สำหรับข้อมูลด้านความมั่นคงด้านน้ำและอาหารเป็นผลการประเมิน

จากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO : เอฟเอโอ) ส่วนการประเมินว่า ไทยยังไม่มีความมั่นคงด้านน้ำ หรือการบริหารจัดการน้ำ มาจากการประเมินของธนาคารพัฒนาเอเซีย (ADB : เอดีบี)

“พอประเมินปั๊บ เราก็รู้ตัวแล้ว เราเป็นอย่างนี้ ปีที่แล้วก็เห็นชัดเจน ว่าเกิดน้ำท่วมทั่วประเทศ ท่วมเต็มภาคมันกระทบ คือท่วมทั่วทุกภาค เดี๋ยวเวลามันจะแล้ง มันจะแล้งทั่วทุกภาคเหมือนกัน ช่วงน้ำท่วมมีฝนตกช่วงฤดูฝนโดยประมาณเฉลี่ย 1,100 มิลลิเมตร ช่วง 6 เดือน หน้าฝน คือตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม

ส่วนอนาคตข้างหน้า เราวิเคราะห์ว่า ฝนที่ตกอยู่ 1,400 มิลลิเมตร ที่น้ำท่วมเป็นฝนในทุกๆ 50 ปี อนาคตกลายเป็นแค่ 10 ปี หมายถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นในปี 2554 จะเกิดทุกๆ 10 ปี ซึ่งเป็นเหตุการณ์ในอนาคต ประมาณ 30-50 ปี ซึ่งจะเกิดการเปลี่ยนแปลงถาวรกับสภาพอากาศที่จะมาทุกๆ 10 ปี

สำหรับภัยแล้งจะเกิดทุกๆ 3 ปี จากที่เคยเกิด ปี 2541 และ ปี 2558 จะเกิดทุกๆ 2-3 ปี และจะกลับมาในระยะใกล้ๆ ทุกๆ 2-3 ปี ความหมายคือ เคยแล้ง 15 ปีครั้งหนึ่ง ตอนนี้จะเกิดถี่

ก็คือ สรุปว่า จะมีน้ำท่วมใหญ่ทุก 10 ปี และภัยแล้ง 2-3 ครั้ง ในช่วง 10 ปี ซึ่งภัยแล้งเคยเกิดในปี 2536, 2541 และ 2556 ต่อไปจะเกิดขึ้นทุกๆ 2-3 ปี

ตอนนี้ยังไม่มีการรับมือกับอนาคตข้างหน้า และตอนนี้เราจะมี อีอีซี แต่ผมลองทดสอบแล้ว แค่ฝนตกมาตอนนี้น้ำก็ท่วมในส่วนพื้นที่อุตสาหกรรม นี่คือ สิ่งที่จะเกิดขึ้น เราต้องรองรับ” อาจารย์เสรีซึ่งทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ อธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่จะทำให้ไทยต้องประสบภาวะภัยธรรมชาติจากน้ำท่วม น้ำแล้ง ถี่ขึ้นในอีก 30 ปีข้างหน้า โดยเป็นฐานข้อมูลเกี่ยวกับการกลับมาของน้ำท่วมและภาวะแล้งจากงานวิจัยของเนเธอร์แลนด์ และในส่วนข้อมูลของภัยแล้งเพียงอย่างเดียวมาหน่วยวิจัยที่ทำให้กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะ

อาจารย์เสรี ยังอธิบายอีกว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังอยู่ในสถานการณ์ที่เปียกอยู่ คือน้ำท่วมทั่วประเทศ เปียกหมายถึงอะไร หมายถึงอุณหภูมิที่สูงขึ้น และจะไปมีปริมาณน้ำฝนต่ำที่ฝั่งสหรัฐอเมริกา แต่เมื่อปี 2559-2560 ประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์แล้ง เพราะฉะนั้น ตั้งแต่เดือนมกราคม 2562 คือ แล้ง และแล้งปี 2563 ผลการวิจัยจากประเทศญี่ปุ่น ทำนายไว้ 2 ปี แล้วไปแล้งอีกทีหนึ่งคือ ปี 2563 ถ้าใช้น้ำเพลินๆ เกษตรกรก็จะลำบาก

“แน่นอนการคาดการณ์ระยะยาวก็มีความไม่แน่นอน แต่รัฐก็บอกเป็นเชิงนโยบายให้ไปคิดได้ว่า ถ้าคุณยังใช้น้ำฟุ่มเฟือย คุณจะไปเจออะไร อย่างเดือนพฤษภาคมปีนี้ ฝนดีภาคกลาง ภาคเหนือก็ดี ดีเกือบหมด ฝนตกตอนนี้ได้น้ำ เป็นผลดี

มิถุนายนก็ยังดี แต่สิงหาคม เริ่มเบาบาง และภาคใต้จะเริ่มแล้งแล้ว ประเด็นก็คือว่า ปีนี้ฝนต้นฤดูดี แต่ปลายฝนอาจไม่ดี กันยายน-พฤศจิกายน ฝนไม่ดี เพราะฉะนั้นคนที่ปลูกข้าวล่าช้าจากเดือนพฤษภาคมไม่ดีแล้ว สิงหาคมยังพอมีฝน ปลูกพฤษภาคมพอได้ แต่ถ้าปลูกมิถุนายนเป็นต้นไปไม่ดีแล้ว เรื่องนี้ต้องแจ้งเกษตรกร ต้องบอกเกษตรกร ซึ่งเราก็ไปออกข่าวตลอด แต่ยังไม่ได้จอยกับรัฐบาล

เพราะ 1. เรากำลังทำงานกับสภาวิจัย และไม่ได้เป็นลูกจ้างรัฐบาล เราส่งให้สภาวิจัย เขาจะไปต่อยอดอย่างไรก็เรื่องของเขา อย่างน้ำท่วม ปี 2554 ส่วนใหญ่ประชาชนฟังเรา ปัญหาคือ ตอนนี้รัฐบาลใช้ข้าราชการทำงาน พะเยิบพะยาบ และไม่เคยทำเอง ไม่เหมือนเอกชน เขาทำเองหมด ข้าราชการต้องเอาใจนาย ข้อมูลด้านนี้จึงไม่ยอมเปิดเผย” อาจารย์เสรี บอกอย่างตรงไปตรงมาถึงสภาวะข้อมูลที่ไปไม่ถึงการปกครองระดับสูง ซึ่งมีผลต่อนโยบายการแจ้งเตือนการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่มีผลต่อเกษตรกร

นอกจากนี้ อาจารย์เสรี ยังฝากทิ้งท้ายเรื่องหนึ่งที่สำคัญคือ

“อย่างที่บอกคือว่า เกษตรกรต้องปรับตัวแน่นอน ลักษณะอากาศเป็นอย่างนี้ การปรับตัวเราจะให้องค์ความรู้อย่างไร เรื่องเทคโนโลยีและจริงใจที่จะทำ อย่าทำแบบเช้าชามเย็นชาม ให้นายกฯ ไปตรวจที่ดีอยู่แล้ว และอีก 80-90 เปอร์เซ็นต์ ไม่ทำ

การบริหารจัดการน้ำ ต้องดีมานด์ ไซต์ เน้นไปที่การใช้น้ำของผู้ใช้น้ำที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เรามีข้อมูลน้ำอยู่แล้ว ปีนี้น้ำจะเป็นอย่างไร ควรบอกประชาชนว่า ควรปลูกอะไร พื้นที่เท่าไร และเก็บเกี่ยวได้เมื่อไร คือประเมินความเสี่ยงให้เขาด้วย เพราะประชาชนเขาประเมินไม่เป็นหรอก เขาลงไปแสนหนึ่ง เขายังไม่รู้ว่าจะได้กลับมาเท่าไร ถ้าประเมินแสนเดียวได้กลับมานิดเดียวน่ะ เขารู้เขาก็ไม่ทำ ซึ่งพื้นที่ในแต่ละภาค ดีอย่างและเสียอย่าง

ยกตัวอย่าง ภาคกลางมีน้ำท่วมใหญ่ แต่จะมีแหล่งน้ำดี แต่ก็ท่วมบ่อย ส่วนภาคอีสาน ไม่มีน้ำท่วมใหญ่ แต่เจอแล้งบ่อย ทุกพื้นที่ต้องปรับตัวตามสภาพ ไม่มีอะไรที่ดีที่สุด ภาคใต้ยิ่งหนัก จะเจอกับภัยแล้ง ซึ่งเหนือก็คือ แล้งอีก

อย่างประเทศเราฟังหน่วยงานในไทยไหม พอหน่วยงานวิจัยจากต่างประเทศออกมาอย่างนี้ หน้าที่ของประเทศไทยคือ ต้องเจาะพื้นที่แล้วในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ผมก็กำลังจะเจาะ เพราะเพิ่งออกมาเมื่อปลายปีที่แล้ว ซึ่งเราก็ทำบางส่วน แต่กำลังจะทำทั่วประเทศ ลงแล้วได้ข้อมูลว่า มีแนวโน้มเป็นอย่างนั้น โดยใช้วิธีสุ่ม ปีนี้จะเจาะข้อมูลเป็นจังหวัดๆ โดยเฉพาะกลุ่มจังหวัดในพื้นที่ อีอีซี ก่อน เพราะเราจะประกาศเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมไฮเทค ก็เกรงว่าจะเกิดสงครามแย่งน้ำ ตีกัน

ทีนี้เราก็มาเจาะข้างต้นก่อน การต้องการน้ำข้างต้นเพื่ออุตสาหกรรม อนาคตข้างหน้าก็เป็นพื้นที่สีแดง ทั้งที่น้ำต้นทุนก็เป็นสีเขียว เราต้องเข้าใจว่า เป็นโอ่งเฉยๆ จะเต็มโอ่งหรือไม่ ขึ้นอยู่กับฝน นี่คือ ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ภาพนี้มันหลอนเรา อย่างกรมชลประทาน ก็ให้ข้อมูลเชิงหลอกด้วย ก็ดีมีโอ่งไว้ ตก 2-3 ปีครั้งหนึ่ง คุณจะเอาโอ่งจากไหน

ข้อสังเกตอันแรกคือ น้ำ ต้นทุนอันแรก ขึ้นกับฝน ความต้องการอันนี้มันมีความสูญเสียอยู่ด้วย เวลาผมส่งน้ำ น้ำรั่ว นี่คือสิ่งที่ยุทธศาสตร์รัฐบาลเชิญคนมาลงทุน แต่ไม่ได้มองว่าประเทศไทยมีน้ำพอหรือยัง ต้องมีจำกัด ขณะที่ไทยยังพัฒนาได้ก็จริง พื้นที่ อีอีซี แต่ต้องรู้ปริมาณน้ำที่จะพัฒนา เหมือนในกระเป๋าผมมีเท่านี้ ผมให้มากกว่านี้ไม่ได้นะ น้ำก็เหมือนกัน ประเทศไทยมีเท่านี้ ก็ต้องใช้น้ำอย่างประหยัด และรู้จักนำเทคโนโลยีที่นำน้ำกลับมาใช้ได้อีก” อาจารย์เสรี ทิ้งท้ายให้กับเกษตรกรทั่วประเทศได้ทราบถึงข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่จะมีผลโดยตรงกับพื้นที่ที่ต้องใช้น้ำในภาคอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ เกษตรกรยังสามารถเช็คข้อมูลสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละวันได้จากเว็บไซต์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ที่ www.tmd.go.th หรือที่สายด่วน 1182 รวมไปถึงสอบถามไปยังศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ โทร. (02) 997-2200 หรือ www.thaidisaster.com หรือ www2.rsu.ac.th

นายเสน่ห์ วิชัยวงษ์ รองเลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวภายหลังลงพื้นที่เพื่อติดตามงานภายใต้ “โครงการปั้นนักธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปไทย (SMEs เกษตร) ตามแนวประชารัฐ” ระหว่าง วันที่ 5-7 กรกฎาคม 2561 ณ ห้องประชุมวังสามหมอ อ.วังสามหมอ/ศาลาวัดมหาธาตุเทพจินดา อ.กุมภวาปี และห้องประชุมเทศบาลตำบลหัวนาคำ อ.ศรีธาตุ จ.อุดรธานี ว่า จ.อุดรธานี เกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกมันสำปะหลัง อ้อย ข้าว ขายเป็นวัตถุดิบ เรื่องราคาเป็นไปตามกลไกตลาด ไม่แน่นอน ไม่นิ่ง เรื่องการแปรรูปเป็นเรื่องใหม่มาก

การจัดอบรมบ่มเพาะการเป็นผู้ประกอบการ ภายใต้ “โครงการปั้นนักธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปไทย (SMEs เกษตร) ตามแนวประชารัฐ” จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ โครงการดังกล่าวเป็นการร่วมมือกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หวังยกระดับกลุ่มเกษตรกร, เกษตรกรให้สามารถแปรรูปผลผลิตเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มโดยการปรับเปลี่ยนจากการขายผลผลิตในรูปวัตถุดิบที่ได้ราคาต่ำเป็นการทำเกษตรอุตสาหกรรมที่มีการเชื่อมโยงตั้งแต่การผลิต

การแปรรูปจนถึงการตลาดอย่างครบวงจร ขณะเดียวกันยังมุ่งพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มเกษตรแปรรูปเพื่อให้มีความพร้อมที่จะเป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปที่มีความรู้ในการดำเนินธุรกิจอย่างมีคุณภาพ เข้มแข็ง มั่นคง และมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยในระหว่างการอบรมได้สอบถามเกษตรกร พบว่า ส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าผลผลิตของตนเองสามารถแปรรูปได้ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ภาครัฐต้องเร่งปฏิรูปเพื่อให้เกษตรกรไทยหลุดพ้นจากกับดักด้านราคาที่มีความเหลื่อมล้ำอยู่ในปัจจุบัน ทั้งนี้ สภาเกษตรกรฯ

มีเป้าหมายการอบรมบ่มเพาะการเป็นผู้ประกอบการให้กับตัวแทนองค์กรเกษตรกร จำนวน 600 องค์กร เกษตรกรทั่วไป จำนวน 55,000 คน โดยสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดดำเนินการ ซึ่งปัจจุบันดำเนินการอบรมไปแล้ว 20 จังหวัด 94 ครั้ง 9,681 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 6 กรกฎาคม 2561) ซึ่งกิจกรรมต่อไปคือ การคัดเลือกเกษตรกรโดยพิจารณาจากความพร้อมและศักยภาพของกลุ่มเพื่อเข้าเรียนรู้การแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบการเกษตรให้มีมูลค่าที่สูงขึ้น เป้าหมาย จำนวน 300 องค์กร และจะนำสู่การจัดตั้งหน่วยผลิตอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปต้นแบบในพื้นที่ จำนวน 50 องค์กร ต่อไป

ด้านนายชัยรัตน์ โสดา หัวหน้าสภาเกษตรกรจังหวัดอุดรธานี กล่าวเพิ่มเติมว่า เกษตรกรให้ความสนใจในการเข้าอบรมบ่มเพาะการเป็นผู้ประกอบการ ซึ่งส่วนใหญ่ต้องการความรู้เรื่องของการแปรรูปวัตถุดิบเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องแหล่งเงินทุน เพราะถ้าไม่มีทุนประกอบการ เครื่องจักรกล ก็จะทำการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เกษตรหรือจัดตั้งโรงงานได้ยากมาก พอมีโครงการนี้เข้ามาในพื้นที่เกษตรกรก็เห็นโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก

นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร เกษตรจังหวัดพิษณุโลก ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า อะโวกาโด (avocado) เป็นผลไม้ที่มากคุณประโยชน์และดีต่อสุขภาพ เป็นผลไม้ชนิดใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มผู้รักสุขภาพทั้งหลาย เพราะมีคุณประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพ การที่อะโวกาโดเป็นผลไม้ชนิดใหม่ในท้องตลาดจึงทำให้เกษตรกรผู้ปลูกอะโวคาโดนั้นขาดความรู้ในการเก็บเกี่ยวผลผลิต อะโวกาโดที่มีคุณภาพ และผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจในการเลือกซื้ออะโวกาโดที่เหมาะต่อการบริโภค จึงส่งผลให้พบปัญหาต่างๆ เช่น การเก็บผลอ่อนเกินไป ผลผลิตช้ำเสียหาย หรือได้ผลผลิตเน่าเสีย อันเนื่องมาจากโรคและแมลงศัตรูเข้าทำลาย

นายศุภชัย ศรีจันทร์ดร ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร (เกษตรที่สูง) จังหวัดตาก อธิบายเพิ่มเติมว่า อะโวกาโด เป็นผลไม้ประเภท climacteric fruit คือ สามารถสุกแก่ต่อได้หลังจากการเก็บเกี่ยวจนถึงมือผู้บริโภคและสำหรับผู้บริโภคที่ชอบรับประทานอะโวกาโด มีคำแนะนำในการเลือกซื้อผลผลิตอะโวกาโดให้ได้คุณภาพดังนี้

1. ขั้วผล โดยปกติขั้วผลอะโวกาโดจะมีสีเขียวอ่อนหรือเขียวยอดตอง เมื่อเวลาสุกแก่พร้อมเก็บเกี่ยวจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ขั้วผล กลายเป็นสีเหลืองเข้ม เหลืองอมส้ม สีปูนแดงกินหมาก หรืออาจแตกสะเก็ดสีน้ำตาลอ่อนหรือเข้มเป็นริ้วบางๆ หรือเป็นทั่วทั้งส่วนของขั้วผล

2. ผิวผล อาจมีการเปลี่ยนสีจากสีเขียวอ่อน ผิวเกลี้ยงเนียน เปลือกบาง กลายเป็นเปลือกหนา ผิวหยาบ
ผิวผลเปลี่ยนเป็นสีเขียวอมเหลือง สีเขียวขี้ม้าเข้ม สีม่วงอมเขียว หรือสีม่วงอมแดง แตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ ในส่วนของบางสายพันธุ์ที่ไม่มีการเปลี่ยนสีนั้น มักพบสะเก็ดเนื้อตุ่มนูนสีน้ำตาลขึ้นทั่วผิวผล ขรุขระ จับแล้วสากมือ บางสายพันธุ์ก็พบลักษณะขึ้นนวล

สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกอะโวกาโดการเก็บเกี่ยวอะโวกาโดที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ คือ การเก็บโดยใช้กรรไกรตัดกิ่ง หรือใช้ตระกร้อที่รองด้วยถุงผ้า แล้วตัดแต่งบริเวณขั้วผลโดยให้ขั้วผลยังติดอยู่กับผลผลิต ไม่ควรใช้วิธีการเขย่าต้นเพื่อให้ผลร่วง อาจทำให้ผลช้ำเสียหายได้ หากท่านใดสนใจต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรจังหวัดตาก (เกษตรที่สูง) : โทรศัพท์ 055-806249, FB : ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรจังหวัดตาก (เกษตรที่สูง) หรือ scan QR Code

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช ที่มี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่า วันที่ 17 ก.ค.นี้ จะนำเสนอมาตรการยุติการนำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศ เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณา ซึ่งหวังว่ามาตรการงดการนำเข้าครั้งนี้ เป็นระยะเวลา 3 เดือน นับจากเดือนส.ค.-ต.ค. 2561 จะกระตุ้นราคามะพร้าวในประเทศที่ขณะนี้ราคาอยู่ที่ 4-6 บาท/ลูก ให้เพิ่มขึ้นเป็น 8-12 บาท ตามที่เกษตรกรอยากได้ จากปี 2559 ราคาเคยสูงกว่า 43 บาท/ลูก เนื่องจากช่วงนั้นเกิดวิกฤตแมลงศัตรูมะพร้าว ทำให้ขาดแคลน ต้องมีการนำเข้ามะพร้าวจำนวนมาก

ทั้งนี้ ผลผลิตมะพร้าว ปี 2561 มีปริมาณ 860,160 ตัน เพิ่มขึ้น 5.26% หรือ 28,365 ตัน จากปีก่อนมีมะพร้าว 832,895 ตัน มีความต้องการบริโภคในประเทศประมาณ 1 ล้านตันเศษ การสั่งงดการนำเข้าครั้งนี้เพื่อดันราคามะพร้าวในประเทศที่ตกต่ำ มาอยู่ที่ ลูกละ 4-6 บาท แล้วแต่พื้นที่ ระหว่างงดการนำเข้าจะจับตาราคามะพร้าวในประเทศว่าจะสามารถปรับขึ้นได้เท่าไร

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการตรวจเยี่ยมและรับฟังรายงานความคืบหน้าการทำงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า รัฐบาลเหลือเวลาทำงานเพียงแค่ 7-8 เดือน จึงอยากจะให้การทำงานคืบหน้าไปด้วยความรวดเร็ว โดยในการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) มีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรหลายอย่างเพื่อผลักดันให้ราคาข้าวสูงขึ้น เช่น การรับจำนำข้าวในยุ้งฉาง ซึ่งถือว่เป็นมาตรการที่ดี

ดังนั้น จึงขอให้กระทรวงเกษตรฯ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เร่งการลงทะเบียนเกษตรกร เพื่อที่ชาวนาจะได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลให้เร็วที่สุด โดยให้ทางเกษตรจังหวัด และกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกันลงไปบอกข่าวแก่เกษตรกร

“ส่วนชาวนาที่ไม่มียุ้งฉาง จะทำอย่างไร ให้สามารถมาลงทะเบียน และระบายข้าวโดยไม่ต้องมีข้าวตกค้างไว้ ซึ่งอาจให้สหกรณ์ต่างๆ เช่ายุ้งฉางและโกดัง เพื่อให้ข้าวขาวในภาคกลางมีโอกาสเข้าร่วมโครงการนี้ ในขณะที่สหกรณ์ที่มีโครงสร้างพื้นฐานจากรัฐ เช่น โรงอบ ลานตาก เหล่านี้ต้องให้สมาชิกเข้ามาใช้ด้วย”

นายสมคิด กล่าวว่า สำหรับโครงการปฏิรูปภาคการเกษตรฯ โดยใช้หลักการตลาดนำการผลิต จะเริ่มเฟสที่ 1 ได้ในกลางเดือน ส.ค.นี้ โดยกระทรวงเกษตรฯ ได้เสนอแผนมาแล้ว เช่น ลดการปลูกข้าวนาปรัง เพื่อปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นที่ใช้น้ำน้อยแทน ได้แก่ ข้าวโพด และมันสำปะหลัง ส่วนทางภาคใต้ อยากให้ดูเรื่องผลไม้เป็นหลัก และพยายามอย่าให้เกิดต้นทุนกับผู้ที่อยากเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิต ลดความเสี่ยงให้น้อยที่สุด เพราะถ้าต้องรับความเสี่ยงไม่มีใครอยากปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่น

“ภาคเอกชนมาประสานกับทางผมแล้วว่า จะให้ความร่วมมือเต็มที่ รวมทั้งล้งต่างๆ จะเข้าหารือสถานการณ์ตลาดร่วมกับรัฐบาล แล้ววางแผนร่วมกัน อย่างตอนนี้กระทรวงพาณิชย์สามารถหาตลาดล่วงหน้าของลำไยได้ ดังนั้น สินค้าทุกตัวที่จะให้ทำการปลูกแทนที่ เขาจะต้องเตรียมไว้ล่วงหน้าโดยจะเริ่มเฟสแรกประมาณ ส.ค.นี้”

นอกจากนี้ ในเรื่องของระบบสหกรณ์ ปัจจุบัน มีสหกรณ์การเกษตรประมาณ 800 แห่ง ที่มีความเข้มแข็งสามารถเป็นที่พึ่งของเกษตรกรได้ จึงสั่งให้กระทรวงเกษตรฯ ทำแผนพัฒนาสหกรณ์กลุ่มนี้ให้แข็งแรงขึ้น โดยให้กรมส่งเสริมสหกรณ์จัดประชุมทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง และขอความร่วมมือกับธนาคารของรัฐบาล เช่น ธ.ก.ส. ออมสิน เป็นต้น ช่วยสนับสนุน

สำหรับสหกรณ์ออมทรัพย์ ที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งมีเงินทุนจำนวนมากและมีการลงทุนหลักทรัพย์นั้น ล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้มีการทำหลักเกณฑ์ การลงทุน แต่ยังอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงเกษตรฯ ดังนั้น กำกับให้เป็นไปตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด โดยควรตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจขึ้นมาดูแลเป็นการเฉพาะ ร่วมด้วยกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อทำให้การบริหารงานของสหกรณ์ออมทรัพย์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

นายกฤษฎา บุญราช รมว. เกษตรฯ กล่าวว่า นายสมคิด เห็นด้วยกับมาตรการที่การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เสนอขอเพิ่มพื้นที่ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกยาง จากปีละ 4 แสนไร่ เป็น 6 แสนไร่ โดยยางที่ปรับเปลี่ยนต้องเป็นยางที่มีอายุตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป และคาดว่าการปรับเปลี่ยนพื้นที่นี้จะทำให้ราคายางที่เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า กิโลกรัม (ก.ก.) ละ 60 บาท

ส่วนเรื่องปฏิรูปการเกษตร กระทรวงเกษตรฯ เสนอปรับเปลี่ยนการทำนาปรัง ครั้งที่ 2 และ 3 ไปปลูกพืชอื่น ได้แก่ ข้าวโพด และมันสำปะหลัง รวม 2 ล้านไร่ โดยให้พิจารณาตามความหมาะสมของดิน ส่วนการทำตลาดกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ จะเชิญภาคเอกชนที่จะต้องการรับซื้อข้าวโพด มันสำปะหลัง และผลไม้อื่นๆ ร่วมกำหนดเป้าหมายการรับซื้อแต่ละปี ส่วนพืชที่กำลังมีปัญหาเนื่องจากผลผลิตมาก เช่น มังคุด ลองกอง ลำไย เป็นต้น ต้องเร่งหารือกับผู้รับซื้อว่ามีเป้าหมายตลาดเท่าไร

“นายสมคิด มองว่า หากสามารถจัดส่งผลไม้ไปถึงมือผู้บริโภคแบบเดลิเวอรี่ได้ในกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ๆ ก็จะช่วยแก้ปัญหาล้นตลาดได้ส่วนหนึ่ง นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ มีความร่วมมือกับไปรษณีย์ไทยได้แล้ว ดังนั้น จึงให้ทั้ง 2 หน่วยงาน หารือกับผู้ประกอบการ เพื่อเร่งดำเนินการตามแผนให้เร็วที่สุด คาดว่าจะเริ่มต้นได้ในวันที่ 1 ส.ค.นี้ ส่วนในวันที่ 15 ส.ค. 2561 รองนายกฯ จะเดินทางมาตรวจสอบอีกครั้ง”

นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า ยางที่จะโค่นได้ จะเป็นต้นเก่าที่กรีดเกินกว่า 25 ปีขึ้นไป และยางใหม่ที่เพิ่งปลูกได้ 7 ปี หรือมากกว่านั้นในพื้นที่ไม่เหมาะสม ซึ่งมีอยู่ประมาณ 3-4 ล้านไร่ ตามแผนการนี้จะโค่นทิ้งให้หมดภายใน 5 ปีนี้ จะใช้เงินจากการเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษจากการส่งออกยาง (เซส) ชดเชย ไร่ละ 1.6 หมื่นบาท หากประสบผลสำเร็จจะช่วยให้ราคายางปรับเพิ่มขึ้น ก.ก. ละ 10 บาท กรณีเงินเซสไม่พอจะของบประมาณจากรัฐบาล

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศ เปิดตัวงานประชุมมันสำปะหลังนานาชาติ (World Tapioca Conference 2018 : WTC 2018) ครั้งที่ 5 ในระหว่าง วันที่ 27-28 มิถุนายน 2561 ที่ผ่านมา มีผู้สนใจเข้าร่วมงานกว่า 1,200 คน มีคำสั่งซื้อกว่า 1.5 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 14,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ การจัดงาน WTC 2018 ในครั้งนี้ ประสบความสำเร็จอย่างมาก มีผู้เข้าร่วมงานประชุมได้รับรู้ทิศทางการผลิตและการค้ามันสำปะหลัง รวมทั้งได้เรียนรู้พัฒนาการด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเพาะปลูกที่ทันสมัย เพื่อเตรียมความพร้อมในการผลิตสินค้า เพื่อป้อนความต้องการของตลาด ผ่านช่องทางการจัดนิทรรศการอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ที่แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการในอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของไทย การจัดแสดงสินค้ามันสำปะหลังในฐานะที่เป็นพืชมหัศจรรย์ (The Magic Plant) ที่สามารถนำไปผลิตเป็นสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้มากมาย เช่น อาหาร อาหารสัตว์ พลังงานทดแทน เคมีภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น

อีกทั้ง งานนี้ได้เปิดโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทยได้พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการผลิตการค้ามันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์ฯ กับผู้นำเข้ามันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังจากทั่วทุกภูมิภาคของโลก ทั้งจากตลาดเดิมและตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ ซึ่งภายในงานได้มีการลงนามใน MOU เพื่อซื้อขายมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์ระหว่างเอกชนไทยและผู้นำเข้าจากหลายประเทศ ได้แก่ จีน ตุรกี ญี่ปุ่น อินเดีย และอินโดนีเซีย ในปริมาณสูงถึง 1.49 ล้านตัน มูลค่ากว่า 14,134 ล้านบาท