สำหรับข้าวหอมมะลิ ปัจจุบันพบว่าในหลายพื้นที่โดยเฉพาะ

ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง เช่น ร้อยเอ็ด นครราชสีมา ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ ขอนแก่น ชัยภูมิ ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวหอมมะลิเกิดภัยแล้ง ส่งผลให้ในบางพื้นที่ผลผลิตข้าวเปลือกคาดการณ์ว่าจะเสียหายมากกว่า 20% โดยราคาข้าว ความชื้น 15% ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 ข้าวเจ้า 5% ปรับตัวสูงขึ้นจาก 7,300 – 7,800 บาท/ตัน มาอยู่ที่ 7,500 – 7,900 บาท/ตัน ซึ่งคาดการณ์ว่าราคาจะไม่ปรับลดลงไปกว่านี้แล้ว ในส่วนข้าวหอมมะลิ ราคาปรับตัวสูงขึ้นจาก 11,550 – 14,550 บาท/ตัน มาอยู่ที่ 14,450 – 17,500 บาท/ตัน (เกี่ยวสด 13,500-14,200) และจะยังคงปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องจากปัญหาภัยแล้งในแหล่งเพาะปลูกสำคัญ

สำหรับสถานการณ์คำสั่งซื้อขณะนี้ มีมาอย่างต่อเนื่องจากต่างประเทศ อาทิ จีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น และประเทศในแถบแอฟริกา โดยในปี 2561 คาดการณ์ว่าประเทศไทยจะสามารถส่งออกข้าวได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ปริมาณ 11 ล้านตันอย่างแน่นอน

คุณจีรศักดิ์ ดวงพัตรา อยู่บ้านเลขที่ 18/1 หมู่ที่ 1 ตำบลหนองเหียง อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี เป็นเกษตรกรที่ปลูกกุหลาบเป็นอาชีพหลัก เรียกง่ายๆ ว่าเป็นผู้ปลูกกุหลาบตัวยงก็ว่าได้ ซึ่งภายในสวนของเขาปลูกเลี้ยงทั้งกุหลาบอังกฤษ กุหลาบเลื้อย และกุหลาบอีกมากมายหลายสายพันธุ์ที่มีคุณภาพและเป็นที่ต้องการของลูกค้ามากกว่า 50 ปีกันเลยทีเดียว

คุณจีรศักดิ์ เล่าให้ฟังว่า กุหลาบอาจถือว่าเป็นพรรณไม้ที่อยู่ในสายเลือดของเขาก็ว่าได้ เพราะตั้งแต่จำความได้ก็เห็นกุหลาบเป็นไม้ที่สร้างรายได้ให้กับครอบครัว โดย คุณจีระ ดวงพัตรา ซึ่งเป็นคุณพ่อของเขาเป็นผู้เริ่มต้นของการทำ สวน “จีระ โรส เนิสเซอรี่” ขึ้นมา

“การปลูกกุหลาบสวนผมนี่ทำมานานแล้วครับ ผู้ริเริ่มเลยก็คือคุณพ่อ ซึ่งตอนนี้ท่านก็จะอายุ 90 ปีแล้ว เรียกว่าท่านปลูกกุหลาบมามากกว่า 50 ปี เราทำด้านนี้โดยตรงเลยตั้งแต่ผมยังเด็กๆ เรียกว่าโตมาก็เห็นสิ่งที่ท่านทำมาตลอด พอผมโตขึ้นช่วงนั้นก็ไปทำธุรกิจอื่นก่อน ก็ยังไม่ได้ทำเต็มตัวเท่าที่ควร มาทำจริงๆ จังๆ ก็เมื่อประมาณปี 2555” คุณจีรศักดิ์ เล่าถึงความเป็นมา

คุณจีรศักดิ์ เล่าให้ฟังอีกว่า ยุคที่เป็นยุคบุกเบิกของ สวนจีระ โรส เนิสเซอรี่ มีทั้งทีมงานที่ขยันขันแข็ง ช่วยกันทำการปลูกเลี้ยงกุหลาบ จนทำให้สวนแห่งนี้ประสบผลสำเร็จ และมีสายพันธุ์ที่ได้มาตรฐาน

กุหลาบที่สวนแหล่งนี้ขยายพันธุ์แบบมาตรฐานสากล คือ BARE ROOT ROSE (กุหลาบล้างราก) ซึ่งมีข้อหลักๆ ที่ต้องทำอยู่ด้วยกัน 4 ข้อ คือ การขยายพันธุ์ที่มีการติดตา
การขยายพันธุ์ในไร่
อายุของกุหลาบต้องครบ 2 ปีขึ้นไป
ต้องขุดมาพักตัวก่อนที่จะจำหน่าย
ซึ่งการทำด้วยวิธีต่างๆ ดังนี้ กุหลาบสามารถจำหน่ายได้ทั้งในและต่างประเทศ เพราะไม่มีดินที่ติดไปกับรากของกุหลาบ จึงทำให้มีความสะอาด ซึ่งตามต่างประเทศกุหลาบเหล่านี้สามารถหาซื้อมาปลูกได้เองจากซุปเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านทั่วไป เพราะมีการบอกสีและสายพันธุ์ที่ชัดเจนแน่นอน

คุณจีรศักดิ์ เล่าว่า กุหลาบภายในสวนทั้งหมดนำเข้ามาจากต่างประเทศ มีทั้งกุหลาบอังกฤษ กุหลาบเลื้อย ซึ่งถือว่าเป็นพันธุ์ดีที่ได้มาตรฐาน นำมาปลูกในแปลงให้ได้อายุตามที่กำหนด

จากนั้นทำการปลูกต้นกุหลาบป่าในแปลง เพื่อใช้สำหรับเป็นต้นตอในการติดตา โดยกุหลาบป่าใช้เวลาดูแลประมาณ 6 เดือน จึงจะสามารถนำมาใช้ได้ การรดน้ำของต้นกุหลาบป่า คุณจีรศักดิ์ บอกว่า รดน้ำ 2 วันครั้ง หรือถ้าหากปลูกในช่วงฤดูฝนไม่จำเป็นต้องรดน้ำ

เมื่อกิ่งพันธุ์ดีและต้นตอกุหลาบป่ามีความสมบูรณ์ ก็จะนำกิ่งพันธุ์ดีมาติดตากับตอกุหลาบป่า จากนั้นปล่อยไว้ประมาณ 1 เดือน จึงสำรวจดูว่าตาของกิ่งพันธุ์ดีติดสนิทกับต้นตอของกุหลาบป่าหรือไม่ ถ้ายังไม่ดีจึงทำการติดตาใหม่อีกครั้งหนึ่ง

คุณจีรศักดิ์ บอกว่า ตาของกิ่งพันธุ์ดีจะติดสนิทกับต้นตอของกุหลาบป่า ใช้เวลาตรวจสอบให้แน่ใจประมาณ 2 เดือน หลังจากนั้น ทำการเลี้ยงดูให้เจริญเติบโตและแตกกิ่งเป็นยอดใหม่ที่ได้จากกิ่งพันธุ์ดี

“พอตาติดสนิทหมดแล้ว ก็จะดูแลมีการใส่ปุ๋ยประมาณ 1 ครั้ง ต่อเดือน ใช้สูตร 15-15-15 ในอัตราส่วนประมาณ 1-2 ช้อนชา ต่อต้น เนื่องจากต้นกุหลาบภายในแปลง ปลูกเรียงกันจำนวนมาก การใส่ปุ๋ยต้องดูในปริมาณที่พอดี และเหมาะสม ไม่มากหรือว่าน้อยเกินไป ก็จะทำให้ต้นเจริญเติบโตได้ดี” คุณจีรศักดิ์ บอกถึงวิธีการดูแล

การป้องกันโรคและแมลงของกุหลาบ คุณจีรศักดิ์ บอกว่า ถ้าจะปลูกให้งามและดอกสวย ต้องปลูกในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิต่ำ จะทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องโรคและแมลงสำหรับการปลูกในต่างประเทศที่มีอากาศเย็น แต่เนื่องจากประเทศไทยเป็นเมืองร้อน ทำให้การจัดการโรคและแมลงค่อนข้างมากกว่า สิ่งที่ต้องระวังคือ เพลี้ยไฟ เชื้อรา และแมลงต่างๆ ป้องกันด้วยการพ่นยาทุก 7 วัน คุณจีรศักดิ์ แนะนำสำหรับท่านใดที่ปลูกเลี้ยงที่บ้าน อาจพ่นยาป้องกันทุก 10 วัน ครั้งก็ได้ ไม่ต้องบ่อยเพื่อให้กุหลาบมีความสวยที่ยาวนาน

การดูแลกุหลาบให้ได้อายุเกิน 1 ปีขึ้นไป ก็สามารถจำหน่ายได้ แบ่งออกเป็นไซซ์ขนาดต่างๆ เพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกซื้อได้มากขึ้น “พอข้ามปีปุ๊บ อายุประมาณ 15-16 เดือนแล้ว อันไหนที่พอขายได้เราก็ขุดขึ้นมาจำหน่าย แต่อันไหนที่เราอยากจะเก็บไว้ อาจจะเรียกว่าเป็นไซซ์พรีเมี่ยมเกรด คือมีลักษณะที่ตอใหญ่ขึ้น เราก็สามารถจำหน่ายได้อีกราคาหนึ่ง ดังนั้น ถ้าทรงดีเราคัดมาเป็นเกรดพรีเมี่ยมได้เลย” คุณจีรศักดิ์ อธิบาย

กุหลาบที่สวนของคุณจีรศักดิ์ ราคาที่จำหน่ายจะแพงกว่าท้องตลาดทั่วไป เนื่องจากเป็นกุหลาบพันธุ์ดี โดยแบ่งราคาตามเกรดต่างๆ ได้ถึง 4 เกรด คือ เกรดพรีเมี่ยม ราคาต้นละ 1,200 บาท

เกรด 1 ราคาต้นละ 900 บาท

เกรด 2 ต้นละ 700 บาท

เกรด 3 ต้นละ 400 บาท

ซึ่งราคายังสามารถเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ได้อีก เพราะกุหลาบอังกฤษเป็นที่นิยมด้วยเอกลักษณ์ที่ดอกมีกลิ่นหอม สีของดอกมีให้เลือกหลากหลาย จึงเป็นที่สนใจของผู้ชื่นชอบไม่รู้จบ

“กุหลาบที่ได้อายุนี้ ตอมันจะใหญ่ พอเราขุดออกมาจะไม่มีดิน เราก็จะตัดแต่งใบออก อย่างลูกค้าที่จะให้เราส่งให้ทางไปรษณีย์ในประเทศ หรือลูกค้าที่อยู่ยังต่างประเทศ กุหลาบเราเป็นแบบแบร์รูทโรส เราก็สามารถจัดส่งได้เลย สะดวกรวดเร็ว เพราะเราไม่มีการผิดพลาดเรื่องสายพันธุ์และสีของดอก แบร์รูทโรสที่ลูกค้าซื้อไป เมื่อรับไปแล้ว ปลูกประมาณ 7-10 วัน ก็จะแตกยอดอ่อน หลังจากนั้น อีกประมาณ 35-45 วันก็จะออกดอก ดอกออกเร็วออกช้าแล้วแต่สายพันธุ์ของกุหลาบนั้นๆ เมื่อออกดอกแล้ว ดอกจะมีกลิ่นหอม กุหลาบพวกนี้ดอกหอม ดอกสวย คนจึงชอบกันมากและนิยม เมื่อซื้อไปปลูก” คุณจีรศักดิ์ บอก

สำหรับผู้ที่สนใจอยากปลูกกุหลาบเป็นอาชีพสร้างรายได้ คุณจีรศักดิ์ แนะนำว่า ให้ทดลองเริ่มจากต้นที่มีราคาไม่แพง และเมื่อปลูกไปได้สักระยะเริ่มรู้สึกชอบและอยากที่จะทำเป็นอาชีพ จึงค่อยๆ ขยับขยายและเรียนรู้เพิ่มเติมถึงอุปนิสัยต่างๆ ก็จะทำให้การปลูกกุหลาบประสบผลสำเร็จได้อย่างแน่นอน

สำหรับท่านใดที่สนใจกุหลาบพันธุ์ดีที่ผู้ปลูกเลี้ยงดูแลเอาใจใส่มาอย่างยาวนาน สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ คุณจีรศักดิ์ ดวงพัตรา หมายเลขโทรศัพท์ คุณโสภณ ตาก้อง เจ้าของฟาร์มโค ตั้งอยู่ที่ ตำบลทุ่งบัว อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เป็นเกษตรกรที่เลือกเลี้ยงโคลูกผสมชาโรเลส์ เพราะราคาในการซื้อขายอยู่ในระดับที่เขาสามารถทำเรื่องการตลาดได้ และที่สำคัญยังสามารถพัฒนาเป็นโคเนื้อพันธุ์กำแพงแสนได้อีกด้วย จึงถือว่าเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับเขาได้เป็นอย่างดี

ชีวิตผูกพัน กับการเลี้ยงโคมาตั้งแต่เด็ก

คุณโสภณ เล่าให้ฟังว่า ทางครอบครัวเริ่มแรกเดิมทีก็มีอาชีพเลี้ยงโคมาตั้งแต่เขายังเด็ก แต่เป็นโคนมที่เลี้ยงเพื่อรีดน้ำนมดิบส่งขายให้กับแหล่งรับซื้อ ต่อมาคุณพ่อคุณแม่มีปัญหาเรื่องสุขภาพเพราะการเลี้ยงโคนมต้องมีเวลาทุกวันในการรีดนม จึงทำให้มองว่าการเลี้ยงโคนมอาจจะเป็นอาชีพที่ยังไม่ใช่คำตอบ ต่อมาจึงได้หาซื้อโคเนื้อมาเลี้ยงทดแทนโคนม เพราะโคเนื้อไม่ต้องใช้เวลาดูแลทุกวัน ก็สามารถเจริญเติบโตและสร้างเงินให้กับเขาได้

“เรื่องโคนี่บอกเลยว่าผมชอบมาตั้งแต่เด็ก เราเห็นจากพ่อแม่เลี้ยงโคนม เสร็จแล้วก็เปลี่ยนมาเลี้ยงโคเนื้อ ผมก็ได้เลี้ยงและได้สัมผัสมากขึ้น จึงเกิดความชอบและอยากจะเลี้ยงจริงจัง แต่ด้วยความที่เรายังโตไม่พอต้องไปโรงเรียนทุกวัน ช่วงนั้นก็จะอาศัยว่างจากกลับจากโรงเรียน และวันหยุดเสาร์อาทิตย์เพื่อมาช่วยที่บ้านเลี้ยง เสร็จแล้วพอจบการศึกษาผมก็ไม่ไปทำงานที่ไหนเลย มายึดการเลี้ยงโคเป็นอาชีพสร้างรายได้ให้กับตัวเอง” คุณโสภณ เล่าถึงที่มา

ซึ่งอาชีพเลี้ยงโคจึงเป็นสิ่งที่อยู่กับครอบครัวของเขามานานถึง 20 กว่าปี และเมื่อมาถึงช่วงรุ่นเขาที่ต้องสืบทอดอาชีพนี้ต่อ ก็ได้ปรับเปลี่ยนมาเลี้ยงโคเนื้อเป็นสายพันธุ์ลูกผสมชาโรเลส์เป็นส่วนใหญ่ โดยเน้นผสมเทียมเพื่อพัฒนาและผลิตลูกโคส่งขายให้กับลูกค้ารายอื่นๆ ที่สนใจต่อไป

ชาโรเลส์เลือด 75 เปอร์เซ็นต์ เลี้ยงได้ดีในสภาพแวดล้อมเมืองไทย เนื่องจากประเทศไทยมีสภาพอากาศที่อุณหภูมิค่อนข้างร้อน คุณโสภณ บอกว่า จึงนิยมผสมให้โคพันธุ์ชาโรเลส์มีสายเลือดอยู่ที่ 50-75 เปอร์เซ็นต์ โดยไม่เน้นให้เป็นเลือดร้อยเพราะจะทำให้ทนต่อสภาพแวดล้อมในไทยได้ไม่ดีเท่าที่ควร ซึ่งโคที่เขาเลี้ยงส่วนใหญ่จะเลี้ยงแบบระบบยืนโรง คือหาอาหารให้โคกินเป็นเวลา ในพื้นที่เลี้ยงประมาณ 1 ไร่

“พื้นที่บริเวณบ้านจริงๆ ผมก็มีเนื้อที่อยู่ 2 ไร่ แบ่งเป็นโรงเรือนสำหรับให้โคอยู่ประมาณ 1 ไร่ ส่วนที่เหลือก็จะปลูกหญ้าเนเปียร์สำหรับตัดให้โคกิน ซึ่งภายในฟาร์มผมตอนนี้มีโคทั้งหมดประมาณ 50 ตัว จะเป็นโคลูกผสมชาโรเลส์ และเป็นโคพันธุ์กำแพงแสนเป็นหลัก โดยที่ฟาร์มจะเลี้ยงแต่แม่พันธุ์อย่างเดียว และทำการผสมพันธุ์เมื่อแม่พันธุ์ได้อายุที่เหมาะสม เพื่อผลิตลูกออกมา” คุณโสภณ บอก

แม่โคพันธุ์ชาโรเลส์ที่พร้อมผสมพันธุ์ได้ คุณโสภณ บอกว่า จะเลี้ยงให้มีอายุอย่างต่ำ 18 เดือนขึ้นไป จากนั้นนำน้ำเชื้อพ่อพันธุ์ที่ติดต่อซื้อไว้ตามแหล่งต่างๆ มาผสมเข้ากับแม่พันธุ์ที่เตรียมไว้ เมื่อทำการผสมเทียมจนตั้งท้องใช้เวลาประมาณ 9 เดือน แม่โคก็จะคลอดลูก

ลูกโคที่ออกมาจากท้องแม่ใหม่ๆ คุณโสภณ บอกว่า จะทำการฉีดธาตุเหล็กเข้ามาเสริมให้กับลูกโค เพื่อให้ลูกโคมีความแข็งแรงมากขึ้น ในช่วงแรกจะปล่อยให้ลูกโคกินนมเป็นหลัก ส่วนแม่โคก็จะบำรุงด้วยอาหารข้นวันละ 2 กิโลกรัม ต่อตัว พร้อมทั้งเสริมด้วยหญ้าเนเปียร์อีกวันละ 17 กระสอบ พร้อมทั้งฟางข้าวให้กินตลอดทั้งวัน

เมื่อลูกโคโตเข้าสู่เดือนที่ 5 หากช่วงนั้นมีลูกค้าสนใจติดต่อขอซื้อ คุณโสภณ บอกว่า จะสามารถขายได้ทันที อยู่ที่ความชื่นชอบและพึงพอใจของลูกค้า หรือลูกค้าบางรายติดต่อซื้อตั้งแต่ลูกโคได้อายุอยู่ที่ 1 เดือนก็มี ซึ่งราคาขายอยู่ที่ความสวยของโคเป็นหลัก

“ในเรื่องของการป้องกันโรค ที่ฟาร์มผมจะทำวัคซีนปีละ 1 ครั้ง เหตุที่ไม่ต้องทำถึงปีละ 2 ครั้ง เพราะบริเวณพื้นที่โรงเรือนผมจะโรยด้วยปูนขาวและพ่นยาฆ่าเชื้อเป็นระยะ ดูแลบริเวณโรงเรือนให้สะอาด ก็จะช่วยในเรื่องของการสะสมของเชื้อโรคได้ ก็ถือว่าโคในฟาร์มของเราแม้จะเลี้ยงแบบยืนโรง แต่โคทุกตัวก็มีความแข็งแรงและสุขภาพดี ไม่มีเรื่องอาการเจ็บป่วยเกิดขึ้น ดังนั้น การดูแลรักษาสภาพแวดล้อมในโรงเรือนจึงเป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน” คุณโสภณ บอกถึงวิธีการดูแลโค

ราคาโคขึ้นอยู่กับความสวย และลักษณะรูปทรง

ในเรื่องของการตลาดขายโคนั้น คุณโสภณ บอกว่า ไม่มีความกังวลเพราะได้ศึกษาและเรียนรู้อยู่เสมอ และที่สำคัญช่องทางการจำหน่ายยังมีมากขึ้นหลากหลายช่องทาง เช่น เฟซบุ๊ก หรือช่องทางโซเชียลมีเดียอื่นๆ โดยที่ลูกค้าสามารถเห็นโคและการเลี้ยงด้วยวิธีต่างๆ ได้จากภาพถ่ายที่เขาลงไว้ จึงเป็นการช่วยตัดสินใจในเรื่องของการซื้อและต่อรองราคาได้เวลามีลูกค้ามาติดต่อซื้อ

“ลูกค้าที่มาติดต่อซื้อโคในฟาร์มผม ก็มีความต้องการนำไปใช้ประโยชน์ที่แตกต่างกัน บางท่านก็ซื้อตัวเมียไปทำเป็นแม่พันธุ์ บางท่านก็ซื้อพ่อพันธุ์ไปเพื่อผสมพันธุ์ อย่างราคาตัวเมียที่ฟาร์มอายุ 6 เดือน ราคาก็จะอยู่ที่ 50,000-60,000 บาท ซึ่งราคาก็จะขึ้นอยู่กับความสวยของโคด้วยว่าสวยมากสวยน้อย ซึ่งการขายโคก็สามารถกำหนดราคาได้ ดังนั้น โคจึงยังเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่สามารถทำรายได้ที่ดี” คุณโสภณ เล่าเรื่องการตลาด

โดยใน 1 ปี ฟาร์มของเขาสามารถผลิตลูกโคได้หลายสิบตัว จึงสามารถทำเงินได้เป็นหลักแสนต่อปี และที่สำคัญมูลโคที่อยู่ภายในคอกยังสามารถนำมาตากให้แห้ง เพื่อนำไปใช้ใส่ในแปลงปลูกหญ้าเนเปียร์และบางส่วนก็ขายให้กับเกษตรกรที่สนใจซื้อไปใส่ในแปลงทางการเกษตร

ทุกวันนี้ในเรื่องของการได้เลี้ยงโคเพื่อเป็นอาชีพนั้น คุณโสภณ บอกว่า รู้สึกมีความสุขในทุกๆ วัน เพราะเป็นคนรักอิสระไม่ต้องเข้างานเป็นเวลา การเลี้ยงโคจึงเป็นสิ่งที่เขาชอบและเห็นมาตั้งแต่เด็ก จึงเกิดความรักและความผูกพันกับโคทุกตัวที่เลี้ยง และเหนือสิ่งอื่นใดได้อยู่ใกล้ชิดกับครอบครัว ไม่ต้องจากบ้านไปไกล จึงทำให้เขาเลือกที่จะเดินเส้นทางนี้และทำให้ดีที่สุดในทุกๆ วัน

“ดินแดนป่าสอนลอน สะออนสาวบ้านแต้ งามแท้แลคิ้งไกล น้ำพรมไหลผ่าน สงกรานต์ภูกุ้มข้าว นมัสการพระเจ้าองค์ตื้อ ลือพระไกรสิงหนาท พระธาตุกุดจอก นามบ่งบอกคือเกษตรสมบูรณ์”

จากข้อความข้างต้นได้บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นผืนป่า ผืนน้ำ ความเจริญทางวัฒนธรรมประเพณีที่เก่าแก่สืบทอดกันมายาวนานของชาวเกษตรสมบูรณ์

เกษตรสมบูรณ์ เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดชัยภูมิในจำนวน 16 อำเภอ ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัดชัยภูมิ ตอนกลางของพื้นที่อำเภอ เป็นที่ราบลุ่ม สลับเนินมีลำน้ำสายสำคัญได้แก่ “ลำน้ำพรม” ไหลผ่าน ลำน้ำสายนี้ถือเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงชาวชัยภูมิตอนบนเกือบทุกอำเภอ และเป็นลำน้ำสาขาของน้ำพอง พื้นที่เป็นดินเหนียวปนทราย เหมาะแก่การปลูกข้าว

ตอนเหนือของพื้นที่อำเภอเป็นที่ราบสลับเนิน เหมาะแก่การปลูกพืชไร่และเลี้ยงสัตว์ ทิศใต้และทิศตะวันตก เป็นพื้นที่ป่าไม้และภูเขา มีภูเขาสูงสลับซับซ้อน โดยเฉพาะด้านทิศตะวันตก มีเทือกเขาภูเขียวซึ่งเป็นพื้นที่ป่าไม้ที่เป็นแหล่งต้นน้ำขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ปัจจุบันได้รับการประกาศเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำนานาชาติ (International Wetland)

ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงทำให้อำเภอเกษตรสมบูรณ์มีต้นทุนทางธรรมชาติที่ได้เปรียบในหลายพื้นที่ สามารถสร้างผลผลิตทางการเกษตรทั้งพืชที่เป็นผลผลิตหลัก ได้แก่ข้าว และ พืชอื่นที่เป็นพืชรองหลายชนิด เช่น พริก ยาสูบ ยางพารา ที่มีคุณภาพป้อนเข้าสู่ตลาดแข่งขัน สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านเป็นอย่างดี ที่สำคัญอย่างมากคือชาวบ้านที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่เกษตรสมบูรณ์ทุกคนทุกอาชีพต่างมีวิถีชีวิตความเป็นอยู่อย่างเป็นระบบ มีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนแม้จะไม่เป็นทางการ แต่พวกเขาสามารถสร้างความเข้มแข็งได้อย่างดีมีคุณภาพ

ก่อนที่จะไปรับทราบเรื่องราวของการประกอบอาชีพปลูกพริกที่ชาวเกษตรสมบูรณ์ทำเป็นรายได้เสริมหลังเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว คุณสาคร มะลิดา ตำแหน่งเกษตรอำเภอเกษตรสมบูรณ์มีข้อมูลตรงและสดจากพื้นที่เกษตรกรรมมาเปิดเผยว่า ที่อำเภอเกษตรสมบูรณ์ มีพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด 3 แสนกว่าไร่ เป็นพื้นที่ใช้ปลูกข้าวเกือบ 2 แสนไร่ ที่เหลือปลูกพืชรองและพืชเสริมได้แก่ อ้อย ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพด

เกษตรอำเภอ กล่าวต่อว่าพืชที่เป็นเอกลักษณ์ของเกษตรสมบูรณ์และเป็นพืชที่ปลูกไม่กี่แห่งในประเทศคือถั่วเหลือง ซึ่งมีพื้นที่ปลูกทั้งหมด 3 หมื่นกว่าไร่ และเป็นการปลูกถั่วเหลืองที่ไม่มีการเตรียมดิน เป็นการหว่านบนดิน ทั้งที่ก่อนหน้าที่เคยมีการเผาฝางก่อน แต่ปัจจุบันไม่ทำเช่นนั้นแล้ว มีการพัฒนาวิธีการปลูกด้วยการล้มต้นฝาง เติมน้ำแล้วจึงหว่านถั่ว จากนั้นจึงระบายน้ำทิ้ง ต้นถั่วก็จะงอกขึ้นมา

“ถือว่าเป็นการใช้ความรู้ด้านเกษตรกรรมด้วยการคำนวณว่าควรเติมน้ำก่อนเพื่อแช่ไว้นานเท่าไร ถึงจะมีความเหมาะสมที่จะทำให้ถั่วเหลืองงอกได้อย่างสมบูรณ์

ก่อนหน้าปลูกถั่วเหลือง ชาวบ้านเคยปลูกถั่วเขียวในพื้นที่ดินแปลงเดียวกัน และให้ผลผลิตถั่วเขียวประมาณ 140-150 กิโลกรัมต่อไร่ แต่เมื่อถั่วเหลืองเป็นพืชแข่งขันที่ให้ผลผลิต 300-350 กิโลกรัมต่อไร่ แม้จะต้องใช้เวลาการปลูกถั่วเหลือถึง 100-110 วัน ส่วนถั่วเขียวใช้เวลาเพียง 60 วันก็ตาม แต่เกษตรกรเห็นว่าเป็นการปลูกที่ให้รายได้คุ้มค่ากว่า จึงได้ปลูกถั่วเหลืองแทนถั่วเขียว แต่อย่างไรก็ตามยังคงมีเกษตรกรที่ยังปลูกถั่วเขียวอยู่บ้าง” คุณสาครกล่าว

“พริก” เป็นพืชอีกชนิดที่ทำรายได้ให้กับชาวเกษตรสมบูรณ์ มีผลผลิตเฉลี่ย 2,700 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งถือว่าเป็นผลผลิตที่สูง มีจำนวนพื้นที่ปลูกตั้งแต่ 3-8 พันไร่ คาดว่าปลูกมากที่สุดในประเทศไทยสำหรับการปลูกพริกในนาข้าว แต่ยังคงมีปัญหาด้านคุณภาพ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่เกษตรคอยให้ความช่วยเหลือที่จะพัฒนาทั้งคุณภาพและปริมาณให้ดีขึ้น

สภาพพื้นที่ของอำเภอเกษตรสมบูรณ์ โดยเฉพาะดินถือว่ามีคุณภาพมาก ไม่เปรี้ยว ไม่เค็ม ส่วนน้ำมีระบบชลประทานเกิน 60 เปอร์เซ็นต์ และที่พืชผลทางการเกษตรได้ผลผลิตดีเพราะทั้งหมดอยู่ในเขตชลประทาน อย่างไรก็ตามบางปีหากขาดน้ำจากระบบชลประทาน ยังพอมีน้ำจากใต้ดินดึงขึ้นมาใช้ได้ตลอด

ทางด้านข้าว ถือว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญมากสำหรับชาวเกษตรสมบูรณ์ คุณสาครกล่าวว่าได้ผลผลิตและมีความสมบูรณ์กว่าหลายอำเภอในชัยภูมิ อาจดูจากปุ๋ยที่ใช้เป็นตัวชี้วัดได้ว่าที่เกษตรสมบูรณ์ใช้ปุ๋ย 1 กระสอบต่อไร่ ขณะที่แห่งอื่นต้องใช้ถึง 4 กระสอบต่อไร่ แถมผลผลิตยังเทียบกันไม่ได้

“พอเสร็จปลูกข้าว ชาวบ้านไม่ยอมหยุด จัดการลงมือปลูกพืชอย่างอื่นต่อเพื่อเป็นรายได้ เช่นพริก ยาสูบ ถั่วเหลือง และอื่นๆ ในที่นาของพวกเขา เรียกว่าทั้งปีชาวบ้านมีกิจกรรมเพื่อหารายได้ตลอด ไม่ทิ้งผืนดินให้ว่างเปล่า พวกเขามีความสุข สนุกกับการทำงานกันเป็นครอบครัว

ส่วนหน้าที่ของทีมงานเกษตรไม่เพียงแค่แนะนำการปลูกพืชให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพเท่านั้น ยังต้องเพิ่มในเรื่องของคุณธรรมเข้าไปด้วย มีการแนะนำให้ทุกคนปลูกพืชแบบปลอดสารเคมี เพราะแน่นอนการใช้สารเคมีย่อมทำให้คุณได้ประโยชน์ แต่ผู้บริโภคจะเสียประโยชน์ ดังนั้นหากทุกคนทำได้จริงก็แสดงว่าทุกคนมีคุณธรรมแล้ว”เกษตรอำเภอกล่าวทิ้งท้าย

เกษตรกรปลูกพริกได้ทั้งคุณภาพ และปริมาณ จากข้อมูลของเกษตรอำเภอที่ระบุว่าผลผลิตพริกของคุณบรรเย็นและกลุ่มมีคุณภาพและความสมบูรณ์ทั้งขนาดและรูปร่าง อันเป็นผลมาจากการเอาใจใส่แปลงปลูกอย่างจริงจังตามหลักวิธีการที่ถูกต้องจนนำไปสู่ปริมาณผลผลิตที่สูงถึง 2-3 ตันต่อไร่

คุณบรรเย็น คันภูเขียว มีตำแหน่งเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 ตำบลบ้านเป้า อยู่บ้านเลขที่ 19 หมู่ 4 ตำบลบ้านเป้า อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ โทรศัพท์ 085-2132969

ผู้ใหญ่บรรเย็น มีอาชีพเกษตรกรรมเหมือนเพื่อนบ้านคนอื่นด้วยการทำนาปลูกข้าว ครั้นพอหมดช่วงทำนา ได้หารายได้เสริมด้วยการปลูกพืชชนิดอื่นที่ใช้เวลาสั้น ให้ผลผลิตดี ที่สำคัญต้องมีรายได้ดีด้วย ดังนั้นพริกคือพืชอีกชนิดที่เลือกปลูกมาเป็นเวลากว่า 8 ปี

การลงพื้นที่ในครั้งนี้ทางผู้ใหญ่บรรเย็นได้พาคณะไปชมแปลงพริกบนเนื้อที่ดินกว่า 1 ไร่ จากอีกหลายแปลงที่เขามีอยู่ นอกจากคุณบรรเย็นที่ปลูกพริกแล้ว ยังมีเพื่อนบ้านอีก 3คนคือคุณกงหัน ศรีทน มีเนื้อที่ปลูกจำนวน 1 ไร่,คุณอรุณ เกื้อหนุน ตำแหน่งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน มีเนื้อที่ปลูกจำนวน 2 ไร่และคุณศาสตรา โพธิชาลี มีเนื้อที่ปลูกจำนวน 1 ไร่เศษ ทั้งสามคนอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันคือบ้านหมู่ 4 และมีการวมตัวกันอย่างไม่เป็นทางการเพื่อช่วยเหลือร่วมมือกันแก้ปัญหาซึ่งกันและกัน แลกเปลี่ยนข้อมูลในเรื่องการปลูกพริก ดังนั้นแนวทางการปลูกพริกของทั้งสี่คนจึงใช้วิธีเดียวกัน

คุณบรรเย็น เล่าถึงเหตุผลของการปลูกพริกว่าเพราะต้องการทำเป็นรายได้เสริมหลังเก็บเกี่ยวข้าวนาปี และพริกจะเริ่มปลูกหลังเกี่ยวข้าวแล้ว เป็นการปลูกแบบสลับหมุนเวียน ในการปลูกแต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือนจึงสามารถเก็บพริกได้ ต่อจากนั้นจะค่อยทยอยเก็บทุก 7 วัน

“จะเริ่มลงมือประมาณปลายเดือนธันวาคม โดยจะจัดการไถพื้นดินก่อนเป็นการเตรียมดิน ให้ใช้ปุ๋ยชีวภาพรองพื้น แล้วจัดการไถกลบ ทิ้งไว้ประมาณ 7 วันต่อจากนั้นจะยกร่องเตรียมแปลงหาวัสดุคือฟางที่เกี่ยวแล้วมาใช้คลุมดิน

จากนั้นจึงนำต้นกล้าพริกที่เพาะไว้ก่อนหน้านี้ประมาณ 1เดือน มาลงในแปลงที่เตรียมไว้ การกำหนดระยะห่างของต้นพริกต้องแล้วแต่ขนาดของพื้นที่แต่ละแห่ง แล้วแต่คุณภาพดิน ถ้าคุณภาพดินดี มีพื้นที่ใหญ่ระยะห่างประมาณ 80-100 เซนติเมตร” คุณบรรเย็นอธิบาย

ผู้ใหญ่ให้รายละเอียดต่ออีกว่าขณะต้นพริกเจริญเติบโต ต้องดูแลเอาใจใส่ ฉีดยา ดูใบว่ามีเพลี้ยหรือไม่ ถ้ามีต้องใช้สารเคมีที่ทางเกษตรอำเภอแนะนำ แต่หากมีไม่มาก จะใช้สารชีวภาพ

“ใส่ปุ๋ยทุก 7 วัน เป็นปุ๋ยสูตร 15-15-15 และสูตรนี้ใช้มาตั้งแต่เริ่มปลูก นอกจากนั้นแล้วยังต้องใช้น้ำหมักชีวภาพฉีดพ่นควบคู่ไปเพื่อเป็นการไล่ศัตรูพืช ในกลุ่มฮอร์โมนก็ทำกันเอง เป็นน้ำหมักจากผลไม้

ภายหลังจากที่ปุ๋ยชีวภาพแล้วได้ผลดีมาก ผลผลิตดก สวย มีขนาดใหญ่ อีกอย่างที่สำคัญคือฟางที่เกี่ยวข้าวแล้วให้นำมาคลุมต้นพริก เพราะจะเป็นปุ๋ยที่ดีสำหรับพริกด้วย”เพื่อนสมาชิกในกลุ่มให้รายละเอียดเพิ่ม

ในเรื่องการดูแลแปลงพริกนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญมากคือต้องหมั่นดูแลเรื่องวัชพืชอย่าให้ขึ้นรกบริเวณโคนต้น ควรถากถางให้สะอาด เพราะเวลาใส่ปุ๋ยจะได้ถึงต้นพริก

สำหรับการให้น้ำ คุณบรรเย็นเผยว่าน้ำที่ใช้รดแปลงพริกเป็นน้ำที่ได้มาจากการสูบจากบึง แล้วมาพักเก็บไว้ที่บ่อที่ขุดไว้ จากนั้นเมื่อต้องการใช้จะค่อยทยอยสูบใส่เข้ามาในแปลงพริกเป็นช่วงเป็นตอน เขาบอกว่าเรื่องน้ำไม่ค่อยมีปัญหา ถึงแม้ฝนจะทิ้งช่วง เพราะทางชลประทานได้พร่องน้ำมาให้ตลอด ทั้งนี้จะแตกต่างจากที่อื่นเพราะต้องรอใช้น้ำฝนอย่างเดียว

วิธีการเก็บผลผลิต

ภายหลังจากการดูแลเอาใจใส่ต้นพริกในแปลงอย่างเต็มที่แล้ว คราวนี้ต้องรอเวลาที่ผลผลิตพริกจะออกมาให้ผู้ปลูกเกิดความชื่นใจ

ผู้ใหญ่บรรเย็นบอกว่าจะใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือนพริกจะสามารถเก็บผลผลิตได้เป็นรุ่นแรก จากนั้นผ่านไปอีกประมาณ 7 วันก็สามารถเก็บได้ตลอด ซึ่งภายในหนึ่งเดือนสามารถเก็บได้หลายครั้ง การปลูกพริกจะปลูกไปจนถึงประมาณเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ดังนั้นช่วงการปลูกจะอยู่ประมาณ 6 เดือน และสามารถเก็บพริกได้ถึง 2 รุ่น

ปัญหาจากโรคพืชหรือแมลง

ปัญหาใหญ่ของการปลูกพืชทุกชนิดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือจากโรคพืชและแมลงศัตรูพืช สมาชิกในกลุ่มท่านหนึ่งอธิบายว่า สภาพอากาศมีผลต่อการระบาดของศัตรูพืชและโรคพืช เพราะถ้าฝนมาเร็ว โรคก็ตามมาเร็วด้วย และโรคที่มากับฝนคือเชื้อรา แต่ถ้าแล้งนัก แมลงศัตรูพืชที่พบมากจะเป็นพวกเพลี้ยไฟและไรขาว

ราคาพริกเป็นอีกหนึ่งปัญหา

ต่อทิศทางการปลูกในอนาคต

ปัญหาเรื่องราคาพริกตกต่ำมักเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ทั้งนี้มีผลมาจากการปลูกพริกพร้อมกันหลายแห่งทั่วประเทศเมื่อถึงช่วงให้ผลผลิตจะออกพร้อมกันทำให้ปริมาณพริกในตลาดมีมากจนเกินไป

คุณบรรเย็นเผยว่าในอดีตเมื่อราวสามปีก่อนเคยได้ราคาพริกดีที่สุด 50 บาทต่อกิโลกรัม ที่เป็นเช่นนั้นเพราะในช่วงนั้นพริกจากจังหวัดอื่นประสบปัญหาอากาศแล้งมาก เพลี้ยลง จึงทำให้ปริมาณพริกน้อย แต่ที่เกษตรสมบูรณ์ไม่ประสบปัญหาจึงสามารถขายพริกได้ในราคาสูง

“ขณะนี้พริกราคาประมาณ 11-12 บาทเท่านั้นและเป็นราคาที่แย่มาก ถ้าราคาที่พออยู่ได้ควรจะประมาณ 25-30 บาทต่อกิโลกรัม

ผมเคยคำนวณต้นทุนหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้วทุกอย่างเช่นค่าจ้างเก็บกิโลกรัมละ 4-5 บาท ค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าปุ๋ย เบ็ดเสร็จแล้วจะเหลือประมาณ 2 บาทต่อกิโลกรัม”ผู้ใหญ่บรรเย็นบอก

จากข้อมูลตัวเลขของผู้ใหญ่บรรเย็นและเพื่อนร่วมกลุ่ม มีความสอดคล้องกับข้อมูลต้นทุนการผลิตพริกจากทางเกษตรอำเภอปี 2554-2555 ที่ว่าผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่มีปริมาณ 2,750 กิโลกรัม ขณะที่ต้นทุนการผลิตพริกเป็นเงิน 15.46 บาทต่อกิโลกรัม แต่ราคาขายพริกที่เกษตรกรขายได้ ณ ปัจจุบันเฉลี่ย 12 บาท ต่อกิโลกรัม (วันที่เก็บข้อมูล 25 เมษายน 2555)

อย่างไรก็ตามเกษตรกรกลุ่มนี้คาดว่าราคาเช่นนี้คงอยู่สักพักหนึ่งแล้วอาจมีการปรับราคาเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งราคาที่สูงสุดก็อาจจะอยู่ใกล้ช่วงเลิกปลูกพริกแล้ว แต่พวกเขาบอกว่าเหตุผลที่ต้องปลูกพริกต่อไปเพราะมีข้อดีคือสามารถเก็บผลผลิตได้ทุก 7 วัน หมายความว่าจะมีเงินสดหมุนเวียนไว้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวันตลอด ถึงแม้ราคาจะต่ำ แต่ถ้ามีเงินสดเข้ามาตลอดก็พออยู่ได้ ซึ่งต่างกับพืชชนิดอื่นที่เก็บครั้งเดียวและได้เงินก้อนเดียวก็จบ

“คุณภาพพริกที่ละแวกนี้ถือว่ามีคุณภาพดี ทั้งนี้สังเกตจากลักษณะรูปร่างพริก ใบ และต้น จะมีความสมบูรณ์มาก ข้อมูลเรื่องนี้ได้มาจากกลุ่มพ่อค้าที่มารับซื้อพริก และยังบอกอีกว่าพริกจากเกษตรสมบูรณ์จะมีคุณภาพและเก็บไว้ได้นานกว่าพริกจากจังหวัดอื่น”เจ้าของแปลงพริกกล่าวทิ้งท้าย