สำหรับชาสมุนไพรต้นดีหมี มีด้วยกันทั้งหมด 3 สูตร คือ

สูตรดั้งเดิม ประกอบด้วย ใบเตย 30% + ใบดีหมี 60% + หญ้าหวาน 10%
สูตรผสมดอกอัญชัน ประกอบด้วย อัญชัน 30% + ใบดีหมี 60% + หญ้าหวาน 10%
สูตรผสมกระเจี๊ยบแดง ประกอบด้วย กระเจี๊ยบ 30% + ใบดีหมี 60% + หญ้าหวาน 10% ซึ่งชาสมุนไพรต้นดีหมีทั้ง 3 สูตรนั้น จำหน่ายในราคา 12 ซอง 100 บาท

สำหรับท่านใดที่สนใจเกี่ยวกับชาสมุนไพรต้นดีหมีและต้นดีหมี สามารถติดต่อ ด.ต. บุญเรือง สีดาพิมพ์ หรือ ดาบบุญเรือง ได้ในพื้นที่บ้านท่าดีหมี ตำบลปากตม อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย หรือเบอร์โทรศัพท์ 087-232-8795 และ 096-817-3042

เบื่ออาชีพมนุษย์เงินเดือน กลับบ้านเกิดทำสวนเกษตรผสมผสานก็รวยได้ เรื่องจริงจากประสบการณ์ตรงของ คุณ ชาตรี รักธรรม และคุณสุดาวรรณ สิรวณิชย์ สองสามีภรรยาอดีตมนุษย์เงินเดือน ฝ่ายชายเคยเป็นเจ้าหน้าที่เกษตร ฝ่ายหญิงเป็นพนักงานธนาคาร เมื่อ 6-7 ปีที่แล้วทั้งคู่ได้ลาออกจากงานประจำมา มาทำสวนเกษตรผสมผสานเพื่อเลี้ยงชีพบนที่ดินมรดกเนื้อที่ 30 ไร่

ก่อนหน้านี้ คุณสุดาวรรณ เคยให้ชาวบ้านเช่าพื้นที่ดังกล่าวทำปลูกพืชไร่ ทำให้ดินแห้งแล้งเสื่อมสภาพไม่สามารถปลูกต้นไม้ได้ ประกอบกับที่ดินผืนนี้ไม่มีแหล่งน้ำชลประทาน คุณชาตรีที่เรียนจบด้านเกษตรมาโดยตรง จึงตัดสินใจนำกล้วยน้ำว้ากาบขาวสุพรรณบุรีมาปลูกบนพื้นที่ 30 ไร่ เพื่อปรับปรุงดิน เพราะกล้วยปลูกง่าย และมีคุณสมบัติพิเศษคือสามารถเก็บน้ำไว้ได้ดี

ภายในสวนแห่งนี้ คุณชาตรีจะไม่ตัดหญ้า จะปล่อยต้นหญ้าขึ้นปกคลุมดินเพื่อรักษาความชุ่มชื้นในดิน พอถึงช่วงฤดูแล้ง ต้นหญ้าตายก็กลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ตามธรรมชาติ ปรากฎว่า การบริหารจัดการในพื้นที่อย่างเหมาะสม ได้ผลลัพท์ที่ดี สามารถฟื้นฟูสภาพดินให้ดีขึ้น คุณชาตรีได้แบ่งพื้นที่ปลูกต้นไม้เป็นส่วนๆ คือ ปลูกพืชรายวัน ปลูกพืชรายเดือน ปลูกพืชรายปี และสมุนไพร พร้อมเผยแพร่ความรู้แก่ผู้ที่สนใจศึกษาดูงาน

คุณชาตรีบอกว่า เดิมทีชาวบ้านในท้องถิ่นแห่งนี้ นิยมปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง ฯลฯ ปรากฎว่า ได้ผลตอบแทนที่ไม่แน่นอนและทำให้สภาพดินเสื่อมโทรมจึงชักชวนเพื่อนเกษตรกรร่วมกันจัดตั้ง วิสาหกิจชุมชนสวนกล้วยอู่ทอง พร้อมปรับรูปแบบการทำเกษตรเชิงเดี่ยวมาทำสวนเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสาน เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านรายได้ โดยปลูกพืชผัก ไม้ผลหลากหลายชนิดไว้ในแปลงเดียวกัน ทำให้มีรายได้หมุนเวียนเข้ากระเป๋าตั้งแต่รายได้รายวัน รายเดือนและรายปี

คุณชาตรีพาไปชมแปลงปลูกกล้วย เนื้อที่ 6 ไร่ 3 งาน ของ พี่ณี หรือคุณปราณี สีเหลือง หนึ่งในสมาชิกวิสาหกิจชุมชนสวนกล้วยอู่ทอง พี่ณีอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 120หมู่15 ต.จรเข้สามพัน อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี โทร.084-4595023

กล้วยน้ำว้า …. สินค้ายอดนิยมขายดีตลอด

ต้นกล้วย ที่เห็นอยู่เบื้องหน้า ไม่ใช่ว่า ใครสนใจจะเข้ามาขอซื้อกันได้ เพราะเป็นสินค้าที่ถูกจับจองแล้วทั้งสิ้น หากสนใจอยากซื้อ ก็สั่งจองล่วงหน้าตามคิว ตอนนี้ พี่ณีขายกล้วยน้ำว้าในราคาขายส่งหวีละ 15 บาท หากมีเวลาก็ไปขายเอง ที่ตลาดท้องถิ่นที่อยู่ใกล้ๆ บ้าน คือ ตลาด จระเข้ โดยตั้งราคาขายเฉลี่ยหวีละ 20- 25 บาท สำหรับกล้วยลูกสวย หวีใหญ่ก็ขายได้กำไรมากหน่อย ส่วนใบตอง แม่ค้าจะรับซื้อใบตอง ในราคา ก.ก.ละ 10 บาท

เมื่อหลายปีก่อน พี่ณีได้พันธุ์กล้วยน้ำว้ามะลิอ่อง ที่เกิดจากขบวนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ของกรมส่งเสริมการเกษตร และนำมาปลูกขยายพันธุ์ร่วมแปลงกับต้นมะพร้าวน้ำหอม โดยปลูกต้นกล้วยน้ำว้าในระยะห่าง 4×4 เมตร พี่ณีสามารถเก็บผลผลิตออกขายได้ทุกวัน เมื่อต้นมะพร้าวเติบโตสูงขึ้น ก็จะตัดกล้วยออก เพื่อเปิดทางให้ต้นมะพร้าวได้เติบโตอย่างเต็มที่

การปลูกต้นมะพร้าวน้ำหอมร่วมแปลงกับต้นกล้วย เป็นการใช้ประโยชน์พื้นที่อย่างคุ้มค่าเพราะระหว่างที่รอคอยให้ต้นมะพร้าวโตก็ยังมีรายได้จากการขายกล้วย ใบตอง หัวปลีเข้ากระเป๋าทุกวัน

เปิดศูนย์เรียนรู้ ” สวนเกษตรผสมผสาน “ ปัจจุบันสวนแห่งนี้ เป็นหนึ่งในศูนย์เรียนรู้เรื่องการทำสวนเกษตรผสมผสาน พืชชั้นบน ปลูกกล้วย ชะอม มะม่วง พืชชั้นล่าง ปลูกพริกไทย ใต้ต้นกล้วย เมื่อถึงช่วงหนึ่ง จะตัดต้นกล้วยออก รายได้ประจำวันคือ กระเพรา โหระพา ตะไคร้ และดอกดาวเรือง สินค้าทุกตัวขายได้ขายดี เช่น ใบยอ เป็นสินค้าขายดี ที่ต้องการของตลาด เพราะใบยอเป็นพืชสมุนไพรยอดนิยม สำหรับใช้แกงและใส่ในห่อหมก ขายได้ราคา 20 บาทต่อกิโลกรัม

มะละกอ ต้นที่ตั้งตรงๆ เก็บผลผลิตออกขายได้น้อย แต่มะละกอที่ลำล้มเอน 45 องศา กลับให้ผลผลิตดกอย่างน่าทึ่ง ทุกๆ 2 วันเก็บมะละกอผลดิบออกขายครั้งละ 15-20 ก.ก.ในราคาขายส่งก.ก.ละ 6 บาท หากคำนวณรายได้จากการขายผักเพียงอย่างเดียว มีรายได้ ไม่ต่ำกว่าวันละ 300 บาท เฉลี่ยเดือนละ 9,000 บาท การปลูกพืชผักผสมผสาน ร่วมแปลงกับพืชสมุนไพรลักษณะนี้ ทำให้แมลงศัตรูพืชเกิดความสับสน ไม่เข้ามาวุ่นวายในสวน เป็นวิธีไล่แมลงแบบบ้านๆ ที่ได้ผลดีเกินร้อยอีกต่างหาก ที่นี่ปลูกพืชผักผลไม้หลายอย่าง สร้างรายได้หมุนเวียนตลอดทั้งปี เป็นวิถีการทำเกษตรแบบยั่งยืน ที่สามารถนำปรับใช้ได้ทั่วประเทศ วันๆ ก็ทำงานออกกำลังแบบเพลินอยู่ในสวน อากาศก็ดี เหนื่อยก็พัก มีแรงไหวก็ลงมือทำต่อ เป็นอาชีพอิสระที่น่าอิจฉาทีเดียว

อีกจุดหนึ่งที่น่าเรียนรู้ในสวนแห่งนี้ คือ การพัฒนาระบบน้ำที่สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจฯ ร่วมกันคิดร่วมกันทำคือ การขุดหลุม เป็นแอ่งน้ำเล็กๆ รอบต้นไม้ที่ปลูกและทำร่องน้ำเล็กเพื่อให้น้ำไหลไปรอบแปลงพืชที่ปลูกไว้เพื่อกระจายน้ำสำหรับบำรุงต้นไม้ในยามหน้าแล้งได้อย่างสะดวก

มะขามเทศ …. ขายดีราคาสูง

ทุกวันนี้ คนไทยไม่อยากป่วย อยากมีสุขภาพดี จึงเกิดกระแสการบริโภค “ พืชผักผลไม้เป็นยา ” เพื่อให้ได้รับสารอาหารที่จําเป็นต่อร่างกาย คือ วิตามิน แร่ธาตุ และมีใยอาหารในปริมาณสูง ดีต่อระบบขับถ่าย ส่งผลให้ผลไม้พื้นบ้านอย่างเช่น “ มะขามเทศ ” ได้รับความนิยมตามไปด้วย มะขามเทศที่ซื้อขายในท้องตลาดทั่วไป อยู่ที่ก.ก.ละ 70-80 บาททีเดียว

มุมหนึ่งในสวนแห่งนี้ก็ปลูกต้นมะขามเทศไว้หลายต้น ซึ่งเป็นพันธุ์จัมโบ้ หลังจากหันมาปลูกดูแลพืชผักไม้ผลในแนวเกษตรอินทรีย์มาหลายปี ปรากฎว่าได้ผลผลิตคุณภาพดี ต้นมะขามเทศของที่นี่มีขนาดฝักใหญ่ ขายดีมาก จนเก็บผลผลิตออกขายไม่ทันกับความต้องการของตลาด

มะขามเปรี้ยว โกยรายได้หลักหมื่นต่อต้น

การปลูกมะขามเปรี้ยว สร้างผลกำไรที่ดีมากกว่าการปลูกมะขามหวานเสียอีก เพราะเกษตรกรสามารถขายผลผลิตในหลายรูปแบบ เช่น ขายใบมะขามอ่อน ขายฝักสดมะขามเปรี้ยว หากปล่อยให้ผลสุกคาต้น ก็แปรรูปเป็นมะขามเปียก วิธีทำก็แสนง่ายดาย เพียงแค่เก็บผลมะขามสุกมาแกะเปลือก และเมล็ดออก ใส่ถุงจำหน่าย หากใครมีเวลาว่างมากหน่อย ก็แปรรูปสร้างมูลค่าสินค้าในรูปมะขามหลากหลายชนิด เช่น มะขามดอง มะขามแก้ว มะขามกวน ฯลฯ เรียกว่า หากบ้านไหนปลูกมะขามเปรี้ยว แค่ 4-5 ต้น หากขยันแปรรูปมะขามออกขายก็มีโอกาสสร้างรายได้ทะลุหลักหมื่นบาทต่อต้นอย่างสบาย

หากใครสนใจอยากเรียนรู้เรื่องการทำสวนเกษตรผสมผสาน ที่ให้ผลผลิตคุ้มค่ากับการลงทุน สามารถแวะเข้ามาเรียนรู้ได้ที่ “ วิสาหกิจชุมชนสวนกล้วยอู่ทอง ” ตั้งอยู่เลขที่ 11 หมู่ที่ 14 ถนน ตำบลจรเข้สามพัน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี โทรศัพท์ 0863115071 , 087-678-2392

วิสาหกิจชุมชนสวนกล้วยอู่ทอง หาได้ไม่ยากเพราะตั้งอยู่บนถนนสายสุพรรณบุรี-บ่อพลอย (ทางหลวง 3342) ภายในเป็นสวนกล้วยและผลไม้หลายชนิด ที่นี่ยังจำหน่ายสินค้าแปรรูปจากกล้วย พันธุ์กล้วย พันธุ์ไม้ป่า พันธุ์ไม้ผล และบริการรับจัดสวน คุณชาตรี ยินดีให้คำปรึกษาด้านการเพาะพันธุ์กล้วยแก่ผู้ที่สนใจ หรือติดต่อพูดคุยกับ คุณชาตรีได้โดยตรงที่เบอร์โทร.086-3115071 ได้ทุกวัน

พิเศษ! สมัครสมาชิกนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน, มติชนสุดสัปดาห์ และศิลปวัฒนธรรม ลดราคาทันที 30% ตั้งแต่วันนี้ – 15 ก.ย. 63 เท่านั้น! คุณนก หรือ คุณอังคณา พิพัฒน์สุขสกุล บัณฑิตสาวปริญญาโท เบื่อชีวิตมนุษย์เงินเดือนในเมืองหลวง จึงตัดสินใจลาออก หวนคืนสู่บ้านเกิดเพื่อทำอาชีพเกษตรกรรม ปลูกพืชผักผลไม้ปลอดสารพิษในรูปแบบออร์แกนิกฟาร์ม & โฮมสเตย์ ในชื่อ “ไร่ดินไทยโฮมสเตย์” (Din Thai Organic Farm & Home stay) ที่เน้นการให้บริการด้านคุณภาพมากกว่าปริมาณ สามารถดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการตลอดทั้งปี สร้างรายได้หมุนเวียนเข้าสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

ไร่ดินไทยโฮมสเตย์ ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 11/11 หมู่ที่ 11 ตำบลอ่าวน้อย อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ การเดินทางเข้าเยี่ยมชมไร่ดินไทยโฮมสเตย์นับว่าสะดวกสบาย ใช้เส้นทางถนนเพชรเกษม ห่างจากสี่แยกประจวบฯ ฝั่งขาขึ้น กทม. แค่ 3 กิโลเมตรเศษ ถึงหลัก กิโลเมตรที่ 308 เลี้ยวซ้ายเข้าถนนลาดยางทางหลวงชนบท ไปเล็กน้อยก็จะเจอป้ายไร่ดินไทย หรือปักหมุดค้นหาในกูเกิลแมพ ระบุว่า “ไร่ดินไทยโฮมสเตย์” หรือ “หอประชุมเพื่อแผ่นดิน” แล้วขับรถมาตามแผนที่ไม่หลงทางแน่นอน

คุณนก จัดบ้านพักโฮมสเตย์ท่ามกลางออร์แกนิกฟาร์ม ภายใต้สโลแกน “YOU EAT, WE PLANT” ที่นี่ปลูกผัก-ผลไม้ออร์แกนิกให้ลูกค้ารับประทาน พืชผัก ผลไม้ รวมทั้ง กุ้ง หอย ปู ปลาทูสด ใหม่จากเรือประมงเล็กในชุมชนอ่าวน้อย ถูกนำมาปรุงรสโดยเชฟชุมชนดินไทย รังสรรค์เมนูพื้นถิ่นได้อย่างอร่อยเลิศ ลงตัวทุกเมนู เช่น แกงคั่วหอยแมลงภู่กับสับปะรด ปลาทูต้มหวาน แกงคั่วใบยี่หร่า ซี่โครงหมูอบสับปะรด ฯลฯ

คุณนก ดูแลใส่ใจตั้งแต่การปลูกจนถึงการแปรรูปอาหาร เพราะรักสุขภาพของลูกค้าเสมือนคนในครอบครัวของเธอเอง กว่าจะมาเป็นอาหารแสนอร่อย คุณนกปลูกผัก ผลไม้ เพื่อทำอาหารที่สะอาดที่สุดให้ลูกค้าทาน ด้วยสูตรอาหารอร่อยเลิศ ต้นตำรับ เพื่อตอบสนองความสุข คุณภาพ และสุขภาพที่ดีของลูกค้าทุกครอบครัว ตามคอนเซ็ปต์ “เลือกความสุข สุขภาพ เลือก ไร่ดินไทย” ร้านเปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30-17.00 น.

เมื่อคุณนกตัดสินใจลาออกจากงานประจำเพื่อกลับมาทำการเกษตรที่บ้านเกิด ได้ลงทุนซื้อที่ดินเพิ่ม เพื่อปลูกพืชผักผลไม้นานาชนิด ปลูกดูแลในระบบเกษตรอินทรีย์ บำรุงดินด้วยปุ๋ยจุลินทรีย์ธรรมชาติ เช่น กล้วย เงาะ สับปะรด ฯลฯ ผลผลิตที่ได้ถูกนำมาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในรูปแบบกล้วยตาก สับปะรดกวน เป็นต้น

หลังจากนั้นหันมาลงทุนทำธุรกิจโฮมสเตย์ ปัจจุบัน ให้บริการบ้านพักครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ตั้งแต่ 2-20 คน คิดที่พักพร้อมอาหารเช้า ท่านละ 1,200 บาท นักท่องเที่ยวพึงพอใจรสชาติของอาหาร จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการลงทุนทำร้านอาหารบ้านดินไทยในเวลาต่อมา โดยเน้นจุดขายสำคัญคือ ใช้วัตถุดิบประเภทพืชผัก ผลไม้ ที่ปลูกเองในระบบออร์แกนิก พร้อมรับซื้ออาหารทะเลสดใหม่จากเรือประมงทุกวัน นอกจากนี้ ยังเลือกใช้วัตถุดิบอื่นๆ เช่น กาแฟ หอม กระเทียม จากเครือข่ายผู้ผลิตสินค้าออร์แกนิกในท้องถิ่นและจากทั่วประเทศ

พัฒนาท่องเที่ยวชุมชน

คุณนก พร้อมทำงานร่วมกับชาวบ้าน พัฒนาการท่องเที่ยวชุมชน ตำบลอ่าวน้อย มีการจดทะเบียนชมรม มีพ.ร.บ.ท้องถิ่นรับรอง โดย อบต.อ่าวน้อย ในชื่อ “ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน ตำบลอ่าวน้อย” (CBTอ่าวน้อย) ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

CBT อ่าวน้อย นับเป็นหนึ่งในชุมชนต้นแบบด้านการท่องเที่ยวชุมชนที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เพราะมีทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลาย ที่สำคัญมีอาหารทะเล กุ้ง หอย ปู ปลาทูสดใหม่จากท้องทะเล อ่าวน้อยและผัก ผลไม้ปลอดสารพิษ 100 เปอร์เซ็นต์ ที่ถูกปรุงรสอย่างอร่อยเหาะ คุ้มค่ากับเงินทุกบาทที่นักท่องเที่ยวจ่ายออกไป ทำให้ CBT อ่าวน้อย ได้รับโล่มาตรฐานการท่องเที่ยวโดยชุมชนของประเทศไทย จากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2563

คุณนก เล่าให้ฟังว่า ทุกวันนี้ชุมชนแห่งนี้ ดำเนินงานในรูปแบบชุมชนเกษตรกรรมที่มุ่งเน้นการทำเกษตรอินทรีย์ ยึดมั่นวิถีเกษตรแบบธรรมชาติ คุณนกเริ่มต้นเปิดบ้านทำการท่องเที่ยวโดยชุมชน และชมรมเพื่อนร่วมทางชุมชนในตำบลอ่าวน้อย จัดตั้งกลุ่มเพื่อบริหารจัดการการท่องเที่ยวร่ามกันในนามของ “ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลอ่าวน้อย” มีการคัดสรรของดีจากชุมชน คือ สับปะรด นำมารังสรรค์เป็นเมนูและกิจกรรมการท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสการท่องเที่ยววิถีสับปะรด นอกจากนี้ ชุมชนยังมีการเชื่อมโยงเอาของดีของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นเหล่งท่องเที่ยวในชุมชน เช่น อ่างเก็บน้ำ ทะเล และพื้นที่เกษตรอื่นๆ นำเสนอแก่นักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสการท่องเที่ยวในรูปแบบอื่นๆ ได้อีกด้วย

เช่น ไร่สับปะรดลุงถึก นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจะได้เรียนรู้การทำไร่สับปะรด ที่มีมากถึง 6 สายพันธุ์ ด้วยการดูแลที่ดีเยี่ยม สับปะรดของที่นี่มีรสชาติหวาน หอม โดดเด่น และยังมี “กิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์” ที่ได้เปิดให้นักท่องเที่ยวลงเก็บสับปะรดสดๆ เองจากไร่ และนำไปทำซี่โครงหมูอบสับปะรดด้วยตัวเอง

ปัจจุบัน คุณนก รับตำแหน่งประธานชมชน CBT อ่าวน้อย โดยร่วมพัฒนาการให้บริการร่วมกันทุกฐานท่องเที่ยว เพื่อความยั่งยืน การพัฒนาคุณภาพชีวิต รายได้ของแต่ละฐานที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ เน้นการแบ่งปันโอกาส ช่วยเหลือเกื้อกูล ช่วยประชาสัมพันธ์ และแบ่งรายได้แต่ละฐานไปสู่ท้องถิ่น ในรูปแบบการให้ทุนการศึกษาเด็กเยาวชนในชุมชนและเมืองประจวบฯ อย่างต่อเนื่อง โดยส่งมอบทุนการศึกษาแก่เยาวชนในวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี เพื่อสร้างความยั่งยืนของชุมชนฐานรากในอนาคต

ขณะเดียวกัน CBT อ่าวน้อย เปิดโอกาสให้คนในชุมชนได้เข้าเป็นเครือข่าย ฐานการท่องเที่ยวเชิงเกษตรปลอดภัย และท่องเที่ยววิถีธรรมชาติ เพื่อร่วมกันแบ่งปันข้อมูลความรู้ ช่วยกันพัฒนาฐานบ้าน และชุมชนบวร (หมู่) ของตนเอง ในเส้นทางภาพรวมของการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลอ่าวน้อย ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมเป็นเครือข่าย CBT อ่าวน้อย โดยติดต่อ คุณนก ได้ที่เบอร์โทร. 081-978-1577

มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ได้นำสื่อมวลชนเยี่ยมชมพื้นที่โครงการพัฒนาส่วนพระองค์ ณ บางเบิด จังหวัดชุมพร

คุณสมบูรณ์ ศรีสุบัติ หรือ ลุงนิล เป็นเกษตรกรต้นแบบ อยู่ที่ตำบลช่องไม้แก้ว อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร ซึ่งพืชผลทางการเกษตรที่ปลูกส่วนใหญ่จะเป็นทุเรียน มีมากกว่า 700 ต้น อยู่ในสวนลุงนิล เป็นที่รู้จักของคนในจังหวัดชุมพรค่อนข้างมาก

ลุงนิล เป็นที่รู้จักในนามของเกษตรกรผู้คิดค้น “เกษตรคอนโดฯ 9 ชั้น” ซึ่งจุดเด่นของลุงนิลคือ การได้รับความสนใจจากผู้ไปศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องเกษตรผสมผสานและเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่เน้นใช้พื้นที่ของตนเองที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการปลูกพืชผักสวนครัวต่างๆ และพืชแซม พร้อมกับการเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจไปในตัว และนอกจากจุดเด่นของลุงนิลจะอยู่ที่การทำสวนแล้ว ลุงนิลยังเป็นหนึ่งในผู้ที่ดูแลโครงการธนาคารต้นไม้ของจังหวัดชุมพรอีกด้วย

เศรษฐกิจพอเพียง
กู้วิกฤตชีวิตลุงนิล
ลุงนิล เผยถึงแนวคิดการทำเกษตรแบบผสมผสาน 9 ชั้น ว่า ในอดีตลุงนิลเคยทำอาชีพค้าขายมาเป็นเวลานาน แล้วก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี แต่ด้วยความที่ลุงนิลในตอนนั้น ต้องการที่จะมีรายได้ให้มากกว่าที่เป็นอยู่ ด้วยความอยากรวย จึงมีความคิดที่สร้างรายได้เพิ่มด้วยการปลูกทุเรียน เนื่องจากคิดว่าทุเรียนน่าจะเป็นพืชที่ปลูกแล้วสร้างรายได้ให้กับลุงนิลเป็นกอบเป็นกำ ช่วงแรกที่เริ่มปลูก ลุงนิลลงทุนปลูกทุเรียน ประมาณ 700 ต้น แต่ด้วยความที่ลุงนิลในช่วงนั้นยังขาดประสบการณ์ทางด้านการจัดสรรพื้นที่ในการทำสวนทุเรียน จึงเป็นต้นเหตุที่ทำให้การปลูกสวนทุเรียนเกิดสภาวะขาดทุน และลุงนิลก็เกิดมีหนี้สินติดตัวในขณะนั้นอีกร่วม 2 ล้านบาทเลยทีเดียว และเหตุการณ์ในวันนั้นได้ทำให้ลุงนิลท้อแท้ จนถึงขั้นคิดสั้นฆ่าตัวตายเลยทีเดียว แต่นั่นเป็นเพียงแค่อารมณ์และความรู้สึกชั่ววูบเท่านั้น

“ในตอนนั้นทุกอย่างมันเหมือนจะไม่เหลืออะไรแล้ว และด้วยอารมณ์ชั่ววูบในตอนนั้น มันทำให้ผมเคยคิดที่จะทำสิ่งที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต นั่นก็คือ การฆ่าตัวตาย ในขณะที่กำลังใช้ปืนจ่อหัว ผมก็เห็นลูกชายของผมที่เดินมาและนั่นเลยทำให้ผมเลือกที่จะสู้กับปัญหาต่อไป และในตอนเย็น วันที่ 4 ธันวาคมปีนั้นเอง ผมได้ยินพระราชดำรัสของพระองค์ท่านเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงในโทรทัศน์ เท่านั้นเอง ผมนี่ถึงกับน้ำตานองหน้า ก้มลงกราบกับพื้น และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านเป็นล้นพ้น” ลุงนิล กล่าว

ณ วินาทีที่ลุงนิลได้ยินพระราชดำรัสของพระองค์ท่านเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง เป็นการจุดประกายแห่งความหวัง ทำให้คนที่มืดมนในความคิด ไม่พบทางออกเลยสักทาง ได้มองเห็นแสงสว่างจนมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในชีวิต ตอนนั้นลุงนิลกลับมามีสติและคิดว่า หากตนตายไปแล้ว ลูกและครอบครัวจะอยู่อย่างไร คิดได้ดังนั้น จึงได้ยุติความคิดในการจบชีวิตตนเอง และมุ่งมั่นที่จะเดินไปข้างหน้าด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง ลุงนิลจึงเริ่มทำการเกษตรแบบผสมผสาน ดำเนินรอยตามพ่อของแผ่นดินตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

เกษตรคอนโดฯ 9 ชั้น
บนพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 17 ไร่ ลุงนิลทำเกษตรแบบผสมผสาน pasem.org โดยการเลี้ยงปลา เลี้ยงหมู และปลูกพืชคอนโดฯ 9 ชั้น ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้ ชั้นที่ 1 ใช้พื้นที่ส่วนล่างสุดของพื้นดิน เพื่อทำบ่อน้ำเลี้ยงปลา รวมถึงพืชผักต่างๆ ที่สามารถอาศัยอยู่ในน้ำได้ เช่น ผักกระเฉด ผักบุ้ง บัว ฯลฯ

ชั้นที่ 2 จะเป็นการปลูกพืชคลุมดินจำพวกกลอย มันหอม หรือจะเป็นพืชตระกูลหัวต่างๆ เช่น ขมิ้น กระชาย ฯลฯ

ชั้นที่ 3 ปลูกพืชบนหน้าดิน เพื่อใช้ในการประกอบอาหารในครัวเรือนแทนการใช้เงินซื้อได้ โดยพืชผักประเภทนี้จะได้แก่ พริกขี้หนู ผักเหลียง มะเขือ ฯลฯ

ชั้นที่ 4 จะเน้นการปลูกส้มจี๊ด ที่มีประมาณ 1,000 ต้น สามารถเก็บได้ประมาณ 70 กิโลกรัม ต่อวัน ขายได้ประมาณ กิโลกรัมละ 20-60 บาท ซึ่งราคาก็ขึ้นอยู่กับท้องตลาดเช่นกับผลผลิตอื่นๆ บางครั้งลุงนิลสามารถสร้างรายได้ ได้ประมาณ 2,000 บาท ต่อวัน เลยทีเดียว

ชั้นที่ 5 ปลูกกล้วยเล็บมือนาง 1,000 กอ เก็บรายได้ต่อสัปดาห์ ขายได้ประมาณ 5,000 บาท ต่อสัปดาห์

ชั้นที่ 6 ปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทอง ประมาณ 700 ต้น ซึ่งจะคอยเก็บผลผลิตที่ได้ตามฤดูกาล ปีละครั้ง ส่วนรายได้จะขึ้นอยู่กับท้องตลาด ที่คอยกำหนดราคาตลอดเวลา

ชั้นที่ 7 ปลูกพริกไทย ซึ่งเป็นพืชเกาะเกี่ยว กระท้อน ขนุน ซึ่งมีการเก็บผลผลิตหมุนเวียนไปทั้งปี รวมรายได้ ประมาณ 300,000 บาท ต่อปี

ชั้นที่ 8 เป็นส่วนของธนาคารต้นไม้ ประเภทไม้ยืนต้น ประมาณ 1,300 ต้น ซึ่งเพิ่งจะปลูกได้ 1 ปี มีต้นมะฮอกกานี ต้นตะเคียนทอง ต้นจำปาทอง เป็นต้น ซึ่งไม้เศรษฐกิจเหล่านี้ หากมีอายุครบ 20 ปี จะมีมูลค่า ประมาณ 100,000 บาท ต่อต้น ซึ่งต้นไม้เหล่านี้ ลุงนิล กล่าวว่า ตนปลูกไว้ให้เทวดาเลี้ยง หมายความว่า ปลูกไว้แล้วต้นไม้จะโตเองโดยธรรมชาติ

ชั้นที่ 9 ปลูกต้นไม้ยางนา เพื่อถวายแด่ในหลวงเป็นพิเศษ ต้นสูงเต็มที่จะมีขนาดประมาณ 40-50 เมตร ในสวนของลุงนิลไม่มีการใช้ปุ๋ยเคมีมาเป็นเวลานาน นับตั้งแต่เริ่มต้นทำเกษตรแบบผสมผสาน และได้รับแนวคิดเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง

การไม่ใช้ปุ๋ยและสารเคมีใดๆ ในสวนมาเป็นเวลานาน กลับพบว่า สภาพดินยิ่งมีความอุดมสมบูรณ์มากกว่าในอดีตที่เคยใช้ปุ๋ยเคมี เพราะการใช้ปุ๋ยเคมีอาจทำให้ได้ผลผลิตมากเป็นที่น่าพอใจ

พืชทั้ง 9 ชั้นนี้ จะอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูลกัน บ้างก็ให้ความร่มเงาแก่กัน บ้างก็เก็บน้ำและความชื้นให้กัน อยู่และเติบโตไปพร้อมๆ กัน โดยการปลูกใช้แนวคิดนี้ รวมทั้งการจัดการในเรื่องน้ำ เรื่องของแดด และยังรวมถึงการดูแลดินให้สมดุลนั้น จึงทำให้เกิดความหลากหลายและทำให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดและได้ผลผลิตตรงตามที่ต้องการ