรขาเข้าของจีน 7 พิกัด ได้แก่ 1701.1200 1701.1300 1701.1400 1701.9100 1701.9910 1701.9920 และ 1701.9990 ซึ่งได้เริ่มเปิดไต่สวนมาตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2559 โดยเรียกเก็บอากรเซฟการ์ดเป็นเวลา 3 ปี ระหว่างวันที่ 22 พฤษภาคม 2560-21 พฤษภาคม 2563 กำหนดอัตราปีแรก 45% จากนั้นผ่อนคลายลงปีละ 5% ทำให้ปีสุดท้ายอากรปกป้องอยู่ที่ 35% ทั้งนี้ เป็นการเรียกเก็บเพิ่มจากที่มีการกำหนดอากรขาเข้าอยู่แล้ว โดยแบ่งเป็นภาษีในโควตา 15% อัตรานอกโควตา 50%

ทั้งนี้ การนำเข้าสินค้าน้ำตาลของจีนในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2557-2559) ไทยเป็นผู้ส่งออก อันดับ 2 โดยในปี 2557 มีปริมาณการนำเข้า 535,650 ตัน ปี 2558 มีปริมาณ 602,926 ตัน และล่าสุดปี 2560 มีปริมาณ 179,554 ตัน รองจากบราซิล ซึ่งในปี 2557 มีปริมาณการนำเข้า 2,101,227 ตัน ปี 2558 ปริมาณ 2,741,442 ตัน และปี 2560 ปริมาณ 1,995,934 ตัน

“ไทยได้เปรียบด้านการขนส่ง หากเทียบกับบราซิลซึ่งเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ อย่างไรก็ตาม กรมจะประสานงานกับสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงปักกิ่ง เพื่อติดตามการใช้มาตรการดังกล่าวต่อไป”

นายสิริวุทธิ์ เสียมภักดี ประธานคณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์ บริษัท ไทยชูการ์ มิลเลอร์ จำกัด (TSMC) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า มาตรการนี้เป็นการปกป้องอุตสาหกรรมน้ำตาลในจีน ซึ่งจะมีผลใช้บังคับกับทุกประเทศที่ส่งออกน้ำตาลไปตลาดจีนรวมถึงไทย

เมื่อรวมอัตราภาษีเซฟการ์ดปีแรก 45% กับภาษีส่งออกน้ำตาลนอกโควตา 50% จะทำให้ไทยต้นทุนราคาน้ำตาลนำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น 95% จากปกติซึ่งก็ถือว่าเป็นอัตราที่สูง และหากเทียบกับน้ำตาลในโควตาที่มีภาษี 15% ด้วยก็ยิ่งกระทบ แม้ว่าไทยจะมีความได้เปรียบคู่แข่งอื่น เช่น บราซิล ในเรื่องต้นทุนค่าขนส่ง แต่ด้วยความที่จีนเป็นตลาดส่งออกสำคัญท็อป 5 (อินโดนีเซีย เป็นตลาดเบอร์ 1) ก็น่าจะกระเทือนเราโดยตรง แต่ยังรอดูอีกระยะว่าผู้บริโภคจีนจะรับผลกระทบจากราคาน้ำตาลที่เพิ่มขึ้นได้เพียงใด และต้องรอจนว่าสต๊อกที่ผู้นำเข้าได้สั่งออเดอร์ก่อนที่มาตรการเซฟการ์ดจะออกหมดไป จึงจะประเมินผลกระทบต่อการส่งออกได้

อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่าแต่ละปีโรงงานน้ำตาลในจีนผลิตไม่เพียงพอต่อการบริโภค ยังจำเป็นต้องนำเข้าปีละกว่า 2 ล้านตัน ขึ้นอยู่กับว่าเทรดเดอร์จะชะลอสั่งซื้อจากไทยหรือไม่ หากชะลอมีโอกาสจะกระทบส่งออกและราคาอ้อยในประเทศในฤดูกาลต่อไป หรืออาจจะยังสั่งแต่ปรับเปลี่ยนส่งออกส่งออกไปยังตลาดอื่นแทนก็อาจไม่กระทบ ผู้ส่งออกไทยในระบบโควตาซึ่งมีประมาณ 6-7 ราย แต่บางราย เช่น มิตรผล เข้าไปลงทุนตั้งโรงงานในจีนก็อาจจะไม่กระทบ ส่วนทางบริษัทมีโรงงาน 51-52 โรงผลิต และส่งผ่านบริษัท

รายงานข่าวระบุว่า บริษัทผู้ส่งออกน้ำตาล 5 อันดับแรกของไทย ได้แก่ บริษัท ค้าผลผลิตน้ำตาล จำกัด, บริษัท แปซิฟิก ซูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด, บริษัท ที.ไอ.เอส.เอส. จำกัด และ บริษัท ส่งออกน้ำตาลสยาม จำกัด ส่วนเทรดเดอร์น้ำตาลรายใหญ่ เช่น บังกี้ มารุเบนนี มิซูบิชิ เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกษตรกรชาวตำบลบ้านป่า อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ซื้อพันธุ์สับปะรดฉีกตาจากภาคใต้มาปลูกให้ผลผลิตดี เมื่อเปิดขายผ่านโซเชียลได้รับความสนใจ มีผู้สั่งจองซื้อจนผลิตให้ลูกค้าไม่ทัน

เกษตรกรผู้นี้คือ นายเยี่ยม ตาเห็น อายุ 70 ปี บ้านเลขที่ 42 หมู่ที่ 4 บ้านแหลมดู่ ตำบลบ้านป่า อำเภอเมืองพิษณุโลก เปิดเผยว่า ทดลองซื้อกล้าสับปะรดพันธุ์ฉีกตามาจากภาคใต้ นำมาปลูกในไร่นาสวนผสม เหตุที่ทดลองปลูกเพราะเพื่อนแนะนำมา เนื่องจากสับปะรดพันธุ์นี้มีความหวาน ไม่กัดลิ้น ที่สำคัญเพียงผ่าผลครึ่งลูกก็สามารถฉีกตารับประทานได้ไม่ต้องปอกเปลือกให้ยุ่งยากเหมือนสับปะรดทั่วไป หลังจากสับปะรดออกผล ลูกสาวก็นำไปให้เพื่อนๆ ลองรับประทาน หลายคนชื่นชอบและสั่งซื้อ ประกอบกับลองนำไปขายในโซเชียล ปรากฏว่ามีคนสั่งซื้อและจองกันจำนวนมาก จนถึงขณะนี้ไม่สามารถผลิตสับปะรดได้ทันต่อผู้สั่งจองทีเดียว โดยตนขายในราคากิโลกรัมละ 60-90 บาท เท่านั้น

แม้โปรตีนจากเนื้อไก่ราคาค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับเนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ อย่าง สุกร โค แพะ แกะ แต่อุตสาหกรรมไก่ก็ยังมีจุดอ่อนที่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก ได้แก่ 1. ปัจจัยต้นทุนการผลิตเนื้อไก่สดของไทยสูงกว่าคู่แข่งระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา บราซิล เนื่องจากวัตถุดิบประเภทข้าวโพด ถั่วเหลือง และกากถั่วเหลืองที่ผลิตได้จำนวนมากของทั้ง 2 ประเทศมีราคาต่ำ ในขณะที่ไทยต้องสั่งซื้อวัตถุดิบเหล่านี้มาผลิตเป็นอาหารสัตว์จาก 2 ประเทศคู่แข่ง ซึ่งต้นทุนการเลี้ยงไก่ของไทยเป็นต้นทุนอาหารสัตว์ถึง 70% เพียงแต่ไทยได้เปรียบเรื่องแรงงานฝีมือในการตัดแต่งเพื่อผลิตไก่สำเร็จรูปเท่านั้น 2. การผลิตไก่ของไทยสูงถึง 2.5 ล้านตัน ต่อปี ส่งออกปีละ 7.5-7.6 แสนตัน ไทยต้องพึ่งพิงตลาดส่งออกสูงถึง 30-40% 3. การพึ่งพาตลาดส่งออกอยู่ไม่กี่ประเทศ อาทิ ญี่ปุ่นสูงถึง 45% สหภาพยุโรป (อียู) ที่มีการจำกัดโควตานำเข้าประมาณ 38% และกลุ่มอาเซียน 12%

หันมาดูสถานการณ์ล่าสุด ราคาส่งออกไก่ไทยเริ่มขยับตัวขึ้นสูงในช่วงกลางปี 2559 เป็นต้นมา เนื้อขาสดจากราคา 2,400 เหรียญสหรัฐ ต่อตัน ราคาล่าสุดขยับขึ้นมาเป็น 3,000 เหรียญสหรัฐ และราคาเริ่มนิ่ง เนื้อปีกสดจากตันละ 2,300-2,500 เหรียญสหรัฐ ล่าสุดตันละ 3,100-3,700 เหรียญสหรัฐ ถ้าเป็นเนื้อปีกกลางบนอยู่ที่ระดับตันละ 3,600-3,700 เหรียญสหรัฐ เนื้อหน้าอกสดที่ส่งไปอียูและมาเลเซีย จากระดับตันละ 2,300-2,500 เหรียญสหรัฐ เป็นตันละ 2,900 เหรียญสหรัฐ ในขณะที่ราคารับซื้อไก่มีชีวิตหน้าโรงเชือดอยู่ที่ระดับ กิโลกรัมละ 38 บาท ถึงเกือบ 40 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ค่อนข้างดี

ทั้งนี้ เนื่องจากประเทศผู้ผลิตไก่รายใหญ่ทั้งในสหรัฐอเมริกา เอเชียเหนือ มีปัญหาการระบาดของโรคไข้หวัดนก จึงมีการสั่งซื้อเนื้อไก่จากไทยมากขึ้น บวกกับผู้ผลิตเนื้อไก่หลายรายของบราซิลมีปัญหาเรื่องคุณภาพของเนื้อที่ไม่สด ทำให้หลายประเทศหันมานำเข้าไก่จากไทยที่สด สะอาด และปลอดจากเชื้อไข้หวัดนกกันมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ จึงมีหลายบริษัทแห่ขยายการเลี้ยง การลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตเชือดไก่ตามมา ล่าสุดกลุ่มไทยฟู้ดส์น้องใหม่มาแรง ได้เพิ่มการลงทุนเฉพาะโรงงานแปรรูปเนื้อไก่ส่งออกสูงถึง 1,600 ล้านบาท ซึ่งโรงงานจะเสร็จต้นปีหน้า และอีกหลายบริษัทที่ไม่ประกาศอย่างเปิดเผย

แหล่งข่าวจาก บริษัท จีเอฟพีที จำกัด (มหาชน) เปิดผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า บริษัทส่งออกไก่สด ไก่ปรุงสุก และผลิตภัณฑ์เนื้อไก่ประเภทต่างๆ ในลักษณะรับจ้างผลิต (OEM) ผลิตเต็มกำลังการผลิตแล้ว และมีออเดอร์ยาวไปจนถึงไตรมาสแรกปี 2561 แล้ว ส่วนใหญ่จะผลิตไก่สดป้อนบริษัทร่วมทุนกับจีเอฟพีที 2 รายใหญ่ คือ กลุ่มนิชิเรของญี่ปุ่น กับบริษัท คีย์สโตน เอเชีย สิงคโปร์ ของกลุ่มแมคโดนัลด์ ฟาสต์ฟู้ดชื่อดังระดับโลกที่จะกระจายสินค้าป้อนแมคโดนัลด์ทั่วเอเชีย

“ตอนนี้โรงเชือดของจีเอฟพีที มีกำลังการผลิตเชือดไก่ วันละ 1.35 แสนตัน ช่วงนี้อยู่ระหว่างขยายฟาร์มเพื่อเพิ่มการผลิต และกำลังจัดทำแผนการขึ้นโรงเชือดและโรงงานผลิตไก่ปรุงสุกเพิ่มที่ชลบุรี แต่อาจใช้เวลาพิจารณานานหลายเดือน เพราะราคาไก่พุ่งครั้งนี้ หากสถานการณ์เข้าสู่ปกติเร็ว อาจส่งผลกระทบต่อแผนการเงินได้ โดยเฉพาะหากลงทุนมากเกินไป”

ข้อกังวลจากผู้บริหารของจีเอฟพีทีที่บริหารงานและการเงินในธุรกิจนี้อยู่แล้วด้วยความระมัดระวังสูง จึงเป็นสิ่งที่น่าคิด เพราะมิเช่นนั้นอาจซ้ำรอยเหมือนเช่นยักษ์ใหญ่ บริษัท สหฟาร์ม จำกัด ก็ได้ ที่ต้องเผชิญกับวิกฤตธุรกิจรอบ 2 จากการโหมลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตเชือดไก่ จากวันละ 7 แสนตัน เป็น 1 ล้านตัว ต่อวัน ภายใน 3 ปี เพื่อหนีกลุ่มเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.) รวมถึงการจัดซื้อที่ดินนับหมื่นไร่ที่ลพบุรี เชียงราย และอื่นๆ

แม้ว่าขณะนี้สหฟาร์มจะผ่านแผนฟื้นฟูกิจการ มีการเชือกไก่วันละ 4 แสนตัว และอีก 2 เดือน จะเพิ่มเป็น 5 แสนตัว ต่อวัน แต่การที่จะกลับมาผลิตให้ได้เท่าเดิม คงต้องถามใจแบงก์เจ้าหนี้รายใหญ่อย่างธนาคารกรุงไทยจะกล้าเดินไปที่จุดเดิมหรือไม่ เพราะคู่แข่งเดิมหลายรายล้วนมีกำลังเข้มแข็งขึ้นในขณะที่วัฏจักรไก่ราคาตกต่ำอาจกลับมาเยือนอีก หากปัญหาไข้หวัดนกที่ระบาดทั่วโลกเบาบางลง

รัฐมนตรีเกษตรฯ เผย นโยบายปฏิรูปภาคการเกษตรเกิดผลเป็นรูปธรรม ส่งผลมูลค่าการส่งออกสูงขึ้นดัน GDP ภาคการเกษตร ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

รมว.กษ. แจงผลงานปฏิรูปภาคเกษตรพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งเน้นการจัดทำแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) เพื่อชี้ความเหมาะสมของพื้นที่ในการทำเกษตร และจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก). เพื่อถ่ายทอดความรู้ในการทำเกษตรที่เหมาะสมให้กับเกษตรกรในพื้นที่ พร้อมการพัฒนาแหล่งน้ำ และ ระบบกระจายน้ำ และส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อทำเกษตรแปลงใหญ่ ส่งผลให้ลดต้นทุนการผลิตและมีผลผลิตเพิ่มขึ้น ทำให้เกษตรกรเกิดความมั่นคง และยั่งยืนในการทำการเกษตร

พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ จ.จันทบุรี เพื่อตรวจเยี่ยม การดำเนินงานการส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ และ การพัฒนาการเกษตรสู่ความยั่งยืน ณ สหกรณ์การเกษตรเขาคิชกูฎ อ.เขาคิชกูฎ จ.จันทบุรี ในวันที่ 7 มิถุนายน 2560 ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายปฏิรูปภาคการเกษตร โดยมีเป้าหมายสำคัญ เพื่อยกระดับเกษตรกรให้มีรายได้ และ มีความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตรกร ซึ่งต้องลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต และยกมาตรฐานคุณภาพสินค้าเกษตรให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค ในห้วง 3 ปีที่ผ่านมา มีผลการดำเนินการในภาพรวม และ ใน จ.จันทบุรี ที่สำคัญ คือ (1.) การจัดทำแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก หรือ Agri-Map เพื่อบ่งชี้ความเหมาะสมของพื้นที่ในการทำเกษตร ซึ่งในปัจจุบัน

สามารถใช้ผ่านคอมพิวเตอร์ที่มีอินเตอร์เน็ต และ simpleweightlossplans.com แอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ได้ ซึ่งในพื้นที่ จ.จันทบุรี มีสินค้าเกษตรที่สำคัญ 6 ชนิด คือ ทุเรียน เงาะ มังคุด ลำไย มันสำปะหลัง และ ยางพารา รวมพื้นที่ 1.77 ล้านไร่ พบว่าปลูกในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม ร้อยละ 12.68 ซึ่งจะปรับเปลี่ยนไปทำการเกษตรที่เหมาะสมโดยความสมัครใจของเกษตรกรต่อไป (2.) จัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร หรือ ศพก. อำเภอละ 1 ศูนย์ รวม 882 ศูนย์ และ ได้ขยายผลเป็น ศพก. เครือข่าย 8,892 ศูนย์ย่อย โดย จ.จันทบุรี มี 10 อำเภอ มี ศพก. 10 ศูนย์ และ ศพก. เครือข่าย 100 ศูนย์ย่อย ซึ่ง ศพก. นี้ จะเป็นผู้ที่ถ่ายทอดความรู้ในการทำเกษตรที่เหมาะสมให้กับเกษตรกรในพื้นที่ พร้อมส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อทำเกษตรแปลงใหญ่ (3.) การส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ โดยมีลักษณะเพื่อให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันบริหารจัดการ และ ทำการตลาด ทำให้สามารถใช้เครื่องจักรกลการเกษตรที่มาราคาสูงร่วมกันได้ แบ่งแยกหน้าที่ทำให้เกิดความชำนาญเฉพาะด้าน สินค้าในกลุ่มยกระดับเป็นสินค้า GAP มีคุณภาพ ความปลอดภัย ตรงความตรงการของตลาด ใน 2 ปีที่ผ่านมา มีเกษตรแปลงใหญ่ทั้งประเทศ 2,138 แปลง รวมพื้นที่ 3.10 ล้านไร่ เกษตรกร 224,698 ราย จำนวน 67 ชนิดสินค้า

ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ประเมินผลการดำเนินการพบว่า การส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ โดยการนำของเอกชนทำให้เกษตรกร มีรายได้เพิ่มขึ้น 1,241 – 1,565 บาท/ไร่ สำหรับแปลงใหญ่ โดยการนำของภาครัฐ ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 992 – 1,168 บาท/ไร่ โดยรวมแล้วการส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น รวม 4,864.94 ล้านบาท/ปี

สำหรับในจังหวัดจันทบุรี มีเกษตรแปลงใหญ่ 17 แปลง ใน 9 ชนิดสินค้า ได้แก่ ทุเรียน มังคุด ลองกอง ลำไย ชันโรง ยางพารา กุ้งขาว โคนม และ หญ้าเนเปียร์ รวมพื้นที่ 10,581 ไร่ เกษตรกร 956 ราย โดยมีตัวอย่างเกษตรแปลงใหญ่ที่ประสบความสำเร็จ เช่น แปลงใหญ่ทุเรียน ลดต้นทุน ได้ร้อยละ 9.9 จาก 25,551 บาท/ไร่ เหลือ 22,996 บาท/ไร่ เพิ่มผลผลิต ได้ร้อยละ 11.0 จาก 1,461 กก./ไร่ เป็น 1,622 กก./ไร่ แปลงใหญ่มังคุด ลดต้นทุน ได้ร้อยละ 7.9 จาก 8,622 บาท/ไร่ เหลือ 7,939 บาท/ไร่ เพิ่มผลผลิต ได้ร้อยละ 20.0 จาก 900 กก./ไร่ เป็น 1,080 กก./ไร่ แปลงใหญ่ลำไย ลดต้นทุน ได้ร้อยละ 9.3 จาก 15,000 บาท/ไร่ เหลือ 13,600 บาท/ไร่ เพิ่มผลผลิต ได้ร้อยละ 10.0 จาก 2,000 กก./ไร่ เป็น 2,200 กก./ไร่ ซึ่งหัวใจที่สำคัญของเกษตรแปลงใหญ่ คือ การมุ่งสู่การผลิตสินค้ามีมาตรฐาน GAP ตรงความต้องการ ทำให้สินค้าเป็นที่เชื่อมั่น โดยเฉพาะสินค้าผลไม้ที่เป็นที่ต้องการของต่างประเทศมาก

(4.) การพัฒนาแหล่งน้ำ และ ระบบกระจายน้ำ เพื่อทำให้เกิดความมั่นคง ยั่งยืนในการทำการเกษตรในภาพรวมภาคตะวันออก ปี 2557 – 2559 ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ ฝาย สถานีสูบน้ำ ประตูระบายน้ำ และ อื่นๆ รวม 83 แห่ง เพิ่มปริมาณน้ำได้ 197.40 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่การเกษตร 82,259 ไร่ ใน ปี 2560 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เล็งเห็นความสำคัญของการกระจายน้ำไปยังพื้นที่การเกษตร ได้ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ ฝาย สถานีสูบน้ำ ประตูระบายน้ำ และ อื่นๆ รวม 107 แห่ง เพิ่มปริมาณน้ำได้ 362.61 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่การเกษตร 72,360 ไร่ รวมระยะเวลา 3 ปี เพิ่มปริมาณน้ำได้ 560.01 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่การเกษตร 154,619 ไร่ มากว่ารัฐบาลที่ผ่านมาถึง 6 เท่า สำหรับในภาพรวม จ.จันทบุรี ปี 2557 – 2559 เพิ่มปริมาณน้ำได้ 6.85 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่การเกษตร 17,895 ไร่ เพิ่มปริมาณน้ำได้ 68.48 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่การเกษตร 51,000 ไร่

จากการประเมินผล พบว่าเกษตรกรสวนทุเรียน จ.จันทบุรี ที่สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำได้ มีรายได้เพิ่มขึ้นจาก 200,000 บาท/ไร่ เป็น 260,000 บาท/ไร่ เพิ่มขึ้น 60,000 บาท/ไร่ สำหรับในส่วนเกษตรแปลงใหญ่ จ.จันทบุรี 17 แปลง มีแหล่งน้ำอยู่แล้ว 10 แห่ง ยังขาดแหล่งน้ำ 7 แห่ง ซึ่งในปีที่ผ่านมา ได้วางแผนจัดทำแหล่งน้ำเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนน้ำให้แปลงใหญ่ และ พื้นที่เกษตรที่อยู่ข้างเคียง จำนวน 14 โครงการ ดำเนินการเสร็จแล้ว 1 โครงการ คือ โครงการเพิ่มความจุเก็บกักอ่างเก็บน้ำศาลทราย อยู่ระหว่างก่อสร้าง 6 โครงการ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2560 อีก 7 โครงการ จะดำเนินการในปีงบประมาณ 2561