สำหรับปัญหาจราจรติดขัดในท่าเรือคลองเตย แหลมฉบัง

และสถานีบรรจุสินค้ากล่องลาดกระบัง สมาพันธ์การขนส่งฯ ได้หารือร่วมกับกระทรวงคมนาคมมาตลอด รวมทั้งยังได้นำเสนอปัญหาดังกล่าว ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และรัฐบาลช่วยแก้ไขด้วย

ที่ผ่านมา กระทรวงคมนาคมรับทราบปัญหาข้อนี้ดี และพยายามแก้ปัญหาแต่ยังแก้ไขไม่ได้ นอกจากนี้ ต้องการให้เร่งแก้ปัญหา เรื่องรถบรรทุกน้ำหนักเกินด้วย เพราะผู้ประกอบการที่บรรทุกเกิน เอาเปรียบคนที่ทำถูกต้องตามกฎหมาย

ศ.พญ. อรพรรณ โพชนุกูล รองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยถึงกิจกรรมโครงการธรรมศาสตร์ทำนา เศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ว่า โครงการดังกล่าวดำเนินการมาเป็นปีที่ 12 แล้ว ถือเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของชาวธรรมศาสตร์ จัดขึ้นเพื่อให้นักศึกษาเห็น คุณค่าและความสำคัญของการใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และได้มีโอกาสลงมือทำนา ได้เรียนรู้ถึงความยากลำบากของชาวนาอันเป็นวิถีชีวิตของประชาชนและสังคมส่วนใหญ่ของประเทศ โดย มธ.เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกและ แห่งเดียวที่ปลูกข้าวไว้เลี้ยงต้อนรับนักศึกษาใหม่

ด้าน ผศ.ดร. ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืน และบริหารศูนย์รังสิต กล่าวว่า เป้าหมายในการทำนาของ มธ. ไม่ใช่ผลผลิตเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อการเรียนรู้ของนักศึกษาธรรมศาสตร์ ปลูกข้าวเพื่อไปเลี้ยงต้อนรับนักศึกษาใหม่ ปลูกจากหยาดเหงื่อและแรงใจชาวธรรมศาสตร์

“เมื่อได้มาทำนากันแล้ว จากนี้ไปนักศึกษาจะเห็นข้าวบนจานในมุมที่แตกต่างไปจากที่เคยเห็น เพราะตระหนักว่าข้าวแต่ละเม็ดกว่าจะมาอยู่บนจาน เกษตรกรต้องลำบากเพียงใด และนี่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมธรรมศาสตร์สอนให้รักประชาชน” รองอธิการบดี มธ.กล่าว
กิจกรรมโครงการธรรมศาสตร์ทำนา เศรษฐกิจพอเพียงจัดขึ้น ณ แปลงนาธรรมศาสตร์ มธ. ศูนย์รังสิต สำหรับข้าวที่ชาวธรรมศาสตร์ร่วมแรงร่วมใจกันปลูกในปีนี้ ซึ่งเป็นปีที่ 12 จะนำไปเลี้ยงต้อนรับนักศึกษาใหม่ปีการศึกษา 2561 ใน “วันรับเพื่อนใหม่” โดยใช้พันธุ์ข้าวหอมมะลิธรรมศาสตร์ในการเพาะปลูก คิดค้นโดย รศ.ดร.บุญหงษ์ จงคิด หัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับทีมวิจัย คิดค้นและทดลองมากกว่า 5 ปี มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อม เพาะปลูกได้หลายครั้งต่อปี และได้ผลผลิตมากกว่าพันธุ์ข้าวทั่วไป 2 เท่า มีระยะเวลาเก็บเกี่ยวสั้น จากที่พันธุ์ข้าวในปัจจุบันใช้เวลาตั้งแต่เริ่มเพาะปลูกไปจนถึงการเก็บเกี่ยว 120 วัน แต่พันธุ์ข้าวหอมมะลิธรรมศาสตร์ใช้เวลา 100 วัน

เชียงราย – นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผวจ.เชียงราย นายวรพจน์ เอี่ยมรักษา ท้องถิ่น จังหวัดเชียงราย นำคณะหัวหน้าส่วนราชการ อปท. ทั่ว จังหวัดเชียงราย ดำเนินโครงการ ร่วมใจ เชียงรายปลอดขยะ โดยนำประชาชนประมาณ 1,000 คน จัดทำ “เสวียน” ซึ่งเป็นไม้ไผ่สานล้อมต้นไม้และดอกไม้ทั่วบริเวณศาลากลาง จังหวัดเชียงราย โดยใช้ระยะเวลา 4 วัน เพื่อใช้เป็นที่ทิ้งเศษไม้กิ่งไม้และขยะเปียก ที่ย่อยสลายเป็นปุ๋ยตามธรรมชาติได้

นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาขยะเป็นนโยบายแห่งชาติ ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าให้มีการลดขยะชุมชนให้ได้ร้อยละ 5 แต่ จังหวัดเชียงราย สามารถลดในปี 2560 ได้กว่า ร้อยละ 21 ทั้งนี้ ขยะแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ ขยะอันตราย ขยะติดเชื้อ ขยะอุตสาหกรรม และขยะ ในครัวเรือน โดยกรณีขยะอันตรายนั้นได้ตั้งจุดรับไว้กว่า 1,890 แห่งทั่วจังหวัด ทำให้รวบรวมขยะอันตรายและสามารถนำไปกำจัดนอกพื้นที่ได้ตามหลักวิชาการกว่า 23 ตัน จึงลดปัญหานี้ไปได้ ส่วนขยะติดเชื้อนั้นปัจจุบันกรมควบคุมมลพิษได้จัดสรรงบประมาณสร้างสถานที่ทำลายขยะติดเชื้อในปีนี้แล้วที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ซึ่งขยะอุตสาหกรรมพบว่ามีน้อยเพราะไม่ใช่เมืองอุตสาหกรรม

ดังนั้น จึงเหลือขยะชุมชนที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมกัน โดยหนึ่งในนั้นคือ การใช้ภูมิปัญญาในการทำ “เสวียน” ให้เกิดการย่อยสลายจนกลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ และจากการที่จังหวัดเชียงราย มีความก้าวหน้าในการจัดการปัญหาขยะ ดังกล่าว น่าจะต้องมีเสวียนมากๆ โดยเฉพาะที่ศาลากลางจังหวัดที่ต้องเป็นสัญลักษณ์ในการจัดการขยะ หลังจาก ที่แต่ละชุมชนท้องถิ่นทั่วจังหวัดได้ดำเนินการกันโดย ถ้วนหน้าแล้ว โดยบางชุมชนแทบไม่ต้องจัดเก็บขยะกันเลย ขณะที่บางชุมชนนำมาใช้หรือรีไซเคิลได้กว่า ร้อยละ 50 ของขยะที่จัดเก็บได้ ทั้งนี้นอกจากทำเสวียนแล้ว ยังกำลังจัดหาสถานที่เพื่อรวบรวมขยะอินทรีย์เพื่อนำไปทำน้ำหมักชีวภาพอีกด้วยต่อไป

สุราษฎร์ฯ – นายวรวิทิต สมภัทดิ์ หมู่ที่ 8 ตำบลประสงค์ อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า 2-3 ปีที่ผ่านมาราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำต่อเนื่องและมีทีท่าว่าจะไม่ขยับเพิ่มขึ้น ดังนั้น เพื่อสร้างรายได้จึงนำสวนปาล์มน้ำมันของบิดา 31 ไร่ มาจัดสรร โดยแบ่งปลูกพริกไทย ปลูกสับปะรด และ คอกเลี้ยงหมู แล้วนำขี้หมูมาผสมกับขี้เลื่อยทำปุ๋ยจุลินทรีย์ หากเหลือก็จำหน่ายให้กับเกษตรกร

นอกจากนี้ ยังได้จัดสรรพื้นที่ 2 ไร่ ปลูกต้นหน้าวัว ขายดอกละ 6-12 บาท ขึ้นอยู่กับขนาด สร้างรายได้ให้กับครอบครัว เดือนละ 30,000-35,000 บาท ในขณะที่ราคาปาล์มน้ำมัน กิโลกรัมละ 2.60-2.80 บาท หากเมื่อเปรียบพื้นที่ 2 ไร่ กับการปลูกปาล์มใน 1 เดือน การจำหน่ายดอกหน้าวัวจะมีรายได้ที่ดีกว่า และใช้เปลือกมะพร้าวและขุยมะพร้าวมาเป็นฐานเพื่อลดต้นทุน และกักเก็บน้ำไว้ได้นาน อีกทั้งได้ร่มของต้นปาล์มที่มีอายุมากมาช่วยในการปกคลุมเพื่อป้องกันแดดได้เป็นอย่างดี ทำให้ดอกมีสีสวยและงดงามเป็นที่ต้องการของลูกค้า

ชื่ออื่นๆ จะไค้ต้น จะไค้หอม พลูต้นขาว (ภาคเหนือ) จวง จวงหอม (ภาคใต้) การบูร (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) เนื่องจากเปลือกและรากมีกลิ่นคล้ายการบูร หรืออบเชยญวน สำหรับภาษายาวี เรียก มือแดกะมางิง

ข้าอยากจะบอกออเจ้าทั้งหลายว่า แม้ชื่อข้าจะขึ้นต้นว่า “เทพ” เเต่ไม่ต้องคลานเข่าเข้ามาหาข้าหรอก เพราะเกือบทุกคนพอได้กลิ่นไอระเหย หรือควันธูปข้าแล้ว มักจะนอนสงบนิ่งอยู่ในห้องสปาพร้อมเปิดเสียงดนตรีบรรเลงเบาๆ ให้คนนวดน้ำมันจนข้าอิจฉา แต่บางคนใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา หรือเเกะสลักเป็นไม้มงคลแทนรูปเคารพ

ข้าเป็นไม้มงคลประจำจังหวัดพังงา แต่ตามประวัติศาสตร์ ข้ามีชื่อที่คนกล่าวถึงตั้งแต่สมัยสุโขทัย ตามปรากฏในไตรภูมิพระร่วง เป็นพืชพรรณไม้หอมที่มีอยู่ในป่าดงดิบทั่วไป แต่ข้าชอบอยู่ทางภาคใต้ ช่วงหลังๆ มานี้ เศรษฐกิจอุตสาหกรรมการเกษตรต้องการยางพารามาก ข้าจึงถูกโค่นตัดรุกป่าปลูกยางพารา แต่สิ่งที่เหลือคือรากและต้นตอของข้าที่ฝังดิน กลับเป็นสิ่งมีคุณค่าโด่งดัง กลายเป็นวัตถุดิบที่ใช้ในงานหัตถกรรม สืบสานวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่นจากรุ่นสู่รุ่น สร้างชิ้นงานในการแกะสลัก โดยเฉพาะการนำไปเป็นหิ้งพระบูชา หรือทำโต๊ะหมู่บูชา เป็นที่นิยมอย่างยิ่ง กลายเป็น “ไม้เทพบูชา” ไปแล้ว

จากการที่ข้าได้รับการส่งเสริมจากกรมป่าไม้ โดยสำนักวิจัยและพัฒนาการ กรมป่าไม้ ได้เผยแพร่ความรู้ให้ชาวบ้านหรือผู้สนใจประกอบกิจการแปรรูปผลิตภัณฑ์ “ไม้เทพ” อย่างข้าให้รู้จักใช้ประโยชน์ ตั้งแต่ ใบ ผล เนื้อไม้ ตอไม้ รากไม้ ข้าก็มีชื่อเป็นส่วนผสมในตำรับยา “โอสถพระนารายณ์” ที่ข้าบอกว่าข้าดังมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยนั้น เขาใช้ทำเครื่องประทินผิว ทำธูปหอม ส่วนในตำรับยาเสริมอาหารก็มี ในการก่อสร้างก็ใช้ ตั้งแต่ทำไม้บุผนัง ทำเครื่องเรือน ตู้ โต๊ะ เตียง หีบใส่ผ้า ทำแจว พาย กรรเชียง ปัจจุบัน เขานิยมนำเนื้อไม้ ตอไม้ ไปประดิษฐกรรม แล้วเศษไม้และขี้เลื่อยที่เหลือจากงานแกะสลัก เขาก็นำไปกลั่นเป็นน้ำมันเทพทาโร ทำยาหม่อง ทำน้ำมันนวดแก้ปวดข้อ และน้ำมันนวดในสปา ส่วนเศษผงที่เหลือจากการกลั่น ก็นำกลับไปทำธูปหอมหรือกำยาน จุดให้กลิ่นไอระเหย สดชื่น โดยเฉพาะเปิดดนตรีเบาๆ มีมือสาวๆ เคล้าน้ำมันนวดในสปา จะหาที่ไหนได้อีก

ข้าเป็นไม้ยืนต้น สูงได้ถึง 25-30 เมตร ไม่ผลัดใบ ลำต้นเรียบ ไม่มีพูพอน เมื่อถากเปลือกออกผิวชั้นในมีกลิ่นหอม ดอกก็หอม ถ้าอยากจะปลูกข้าโดยเพาะเมล็ดก็ได้ หรือรอให้ข้ามีต้นอ่อนแตกจากรากก็ได้ผลดีเช่นกัน

เทพอย่างข้าครั้งหนึ่ง ถูกใช้ทำมวลสารผสมวัตถุมงคล “จตุคามรามเทพ” จนเกือบสิ้นป่า ตอนนี้ข้าคืนสู่ป่าแล้ว

แต่ที่ออเจ้าซื้อจากร้านโชห่วยเป็นเส้นยาวๆ มากินนั่น ไม่เกี่ยวกับข้านะ…เพราะมันคือ “ทาโร่ ปลาสวรรค์” นะออเจ้า! มหาสารคาม– น.สพ. ธนิตน์ เอนกวิทย์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ในฐานะปธ.คณะทำงานส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ กล่าวขณะเดินทางมามอบเงินอุดหนุนชดเชยรายได้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ ที่ จ.มหาสารคาม ว่ามหาสารคาม มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ 1 ล้านไร่ มากที่สุด 1 ใน 5 จังหวัด โดยมี ผู้แทนกลุ่มเกษตรกรผลิตข้าวอินทรีย์ ที่ผ่านการตรวจประเมินระยะเตรียมความพร้อม (T1) 10 กลุ่ม และระยะปรับเปลี่ยน (T2) 7 กลุ่ม เข้าร่วมพิธีรับมอบเงินอุดหนุนรวมกว่า 10 ล้านบาท

สำหรับโครงการนี้ ระยะเวลาดำเนินการ ปี 2560-2564 เป้าหมาย 1 ล้านไร่ โดยรับสมัคร ปี 2560 จำนวน 300,000 ไร่ ปี 2561 จำนวน 300,000 ไร่ และปี 2562 จำนวน 400,000 ไร่ โดยเกษตรกรที่ผ่านการตรวจประเมินเบื้องต้น จะได้รับเงินอุดหนุน 2,000 บาท ต่อ 1 ไร่ ครอบครัวละไม่เกิน 15 ไร่

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม นายสุทธิ สุโกศล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กพร.มุ่งเน้นฝึกทักษะให้กับผู้สูงอายุ เพื่อสามารถประกอบอาชีพอิสระ และดูแลตนเองได้ตามนโยบายเร่งด่วนด้านการฝึกทักษะฝีมือแรงงานและการส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุของ พล.ต.อ. อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

นายสุทธิ กล่าวว่า ในปี 2561 กพร.มีโครงการฝึกแรงงานผู้สูงอายุเพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ เป้าหมาย 6,760 คน ขณะนี้ดำเนินการแล้วกว่า 5,600 คน โดยแบ่งกลุ่มฝึกสาขาอาชีพต่างๆ ได้แก่ ช่างก่อสร้าง ช่างไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ ช่างอุตสาหกรรมศิลป์ การเกษตรอุตสาหกรรม และภาคบริการ ซึ่งสาขาอาชีพที่ได้รับความนิยมในการฝึกทักษะมากที่สุดคือ ภาคบริการ ได้แก่ หลักสูตรการทำขนมไทย รองลงมาการเกษตรอุตสาหกรรม ได้แก่ การเพาะเห็ด การแปรรูปสมุนไพร เป็นต้น ทั้งนี้สถาบันและสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงาน (สพร./สนพ.) ทุกแห่งทั่วประเทศเปิดฝึกฟรี ผู้ที่สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่โทร 1506 กด 4

ด้าน นายบุญธรรม ไชยยะ อายุ 73 ปี ชาวบ้าน อำเภอบ้านธิ จังหวัดลำพูน กล่าวว่า มีอาชีพปลูกผัก สวนครัว อาทิ ถั่วฝักยาว คะน้า ผักกาด ผักบุ้ง ฯลฯ โดยปลูกเพื่อนำมาประกอบอาหารภายในครัวเรือน และส่วนหนึ่งนำไปจำหน่ายที่ตลาดชุมชน มีรายได้เป็นครั้งคราว เนื่องจากผักสวนครัวจะมีผลผลิตมากเฉพาะช่วงฤดูฝนเท่านั้น จึงทำให้มีเวลาว่างและต้องการเรียนรู้ทักษะเพิ่มเติม จึงไปเรียนเพื่อประกอบอาชีพเสริม

“ผมเคยฝึกอาชีพผู้สูงอายุจาก สนพ.ลำพูนหลายหลักสูตร และได้นำความรู้มาทำผลิตภัณฑ์สมุนไพร (ยาหม่องน้ำ) จำหน่ายในชุมชน ก็มีรายได้เพิ่มอีกทาง หาก สนพ.ลำพูนเปิดสอนอีกจะสมัครเรียนใหม่ และอยากเชิญชวนให้ผู้สูงอายุทุกคนใช้เวลาว่างมาเรียนรู้เพิ่มทักษะการประกอบอาชีพเสริมด้วยกัน เพราะเรียนฟรี อุปกรณ์พร้อม มีหลายหลักสูตรให้เลือกเรียน ได้เพื่อนใหม่ ได้อาชีพเสริมด้วย” นายบุญธรรม กล่าว

นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมมือกับสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย จัดงานสัมมนาสุดยอดความร่วมมือด้านเทคโนโลยี โดยมีบริษัทที่ทำธุรกิจด้านเทคโนโลยีอัจฉริยะจากญี่ปุ่นรวม 24 บริษัท และผู้ประกอบการไทยที่ทำธุรกิจอุตสาหกรรมเป้าหมายประมาณ 200 บริษัท เข้าร่วมงาน ตั้งเป้าครึ่งหลังของปีนี้จะจับคู่เจรจาธุรกิจ (Business Matching) ประมาณ 10-20 คู่ ผลักดันให้อุตสาหกรรมไทยเป็นสมาร์ทแฟคตอรี่ได้ คาดว่าภายใน 5 ปี ภาคการผลิตจะยกระดับโรงงานเป็นสมาร์ทแฟคตอรี่ได้ 100,000-200,000 โรง หรือคิดเป็น 25% ของจำนวนโรงงานทั้งหมด จากปัจจุบันเป็นสมาร์ทแฟคตอรี่ ประมาณ 1,000 โรง คาดว่ามีโรงงานขนาดกลาง-ใหญ่ที่มีความพร้อมยกระดับได้ก่อน ประมาณ 70,000-80,000 โรง

นายกอบชัย กล่าวว่า การปรับปรุงโรงงานในขั้นต้น โดยการพัฒนาด้านดิจิทัลและเครื่องยนต์ หรือร็อคเก็ท 1-2 จะใช้เงินลงทุน 1-3 ล้านบาท ส่วนการพัฒนาด้านโรบอติกหรือร็อคเก็ท 3 จะใช้งบลงทุนประมาณ 10 ล้านบาท เพราะฉะนั้นการให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอีทางกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมร่วมกับเอสเอ็มอีแบงก์ มีกองทุนช่วยเหลือเอสเอ็มอีวงเงิน ประมาณ 18,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 1. การปล่อย สินเชื่อสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย วงเงิน 10,000 ล้านบาท ขณะนี้ปล่อยสินเชื่อไปแล้ว 7,000 ล้านบาท และอยู่ระหว่างการขอพิจารณาสินเชื่อ 2,000 ล้านบาท ทั้งนี้คาดว่าภายใน 2 เดือนหลังจากนี้จะปล่อยสินเชื่อได้ทั้งหมด และ 2. การปล่อยสินเชื่อทั่วไป ซึ่งจะเปิดกว้างสำหรับทุกอุตสาหกรรม วงเงิน 8,000 ล้านบาท ขณะนี้ปล่อยสินเชื่อไปแล้ว 1,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าภายใน 6 เดือนหลังจากนี้จะสามารถปล่อยสินเชื่อได้ทั้งหมด

นายถาวร ชลัษเฐียร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานบริหารสถาบันเสริมสร้างขีดความสามารถมนุษย์ เปิดเผยว่า นอกจากการให้สนับสนุนด้านการปล่อยสินเชื่อแล้ว มองว่ารัฐบาลควรจะพัฒนาความสามารถของบุคลากรควบคู่ไปด้วย โดยในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ทาง ส.อ.ท.ร่วมมือกับภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา พัฒนาความสามารถบุคลากรให้ทำงานร่วมกับหุ่นยนต์ได้ในอนาคต โดยยืนยันว่าแรงงานยังมีส่วนสำคัญต่อระบบเครื่องจักร โดยเฉพาะการดูแลและบำรุงรักษาระบบเครื่องจักรอัตโนมัติ จึงตั้งเป้าว่าในแต่ละปีจะมีแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ฯ พัฒนาขีดความสามารถได้ประมาณ 40,000 คน ต่อปี

ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) เปิดตัวแอพพลิเคชัน “วารี” แอพฯอำนวยความสะดวกเมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม ด้วยการนำเสนอเส้นทางที่ดีที่สุดในการเดินทาง พัฒนาด้วยเทคโนโลยีคลาวด์ของไมโครซอฟท์ ที่เริ่มต้นจากความมุ่งมั่นของไมโครซอฟท์ในการนำเทคโนโลยี เข้ามาให้ผู้คน องค์กรและภาครัฐได้ใช้ประโยชน์สูงสุด ในการช่วยพัฒนาโซลูชันเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกให้ประเทศและประชาชน

ทั้งนี้ การพัฒนาแอพพลิเคชันวารีเกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือกับภาครัฐ ได้แก่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ และองค์กรไม่แสวงผลกำไรอย่าง มูลนิธิเอเชีย และสถาบัน โซเชียล เทคโนโลยี (Social Technology Institute) โดยไมโครซอฟท์คาดการณ์ว่า แอพพลิเคชัน “วารี” จะสร้างประโยชน์ให้ผู้ใช้งานมากกว่าหนึ่งล้านคนภายใน 2 ปี

วันที่ 9 พ.ค. นายวิสาห์ พูลศิริรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี เป็นประธานพิธีบวงสรวงเซ่นไหว้หัวหมู 1,280 หัว ที่ริมเขื่อนแม่น้ำแม่กลอง เขตเทศบาลเมืองโพธาราม จ.ราชบุรี เนื่องในงานพิธีไหว้หัวหมู 4,338 หัว เสริมสิริมงคลทั่วไทย โดยมี น.สพ.วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย ประธานสหกรณ์การเกษตรปศุสัตว์ จำกัด นายพิพัฒน์ เนื้อนิ่ม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรจังหวัดราชบุรี นายสมคิด เรืองวิไลทรัพย์ ประธานสหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกรนครปฐม นายสวัสดิ์ จังพานิช นายกเทศมนตรีเมืองโพธาราม และเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู เข้าร่วมพิธีจำนวนมาก พร้อมทั้งแจกฟรีหัวหมู และหมูหัน ให้กับประชาชนที่เข้าร่วมงานได้หิ้วกลับบ้านกันอีกด้วย

ทั้งนี้พิธีดังกล่าวจัดขึ้นพร้อมกัน ทั้ง 6 ภูมิภาคทั่วประเทศ ได้แก่ ภาคเหนือ ที่ จ.เชียงใหม่ ไหว้หัวหมู 499 หัว ภาคกลาง ที่ จ.สระบุรี 400 หัว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ จ.นครราชสีมา 402 หัว ภาคตะวันออก ที่ จ.ชลบุรี 1,198 หัว ภาคใต้ ที่ จ.สงขลา 559 หัว และภาคตะวันตก ที่ จ.ราชบุรี 1,280 หัว รวมหัวหมูที่ใช้ในพิธีทั้งสิ้น 4,338 หัว

โดยหลังจากพิธีเซ่นไหว้หัวหมู ได้มีการแสดง “รณรงค์บริโภคหมูไทย พิษภัยหมูใช้สารเร่งเนื้อแดง” จากนั้นร่วมกันชูป้าย “เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูภาคตะวันตก ไม่เอาหมูจากประเทศสหรัฐอเมริกา” โดย น.สพ.วิวัฒน์ ประธานสหกรณ์การเกษตรปศุสัตว์ จำกัด พร้อมตัวแทนผู้เลี้ยงหมูภาคตะวันตก ได้ยื่นหนังสือ “ขอให้ระงับการกดดันรัฐบาลไทย ให้เปิดตลาดเนื้อสุกรจากสหรัฐ เพื่อรักษามิตรภาพที่ดีระหว่างพลเมืองของไทย และสหรัฐอเมริกา” ให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี เป็นตัวแทนส่งไปถึง นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ผ่านสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาปะจำประเทศไทย และหนังสือ “ขอให้รัฐบาลไทยร่วมปกป้องอาชีพเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร เพื่อสัมมาชีพคนไทย และอาหารปลอดภัยของชาติ” ส่งถึง นายประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

น.สพ.วิวัฒน์ เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีการประกาศกฎหมายห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงผสมในอาหารเลี้ยงสัตว์มาตั้งแต่ ปี 2546 ซึ่งเกษตรกรก็ได้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เนื่องจากเล็งเห็นอันตรายของสารดังกล่าว ที่จะส่งผลต่อสุขภาพของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคต่อมไทรอยด์ และโรคลมชัก อีกทั้งยังเป็นสารก่อโรคมะเร็ง

กษตรกรจึงได้มีการพัฒนาระบบการเลี้ยงให้ได้มาตรฐานสากลมากขึ้น จนสามารถเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตและส่งออกเนื้อหมูระดับชั้นนำของโลก แต่ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา เกษตรกรต้องตกอยู่ในสภาวะขาดทุน เนื่องจากราคาหมูตกต่ำ รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 11,000 ล้านบาท ทว่าสหรัฐอเมริกาได้มีการผลักดันให้มีการนำเข้าเนื้อ และเครื่องในหมูเข้ามาในประเทศ ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาของภาครัฐ

ทั้งนี้ เป็นที่รู้กันว่า หมูของสหรัฐอเมริกามีการใช้สารเร่งเนื้อแดง ซึ่งที่ผ่านมากลุ่มประเทศยุโรป และจีนได้งดการนำเข้า เพื่อปกป้องประชาชนของตนเอง แต่หากประเทศไทยอนุญาตให้มีการนำเข้า นอกจากผลกระทบในเรื่องของสุขภาพแล้ว ยังเป็นการตัดวงจรห่วงโซ่อาชีพด้านพืชเกษตรอาหารสัตว์ และแรงงานทั้งระบบ ซึ่งถือเป็นการทำลายเศรษฐกิจทั้งประเทศ

กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู จึงได้ให้มีจัดพิธีบวงสรวงเซ่นไหว้หัวหมูขึ้น เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่เกษตรกร และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคแล้ว ยังเป็นการแสดงออกถึงการคัดค้านการนำเข้าหมูจากสหรัฐอเมริกาของกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูทั่วประเทศอีกด้วย

นายกฤษฎา บุญราช รมว.กษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายตลาดนำการผลิต กระทรวงเกษตรฯ จะเพิ่มช่องทางการค้าขายทางระบบออนไลน์ (อีคอมเมิร์ซ) ขึ้น โดยขณะนี้สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ได้เปิดเว็บไซต์ขายสินค้าเกษตรอออนไลน์ชื่อ www.dgtfarm.com หรือดิจิทัลฟาร์มดอทคอม โดยนำร่องค้าขายผลไม้และข้าวแล้ว และจะพิจารณาสินค้า ปศุสัตว์ ประมง ผลิตภัณฑ์ยางพารา ให้สามารถค้าขายบนเว็บไซต์นี้ในระยะต่อไป

การขายผ่านเว็บไซด์ดังกล่าวเกษตรกรจะต้องลงทะเบียนโดยใช้เลขบัตรประชาชน 13 หลัก และระบุสินค้าที่จะทำการค้าขายก่อน หลังจากนั้นจะมีการจับคู่ระหว่างเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค หรือผู้ซื้อกับผู้ขาย โดยอัตโนมัติเพื่อให้สามารถขายสินค้าโดยตรง