สำหรับจุดแข็งของเอปสันในตลาดหุ่นยนต์ คือ ความแม่นยำระดับ

มิลลิเมตรและเครื่องมีน้ำหนักเบา โดยตั้งทีมดูโดยเฉพาะ โฟกัส 5 อุตสาหกรรม ได้แก่ 1. รถยนต์ 2. อาหาร 3. อิเล็กทรอนิกส์ 4. คอนซูเมอร์โปรดักต์ 5. เมดิคอล เน้นเจาะกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดเล็กและกลางเป็นหลัก โดยปีแรกเน้นสร้างการรับรู้
ปัจจุบัน สัดส่วนรายได้ของเอปสันในประเทศไทยมาจากเครื่องพิมพ์กว่า 50% รองลงมาคือโปรเจ็กเตอร์ ส่วนหุ่นยนต์ไม่ถึง 5% คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในอนาคต

ล่าสุดจับมือกับสถาบันไทย-เยอรมัน (TGI) หน่วยงานด้านการวิจัยและพัฒนาบุคลากรและเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมการผลิต พร้อมให้คำปรึกษาและฝึกอบรมเปิด “ศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์เอปสัน” (TGI-EPSON : Epson Robot-ics Innovation Center)
ด้าน นายสมหวัง บุญรักษ์เจริญ ผู้อำนวยการสถาบัน ไทย-เยอรมัน กล่าวว่า ไทยเป็นอันดับ 1 อาเซียน อันดับ 5 เอเชีย และเป็น อันดับ 8 ของโลกในการใช้หุ่นยนต์ผลิตอัตโนมัติในอุตสาหกรรม แต่ถ้าเทียบกับระดับค่าเฉลี่ยแรงงานในระดับโลกที่ใช้เครื่องเฉลี่ย 69 เครื่องต่อแรงงาน 10,000 คน ไทยใช้ 53 เครื่อง ต่อแรงงาน 10,000 คน ถือว่ายังไม่ผ่านเกณฑ์ แต่ปีนี้ภาครัฐออกมาตรการในการสนับสนุนให้ใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมากขึ้น เชื่อว่าจะกระตุ้นตลาดได้ คาดว่าในปี 2559-2563 จะมีการใช้เพิ่มขึ้น 14% ต่อปี และอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มใช้เยอะได้แก่ ยานยนต์ ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และในอนาคตจะเป็นหุ่นยนต์บริการ

“สถาบันเป็นหัวหอกในการทำอุตสาหกรรม 4.0 โดยใช้หุ่นยนต์มาช่วยผลิต เนื่องจากสถานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ EEC ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จะเป็นศูนย์กลางให้ลูกค้าและนักเรียนนักศึกษาทำเวิร์กช็อป มีกิจกรรมให้ความรู้ความเข้าใจถึงโรงงาน มีโรดโชว์กระตุ้นให้ใช้งาน อีก 2-3 ปี จะโตขึ้นได้อีกหลายเท่า”

จากพนักงานบริษัทมีเงินเดือนประจำ “สิญจ์พธู หาญวรากิตติ์” ฝ่ายขายผลิตภัณฑ์สบู่สมุนไพรยี่ห้อหนึ่งในเวลานั้นก็เริ่มมองหาความมั่นคงให้กับตัวเองและครอบครัวมากขึ้น จนตัดสินใจร่วมกับหุ้นส่วนเริ่มต้นธุรกิจของตัวเองเมื่อปี 2552 ชิมลางด้วยการเป็นผู้รับจ้างผลิตสบู่ ก่อนจะปั้นแบรนด์สบู่สมุนไพร “วิภาดา” ของตัวเองขึ้นมาในอีก 1 ปีให้หลัง
ทำไมต้องเป็นสบู่ “สิญจ์พธู” ในฐานะกรรมการฝ่ายพัฒนาการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท วีเอส 09 ออริจินอล เฮิร์บ จำกัด และผู้ก่อตั้งแบรนด์ “สบู่วิภาดา” กล่าวว่า นอกจากสบู่จะเป็นสินค้าที่เธอคุ้นเคย มีคู่ค้าที่รู้จักกันเป็นอย่างดี สบู่ยังเป็นของที่ใช้แล้วหมดไป คนต้องกลับมาซื้อซ้ำอยู่เสมอ จึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่เธอสนใจแม้ในตลาดจะมีการแข่งขันสูงก็ตาม

“เราเป็นคนเชื่อมั่นในตัวเอง เชื่อว่าตัวเองทำได้ แล้วก็เป็นคนทำงานเร็ว คิดแล้วลงมือทำเลย ลุยเต็มที่ ซึ่งตอนนั้นยังมีผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดสบู่สมุนไพรไม่มาก และเห็นว่าตลาดนี้มีดีมานด์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะคนไทยและต่างชาติชอบเรื่องสมุนไพร ก็เชื่อว่าสบู่วิภาดาสามารถแข่งขันได้ด้วยเรื่องคุณภาพและราคา”

เริ่มต้นจากการมีพนักงานบริษัท 5 คน ที่รวมถึงตัวเองด้วย จึงดูแลงานเองแทบทุกอย่าง พอเริ่มอยู่ตัวก็หันมาทำแบรนด์สบู่ของตัวเองเพื่อความยั่งยืนของธุรกิจ โดยช่วงแรกเน้นกระจายสินค้าไปตามร้านค้าส่ง ฝากขายกับยี่ปั๊วทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด
แต่ระหว่างทางก็เจอกับความท้าทายในตลาดล่างที่แข่งขันกันรุนแรง เมื่อสบู่วิภาดาเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น ก็เกิดการเลียนแบบสินค้ามาขายประชันกันเกลื่อน แถมยังขายในราคาที่ถูกกว่า “สิญจ์พธู” บอกว่า ตอนนั้นก็ได้รับผลกระทบไม่น้อย แต่เรื่องคุณภาพสินค้าก็ช่วยดึงให้ลูกค้ากลับมาในที่สุด
พร้อมกันนี้ ยังพยายามขยายช่องทางเข้าสู่โมเดิร์นเทรดเพื่อหนีการตัดราคา สบู่วิภาดา จึงเริ่มเข้าไปวางขายในร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น 800 สาขา
ตั้งแต่ 5 ปีก่อน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นให้เริ่มหันมาทำการตลาดมากขึ้น เพื่อทำยอดขายให้ถึงเป้าหมายที่ช่องทางกำหนด ทำตลาดง่าย ๆ ด้วยการแจกสบู่ไซซ์ทดลองใกล้ ๆ กับเซเว่นฯ ที่มีสบู่วิภาดาขาย

ก่อนจะทำกิจกรรมเชิงรุก ทั้งยิงสปอตโฆษณาในรายการทีวี, มี เมย์-บัณฑิตา ฐานวิเศษ นักแสดงช่อง 7 เป็นพรีเซ็นเตอร์, สื่อโฆษณาติดรถเมล์ ฯลฯ จนวันนี้ขยายช่องทางขายในเซเว่นฯเพิ่มเป็น 5,000-6,000 สาขาแล้ว

ซึ่งตอนนี้ วิภาดายังเร่งขยายช่องทางจำหน่ายเข้าในโมเดิร์นเทรดค่ายต่าง ๆ มากขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงลูกค้าใหม่ นอกจากในเซเว่นฯ วันนี้ วิภาดา มีวางขายใน แม็กซ์แวลู และเร็ว ๆ นี้กำลังจะเข้าท็อปส์ แฟมิลี่มาร์ท แม็คโคร
“สบู่วิภาดามีสินค้ากว่า 100 รายการ โดยมีสูตรหลักๆ ที่ได้รับความนิยม เช่น สูตรนมข้าว ส้ม แครอต วิตามินซี+กลูต้า ฯลฯ ราคาก้อนละ 37 บาท ถูกกว่าคู่แข่งที่ส่วนใหญ่ราคาอยู่ในช่วง 40-50 บาท เข้าถึงกลุ่มลูกค้าวัยทำงาน หรือคนอายุ 20 ปีขึ้นไป”

ถึงวันนี้ การเติบโตที่ดีต่อเนื่องทำให้ต้องขยับขยายโรงงาน ย้ายจากตึกแถว 6 คูหาไปซื้อโรงงานที่สมุทรปราการ เพื่อรองรับการขยายตัวทั้งในและต่างประเทศ ที่ตอนนี้มีลูกค้ามาซื้อไปขายในต่างประเทศคิดเป็นสัดส่วนกว่า 30% อาทิ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ลาว กัมพูชา ฮังการี สหรัฐอเมริกา ฯลฯ
สเต็ปต่อไป มีแผนต่อยอดผลิตภัณฑ์สำหรับความงามอื่น ๆ ภายใต้แบรนด์วิภาดาเพิ่มเติม อาทิ โลชั่นบำรุงผิว

หลังจากที่ปีที่แล้วได้เริ่มกลับมาทำรับจ้างผลิตอีกครั้งทั้งกลุ่มสบู่และโลชั่นรับเทรนด์คนที่หันมาทำแบรนด์สินค้าของตัวเองมากขึ้น
“ทุกอย่างถ้าเรารักที่จะทำต้องทำด้วยใจ และต้องใส่ใจพนักงานด้วย เราคนเดียวไม่สามารถทำอะไรได้ ต้องมีองค์ประกอบทุกอย่าง”
เห็นโอกาสแล้วลงมือทำทันที เหล่านี้คือเส้นทางการเติบโตของสบู่สมุนไพรวิภาดา

นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า ตามที่สมาคมช่างเชื่อม สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้จัดส่งตัวแทนนักศึกษาอาชีวศึกษาสาขาช่างเชื่อม ไปเข้าร่วมการแข่งขันทักษะงานเชื่อมเยาวชนนานาชาติ (Zeitplan Yung Welding Competition 2017) “WELDCUP 2017” ซึ่งจัดโดยสมาคมการเชื่อมสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (DVS German welding Society) ในทุกๆ 4 ปี โดยปีนี้จัดที่เมืองดุสเซสดอร์ฟ ประเทศเยอรมนี

สำหรับผลการแข่งขันปรากฏว่านักศึกษาของ สอศ.สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศ 3 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน และเหรียญทองประเภทคะแนนรวมสูงสุด จากการแข่งขัน 4 ประเภท ได้แก่ ทักษะงานเชื่อมไฟฟ้า ทักษะงานเชื่อมแมก ทักษะงานเชื่อมทิก และทักษะงานเชื่อมแก๊ส สำหรับนักศึกษาประกอบด้วย 1. รางวัลเหรียญทอง ประเภททักษะงานเชื่อมไฟฟ้า โดย นายศรัณต์พงษ์ ติสสานนท์ จากวิทยาลัยเทคนิค (วท.) สิชล 2. รางวัลเหรียญทอง ประเภททักษะงานเชื่อมแมก โดย นายธนัช พัฒนพูนผล จาก วท.น่าน 3. รางวัลเหรียญทอง ประเภททักษะงานเชื่อมทิก โดย นายอุเทน ผัดอ่อนอ้าย จาก วท.ตาก 4. รางวัลเหรียญเงิน ประเภททักษะงานเชื่อมแก๊ส โดย นายธนัตย์ อินเลี้ยง จากพิษณุโลก และผู้แทนนักศึกษาอาชีวศึกษายังได้รับรางวัลเหรียญทองประเภทคะแนนรวมสูงสุดอีกด้วย

“รายการนี้นับเป็นครั้งแรกที่เด็กอาชีวะสาขาช่างเชื่อมไปเข้าร่วมการแข่งขัน โดยมีผู้เข้ารอบชิงชนะเลิศ 16 ประเทศ ซึ่งการคว้ารางวัลกลับประเทศมาได้อย่างมากมายนั้น สะท้อนถึงคุณภาพและศักยภาพของเด็กอาชีวะไทยได้เป็นอย่างดี” นายสุเทพ กล่าว
การส่งเด็กอาชีวะไปแข่งขันครั้งนี้ สอศ.โดยได้รับความร่วมมือจากสมาคมครูและผู้ประกอบการวิชาชีพ ช่างเชื่อม ภาคเอกชน อาทิ บจ.อาร์ พี เอสซัพพลาย บจ. ภูสุวรรณอินเตอร์เทรด และ บจ.มิตรเจริญเคเบิ้ลเวิร์ค นายวัชรพงษ์ มุขเชิด กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และ นายบวรโชค ผู้พัฒน์ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ที่มีส่วนให้การสนับสนุนการฝึกซ้อม และฝึกอบรมทักษะงานเชื่อมให้กับนักศึกษา

นายขจร จิตสุขุมมงคล รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (รองเลขาธิการ กกอ.) กล่าวในการเป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาเครือข่ายความร่วมมือด้านนโยบาย แผนงาน และงบประมาณ ครั้งที่ 1 เรื่อง บทบาทของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และสถาบันอุดมศึกษาในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ว่า ในปัจจุบันรัฐบาลมุ่งเน้นการพัฒนาประเทศสู่ยุคประเทศไทย 4.0 เพื่อให้หลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง โดยได้กำหนดให้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศระยะยาว ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพของประเทศไทยในทุกภาคส่วน และนำพาประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน สามารถเปลี่ยนผ่านประเทศไปพร้อมๆ กับการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ใหม่ของโลก

รองเลขาธิการ กกอ. กล่าวอีกว่า ในส่วนของการอุดมศึกษา สกอ. อยู่ระหว่างการจัดทำแผนอุดมศึกษาระยะยาว 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) ที่มีความเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 และแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2579 เพื่อนำมาใช้เป็นแนวทางการพัฒนาการศึกษาในระดับอุดมศึกษาให้รองรับการเปลี่ยนแปลงบริบทโลกและของประเทศ รวมทั้งวางทิศทางและกำหนดกลไกให้อุดมศึกษาเป็นหัวรถจักรในการพัฒนาประเทศบน 4 พันธกิจหลัก คือ การจัดการศึกษา การวิจัยและพัฒนา การบริการวิชาการ และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รองเลขาธิการ กกอ. กล่าวด้วยว่า สกอ. มีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะร่วมสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ และพร้อมที่จะ ส่งเสริมการทำงานร่วมกันระหว่าง สกอ. และสถาบันอุดมศึกษาของรัฐในการจัดทำ/ดำเนินงาน/ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ต่างๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจอันดีระหว่างกัน และสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนมีช่องทางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่คล่องตัว อันจะนำไปสู่การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ให้บรรลุซึ่งสิ่งที่คนไทยทุกคนต้องการ คือ ประเทศไทยพัฒนาสู่ความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน

ผศ.ดร. วศิน ปัญญาวุธตระกูล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร (มน.) เปิดเผยถึงการนำเสนอสินค้าต้นแบบจากผลงานการวิจัย การพัฒนาสินค้าพื้นเมืองเพื่อการท่องเที่ยวจังหวัดสุโขทัย โดยร่วมกับสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสุโขทัย นำสินค้าพื้นเมืองที่โดดเด่นมาสร้างสรรค์พัฒนา เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดสุโขทัย อีกทั้งเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างรายได้ให้กับชุมชนในพื้นที่ ว่า งานวิจัย ครั้งนี้มีการพัฒนาสินค้าที่ผลิตจากทรัพยากรในท้องถิ่น ได้แก่ สินค้าประเภทอาหาร เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย ศิลปประดิษฐ์ และสินค้าที่ระลึกในแต่ละอำเภอของจังหวัดสุโขทัย ออกมาเป็นสินค้าต้นแบบ 5 ชิ้น
ผอ.กองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มน. กล่าวว่า

สินค้าดังกล่าวประกอบด้วย ชามสังคโลกและกระบอกน้ำสังคโลกสุญญากาศ โดยการปรับรูปทรงแก้วกาแฟให้สะดวกต่อการพกพาและเข้าไมโครเวฟได้, ชุดเครื่องเงินเครื่องทองสุโขทัยลายดอกบัวตามที่ปรากฏที่วัดศรีชุมและวัดนางพญา ประกอบด้วยสร้อยคอ ตุ้มหู กำไล และแหวน ทั้งนี้ ออกแบบโดยสื่อถึงเทศกาลลอยกระทงสุโขทัยที่นักท่องเที่ยวนิยม, ผ้าทอพื้นเมืองนาโน พัฒนาเส้นใยผ้าพื้นเมืองให้กันน้ำ กันแมลง และแสงยูวี และพัฒนารูปแบบการใช้งานให้ตอบสนองกลุ่มคนทำงานและวัยรุ่น

ผศ.ดร. วศิน กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีบรรจุภัณฑ์ยาดมยานวดสมุนไพรที่สะท้อนเอกลักษณ์สุโขทัยและบ่งบอกคุณลักษณะของการเป็นยาสมุนไพรที่มาจากปราชญ์ท้องถิ่น โดยนำรูปลักษณ์ของขวดยาไทย ยาจีนแบบโบราณที่ผลิตด้วยเครื่องสังคโลก และมีลวดลายปลาคู่ สะท้อนความเป็นหยินหยาง มาสร้างเป็นบรรจุภัณฑ์สมุนไพร เช่นเดียวกับบรรจุภัณฑ์ขนมโบราณสุโขทัยที่พัฒนากล่องบรรจุขนมผิง ทองม้วน กล้วยอบเนย และหมี่กรอบ เป็นรูปตุ๊กตาชายหญิงแต่งกายในสมัยสุโขทัยพร้อมเกร็ดความรู้

จากกระแสพระราชดำรัสใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงห่วงใยต่อปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งบริเวณลุ่มน้ำป่าสัก ประกอบกับเมื่อปลายปี 2554 ประเทศไทยต้องประสบปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 70 ปี อุทกภัยครั้งนั้นส่งผลให้เกิดความเสียหายทั้งทางภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม เศรษฐกิจ สังคม จึงเป็นที่มาของโครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” โดยมีวัตถุประสงค์ในการเผยแพร่องค์ความรู้ในการใช้แนวทางศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อแก้ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งอย่างยั่งยืน ปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 5 ภายใต้ชื่องาน “แตกตัวทั่วไทย เอามื้อสามัคคี” โดย บริษัท เชฟรอนประเทศไทย สำรวจและผลิต จำกัด ร่วมมือกับสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และสถาบันพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ณ ไร่สุขกลางใจ จังหวัดราชบุรี

ดร. วิวัฒน์ ศัลยกำธร หรือ อาจารย์ยักษ์ ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง เผยว่า ประเทศไทยมีความพยายามในการแก้ไขปัญหาและจัดการน้ำมานานแล้ว แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะยังไม่สามารถกระจายน้ำไปได้ทั่วประเทศ ซึ่งตามศาสตร์พระราชาได้แนะนำให้ใช้วิถีของชาวบ้านในการแก้ปัญหาคือการทำคันนา หรือในที่นี้เรียกว่า “คันนาทองคำ” ซึ่งนอกจากจะช่วยกักเก็บน้ำแล้ว ยังสามารถปลูกพืชบนคันนานำไปเลี้ยงชีพและขายได้ ในด้านความคืบหน้าโครงการตามรอยพ่อฯ พบว่าใน 4 ปีที่ผ่านมานับแต่เริ่มโครงการ มีการตอบรับเกินความคาดหมาย และคาดการณ์ไว้ว่าในปีที่ 5-6 จะยังคงตัว แต่ในปีที่ 7-8 การตอบรับจะพุ่งพรวด ทั้งยังมุ่งหวังให้ “โคก หนอง นา โมเดล” เป็นเรื่องที่ใครไม่ทำจะตกเทรนด์

จากการดำเนินงานประสบความสำเร็จแล้วหลายพื้นที่ อย่าง นางกาลี ตระกูลพสุพชระ เกษตรกรชาว จังหวัดตาก ที่เป็นหนี้สินและปลูกผลผลิตไม่ได้ จนคิดฆ่าตัวตายแก้ปัญหา ทางโครงการจึงได้เข้าไปช่วยออกแบบพื้นที่ให้ จนปลดหนี้ได้สำเร็จและสามารถเพาะปลูกเลี้ยงชีพต่อได้ ชาวบ้านในพื้นที่ก็ให้ความสนใจมากขึ้น เพราะเห็นว่าการดำเนินตามศาสตร์พระราชาสามารถแก้ปัญหาได้จริงและมีความยั่งยืน

อีกหนึ่งในผู้ที่ “ศรัทธาในศาสตร์พระราชา” ที่ขอใช้ชีวิตหลังเกษียณมาตามรอยพระบาทในหลวง รัชกาลที่ 9 นายสุขะชัย ศุภศิริ เจ้าของ “ไร่สุขกลางใจ” เผยว่า เป็นครูโรงเรียนรัฐบาลใน กทม. ต้องการสานฝันของพ่อที่อยากเป็นเกษตรกร จึงเข้าร่วมงานที่ทางมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติจัดขึ้น และได้พบกับอาจารย์ยักษ์ ที่เล่าถึงศาสตร์พระราชา และได้พูดถึงพระราชดำรัสของในหลวง ร.9 ว่า “เริ่มเดี๋ยวนี้เลย ไม่ต้องรีบร้อน ใครไม่เข้าใจช่างเขา ค่อยๆ เดินไปทีละก้าว” เมื่อได้ฟังก็ทำให้ตัดสินใจซื้อที่ดินและเข้าร่วมโครงการตามรอยพ่อฯ เริ่มทำไร่สุขกลางใจในรูปแบบของ “โคก หนอง นา โมเดล” มุ่งหวังให้เป็นศูนย์เรียนรู้ให้กับชาวบ้านและผู้ที่สนใจในศาสตร์ของพระราชาต่อไป

จากคนที่ไม่เคยทำการเกษตรมาเลย ความรู้ด้านนี้เท่ากับศูนย์ เมื่อต้องจับจอบถือเสียมขุดดินทำเกษตร สุขะชัย เผยว่า “ทุกอาชีพล้วนมีครู ซึ่งผมก็อาศัยการเรียนรู้จากศูนย์ความรู้ต่างๆ รวมถึงสอบถามจากเพื่อนๆ เกษตรกร แรกๆ ก็มีเหนื่อยบ้าง เพราะสภาพดินในไร่ไม่ดี ปลูกอะไรก็ตายหมด แต่ไม่ท้อและมองว่าต้นที่ตายไปคือบทเรียน ส่วนต้นที่รอดคือความหวัง จึงหันมาปลูกป่าเพื่อเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ ขุดบ่อน้ำ 12 ไร่ เพื่อสร้างแหล่งน้ำไว้ใช้เอง และเน้นการทำนาธรรมชาติ ที่ไม่ใช้สารเคมี เพื่อพลิกผืนดินให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง”

ตลอด 5 ปี ที่เดินตามรอยพระราชา ไร่สุขกลางใจพัฒนาจากที่สภาพดินปลูกอะไรไม่ได้เลย ปัจจุบันไร่เขียวขจีไปด้วยต้นไม้ใหญ่และนาข้าว

“ผมเชื่อมั่นในศาสตร์ของพระราชา คำสอนของพระองค์ ยึดมั่นและปฏิบัติตามเสมอ” สุขะชัย กล่าว ในอนาคต สุขะชัยวางแผนไว้ว่า จะทำให้ไร่สุขกลางใจเป็นศูนย์การเรียนรู้เกี่ยวกับศาสตร์พระราชา

“แม้จะเกษียณอายุจากการเป็นครูในห้องเรียน ผมก็จะขอเป็นครูนอกห้องเรียนถ่ายทอดความรู้เรื่องศาสตร์พระราชาไปตลอดชีวิต” สุขะชัย พูดทิ้งท้ายอีกหนึ่ง “ต้นแบบ” ของคนเมืองที่เดินตามรอยพระราชาตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กรมการขนส่งกับบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อพัฒนาระบบสารสนเทศและการสื่อสาร ตามโครงการมั่นใจทั่วไทย รถใช้จีพีเอส เพื่อส่งเสริมการดำเนินกิจการของภาคธุรกิจโลจิสติกส์ และมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพความปลอดภัยในรถโดยสารสาธารณะ ที่ได้จูงใจให้ผู้ประกอบการรถโดยสารสาธารณะ รถบรรทุก รถแท็กซี่ และรถประเภทอื่นๆ กำหนดให้ติดตั้ง GPS Tracking (จีพีเอสแพคกิ้ง) หรืออุปกรณ์รับข้อมูลตำแหน่งยานพาหนะ

โดยกรมตั้งเป้ามีรถที่ติดจีพีเอสแพคกิ้ง nancyajramonline.com ประมาณ 1 ล้านคัน ในปี 2562 แบ่งเป็นรถโดยสารสาธารณะ 2 แสนคัน รถบรรทุกหรือรถลากจูง 5 แสนคัน และรถแท็กซี่ 1 แสนคัน และรถขนส่งของผู้ประกอบการรายย่อย 2 แสนคัน และเดือนพฤศจิกายนนี้ กรมเริ่มขยายขอบเขตการใช้ประโยชน์จากติดตั้งจีพีเอสแพคกิ้งในรถแท็กซี่ ภายใต้โครงการ Taxi OK และ Taxi VIP รวมถึงเริ่มติดตั้งจอแสดงตารางเวลาการเดินรถแบบเรียลไทม์ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารในกรุงเทพฯ และท้องถิ่นรวม 85 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้โดยสารทราบเวลาและเส้นทางการเดินรถ คาดจะติดตั้งให้แล้วเสร็จทุกสถานีปี 2561

นางสาวพะเยาว์ เมืองงาม ผอ.ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก จังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า ภาคใต้ฝั่งตะวันออกยังคงมีฝนหรือฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนหนักบางแห่ง ส่วนมากบริเวณ จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช ขอให้ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงภัยระมัดระวังอันตรายที่เกิดจากฝนตกหนัก

“มรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย ภาคใต้ฝั่งตะวันออก มีเมฆเป็นส่วนมากกับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่และมีฝนหนักบางแห่ง ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ห่างฝั่งทะเลคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร” นางสาวพะเยาว์ กล่าว

นายนิพนธ์ บุญญามณี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สงขลา เปิดเผยว่า อบจ.เตรียมรับสถานการณ์น้ำท่วม เพราะคาดว่าจะเกิดน้ำท่วมในพื้นที่มากกว่าทุกปี เนื่องจากพื้นที่รองรับน้ำและทางระบายน้ำลดน้อยลง โดยตั้งศูนย์ช่วยเหลือและบรรเทาสาธารณภัย เตรียมพร้อมเจ้าหน้าที่ เครื่องมือ เครื่องจักรกลสำหรับช่วยเหลือผู้ประสบภัย เรือท้องแบน เพื่อรองรับสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง และตั้งงบประมาณสำรอง 40 ล้านบาท สามารถเบิกจ่ายช่วยเหลือประชาชนได้ทันที รวมทั้งจะขุดลอกทางระบายน้ำสายหลักๆ ทั่วจังหวัด รวมถึงบริเวณปากร่องน้ำทะเลสาบสงขลา เพื่อให้น้ำไหลระบายได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น ดำเนินการก่อนเข้าสู่ฤดูมรสุมช่วงกลางเดือนนี้

นายสุรวุฒิ เชิดชัย นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา กล่าวว่า บริเวณถนนราชดำเนินถึงถนนมิตรภาพสี่แยกไอที เป็นพื้นที่ต่ำ ทำให้น้ำจากที่สูงไหลลงท่อระบายน้ำมารวมกันบริเวณดังกล่าว และมักเกิดน้ำท่วมขังบริเวณสี่แยกไอทีทุกครั้งที่ฝนตกหนัก จึงหาทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้าก่อน โดยใช้รถแบ๊กโฮขุดบริเวณริมฟุตปาธออก เพื่อเปิดช่องทางระบายน้ำจากถนนราชดำเนินลงสู่คูเมือง นำเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่สูบน้ำออกจากคูเมืองไปลงลำตะคองหน้าโรงกรองน้ำอัษฎางค์ เพื่อสามารถรับน้ำได้อีกกว่า 200,000 ลูกบาศก์เมตร

“การแก้ปัญหาระยะยาว สภาเทศบาลได้อนุมัติงบประมาณ 10 ล้านบาท เพื่อขุดวางท่อระบายน้ำ HDPE ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.50 เมตร พร้อมบ่อพักความยาว 42 เมตร และวางท่อบล็อกเหลี่ยม ขนาด 1.50×1.50 เมตร พร้อมบ่อพักความยาว 228 เมตร เพื่อผลักดันน้ำข้ามไปลงลำตะคองที่อ่างอัษฎางค์ ซึ่งกรมทางหลวงอนุญาตให้เทศบาลขุดถนนมิตรภาพเพื่อวางท่อดังกล่าวแล้ว” นายสุรวุฒิ กล่าว