สำหรับกิจกรรม เดิน-วิ่ง การกุศล CPF RUN FOR CHARITY 2019

จัดขึ้นเป็นปีที่ 3 ต่อเนื่อง โดยในปีนี้จัดขึ้นแล้วทั้งหมด 5 ครั้ง มียอดเงินรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย รวมทั้งสิ้น 1,752,780 บาท โดยทั้งหมดได้นำไปใช้สร้างสาธารณประโยชน์มากมายในหลายๆ จังหวัด ผู้ที่สนใจกิจกรรมในครั้งต่อไป LPF Running ตอบแทนคุณแผ่นดิน เดิน-วิ่ง ถิ่นครูบา ครั้งที่ 3 เป็นการจัดส่งท้ายปี ต้อนรับลมหนาว ในวันอาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายน 2562 ณ ศูนย์ท่องเที่ยวจังหวัดลำพูนรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย มอบให้เหล่ากาชาดจังหวัด และสถานศึกษาในจังหวัดลำพูน โดยเปิดรับสมัครเพิ่มเติม ตั้งแต่วันนี้ – 20 ตุลาคม 2562 จำนวนจำกัดเพียง 400 ท่านเท่านั้น

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช จังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับอำเภอวังน้ำเขียว สภ.วังน้ำเขียว และส่วนราชการ องค์กรส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้านในอำเภอวังน้ำเขียว จัดกิจกรรมการกุศลวิ่งเชิงอนุรักษ์ “วิ่งชีวมณฑล @ สะแกราช 2019” เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2562 โดยมีวัตถุประสงค์ในการจัดกิจกรรมมอบรายได้เพื่อการกุศลของกิ่งกาชาดวังน้ำเขียวและสาธารณประโยชน์ อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา

กิจกรรม ประกอบด้วย เส้นทางการวิ่งระยะทาง 5 กิโลเมตร และ 10 กิโลเมตร โดยได้รับความสนใจจากนักวิ่งเชิงอนุรักษ์เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 1,500 คน เป็นการวิ่ง-เดิน เพื่อสุขภาพ ไม่มีการแข่งขัน กิจกรรมเริ่มจากโรงเรียนบ้านวังน้ำเขียว (พ่วงโพธิ์อุปถัมภ์) โดยวิ่งข้ามถนน 304 เข้าไปภายในสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช หน่วยงานในสังกัดของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ตำบลอุดมทรัพย์ อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับการรับรองจากยูเนสโกให้เป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑลของโลกและเป็นแห่งแรกของไทย ถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่ได้จัดกิจกรรมดังกล่าวขึ้น ในเส้นทางการวิ่งที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติของป่าเขา ต้นไม้ที่เขียวขจีอุดมสมบูรณ์ นักวิ่งที่เข้าร่วมกิจกรรมได้รับอากาศบริสุทธิ์ตลอดเส้นทาง ทั้งนี้ ผู้ที่วิ่งเข้าเส้นชัยทุกท่านได้รับเหรียญที่ระลึกจากการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย

อนึ่ง สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช ได้ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2510 โดยมีภารกิจการวิจัยทางด้านสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยา จนถึงขณะนี้มีผลงานวิจัยในพื้นที่แห่งนี้มากกว่า 500 เรื่อง ขณะเดียวกัน ในปี พ.ศ. 2519 สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราชได้รับการรับรองจากองค์การยูเนสโก ภายใต้โครงการ MAB (Man and Biosphere Program) ให้เป็นแหล่งสงวนชีวมณฑลแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งเป็นแห่งแรกของประเทศไทย และเป็น 1 ใน 7 แห่งของเอเชียในขณะนั้น และในปัจจุบันสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช วว. ตั้งอยู่ในเขตแกนกลางพื้นที่สงวนชีวมณฑลสะแกราช และในปี 2562 ได้รับรางวัลสำนักงานสีเขียวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมระดับดีเยี่ยม

สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราชปกคลุมด้วยป่าไม้สำคัญ 2 ชนิด ได้แก่ ป่าดิบแล้ง และป่าเต็งรัง พันธุ์ไม้ที่สำคัญของป่าดิบแล้งชนิดนี้ ประกอบด้วย ตะเคียนหิน ตะเคียนทอง กระเบากลัก เป็นต้น ส่วนป่าเต็งรัง ประกอบด้วย เต็ง รัง เหียง พะยอม เป็นต้น ป่าทั้งสองชนิดครอบคลุมเนื้อที่ประมาณร้อยละ 70 ของพื้นที่ นอกนั้นเป็นป่าชนิดอื่น เช่น ป่าไผ่ ป่าปลูก และทุ่งหญ้า

สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราชมีความหลากหลายชีวภาพ ของชนิดพันธุ์พืช สัตว์ และสิ่งมีชีวิตจำพวกเห็ดรา จากการศึกษาความหลากหลายของเห็ด (Mushroom) ในพื้นที่เบื้องต้น สามารถจำแนกได้ 94 ชนิด 32 วงศ์ จากตัวอย่างสัณฐานวิทยาของเห็ดราขนาดใหญ่ (Macro fungi) มากกว่า 330 สัณฐาน นอกจากนี้ ยังมีสัตว์ 486 ชนิด ประกอบด้วย สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 79 ชนิด สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 29 ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน (Reptiles) 88 ชนิด นกและสัตว์ปีก 290 ชนิด โดยมี “ไก่ฟ้าพญาลอ” นกประจำชาติไทยเป็นจุดเด่น ซึ่งแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติในพื้นที่แห่งนี้

สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราชมีศักยภาพในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ทั้งหมดปีละ 146,059 ตัน ประกอบด้วย 1. ป่าดิบแล้ง พื้นที่ 26,474 ไร่ ดูดซับได้ 3.26 ตัน/ไร่/ปี หรือปีละ 86,305 ตัน 2. ป่าเต็งรัง พื้นที่ 7,373 ไร่ ดูดซับ 2.84 ตัน/ไร่/ปี หรือปีละ 20,939 ตัน 3. ป่าปลูก พื้นที่ 12,028 ไร่ ดูดซับได้ 3.23 ตัน/ไร่/ปี หรือปีละ 38,850 ตัน

ความสำคัญของสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราชในด้านอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม ได้แก่ 1. เป็นสถานที่เพื่อการวิจัย ทางด้านสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยาป่าเขตร้อน (ป่าดิบแล้งและป่าเต็งรัง) จนถึงขณะนี้การวิจัยในพื้นที่แห่งนี้มีจำนวนไม่น้อยกว่า 500 เรื่อง ซึ่งความรู้ดังกล่าวได้สร้างสรรค์ภูมิปัญญาแก่นักวิชาการและยังได้นำไปช่วยเหลือในการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนอีกด้วย 2. เป็นห้องปฏิบัติการธรรมชาติ สำหรับนักเรียน นักศึกษาที่ใช้พื้นที่ป่าไม้ในเขตสถานี เป็นสถานที่เพื่อการศึกษาและวิจัยทางด้านธรรมชาติของป่าไม้

นอกจากนั้น บริเวณโดยรอบของพื้นที่ป่าไม้ของสถานี ยังมีหมู่บ้านจำนวน 9 หมู่บ้าน ที่อยู่กับป่าไม้ ได้อย่างสมดุลซึ่งเป็นสถานที่เพื่อการวิจัยทางด้านสังคมเศรษฐกิจกับป่าไม้ได้อีกด้านหนึ่ง ซึ่งปีหนึ่งมีจำนวนมาก 3. เป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑล (UNESCO Biosphere Reserves) แห่งหนึ่งของโลกที่ทำหน้าที่ดำเนินการอนุรักษ์ พัฒนา และการสนับสนุนการศึกษาวิจัยที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายนานาชาติทั่วโลก 4. เป็นสถานที่ศึกษาธรรมชาติและพักผ่อนหย่อนใจ ทางด้านธรรมชาติ ของป่าดิบแล้งและป่าเต็งรัง พรรณพืชและพันธุ์สัตว์นานาชนิด และ 5. เป็นศูนย์การประชุมและสัมมนา เนื่องจากมีความพร้อมทั้งที่พัก สถานที่ประชุม และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช วว. ตำบลอุดมทรัพย์ อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา 30370 ได้ที่ โทร. (098) 219-5570, (061) 102-1707, (085) 774-3539, (084) 823-7974 และ (044) 009-556

(6 ตุลาคม 2562) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งอุทกภัยที่ทำให้เกิดความเสียหายในหลายพื้นที่ของจังหวัดอุบลราชธานี ทำให้ประชาชนหลายพันครัวเรือนต้องเผชิญกับความสูญเสีย แม้ระดับน้ำจะทยอยลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังต้องการความช่วยเหลือและการฟื้นฟู

ทั้งนี้ อว. ได้นำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปมอบเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่ฯ โดยจัดทำ “โครงการฟื้นฟูช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยหลังน้ำลด” กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี นำทีมโดย นายจำลอง พรมสวัสดิ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธาน พร้อมด้วย นายองอาจ ปัญญาชาติรักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ดร. สุธี ผู้เจริญชนะชัย รองผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และผู้บริหารจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ ในการนี้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ได้นำผลงานวิจัยและนวัตกรรม “มุ้งฆ่ายุงนาโนสมบัติพิเศษ” ไปบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องที่ประสบความเดือดร้อน

นายจำลอง พรมสวัสดิ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ มีความห่วงใยและให้ตรวจเยี่ยมและลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย จังหวัดอุบลราชธานี ทั้งนี้ได้มอบหมายให้ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี เป็นหน่วยงานในการประสานงาน โดย กระทรวงฯ มีนโยบายในการนำผลงานวิจัยเข้าไป ช่วยเหลือฯ ได้แก่ เครื่องกรองน้ำ จากกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) ยากันยุง และมุ้งฆ่ายุงนาโนสมบัติพิเศษ จากนาโนเทค สวทช. ใน 2 พื้นที่ ได้แก่ โรงเรียนหาดสวนยาง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี และ วัดกุดกูล อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี

อีกทั้งกระทรวงฯ มีเป้าหมายในการดำเนินงานเพื่อตอบโจทย์ BCG Model (B: bioeconomy, C: circular economy, G: green economy) รูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ที่เร่งให้เศรษฐกิจเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างทั่วถึงบนฐานการพัฒนาที่ยั่งยืนสอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐาน รากในการดำเนินโครงการ 3 เรื่อง ได้แก่ นวัตกรรมชุมชน นวัตกรรมสังคม และอาสาประชารัฐ ครอบคลุมทุกภาคส่วน ทั้งในภาคการเกษตรและอาหาร ด้านพลังงานและวัสดุ ด้านสุขภาพและการแพทย์ และด้านการท่องเที่ยว โดยมุ่งจะนำประเทศไปสู่การเป็นผู้นำการผลิตอาหารคุณภาพต่อไป

ดร. สุธี ผู้เจริญชนะชัย รองผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ยุทธศาสตร์หลักหนึ่งของ สวทช. คือ การนำเทคโนโลยีพร้อมใช้ไปถ่ายทอดให้กับชุมชน และผู้ประกอบการ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทางด้านสังคมและสาธารณประโยชน์ นาโนเทค หนึ่งในศูนย์แห่งชาติภายใต้ สวทช. ที่มี นวัตกรรมและงานวิจัยด้านนาโนเทคโนโลยีอยู่ จึงพร้อมที่จะนำองค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยและพัฒนาส่งต่อให้กับผู้ที่ต้องการ รวมทั้งบรรเทาภัยพิบัติที่เกิดขึ้น การลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีในครั้งนี้ นาโนเทคได้นำนวัตกรรมที่เรียกว่า มุ้งฆ่ายุงนาโนสมบัติพิเศษ หรือ Antimosquito Nano Bednets เพื่อนำไปมอบให้กับประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งมุ้งฆ่ายุงนาโนฯ จำนวน 480 หลัง มอบให้กับมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี เพื่อเป็นศูนย์กลางในการแจกจ่ายให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้

มุ้งฆ่ายุงนาโนสมบัติพิเศษ เป็นผลงานการวิจัยและพัฒนาสูตรเคมีและกระบวนการเคลือบสิ่งทอสำหรับกำจัดแมลง โดย นาโนเทค สวทช. ที่เกิดจากการพัฒนา “เดลตาเมธริน” (Deltamethrin) สารสังเคราะห์เลียนแบบสารในกลุ่ม “ไพเรธรอยด์” (Pyretroid) สารสกัดธรรมชาติจากดอกดาวเรืองและเก๊กฮวย ซึ่งเป็นสารที่ได้รับการแนะนำให้ใช้จากองค์การอนามัยโลก (WHO) โดยสารสังเคราะห์ “เดลตาเมธริน” (Deltamethrin) ถูกนำไปต่อยอดในกระบวนการผลิตมุ้ง แบ่งเป็น 2 แบบ คือ เคลือบสารเดลตาเมธรินลงบนเส้นใยสำหรับมุ้งที่ผลิตขึ้นจากเส้นใยธรรมชาติหรือเส้นใยฝ้าย และผสมสารชนิดนี้ลงในเม็ดพลาสติกเพื่อขึ้นรูปเป็นเส้นใย ซึ่งในวิธีการหลังนั้นทำให้เก็บสารที่ผลต่อการฆ่ายุงได้นานกว่าการนำมุ้งไป ชุบ 5 เท่า

กระบวนการทำงานของมุ้งฆ่ายุงนาโนสมบัติพิเศษ จะเริ่มเมื่อตัวรับ (Receptor) ที่ปลายขาของยุง ได้รับสารเดลตาเมธรินจากการชนหรือสัมผัสมุ้งที่ผสมสารเดลตาเมธริน จะทำให้ยุงบินช้าลงและตายในที่สุด ซึ่งยุงแต่ละชนิดมีความไวต่อสารสังเคราะห์ชนิดนี้ได้ต่างกัน โดยเฉพาะยุงรำคาญและยุงก้นปล่อง ที่จะไวต่อสารเดลตาเมธรินมากที่สุด โดยจะตายภายใน 6 นาที หลังจากได้รับสารที่สำคัญ คนและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมไม่มีตัวรับสารดังกล่าวจึงไม่ได้รับอันตรายเหมือนยุง ซึ่งนอกจากจะปกป้องผู้ใช้จากการถูกยุงกัดแล้ว ยังสามารถลดจำนวนประชากรของยุงได้อีกด้วย

นอกจากนี้ ทีมวิจัยนาโนเทค สวทช. ยังพัฒนาให้มีคุณสมบัติพิเศษร่วมอื่นๆ อีกหลายชนิด (Multifunction) ได้แก่ ป้องกันเชื้อแบคทีเรียทำให้ผลิตภัณฑ์ปราศจากกลิ่นอับชื้น ป้องกันรังสี ยูวีทำให้มุ้งและสารกำจัดยุงมีความทนทานต่อแสงแดด คุณสมบัติแบบผสมดังกล่าวเหมาะสำหรับการใช้งานทั่วไป หรือในช่วงที่มีอุทกภัย ซึ่งมีการแพร่ระบาดของยุงจำนวนมาก

นางสุพัตรา แซ่ลอ ชาวบ้านจากชุมชนวงสว่าง ที่บ้านเรือนได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมและต้องมาพักที่ศูนย์พักพิงวัดกุดคูณ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า แม้ทุกปี พื้นที่บ้านของเธอจะเป็นพื้นที่รับน้ำอยู่แล้ว แต่ปีนี้ นับว่าหนักมาก เพราะน้ำมาตอนตี 2 เก็บของขึ้นที่สูงไม่ทัน และน้ำยังท่วมสูงกว่าทุกปี แม้แต่ชั้น 2 ของบ้านก็ไม่พ้นถูกน้ำท่วม

“เราเก็บอะไรไม่ทันเลย คว้าลูกๆ และพัดลม 1 ตัวออกมาได้เพียงเท่านั้น บ้าน ข้าวของเครื่องใช้เสียหายหมด ต้องมาอยู่ศูนย์พักพิง โดยกางเต๊นท์นอน แต่ก็ไม่ชิน บวกกับครอบครัวคนเยอะ ร้อน แล้วเรายังต้องคอยดูเป็ดไก่ที่เอามาด้วย ทำให้ต้องออกมาอยู่ข้างนอก ยุงเยอะมากเพราะน้ำเริ่มนิ่ง และเน่า ยากันยุงเอาไม่อยู่” นางสุพัตรา กล่าว พร้อมแสดงความดีใจเมื่อได้รับมุ้งฆ่ายุงจากนาโนเทค เพราะตอบความต้องการได้อย่างแท้จริง

เช่นเดียวกับ นางวิระกุล อ่อนคำลุน วัย 75 ปี ชาวบ้านจากชุมชนวัดกุดคูณ ที่อยู่ในศูนย์พักพิงเดียวกัน ที่บ้านเรือนของคุณยายเสียหายไม่น้อย และยังใช้ชีวิตลำบากจากยุงที่มีจำนวนมาก มุ้งฆ่ายุงที่ได้รับไปจากนาโนเทคจะช่วยให้คุณยายและครอบครัวพักผ่อนได้อย่างสะดวกสบายขึ้น

“น้ำท่วมครั้งนี้ หลายฝ่ายต่างมีน้ำใจมาช่วยเหลือ ทั้งคนที่มาทำกับข้าว มาบริจาคอาหาร น้ำดื่ม รวมถึงอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการยังชีพ นับว่า ยังมีสิ่งที่ดีงามแม้จะเป็นช่วงวิกฤต” คุณยายวิระกุล กล่าว

ดร. สุธี เผยต่อว่า การลงพื้นที่ นำนวัตกรรมและงานวิจัยไปช่วยผู้ประสบภัย นับเป็นการต่อยอดงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง ซึ่งในครั้งนี้ นับว่าประสบความสำเร็จในการตอบความต้องการของผู้ประสบภัยได้อย่างดี

บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) โดย นายริคาร์โด้ เบารอตโต้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หน่วยธุรกิจแม็คโครประเทศไทย (ที่ 3 จากขวา) พร้อมด้วย นางเสาวลักษณ์ ถิฐาพันธ์ กรรมการ และรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร – กลุ่มธุรกิจสยามแม็คโคร สายงานบริหารการเงิน (ที่ 2 จากซ้าย) และ นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร (ซ้ายสุด) เปิดตัว แม็คโคร โฮเรก้า อคาเดมี หรือ MHA ภายใต้แนวคิด “คู่คิดธุรกิจอาหาร” ศูนย์รวมความรู้ผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารครบวงจร ที่ผสานการเรียนรู้ทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ โดยได้รับเกียรติจาก นางลลิดา จิวะนันทประวัติ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (ที่ 4 จากขวา) เป็นประธานในพิธีเปิด ร่วมด้วย นายสมศักดิ์ รารองคำ นายกสมาคมเชฟแห่งประเทศไทย และพันธมิตรทางธุรกิจ ณ อาคารธาราพัฒนาการ แม็คโคร สำนักงานใหญ่ ถนนพัฒนาการ กรุงเทพฯ

นายองอาจ ปัญญาชาติรักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นางสาวสุณีย์ เลิศเพียรธรรม ผู้ช่วยปลัดกระทรวง อว. พร้อมด้วย ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่หน่วยงานในสังกัด เข้าร่วมกิจกรรมฟื้นฟูช่วยเหลือผู้ประสบภัยหลังน้ำลด จังหวัดอุบลราชธานี โอกาสนี้ ดร. จิตรา ชัยวิมล รองผู้ว่าการบริหาร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย(วว.) และ นางศิรินันท์ ทับทิมเทศ ผู้อำนวยการศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร (ศนส.) เป็นผู้แทน วว. เข้าร่วมกิจกรรมด้วย โดย วว. ได้มอบผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยของ ศนส.วว. ได้แก่ สเปรย์ตะไคร้หอมกันยุง และบาล์มสมุนไพรรักษาน้ำกัดเท้า นำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยฯ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2562 ณ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และโรงเรียนหาดสวนยา จังหวัดอุบลราชธานี

ความไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ การใช้จ่ายพอประมาณ และการร่วมมือร่วมใจกันช่วยเหลือพึ่งพากันในหมู่มวลสมาชิกของสหกรณ์ เป็นแนวนโยบายสำคัญของสหกรณ์ออมทรัพย์ในโรงพยาบาลประจำจังหวัดเล็กๆ แห่งหนึ่ง จากจุดเริ่มต้นจนมาถึงวันแห่งความสำเร็จได้สร้างชื่อเสียงและได้รับความชื่นชมจากคนในแวดวงสหกรณ์ที่มีต่อสหกรณ์ออมทรัพย์โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ จำกัด ในฐานะองค์กรที่ได้รับรางวัลการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในสหกรณ์ ประเภทสหกรณ์นอกภาคการเกษตร ปี 2562 จากกรมส่งเสริมสหกรณ์

นายแพทย์สมอาจ ตั้งเจริญ ประธานสหกรณ์ออมทรัพย์โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ จำกัด กล่าวว่า รางวัลสหกรณ์ดีเด่นในการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ที่ได้รับครั้งนี้ เป็นเครื่องหมายยืนยันถึงการทำหน้าที่ของสหกรณ์ที่มีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของสมาชิก ซึ่งในการพิจารณาคัดเลือกได้เฟ้นหาสหกรณ์ที่เป็นแบบอย่างในการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาใช้เป็นแนวทางในการดูแลคุณภาพชีวิตและแก้ไขปัญหาหนี้สินให้กับสมาชิก ซึ่งเป็นบุคลากรของโรงพยาบาล มีทั้งเจ้าหน้าที่และพนักงานทุกระดับ ส่วนใหญ่ยังมีรายได้หลักจากเงินเดือน ซึ่งบางรายไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายในครอบครัว ทำให้เกิดการกู้หนี้ยืมสินทั้งหนี้ในระบบและนอกระบบ ก่อนหน้านี้สมาชิกสหกรณ์กว่า 70% มีหนี้เงินกู้กับสหกรณ์ จนกระทั่งได้มีโอกาสเข้ามารับตำแหน่งประธานสหกรณ์ในปี 2558 จึงประชุมกับคณะกรรมการสหกรณ์ หาแนวทางช่วยปลดหนี้ให้กับสมาชิก และทุกคนเห็นตรงกันคือต้องช่วยให้สมาชิกมีรายได้เพิ่ม ภายใต้การช่วยเหลือและสนับสนุนจากสหกรณ์

“หลักในการบริหารสหกรณ์ จะใช้ความเข้มแข็งแต่ยืดหยุ่น คือ ยึดหลักการ ระเบียบ กฎหมาย แต่พร้อมจะเปิดรับฟังความเห็นจากสมาชิก เพื่อจะได้ช่วยสมาชิกแก้ไขปัญหาให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตและนิสัยของแต่ละคน เช่น การช่วยหาแนวทางเพิ่มรายได้และบรรเทาเรื่อหนี้สิน ระหว่างนั้นสหกรณ์ต้องเพิ่มความเข้มแข็งและภูมิคุ้มกันกับสมาชิก โดยการอบรมและให้ความรู้เพื่อให้รู้จักวางแผนการใช้จ่ายและเสริมสร้างวินัยทางการเงิน”

โครงการสำคัญที่สหกรณ์ได้นำมาใช้เพื่อช่วยเหลือสมาชิกให้มีรายได้คือ โครงการเพื่อนช่วยเพื่อนเพื่อชีวิตมีสุข เริ่มดำเนินการเมื่อ 10 พฤศจิกายน 2558 เปิดโอกาสให้สมาชิกขอกู้เงินจากสหกรณ์ไปเป็นทุนประกอบอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ โดยจะปล่อยสินเชื่อให้สมาชิกรายละไม่เกิน 5 หมื่นบาท ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษร้อยละ 5.50 ต่อปี กำหนดชำระคืนเงินกู้ 36 งวด โดยสมาชิกต้องเขียนโครงการที่ต้องการจะทำเสนอเข้ามาให้กรรมการพิจารณา โดยคณะกรรมการสหกรณ์จะร่วมกันพิจารณาว่า โครงการที่สมาชิกเสนอมานั้น สามารถทำได้จริงหรือไม่ และมีโอกาสสร้างรายได้หรือไม่ เพื่อช่วยให้สมาชิกสามารถทำอาชีพที่จะช่วยสร้างรายได้จริง มีหลายอาชีพที่สมาชิกเสนอขอกู้เงินเป็นทุนประกอบอาชีพ เช่น เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ ทำขนมหรือกับข้าวขายในโรงอาหารของโรงพยาบาล เป็นต้น เริ่มแรกมีสมาชิกสนใจกู้ไปประกอบอาชีพเสริม 21 ราย ซึ่งเมื่อโครงการเริ่มไประยะหนึ่ง พบว่าอาชีพเสริมสามารถเพิ่มรายได้ให้กับสมาชิกได้จริง เนื่องจากสมาชิกไม่มาขอกู้วนซ้ำมีจำนวน 12 ราย และสามารถชำระหนี้ได้ก่อนกำหนด 5 ราย ต่อมาในปี 61 สมาชิกขอกู้อีก 41 ราย และไม่มีการกู้ซ้ำ 39 ราย มีสมาชิกสามารถส่งชำระหนี้ได้ก่อนกำหนด 1 ราย

“โครงการนี้ผมเริ่มทำมา 4 ปี ตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งประธานสหกรณ์ เมื่อปล่อยกู้ให้สมาชิกไปประกอบอาชีพเสริมแล้ว จะมีกรรมการลงไปติดตามผลเป็นระยะ ว่าสมาชิกกู้ไปทำจริงหรือไม่ มีรายได้เพิ่มต่อเดือนเท่าไรและมีความก้าวหน้าอย่างไร หรือยังต้องมีอะไรช่วยสนับสนุนเพิ่มเติมหรือไม่ ไม่ใช่ให้เงินกู้ไปแล้วก็ปล่อยไปไม่สนใจ เพราะหากทำอย่างนั้นเกรงว่าสมาชิกจะเอาเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์

และเมื่อผลออกมาว่าสมาชิกมาขอกู้วนซ้ำน้อยลง บางคนสามารถส่งชำระหนี้คืนได้ก่อนกำหนด แสดงว่าเมื่อสมาชิกมีรายได้เพิ่ม เงินพอใช้ในครัวเรือน เขาก็ไม่อยากไปสร้างหนี้สิน ขณะเดียวกัน เราก็ต้องสร้างภูมิคุ้มทางการเงินให้สมาชิกด้วย เพื่อไม่ให้สมาชิกกลับไปไปเป็นหนี้นอกระบบ โครงการนี้ได้รับการชื่นชมอย่างมากในวงการสหกรณ์ และทางชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย (ชสอ.) ได้มาดูงานและจะนำรูปแบบนี้ไปขยายผลในสหกรณ์ออมทรัพย์ทั่วประเทศ เนื่องจากทำแล้วเห็นผลจริง สามารถแก้ปัญหาหนี้สินให้สมาชิกได้ โดยตัววัดผลสำคัญคือ สมาชิกไม่มาขอกู้วนซ้ำ และขอกู้น้อยลง”

นอกจากนี้ สหกรณ์ยังมีโครงการสร้างภูมิคุ้มกันระดับสมาชิกด้วย เพราะเห็นว่า สมาชิกแต่ละราย เมื่อเกษียณไปแล้วไม่มีเงินออมจะลำบาก จึงได้โครงการช่วยเหลือ 2 โครงการ คือ 1. โครงการเงินออมทรัพย์เกษียณสุข ให้สมาชิกที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปี และอยู่จนครบเกษียณอายุ 60 ปี ให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากร้อยละ 3 และกรณีฝากเงินกับสหกรณ์ต่อเนื่องจนครบโครงการ

สหกรณ์จะสมทบดอกเบี้ยให้เท่ากับที่สมาชิกได้รับ ซึ่งแต่ละเดือนสหกรณ์จะหักเงินฝากผ่านบัญชีเงินได้รายเดือนทุกเดือนตั้งแต่ 100 บาทแต่ไม่เกิน 1,000 บาท กรณีถอนก่อนครบกำหนดหรือปิดบัญชีสมาชิกจะได้ดอกเบี้ย 2.50 บาท ทั้งนี้ พบว่ามีสมาชิกสนใจเข้าสมัครต่อเนื่องทุกปี โดยปี 2560 สมาชิกที่อายุใกล้เกษียณสมัครเข้าโครงการ 20 ราย ปี 2561 สมัครเข้าโครงการ 49 ราย และปี 2562 สมัครเพิ่มอีก 65 ราย 2. โครงการเงินรับฝากออมทรัพย์เกษียณมั่นคง โครงการพัฒนาชีวิตด้วยการออม สำหรับสมาชิกที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป เมื่อฝาก