สำหรับตลาดของดอกดาวเรือง คุณสมปอง มีลูกค้าที่ซื้อขาย

กันอยู่เป็นประจำ โดยแหล่งใหญ่อยู่ที่ปากคลองตลาด กรุงเทพมหานคร ซึ่งลูกค้าสามารถรับซื้อได้ตลอดทั้งปี แต่ราคาของดอกดาวเรืองจะขึ้นอยู่กับฤดูหรือช่วงเวลานั้นๆ ตามกลไกของการตลาด แม้ว่าราคาตลาดของดอกดาวเรืองไม่แน่นอน ก็ยังถือว่าจำหน่ายได้ราคาดี อยู่ที่ดอกละ 1 บาท หรือบางช่วงอยู่ที่ราคาดอกละ 50 สตางค์

อย่างไรก็ดี เกษตรกรอย่างคุณสมปอง ยังมีกำลังใจที่อยากจะพัฒนาอาชีพนี้ต่อไปเรื่อยๆ ถึงแม้ต้นทุนในการผลิตอาจจะสูงแต่ก็ยังทำกำไรได้ดี เพราะว่าในประเทศไทยมีความเชื่อในเรื่องของการกราบไหว้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จึงสามารถทำให้ดอกดาวเรืองเป็นที่ต้องการ และผลิตจำหน่ายต่อไปได้เรื่อยๆ

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมปลูกมะนาวไว้ในกระถาง ปัจจุบันมีอายุประมาณ 1 ปี ต้นสมบูรณ์ดี ผมใส่ปุ๋ยคอกอย่างสม่ำเสมอ ใบเขียวงามมาก แต่ยังไม่ออกดอก ถ้าออกก็มีน้อยมาก ผมจะต้องปฏิบัติอย่างไรจึงจะทำให้มะนาวติดผลได้ดี ผมจึงขอคำแนะนำจากคุณหมอเกษตร แล้วผมจะติดตามอ่านในนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านต่อไปครับ

การปลูกมะนาวในกระถางให้ได้ผลดีนั้น ต้องมีองค์ประกอบหลายอย่าง เริ่มตั้งแต่ การเตรียมกิ่งพันธุ์ เลือกกิ่งพันธุ์ที่สมบูรณ์ แข็งแรง ไม่ควรเลี้ยงไว้ในถุงเพาะชำนานเกิน 2 เดือน ดิน ต้องโปร่งร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี ตัวอย่าง มีส่วนผสม ดินร่วนสะอาด 3 ส่วน แกลบดิบ 1 ส่วน ทรายหยาบ และปุ๋ยคอกเก่าเล็กน้อย คลุกเคล้าให้เข้ากัน

แสงแดด ต้นมะนาวต้องการแสงแดดอย่างน้อย 6 ชั่วโมง น้ำ การให้น้ำ วันละ 1 ครั้ง ก็พอ รดพอชุ่ม แต่อย่าให้แฉะ หากวันใดฝนตกก็ให้เว้นไป อายุ ที่เหมาะให้ออกดอกติดผล ต้องมีอายุ 8-12 เดือน ต้นจึงไม่โทรม

การบำรุงต้นมะนาว ต้องใส่ปุ๋ยที่มีธาตุอาหารครบ มีทั้งธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม การที่ใส่ปุ๋ยคอกโดยเฉพาะมูลโค-กระบือ จะมีธาตุไนโตรเจนเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งไนโตรเจนจะทำให้ใบเขียวเข้มขึ้น แต่มีธาตุฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมมีในปริมาณต่ำ ดังนั้น ควรใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือสูตร 16-16-16 อัตรา 1-2 ช้อนโต๊ะ เดือนละ 1 ครั้ง หากต้นสมบูรณ์ดีให้เว้นบ้างก็ได้ เมื่อต้นมะนาวมีอายุ 8 เดือน ถึง 1 ปี พร้อมให้ออกดอก ต้องเปลี่ยนสูตรปุ๋ย เป็น 12-24-12 เพื่อกระตุ้นให้เกิดการออกดอก อัตราเดียวกับปุ๋ยสูตร 15-15-15 ใส่แล้วรดน้ำตามทันที อีกประมาณ 1-2 สัปดาห์ ต้นจะออกดอกปรากฏให้เห็น

การควบคุมแมลงศัตรู เมื่อต้นมะนาวผลิใบอ่อน ทุกระยะต้องควบคุมแมลงศัตรูทันที หากปลูกไว้น้อยต้น และปลูกไว้ในบริเวณบ้าน ให้ใช้ยาฉุน หรือยาเส้น ครึ่งถุง แช่ในน้ำ 1 ลิตร ทิ้งไว้อย่างน้อย 3 ชั่วโมง แล้วคั้นน้ำแยกเอากากยาเส้นออก ก่อนนำไปฉีดพ่นให้เติมเหล้าขาว หรือเหล้าโรง อัตรา 1-2 ช้อนโต๊ะ เขย่าให้เข้ากัน ฉีดพ่นให้ทั่วทรงพุ่ม และให้เน้นที่บริเวณใบอ่อน ให้ฉีดอีก 2 ครั้ง เว้น 3 วัน เมื่อใบมีอายุ 9-10 วัน ใบมะนาวก็จะปลอดภัยจากแมลงศัตรู หลังติดผลขนาดเท่าหัวแม่มือ ให้เปลี่ยนสูตรปุ๋ย เป็นสูตร 13-13-21 ในอัตราเดียวกับปุ๋ยสูตรที่ใช้มาก่อน

อายุเก็บเกี่ยวสำหรับมะนาวพันธุ์แป้นพิจิตร หรือพิจิตร 1 ให้เก็บเกี่ยวผลเมื่อมีอายุครบ 6 เดือน หลังออกดอก น้ำมะนาวจึงจะมาก ส่วนพันธุ์อื่นๆ เก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุครบ 4 เดือน หลังออกดอก หากปฏิบัติได้ตามคำแนะนำเบื้องต้น คุณพิชัย จะได้ต้นมะนาวที่ติดผลได้ดีตามความต้องการ

“พุทรา” เป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งที่น่าสนใจ เป็นไม้ผลที่เจริญเติบโตได้เร็ว ปลูกครั้งเดียวอยู่ได้หลายสิบปีกันเลยทีเดียว อีกทั้งยังมีทิศทางตลาดไปได้ดีอีกด้วย

คุณสุวิทย์ และ คุณรัศมี ศรีบุรินทร์ 2 สามี-ภรรยา อยู่บ้านเลขที่ 86 หมู่ที่ 12 บ้านน้ำค้อ ตำบลทรายขาว อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เล่าให้ฟังว่า ตนมีอาชีพเป็นเกษตรกร ทำนา ทำสวน ปลูกอ้อย ฯลฯ แต่หากว่างจากการทำไร่ทำสวนก็จะออกไปขายล็อตเตอรี่ที่ต่างจังหวัด แล้วค่อยกลับมาดูแลไร่สวนตัวเองตามเคย

ซึ่งอย่างที่รู้กันอยู่ว่าในช่วงที่ผ่านมาจนมาถึงตอนนี้เศรษฐกิจบ้านเมืองไม่ค่อยดีนัก “ข้าวยากหมากแพง” การใช้จ่ายต้องระมัดระวังให้มากถึงจะดำเนินชีวิตอยู่รอด แถมบางปีฟ้าฝนไม่เป็นใจ ก็ทำให้พืชผลทางการเกษตรเสียหาย ไม่เป็นไปตามเป้าหมายอยู่เหมือนกัน จนตนและภรรยาต้องคิด ปรับเปลี่ยน หาปลูกพืชชนิดใหม่ที่จะทำให้เราได้ผลผลิตที่เป็นไปตามเป้าและยั่งยืน

คุณสุวิทย์ เล่าว่า เริ่มแรกได้ตัดสินใจปลูกส้มเขียวหวาน บนเนื้อที่ 4 ไร่ ของตนเอง ตอนแรกก็ให้ผลิตดี ลูกดก แต่พอถึงเวลาเก็บเกี่ยวก็เกิดปัญหาหลายอย่างตามมา ไม่ว่าจะเป็นลูกไม่สมบูรณ์ รสชาติไม่โดนใจตลาด ส่งขายลำบาก เริ่มเกิดอาการท้อ

จนมีคนแนะนำให้ไปศึกษาดูแปลงปลูกพุทราที่บ้านท่าดีหมี อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย จนเกิดแรงฮึดอีกครั้ง เลยได้สั่งซื้อต้นพันธุ์พุทรามาจากจังหวัดเชียงใหม่ ในราคาต้นละ 70 บาท ปลูกบนพื้นที่ 4 ไร่ ของตนเอง จำนวน 250 ต้น ผลคือ ให้ผลผลิตดี เป็นไปตามเป้า ดูแลไม่ยาก สร้างผลกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ

ที่สวนคุณสุวิทย์ปลูกพุทราทั้งหมด 4 สายพันธุ์ คือ พุทราก้นแหลม พุทราสามรส พันธุ์นมสด แต่ที่เน้นคือ “พุทราซุปเปอร์จัมโบ้” เพราะมีผลที่ใหญ่ เท่าลูกแอปเปิ้ลเลยก็ว่าได้ ติดผลดก มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว กรอบ หวานอร่อย กินได้เต็มๆ คำ เป็นที่ต้องการของตลาด เรียกได้ว่าถ้าได้มาชิมพุทราพันธุ์นี้ที่สวน กล้าบอกได้เลยว่า “พุทราซุปเปอร์จัมโบ้” รสชาติยอดเยี่ยมไม่เป็นสองรองใคร

คุณสุวิทย์ เล่าว่า การปลูกพุทรานั้นหากเราซื้อต้นพันธุ์ได้ไม่ตรงตามสายพันธุ์ที่เราต้องการ เราต้องมาเสียบยอดพันธุ์ใหม่แทน โดยนำต้นพุทราปลูกลงดินที่เตรียมไว้ ระยะห่างระหว่างต้น อยู่ที่ 6×6 เมตร ปล่อยให้รากเจริญเติบโตประมาณ 2 สัปดาห์ จากนั้นตัดต้นให้เหลือประมาณ 10 เซนติเมตร เพื่อให้ยอดแตกออกมาใหม่ รดน้ำให้ดินชุ่มชื้นสม่ำเสมอ พร้อมใส่ปุ๋ยเดือนละครั้ง จากนั้นประมาณ 3 เดือน กิ่งและรากฐานแข็งแรง ช่วงนี้ให้เสียบยอดพุทราพันธุ์ต่างๆ ได้เลย

การคัดกิ่งพันธุ์พุทราที่มาเสียบยอด กับต้นพันธุ์พุทรา ต้องเลือกกิ่งที่มีความสมบูรณ์จากต้นที่มีอายุ 1 ปีขึ้นไป แล้วนำยอดพันธุ์อื่นที่เราต้องการมาเสียบยอด แล้วพันเทปเพื่อเชื่อมกิ่งพันธุ์กับต้นตอไว้ให้แน่น ประมาณ 1 เดือน กิ่งก็จะเชื่อมติดกัน หลังจากนั้นให้ดูแลบำรุงต้น โดยใส่ปุ๋ย สูตรเสมอ 15-15-15

เมื่อต้นเริ่มแตกกิ่งแตกยอดพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ให้นำไม้ไผ่มาทำโครงสร้างเพื่อค้ำกิ่งพุทราไว้ไม่ให้หักไปตามกระแสลม และยังช่วยในการติดดอกได้ดีอีกด้วย ซึ่งหากกิ่งพุทรากิ่งไหนหัก ไม่ว่าจะเป็นกิ่งเล็กกิ่งใหญ่เมื่อออกผลโตเต็มที่จะสังเกตเห็นเลยว่ารสชาติจะออกฝาดแน่นอน

เมื่อเริ่มติดดอกออกผล ขนาดเท่าเหรียญ 10 บาท ให้นำถุงพลาสติกมาห่อผลพุทราให้ได้มากที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้แมลงรบกวน และใช้ตัวล่อดัก ห้อยไว้รอบสวน พร้อมใส่ปุ๋ย สูตร 13-13-21 ทุกๆ 10 วัน เพื่อบำรุงผลให้สมบูรณ์

เมื่อผลผลิตใกล้เก็บเกี่ยว ให้ใส่ปุ๋ย สูตร 0-0-60 เพื่อเร่งความหวาน เพิ่มคุณภาพของผลผลิต พร้อมให้น้ำสัปดาห์ละครั้ง หรือหากสังเกตเห็นพื้นดินเริ่มแห้งก็ต้องหมั่นให้น้ำสม่ำเสมอ ซึ่งถ้าพุทราขาดน้ำจะมีรสชาติฝาด แต่ถ้าให้เยอะเกินไป ก็จะมีรสชาติจืด ดังนั้นต้องให้ในปริมาณที่พอเหมาะ

หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จเรียบร้อยประมาณเดือนพฤษภาคม ต้องเริ่มตัดแต่งกิ่งพุทราออกให้หมด ให้เหลือแต่ตอ เพื่อให้พุทราแตกยอดออกใหม่ และต้องหมั่นให้น้ำสม่ำเสมอ พร้อมใส่ปุ๋ยบำรุงต้น สูตร 15-15-15 ด้วย คุณสุวิทย์ บอกย้ำ

ส่วน คุณรัศมี บอกว่า ปีนี้ถือได้ว่าสภาพอากาศเอื้ออำนวยอย่างมาก น้ำดี ลมไม่แรง ทำให้ผลผลิตพุทราเป็นที่น่าพอใจ ลูกใหญ่ เก็บตอนชุดแรก 5-6 ลูก ต่อกิโลกรัมกันเลย ซึ่งเก็บพุทราตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ประมาณ 4 เดือน เป็นไปตามเป้าที่คาดการณ์

เก็บผลผลิตได้ 15 ตัน เฉลี่ยรายได้ วันละ 6,000 บาท ขายส่งอยู่ที่กิโลกรัมละ 30 บาท ส่วนใหญ่จะเก็บพุทราอยู่ 2 คนกับสามี เพราะเราต้องการคัดผลพุทราที่มีคุณภาพ หวาน กรอบอร่อยทุกลูก ถึงมือลูกค้า หากจ้างคนช่วยเก็บมากก็จะเพิ่มต้นทุนเราอีก อีกอย่างก็เสี่ยงกับการเก็บลูกยังโตไม่เต็มที่ อันจะเสียลูกค้าเราได้

ถึงปีนี้พุทราจะเป็นไปตามเป้าที่วางกันไว้ แต่ก็เจอกับปัญหาเรื่องการขนส่งเล็กน้อยอยู่เหมือนกัน ด้วยสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ไม่มีพ่อค้ามารับซื้อพุทราถึงหน้าสวน เจ้าของเลยต้องหาช่องทางการขายอีกทางหนึ่ง คือการโพสต์ขายลงบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งผลตอบรับดีเกินคาด ลูกค้าต่างจังหวัดสั่งกันเข้ามาเยอะ จนเก็บพุทราไม่ทันกันเลยทีเดียว

หากถามว่า การปลูกพุทราครั้งนี้ประสบผลสำเร็จหรือยัง? ก็ต้องตอบว่า “ต้องศึกษา เรียนรู้ พัฒนา ต่อยอดให้เกิดผลผลิตที่ดีมีคุณภาพต่อไป” คุณรัศมี บอกทิ้งท้าย

ท่านใดสนใจเทคนิคการปลูกพุทรา สอบถามได้ที่ คุณสุวิทย์ ศรีบุรินทร์ บ้านเลขที่ 86 หมู่ที่ 12 บ้านน้ำค้อ ตำบลทรายขาว อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เมล็ดมะม่วงสามารถนำมาเพาะเพื่อขยายพันธุ์ได้ แต่ถ้าเป็นมะม่วงที่มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ในบ้านเรา 1 เมล็ด เพาะได้ต้นกล้ามากกว่า 1 ต้น ต้นหนึ่งจะกลายไปเนื่องจากการผสมเกสร แต่อีกหลายต้นไม่กลายเนื่องจากเกิดจากเซลล์เนื้อหนังของต้นแม่ การขยายพันธุ์โดยวิธีการเพาะเมล็ดจะให้ดอกผลช้า ต้องรอถึง 5 ปี จึงจะให้ผล แต่ขณะเดียวกัน เราก็ใช้เพาะเมล็ดเพื่อเอาเป็นต้นตอในการขยายพันธุ์โดยวิธีติดตา ต่อกิ่ง หรือทาบกิ่ง ซึ่งจะออกดอกติดผลหลังปลูก 2-3 ปี

เมล็ดมะม่วงจะสูญเสียความงอกในเวลาอันสั้น เมล็ดเมื่อแกะออกจากเนื้อแล้วควรเพาะทันที การเพาะเมล็ดทั้งเปลือกหุ้มเมล็ดที่แข็งจะงอกช้าและต้นตั้งต้นได้น้อย ถ้าอยากให้งอกไวจำนวนต้นมากและตรง ต้องแกะเปลือกหุ้มเมล็ดออกก่อนเพาะ โดยใช้กรรไกรหรือมีดตัดบริเวณหัวใกล้ขั้วแล้วแกะเปลือกตามแนวตะเข็บด้านท้องของเมล็ดไม่ให้ส่วนของเมล็ดในช้ำ ข้อดีของการแกะเปลือกหุ้มเมล็ดออกจะได้ตรวจดูเมล็ดมีความสมบูรณ์หรือไม่ ถ้าไม่ดีคัดทิ้งไป จะทำให้เมล็ดที่เหลือมีความสมบูณ์ มีเปอร์เซ็นต์การงอกในแปลงเพาะสูงขึ้น

เมล็ดมะม่วงทั้งเปลือกที่ได้มาบางครั้งเนื้อติดเปลือกมา เนื้อจะสลายตัวเกิดความร้อนหรือเมล็ดที่วางเรียงทับถมกันหนาๆ จะเกิดความร้อนได้จึงต้องลดความร้อนโดยฉีดน้ำและเอาเมล็ดมะม่วงย่ำในเข่งฉีดน้ำให้เนื้อหลุดออกจากผิวเปลือกเมล็ดจนหมดแล้วนำไปวางผึ่งเรียงบางๆ ในที่ร่ม อย่างหนาไม่เกิน 10 เซนติเมตร ถ้าเรียงเมล็ดหนาจะเกิดความร้อนทำให้เมล็ดตายนึ่งได้ หลังจากนั้น รีบระดมคนแกะเปลือกหุ้มเมล็ดให้เสร็จภายใน 2-3 วัน แล้วทยอยนำเมล็ดไปเพาะให้งอกต่อไป

การเพาะเมล็ด ท่านอาจเพาะลงถุงขนาด 5×7 นิ้ว หรือ 6×8 นิ้ว โดยเตรียมดินผสมโดยใช้ดิน 3 ส่วน อินทรียวัตถุที่หาได้ในท้องถิ่น เช่น แกลบ เปลือกถั่ว หรือหญ้าแห้งสับ อย่างใดอย่างหนึ่งอีก 1 ส่วน และปุ๋ยคอกเก่าๆ 1 ส่วน กรอกใส่ถุงตั้งเรียงไว้ ความกว้าง 10-15 ถุง ความยาวตามพื้นที่ แล้วเอาเมล็ดกดลงไปในดินโดยให้ส่วนหน้าของอกหรือท้องเมล็ด ซึ่งเป็นจุดกำเนิดรากชี้ลงล่างและส่วนยอดอ่อนชี้ขึ้นบน โดยกดให้ขอบบนของเมล็ดอยู่ต่ำจากผิวดินครึ่งนิ้ว

ถ้าเพาะเมล็ดในแปลงเพาะให้เตรียมแปลง โดยขุดดินย่อยดินให้ละเอียด แปลงกว้าง 1-1.20 เมตร ความยาวตามพื้นที่ผสมปุ๋ยคอกและอินทรียวัตถุลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากันดี แล้วจึงแบ่งเป็นแถวห่างกัน 10 เซนติเมตร ตามความกว้างของแปลงแล้วเอาเมล็ดกดวางเรียงตามความยาวของเมล็ด ให้ความยาวของเมล็ดหัวท้ายชนกันตลอด อาจคลุมแปลงเพาะด้วย แกลบดิบ ถ่านแกลบ หรือขุยมะพร้าวก็ได้ ให้หนาประมาณ 1 เซนติเมตร แล้วรดน้ำให้ชุ่ม เช้า-เย็น

ต้นกล้าจะงอกใน 7-14 วัน บุญมา และ ปรียา (2517) ศึกษาการเพาะเมล็ดมะม่วงโดยการวางท่าของเมล็ดต่างๆ กัน พบว่า ท่าต่างๆ ไม่มีอิทธิพลต่อจำนวนต้นกล้าของเมล็ด แต่การเพาะโดยเอาท้องเมล็ดลงจะได้รากและลำต้นกล้าสมบูรณ์ที่สุด

การวางเมล็ด เพื่อการเอาท้องลงหรือหัวลง หรือวางแบนจะได้ต้นกล้าตั้งต้นมากกว่าเอาด้านหลังลง

เมล็ดที่เพาะในถุง ถ้าพบขึ้นหลายต้นเราจะถอนแยกไปชำในถุงหลังจากมีใบจริง 1 ชุด คือในระยะ 1-2 เดือน หลังงอก เราจะถอนต้นใหญ่ไปชำในถุงอื่นเพื่อเพิ่มปริมาณถุงดิน การเพาะเมล็ดลงแปลงเมื่อต้นกล้าต้นโตใหญ่ขนาดหลอดกาแฟ อาจถอนไปชำในถุงดินผสมเพื่อปลูกหรือชำขุยมะพร้าว เพื่อเป็นต้นปลูกหรือทาบต่อไปได้ ประโยชน์ของการห่อผลไม้นั้นมีมากมาย

1.สีและผิวสวยขึ้น…เช่น มะม่วง หากไม่ห่อ ผิวสีเขียว แต่ห่อผลจะเหลืองทอง ทั้งๆ ที่ดิบอยู่ ทำให้ได้รับความสนใจจากผู้พบเห็นและผู้ซื้อ 2.ป้องกันแมลงได้…ศัตรูตัวร้ายของผลไม้คือ แมลงวันผลไม้ หากห่อสามารถป้องกันได้อย่างดี

3.ปลอดจากสารเคมี…แทนที่เจ้าของจะพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลง แต่หากห่อผล จึงไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีแต่อย่างใด

4.ผลโตขึ้น…ผลไม้หลายชนิด หากห่อผล ขนาดจะโตขึ้นอย่างชัดเจน 5.ป้องกันสัตว์รบกวน…ที่พบเห็นอยู่มี กระรอก หนู ซึ่งมักมาแทะและทิ้งร่องรอยไว้เสมอ

6.ราคาดี…เนื่องจากการห่อทำให้ผลสมบูรณ์ สีสวย หากใครทำเป็นการค้าก็จะขายได้ราคาดี

ผลไม้ที่นิยมห่อกันก็เช่น มะม่วง หากใช้ถุงทึบ สีสันจะเหลืองสวยมาก

ฝรั่ง นิยมห่อด้วยถุงพลาสติกก่อน จากนั้นหุ้มด้วยกระดาษอีกชั้นหนึ่ง

ขนุน ใช้ตาข่ายถี่ จะได้คุณภาพดี ส่งออกได้

มะละกอ เกษตรกรที่อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ใช้ผ้าห่อบริเวณที่มีผลให้ หลายมุมของเมืองไทยเรา ที่มีร้านอาหารตามสั่ง มีเมนูมากมายให้เลือก สำหรับคนหิวข้าว แม้ไม่ใช่คนที่หิวโหย เพียงแต่ท้องมันเรียกร้องหาอาหาร เพื่อให้อิ่มท้องมีกำลังในการดิ้นรนไปตามเส้นทางชีวิตของตน มีหลายคนที่เข้าไปถึงร้านอาหารแล้ว ต้องใช้เวลาพักใหญ่ มองดูเมนูอาหาร เลือกกับข้าวที่จะกิน และหลายคนที่เข้าไปถึงร้านข้าวแล้วสั่งทันที เหมือนกับว่าจะเป็นคนคุ้นเคย ประเภทที่สั่งโดยไม่ต้องเลือกเมนูและตัดสินใจ จนพรรคพวกหลายคนเรียกมันว่า สั่งอาหารสิ้นคิด โถ!มันก็เป็นแค่ “กะเพราไก่ไข่ดาว” คิดยากนะนี่

คำว่า “กะเพรา” เป็นชื่อของพืชชนิดหนึ่ง อยู่ในกลุ่มพืชผักสวนครัว มักมีคนเขียนผิดเป็น “กระเพา” มั่งก็ “กระเพรา” ก็เขียนเมนูอาหารให้มันถูกก็แล้วกัน แต่ถึงบางทีแม้เมนูจะเขียนผิด แม่ค้าก็มักจะแย้งกลับว่า แล้วมันใช่อันเดียวกันหรือไม่ สั่งอาหารแล้วมาเสิร์ฟให้เหมือนกับที่ต้องการหรือไม่ ก็ว่ากันตามสะดวก วกกลับมาเรื่องกะเพรา ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “ราชินีแห่งสมุนไพร” เป็นพืชที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ใช้เป็นพืชผักประกอบอาหาร ใช้เป็นส่วนผสานยารักษาโรค เป็นอาหารเสริมบำรุงสุขภาพ และบำรุงธาตุในกาย เป็นยารักษาโรคทั้งภายในภายนอก มีสารเบต้าแคโรทีนสูงมาก ช่วยต้านทานอนุมูลอิสระ ตัวก่อปัญหามะเร็ง เป็นยาอายุวัฒนา และเป็นอะไรอีกสารพัดอย่าง

กะเพรา มีชื่อสามัญว่า Sweet Basil หรือ Holy Basil หรือ Sacred Basil

ชื่อวิทยาศาสตร์ Ocimum sanctum Linn. เป็นพืชล้มลุก ต้นเป็นพุ่มสูง 30-60 เซนติเมตร ลำต้นโดยเฉพาะส่วนโคนต้น แข็ง ต้นสีเขียวอมเทา ยอดอ่อนมีขนนุ่มสีขาวคลุม ใบรูปไข่กลมรี กว้าง 2-3 เซนติเมตร ยาว 3-4 เซนติเมตร ใบออกตรงข้ามกัน ปลายใบแหลม บางช่วงปลายใบมน โคนใบแหลม ขอบใบจัก ดอกสีขาวแกมม่วง กลีบเลี้ยงโคนเชื่อมกัน กลีบดอกแยกเป็น 2 ปาก 4 แฉก ผลเป็นผลแห้งมีผลย่อยภายใน 4 ผล ติดเป็นช่อยาวตามก้านดอก มีเมล็ดกลมสีดำอยู่ภายใน ทุกส่วนของต้นกะเพรามีกลิ่นหอม กะเพรามี 2 ชนิด คือ กะเพราขาว และกะเพราแดง เรียกตามสีที่เห็น ตามลำต้น กิ่งก้าน ใบดอก ส่วนใหญ่ใช้กะเพราขาวทำอาหาร กะเพราแดงเป็นยา กลิ่นฉุนกว่ากัน อร่อยพอๆ กัน

การปลูก ใช้เมล็ดโรยบนแปลงที่ทำไว้ funlok.com หาฟางหรือเศษหญ้าคลุมบางๆ รดน้ำให้ชุ่ม ประมาณ 20 วัน แยกปลูกได้ ปลูกระยะห่าง 25×50 เซนติเมตร บำรุงปุ๋ยยูเรียให้ใบดกบ้าง และเมื่อต้นเริ่มแก่ ต้องหมั่นตัดช่อดอกทิ้ง ไม่ค่อยมีศัตรูรบกวน ที่เคยเห็นจะมีด้วงหมัดผักลงบ้าง แต่ก็ทำอะไรกะเพราไม่ค่อยได้ หลังจากย้ายลงปลูก รดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย แค่ 30 วัน เริ่มเด็ดยอดและใบอ่อนไปใช้ประโยชน์ได้แล้ว ระยะแรกๆ ใบกะเพราจะสมบูรณ์ ใบใหญ่ พอเริ่มยอดชุดใหม่ หรือออกดอกอ่อน จะเริ่มเล็กลง แต่มียอดมากขึ้น ยอดเดิม 1 ยอด เด็ดแล้วแตกยอดใหม่มากกว่า 2 ยอด ขยันเด็ดก็ยิ่งแตกยอด มีนักเกษตรเคยทำข้อมูลไว้ว่า ผลผลิตมากถึง 1,600 กิโลกรัม ต่อไร่ ถ้าเด็ดยอดเหมาขาย เอาแค่กิโลกรัมละ 10 บาท หักต้นทุน ไร่ละ 4,500 บาท ได้กำไรเป็นหมื่นเชียวนะ

กะเพรา เป็นยาสารพัด ใบใช้เป็นยาบำรุงธาตุไฟ ขับลม แก้ปวดท้องอุจจาระ แก้เป็นลม จุกเสียด คลื่นเหียน อาเจียน บิด หมอพื้นบ้านใช้กวาดคอเด็ก ลดการไอ เม็ดตุ่มในคอ ใบบดผสมน้ำผึ้ง หยอดเด็กแรกเกิด เพื่อถ่ายขี้เทา ตำบีบน้ำผสมมหาหิงคุ์ ทารอบสะดือเด็ก แก้เด็กปวดท้อง ใบและกิ่งสด ใช้สกัดน้ำมันหอมระเหยโดยการต้มกลั่น ได้น้ำมันหอมระเหย เป็นสารตัวตั้งทำยาธาตุ ขับลม แก้จุกเสียด ปวดท้อง น้ำมันหอมระเหย และสารยูจินอล (Eugenal) ช่วยขับน้ำดี ย่อยไขมัน ลดอาการจุกเสียด ท้องมวน โรคผิวหนัง ลมพิษ เป็นหูด ใบและราก บดแห้งชงน้ำดื่ม แก้ธาตุพิการ ยอดสดต้มน้ำดื่ม แก้ปวดท้องท้องเสีย คลื่นไส้อาเจียน เมล็ดแช่น้ำให้พองเป็นเมือก ใช้พอกตาเมื่อผงหรือฝุ่นละอองเข้าตา ขจัดผงฝุ่นที่เข้าตาไม่ให้ตาช้ำ รากใช้ต้มน้ำดื่มแก้โรคธาตุพิการ น้ำสกัดจากต้น กิ่ง และทุกส่วน ช่วยการบีบตัวของลำไส้ รักษาแผลในกระเพาะ ขับน้ำดี ช่วยย่อย และลดไขมันที่ทำให้เกิดโรคอ้วน รักษาไข้หวัด หอบหืด หลอดลมอักเสบ เครียด ต้านพิษงู แมงป่อง ไล่ยุง และมีการนำมาขยี้เอาสารยูจินอล ใช้ล่อแมลงวันทอง ในสวนผลไม้ได้เป็นอย่างดีด้วย

ส่วนที่ใช้ประกอบอาหารคือ ยอดอ่อน ใบอ่อน ดอกอ่อน ส่วนใหญ่จะใช้เป็นผัก ผัดกับวัตถุดิบอื่น เช่น ไก่ หมู เนื้อ กุ้ง ปลาหมึก แกงป่า หรือใส่โรยหน้าชามต้มยำ มีคุณค่าทางอาหารสูง ประกอบด้วย เบต้าแคโรทีน 7,857 ไมโครกรัม วิตามินซี 22 มิลลิกรัม และมีสารอาหารอื่นๆ อีกมาก เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินเอ เป็นต้น กะเพรา เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป