สำหรับช่องทางการกระจายผลไม้คุณภาพของสหกรณ์

จะเริ่มบุกตลาดซื้อ-ขายออนไลน์ ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อผ่านชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด โทร. (02) 561-4590 ต่อ 408, (081) 823-3639 หรือทางตลาดสินค้าสหกรณ์ออนไลน์ Co-op Click https://www.co-opclick.com/ โดยสหกรณ์ผู้ผลิตผลไม้จะดูแลผลผลิตที่ถูกสั่งจองอย่างดี พร้อมทั้งรายงานความก้าวหน้าความสุกของทุเรียนเป็นระยะ พร้อมจัดส่งให้ผู้บริโภคตามมาตรฐานที่ตกลงกัน ปีนี้สหกรณ์ผู้ผลิตทุเรียนตั้งใจที่จะส่งมอบทุเรียนคุณภาพระดับพรีเมี่ยมให้ผู้บริโภคชาวไทยได้รับประทานกันอย่างทั่วถึง

คนไทยจำนวนมากรักและหลงใหลการบริโภคทุเรียน เพราะติดใจในรสชาติความอร่อยของทุเรียน แต่หลายครั้งที่ต้องซ้ำใจ เพราะถูกให้หลอกซื้อ “ทุเรียนอ่อน” เนื่องจากแยกทุเรียนอ่อนกับทุเรียนแก่ไม่เป็น หากใครไม่อยากถูกหลอกให้ช้ำใจเหมือนที่ผ่านมา ขอแนะนำเคล็ดลับการซื้อทุเรียนแก่ โดยใช้วิธีง่ายๆ คือ “ดู ดีด ดม ดูด”

ดู…ขั้ว ก้านขั้วต้องแข็ง สากมือ (ถ้าเป็นทุเรียนอ่อน ก้านจะนิ่ม) ปลิงบวม พูใหญ่ เด่น เห็นเส้นกลางพูชัด หนามใหญ่ ปลายหนามแห้ง ฐานหนามกว้าง ทุเรียนแก่จัด สุกกำลังดี จะมีกลิ่นหอมคงที่ มองเห็นเส้นกลางพูชัดเจน ยกเว้นก้านยาว (หรือทุเรียนหนามถี่) สุกในปลิงหรือปลิงเพิ่งหลุด พูหลวม

ดีด…ใช้นิ้วมือดีดที่โคนหนามฟังเสียงหลวมๆ ดังก๊อกๆ การดีดหนามที่พูจะช่วยตรวจสอบคุณภาพทุเรียนอ่อนหรือแก่ แล้วยังสามารถช่วยตรวจสอบทุเรียนทุกพูหลวมเท่ากันจะมีโอกาสเป็นทุเรียนที่สุกสม่ำเสมอ เวลาสุกจะมีเนื้อนิ่มสม่ำเสมอ เนื้อไม่แข็งกรุบ การดีดช่วยให้ได้ทุเรียนที่มีความสุกแก่ในช่วงเวลาที่ต้องการรับประทาน หลวมมาก 1-2 วัน ถึงตึงมาก 3-4 วัน จะสุก

ดม…ดมด้วยจมูก ทุเรียนแก่จัดใกล้สุกจะมีกลิ่นสาบอ่อนๆ ทุเรียนสุกแล้วจะมีกลิ่นหอม กลิ่นจะเริ่มมีน้อย ได้กลิ่นบ้าง ไม่ได้กลิ่นบ้างและมากขึ้นเป็นลำดับ

ดูด…กรณีต้องการเลือกซื้อทุเรียนแก่ (ดิบ) นอกจากใช้ทั้ง 3 ด แล้ว อาจใช้ ด ที่ 4 คือ ดูดขั้ว โดยการใช้มีดบางปาดแผลก้านใหม่ให้มีสีน้ำเลี้ยงจากก้านขั้วออกมา แล้วใช้ลิ้นแตะหรือใครจะดูดก็ตามใจ หากมีรสชาติหวานอ่อน แสดงว่าทุเรียนนั้นแก่จัดและรสชาติดีแน่นอน หากฝาด หมายถึง ทุเรียนนั้นอ่อน ต้องบ่มหลายวัน แถมคุณภาพเนื้อไม่น่ารับประทาน เละ น้ำมาก หวานอ่อนๆ ไม่มีกลิ่น แถมยังหวงไส้ แกะยากอีกด้วย
ที่ผ่านมา มีเกษตรกรจำนวนมากที่รีบตัดทุเรียนอ่อนออกขายทำกำไร โดยทั่วไปลักษณะของทุเรียนอ่อนช่วงเวลาสุกหลังเก็บเกี่ยว ทุเรียนอ่อนจะใช้เวลาประมาณ 7-10 วัน หรืออาจจะมากกว่านั้น ปลิงจะแฟบ หลุด เหนียว เน่า ก้านขั้วจะอ่อนนิ่ม หนามมีขนาดเล็ก ป้าน หนามแคบ ปลายหนามสด พูเล็ก แคบ มองไม่เห็นเส้นแบ่งกลางพู เวลาเคาะไม่มีเสียงแน่นทึบ ดังกึกๆ เปลือกหนาสีสด เนื้อสีซีดอ่อนและรสชาติจืด มีกลิ่นอ่อน เมล็ดมีสีน้ำตาลอ่อนหรือชมพู เมล็ดไม่เหี่ยว การปอกแบบฉีกตามเส้นกลางพูทำได้ยาก หวงไส้

ขณะที่ ทุเรียนแก่ ช่วงเวลาสุกหลังเก็บเกี่ยวจะใช้เวลาประมาณ 3-5 วัน ทุเรียนสวนจะใช้เวลา 3 วัน ทุเรียนดอนใช้เวลา 5 วัน ปลิงบวมโต ยังไม่หลุดจากปลิงหรือหลุดพอดี ก้านขั้วแข็ง สากมือ หนามใหญ่ ส่วนหนามกว้าง ปลายหนามแห้งเป็นสีน้ำตาล พูใหญ่ กว้าง เห็นเส้นแบ่งกลางพูชัดเจน มีช่องว่างในพูมาก หลวม เคาะดูดังก๊อกๆ เปลือกบาง สีเปลือกเขียวหม่นน้ำตาลแห้ง เนื้อแห้ง รสชาติหวานมัน กลิ่นหอมและฉุนเมื่อสุกมาก เมล็ดมีสีน้ำตาลเข้มหรือน้ำตาลไหม้ เมล็ดลีบเหี่ยว การปอกแบบฉีกตามเส้นกลางพูแกะง่ายเพียงใช้มีดหนาแทงตามแนวเส้นกลางจากบริเวณก้นผล แล้วบิดใบมีด พูจะแตกออก

หากใครอยากเก็บทุเรียนไว้กินนานๆ ขอแนะนำวิธีเก็บรักษาคุณภาพทุเรียนใน 2 แนวทาง คือ

1. แบบไม่แกะเปลือกออก เป็นวิธีการปอกทุเรียนแบบใช้มีดเจาะยกพูมาทีละ 1-2 พู ตามที่ต้องการจะรับประทาน และส่วนที่เหลือถ้าทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องแล้วทุเรียนจะสุกงอมเป็นปลาร้า วิธีการเก็บให้ใส่ถุงทั้งเปลือก แช่ตู้เย็นเพื่อยับยั้งการสุก หากต้องการรับประทานให้นำออกมาผึ่งและผ่าพูต่อไป

2.แบบแกะเปลือกออก เป็นวิธีการแกะเปลือกออกด้วยวิธีการปอกแบบฉีก ร่องพู หรือยกร่องพู และหลังรับประทานไม่หมดให้บรรจุเนื้อทุเรียนในภาชนะเข้าช่องแช่แข็ง เมื่ออยากรับประทานอีกให้นำมารับประทานได้เลย หรือทิ้งไว้ระยะหนึ่งให้เนื้อนิ่มอ่อนตัวก่อนก็ได้

นายสายันต์ ตันพานิช รองผู้ว่าการกลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานเปิดการสัมมนาหัวข้อเรื่อง “การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร : Research and development on Innovative herbal product” ซึ่ง วว. โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร และบริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมจัดสัมมนาฟรี! ให้แก่กลุ่มเป้าหมาย อาทิ ผู้ประกอบการ นักวิจัย และอาจารย์ด้านวิจัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ เทคโนโลยีสมัยใหม่ จากวิทยากรทั้งภายในและต่างประเทศ ในหัวข้อต่างๆ ซึ่งเป็นประโยชน์ยิ่งต่อการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพรในยุค Thailand 4.0 ในวันที่ 12 มีนาคม 2562 ณ Meeting room 4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ทั้งนี้ การจัดสัมมนาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของงานแสดงสินค้า เทคโนโลยี และการประชุมด้านอุตสาหกรรมการผลิตยาครบวงจรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ “CPhi (Convention on Pharmaceutical Ingredient) South East Asia 2019” ซึ่งบริษัทยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-14 มีนาคม 2562 เวลา 10.00-18.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีผู้ประกอบการด้านอุตสาหกรรมการผลิตยา เข้าร่วมแสดงสินค้าและผลิตภัณฑ์กว่า 200 รายทั่วโลก พร้อมทั้งพาวิเลี่ยนนานาชาติจาก 6 ประเทศ ได้แก่ จีน อินเดีย กาตาร์ สิงคโปร์ ไต้หวัน และประเทศไทย ทั้งยังมีส่วน Product Showcase ที่จัดแสดงเทคโนโลยี นวัตกรรมของอุตสาหกรรมยา และการจัดสัมมนาวิชาการนานาชาติที่น่าสนใจจำนวนมาก

เนื้อหาในการสัมมนามีประโยชน์ต่อวงการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรเป็นอย่างมาก ซึ่งได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิทั้งจากภายในประเทศและต่างประเทศ ได้แก่ 1. โมเดลผิวมนุษย์ 3 มิติรุ่นใหม่สำหรับการทดสอบยา โดย Céline Viennet-Steiner, PhD นักวิจัยอาวุโสห้องปฏิบัติการวิศวกรรมและชีววิทยาทางผิวหนังมหาวิทยาลัย Franche-Comté ประเทศฝรั่งเศส 2. การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อสุขภาพผู้สูงอายุ โดย ดร. กฤติยา ทิสยากร นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร วว. 3. การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์จากสารเคมีสกัดจากกัญชา โดย รศ.ดร. ภญ.นริศา คำแก่น คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต 4. นวัตกรรมการผลิตยาสมุนไพรในประเทศไทย โดย นายศุภชัย สายบัว ผู้อำนวยการ บริษัท บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค จำกัด 5. ฐานข้อมูลพืชสมุนไพรเพื่อการค้าระหว่างประเทศ โดย รศ.ดร. สุรพจน์ วงศ์ใหญ่ คณะการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต

อนึ่ง ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร วว. (InnoHerb) เป็นหน่วยงานวิจัยและพัฒนาและสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อสุขภาพ โดยมุ่งเน้นความเชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์เวชสำอางและผลิตภัณฑ์ยาจากสมุนไพร โดยมีวิสัยทัศน์การดำเนินงาน เพื่อเป็นศูนย์กลางบูรณาการงานวิจัย พัฒนาและบริการ นวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ทั้งนี้ InnoHerb มีความเชี่ยวชาญทั้งองค์ความรู้และบุคลากร ในการวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีการสกัดสารสำคัญและศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา เพื่อนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เวชสำอางจากสมุนไพรและสามารถต่อยอดงานวิจัยด้วยเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์และถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อการผลิตในเชิงพาณิชย์ให้กับผู้ประกอบการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพรของประเทศให้ยั่งยืน

สืบเนื่องจาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้จัดทำโครงการเกษตร อาหารและเทคโนโลยีชีวภาพ โดยมีเป้าหมายเพื่อมุ่งพัฒนาและเตรียมความพร้อมของเกษตรกร รวมไปถึงบุคลากรทางด้านเกษตรก้าวเข้าสู่ยุค “การเกษตร 4.0” ตามร่างยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่เน้นการขับเคลื่อนภาคการเกษตรด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีบูรณาการร่วมกับองค์ความรู้ในด้านต่างๆ ซึ่งภารกิจนี้จะเป็นการพลิกโฉมภาคการเกษตรของประเทศไทยไปสู่ความมั่งคั่งทางอาหารและการเกษตรอย่างยั่งยืน

โครงการเกษตร อาหารและเทคโนโลยีชีวภาพ ยุคไทยแลนด์ 4.0 ประกอบไปด้วยหลายกิจกรรม และโครงการย่อย ทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้มอบหมายให้ อาจารย์ปัญญา เหล่าอนันต์ธนา ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต และอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คิดค้นนวัตกรรมเครื่องจักรที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร

ซึ่งเป็นที่มาของ โครงการ “3D RoboFarmer” ที่มุ่งวิจัยพัฒนา “หุ่นยนต์ 3 มิติ สําหรับการเกษตรแบบผสมผสานด้วยความแม่นยําสูง” เป็นงานวิจัยที่ตอบโจทย์การปฏิรูปเครื่องมือทำการเกษตรและวางรูปแบบแปลงเกษตรด้วยแนวคิดใหม่ที่มีจุดเด่นเหนือกว่าทุกระบบในปัจจุบัน และมีความสามารถในการแบกน้ำหนักเครื่องจักรขนาดใหญ่เข้าไปทำงานในแปลงการเกษตรได้ด้วยการเคลื่อนบนระบบเครน แบบ Cartesian (XYZ) โครงการนี้ประยุกต์ใช้องค์ความรู้ทางด้านวิศวกรรมและทางด้านการเกษตรในแขนงต่างๆ เพื่อออกแบบ และผลิตหุ่นยนต์สำหรับทำการเกษตรด้วยระบบอัตโนมัติ

หุ่นยนต์ 3 มิติ (3D RoboFarmer) สำหรับการเกษตรแบบผสมผสานด้วยความแม่นยำสูง มีความสามารถในการทำการเกษตรได้อย่างหลากหลาย ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมดิน การเพาะปลูก การรดน้ำ กำจัดวัชพืช และการเก็บเกี่ยว ช่วยลดการใช้แรงงาน ลดปริมาณการใช้น้ำ ปุ๋ย-สารเคมี ขณะเดียวกันก็ช่วยพัฒนาประสิทธิภาพการเพาะปลูกและเพิ่มผลผลิต ก่อให้เกิดการลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้อย่างมีนัยยะสำคัญ

อาจารย์ปัญญา ออกแบบหุ่นยนต์ให้สามารถเคลื่อนไหวได้ในปริภูมิสามมิติ (3D Space) โดยใช้เทคโนโลยีการประมวลผลภาพ (Image Processing) ทำงานกับระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) ทำให้หุ่นยนต์สามารถวิเคราะห์ข้อมูลประมวลผล และตอบสนองต่อการทำงานได้อย่างทันท่วงที (Real-Time) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำเกษตรให้ดียิ่งขึ้น

ลองมาทำความรู้จักกับหน้าตาของหุ่นยนต์ 3D RoboFarmer รุ่นต้นแบบขนาดเล็กกันสักหน่อย ในเบื้องต้น อาจารย์ปัญญาและทีมงานได้ช่วยกันพัฒนาหุ่นยนต์ 3 มิติ ต้นแบบ รุ่นต้นแบบขนาดเล็ก ตั้งแต่เดือนกันยายน 2560 บน platform เครน ซึ่งสามารถลดขนาด มาเป็นหุ่นล้อ ติดแผงโซลาร์เซลล์ได้ในอนาคต

หุ่นยนต์ 3 มิติ ประกอบด้วย โครงสร้างเป็นเครนเหล็กรูปตัวยู (อาจารย์ปัญญา บอกว่า คล้ายเครนในท่าเทียบเรือ) สูง 7 เมตร ยาว 18 เมตร ตัวเครนติดล้อขนาดเล็ก ทำงานเคลื่อนที่ด้วยระบบราง มีแรงเสียดทานต่ำ ทำงานด้วยระบบซอฟต์แวร์ ประกอบด้วย ระบบควบคุม ระบบเทคโนโลยีสมองกลอัจฉริยะ แบบ Machine Learning ระบบสั่งงานผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต พร้อมตั้งโปรแกรมควบคุมระบบอัตโนมัติ

อาจารย์ปัญญา ออกแบบให้เครนสามารถยกตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ได้ ตามการเติบโตของพืช ทำได้แม้แต่การเตรียมดิน ทำได้ทุกอย่าง สามารถสั่งงานให้หุ่นยนต์เคลื่อนที่ได้ในแนวราบ ซ้าย-ขวา หน้า-หลัง และทำงานในแนวดิ่ง ขึ้น-ลง หุ่นยนต์มีระบบเซ็นเซอร์ ตรวจเช็กระยะการเจริญเติบโตของพืช ตรวจเช็กสภาพดินฟ้าอากาศ ความชื้น ให้ปุ๋ย ให้น้ำ เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตลอด 24 ชั่วโมง ปัจจุบันอาจารย์ปัญญาได้สร้างเครนของหุ่นยนต์ 3 มิติ ไว้ที่ภาควิชาวิศวกรรมเกษตร กำแพงแสน และในอนาคตวางแผนติดตั้งเพิ่มอีก 2 จุด ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว และโรงเรียนชาวนา ข้างกรมการข้าว

“สาเหตุที่ผมทำหุ่นยนต์เป็นเครนขนาดใหญ่ วางบนราง จุดหลักเพื่อต้องการให้นักวิจัยใช้ทำงานเก็บข้อมูล วิเคราะห์ผลได้สะดวก เพราะเมืองไทยยังไม่มีการทำ Model ทางคณิตศาสตร์ความสัมพันธ์กัน ระหว่างข้อมูลความต้องการของพืช (Crop Requirement) กับสิ่งแวดล้อมที่แปรปรวน จะต้องควบคุมชดเชยต่อความแปรปรวนของสิ่งแวดล้อม (ภาวะอากาศ ความชื้น แสง น้ำ อุณหภูมิ) ด้วยวิธีการที่แม่นยำสูงของ Precision Agriculture ซึ่งคำตอบอยู่ที่ Robotic ครับ” อาจารย์ปัญญา กล่าว

ช่วงเดือนมกราคม 2562 ที่ผ่านมา อาจารย์ปัญญาและทีมงานได้ช่วยพัฒนาต่อยอดงานวิจัยหุ่นยนต์ 3 มิติ รุ่นที่สอง เรียกว่า “สไปเดอร์บอท” ได้แนวคิดการพัฒนามาจากรูปแบบการใช้กล้องถ่ายทอดสดในสนามฟุตบอล อาจารย์ปัญญา จึงนำไอเดียดังกล่าวมาประยุกต์ต่อยอดใช้ในภาคเกษตร ยุค 4.0 สไปเดอร์บอทสามารถทำงานปลูกดูแลพืชได้จนถึงการเก็บเกี่ยว

อาจารย์ปัญญา ได้นำ “สไปเดอร์บอท” มาจัดแสดงเป็นครั้งแรกใน “งานวันเกษตรแห่งชาติ หรืองานเกษตรแฟร์” ระหว่าง วันที่ 25 มกราคม-2 กุมภาพันธ์ 2562 ณ อาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ภายใต้แนวคิด “เกษตรศาสตร์นำไทย นวัตกรรมก้าวไกล ใส่ใจสิ่งแวดล้อม”

“สไปเดอร์บอท” จะลอยตัวอยู่กลางอากาศ เคลื่อนไหวด้วยระบบสลิงยาว 300 เมตร ที่ขึงติดกับเสาหลักทั้งหมด 4 เสา บนพื้นที่ 600 เมตร เสาแต่ละต้นติดตั้งแผงวงจรไฟฟ้าสำหรับใช้ควบคุมการทำงานของสไปเดอร์บอทเคลื่อนที่ไหวไป-มา ตัวสไปเดอร์บอทติดตั้งแขนกลที่สามารถยืดขึ้นลงได้ ปลายแขนกลสามารถติดตั้งอุปกรณ์เก็บเกี่ยวผลผลิตหรืออุปกรณ์ให้น้ำ ให้ปุ๋ย หรือหยอดเมล็ดพันธุ์ได้ตามต้องการ

สไปเดอร์บอท ถูกควบคุมและสั่งการด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถสั่งงานสไปเดอร์บอทให้ทำงานในไร่นา พืชไร่ พืชสวน ได้จากระบบแอปพลิเคชั่นบนโทรศัพท์ อาจารย์ปัญญา บอกว่า สไปเดอร์บอทสามารถดูแลจัดการแปลงปลูกพืชได้มากกว่า 3 ไร่ หากพื้นที่เพาะปลูกกว้างมากกว่านี้ แค่ตั้งเสาเพิ่มก็สามารถขยายความยาวของสายสลิงให้สไปเดอร์บอททำงานได้มากขึ้นตามความต้องการ

ข้อดีของหุ่นยนต์ 3 มิติ คือช่วยลดปัญหาขาดแคลนแรงงานภาคเกษตร ลดต้นทุนการผลิต เพราะหุ่นยนต์สามารถทำงานด้วยความแม่นยำตลอด 24 ชั่วโมง เก็บวิเคราะห์ด้วยเทคโนโลยีสมองกลอัจฉริยะ โดยเก็บข้อมูลจากไร่นาส่งผ่านจากเกษตรกรไปถึงนักวิจัย นำไปสู่การสร้างฐานข้อมูลการเกษตรขนาดใหญ่ (Big Data) ซึ่งนักวิจัยสามารถนำข้อมูลจริงจากไร่นาเกษตรกรนำมาปรับปรุงแก้ไขเพื่อพัฒนาระบบการผลิตสินค้าเกษตรสู่ความแม่นยำสูงเพิ่มมากขึ้นในอนาคต

ในอนาคต สามารถพัฒนาหุ่นยนต์ตัวเล็ก ติดล้อ วิ่งในแปลง ที่สามารถแก้ปัญหาได้แบบ Precision กันเลยครับ โดยเฉพาะการเกษตรแบบอินทรีย์ เป็นที่ต้องการมากเลย ซึ่งเทคโนโลยีหุ่นยนต์ 3 มิติ สามารถตอบคำถามได้หมด โดยเฉพาะปัญหาขาดแคลนแรงงานภาคเกษตร เพราะต่อไปจะมีหุ่นยนต์มาใช้ทดแทน สารเคมีกำจัดวัชพืช โรคและแมลงต่อไปจะใช้แต่น้อย ใช้แค่พอเพียงและใช้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่ผ่านมา เครื่องจักรในภาคเกษตรของไทยส่วนใหญ่จะอิงกับระบบรถแทรกเตอร์ ซึ่งเน้นใช้กับพืชเชิงเดี่ยวมากกว่า แถมมีปัญหาเรื่องน้ำหนัก ทำให้ดินในไร่นากลายเป็นดินดานแข็งกระด้าง และทำให้ดินเป็นหล่มได้ การปลูกพืชผสมผสาน จะดูแลตลอดอายุของพืชแต่ละชนิดได้ลำบาก และพืชมีอายุการเก็บเกี่ยวที่ไม่เท่ากัน ต้องใช้เครื่องมือที่แตกต่างกันมากมาย ใช้รถเก็บเกี่ยววิ่งไปก็ติดขัด ชนกับต้นอื่นๆ ที่ยังไม่ถึงอายุเก็บเกี่ยว นี่คือ ปัญหาของการใช้เครื่องจักรสำหรับเกษตรผสมผสาน

“แต่อุปกรณ์หุ่นยนต์ 3 มิติ ของผมพัฒนาสำหรับใช้เพาะปลูกพืชแบบผสมผสาน เรียกได้ว่าอุปกรณ์ตัวนี้เป็นเครื่องแรกของโลกเลย เพราะหุ่นยนต์ทำงานด้วยระบบเครน หรือใช้สลิงจะไม่สัมผัสกับพื้นดิน หุ่นยนต์มีขนาดเล็ก สามารถทำงานในแปลงไร่นา พืชไร่ พืชสวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถประยุกต์ใช้งานกับพืชได้หลากหลายชนิด CNC เป็นเครน XZY อยู่บนแปลงเกษตร เมื่อต้องการใช้งาน แค่เปลี่ยนหัวอุปกรณ์ที่แกน Z เท่านั้น เช่น อุปกรณ์หัวเจาะ หัวพรวนดิน อุปกรณ์ให้น้ำเฉพาะจุด หัวเก็บเกี่ยวพืชได้ร้อยชนิด เรียกว่า ต้องการใช้งานประเภทใด ก็เพียงแค่เปลี่ยนหัวอุปกรณ์เพียงอย่างเดียว หุ่นยนต์ก็ทำงานได้ทั้งวันทั้งคืน” อาจารย์ปัญญา กล่าว

ก้าวให้ทันโลก AI

อาจารย์ปัญญา กล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาลจีนตั้งนโยบายพัฒนาประเทศสู่ “China 5.0” โดยตั้งเป้าพัฒนาประเทศจีนให้กลายเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี AI ของโลก ไม่ใช่แค่ผู้นำด้านการผลิตจำนวนมาก ขายราคาถูก อย่างที่เรารับรู้กันอีกต่อไป สิ่งสำคัญที่ทำให้จีนน่าจะได้เปรียบการพัฒนาด้าน AI กว่าชาติตะวันตกคือ ข้อมูล เพราะรัฐบาลจีนเก็บข้อมูลแทบทุกอย่างจากประชาชนทุกคน รวมถึงรัฐวิสาหกิจและบริษัทเอกชนทุกแห่ง หัวใจสำคัญของการฝึก AI คือต้องมีข้อมูลมาป้อนให้ AI ได้เรียนรู้มากๆ และบ่อยๆ แต่กับโลกตะวันตกนั้นกฎหมายการใช้ข้อมูลนั้นค่อนค้างรัดกุมกว่าจีนมาก กลายเป็นปัญหาสำคัญมากขึ้นทุกวันแล้ว ดังนั้น จึงกลายเป็นจุดได้เปรียบของจีน ด้าน AI ตั้งแต่เริ่มเกม

สำหรับเทคโนโลยี AI ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กำลังทำอยู่ ก็วางแผนจัดหนัก มีหลายฟังก์ชั่น เช่น ข้อมูลการเตรียมดิน ใส่ปุ๋ย ให้น้ำแบบแม่นยำ การปลูก เก็บเกี่ยว ดูแล ตรวจวัดด้วยระบบ Sensor Fusion เช่น ความชื้นในดิน อากาศ ค่าธาตุอาหารในดิน อุณหภูมิในแปลง แสงแดด รวมถึงค่าพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา ข้อมูลน้ำจากกรมชลประทาน

“นวัตกรรม AI ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็น machine learning มีระบบกล้อง CCTV, RGB, NIR ถ้ามีเงินทุนมากพอก็จัดเป็น Hyperspectral ตรวจวัดการดูดกลืนแสงได้หลายย่านความถี่ เพื่อสร้าง model ทำนายค่าต่างๆ ในทางภูมิศาสตร์ พืช ปุ๋ย โรค แมลง ระบบนี้สามารถปลูกพืชและดูแลพืชตลอดอายุได้หลายชนิด ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งใช้ในระบบโรงเรือนแบบปิด หรือกลางแจ้งระบบเปิดคือแปลงเกษตรทั่วไปเลย นวัตกรรมนี้มีประโยชน์ต่องานวิจัยด้านพืชทุกชนิด นวัตกรรมรูปแบบนี้เป็น platform ที่นำไปพัฒนาต่อยอดได้หลากหลายมาก” อาจารย์ปัญญา กล่าว

ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดหุ่นยนต์ 3 มิติ สำหรับการเกษตรแบบผสมผสานด้วยความแม่นยำสูง ได้ที่ http://www.Facebook.com/3DRoboFarmer หากมีข้อสงสัยประการใด สามารถติดต่อสอบถามกับ อาจารย์ปัญญา เหล่าอนันต์ธนา ได้ทางอีเมล : fengpyl@ku.ac.th หรือทางโทรศัพท์ 02-797-0999 ต่อ 1524

นายคงฤทธิ์ บัวบุญ ประธานคณะทำงานศึกษาผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายเกษตรพันธสัญญา สภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า ตามที่พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 ได้ประกาศและมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2560 ซึ่งพบว่ากระบวนของระบบเกษตรพันธสัญญายังมีปัญหาเกิดขึ้นในพื้นที่ สภาเกษตรกรแห่งชาติจึงได้แต่งตั้งคณะทำงานชุดใหม่ศึกษาผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายเกษตรพันธสัญญา เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 โดยคณะทำงานฯ มีอำนาจ หน้าที่คือ ศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลและสภาพปัญหาที่มีผลต่อการทำเกษตรพันธสัญญา เสนอปัญหาและแนวทางการแก้ไข โดยจัดทำข้อเสนอเพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิให้กับเกษตรกร เสนอหลักเกณฑ์ มาตรการและวิธีการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อน เป็นต้น ซึ่งจากปัญหาในพื้นที่ รวม 2 เรื่องหลักคือ

การประชาสัมพันธ์ ความรู้ด้านกฎหมายของระบบเกษตรพันธสัญญา เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่เข้าใจขั้นตอนของการทำข้อตกลงสัญญาซื้อ-ขายผลผลิตทางการเกษตร ผู้ประกอบการต้องขึ้นทะเบียน ความกังวลต่อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งในเรื่องนี้ นายสุรศักดิ์ เหลืองอร่ามกุล หัวหน้ากลุ่มกฎหมายและไกล่เกลี่ยข้อพิพาท สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา ผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับเรื่องไปกำหนดแผนการประชาสัมพันธ์เพื่อให้เกษตรกรรับทราบสาระสำคัญและแนวทางปฏิบัติตามพระราชบัญญัติ เช่น การทำสัญญา รวมถึงการแจ้งข่าวสารในพื้นที่ เช่น ระเบียบ ข้อบังคับ ที่เกี่ยวข้องกับระบบเกษตรพันธสัญญา โดยขอความร่วมมือให้สภาเกษตรกรจังหวัดซึ่งเป็นตัวแทนเกษตรกรทำความเข้าใจกับเกษตรกรในเรื่องนี้ด้วย