สำหรับผลสำเร็จการดำเนินงานของกลุ่มเกษตรกรทำนาเศรษฐกิจ

พอเพียงบ้านกุดน้ำใส ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา (ตุลาคม 2564-ปัจจุบัน) กลุ่มได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อส่งเสริมและเพิ่มช่องทางการตลาดข้าวหอมมะลิ ข้าวขาว และข้าวอินทรีย์กับสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. สงขลา จำกัด และชุมนุมสหกรณ์การเกษตรสงขลา จำกัด เป็นการเชื่อมโยงข้าวสารจังหวัดขอนแก่นสู่ผู้บริโภคจังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ ทางกลุ่มได้มีการนำเทคโนโลยี เครื่องจักรกลทางการเกษตร มาใช้ในการรวบรวมผลผลิตข้าวเปลือกเพื่อคัดเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ และการแปรรูปจากข้าวเปลือกเป็นข้าวสารบรรจุถุง อีกทั้งได้มีการคัดเลือกสมาชิกและอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีมาตรฐานเมล็ดพันธุ์ GAP Seed การจัดทำแปลงสาธิตการผลิตเมล็ดพันธุ์

ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนการผลิตจากแบบดั้งเดิมมาใช้ปัจจัยการผลิตแบบอินทรีย์ นำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อลดต้นทุน เพิ่มมูลค่า และเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ทำให้ได้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีและขายข้าวได้ในราคาที่สูงขึ้น นอกจากนี้ สมาชิกกลุ่มยังมีการทำกิจกรรมร่วมกันตามวาระและโอกาสสำคัญของงานบุญประเพณีในท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2566 ทางกลุ่มมีกำหนดจะจัดงานบุญคูณลาน ซึ่งเป็นการทำบุญเพื่อรับขวัญข้าว ในวันที่ 25 มกราคม 2566 ช่วยสร้างความสัมพันธ์อันดีในระหว่างสมาชิก ก่อให้ความสามัคคี และช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มเป็นอย่างมาก

หากท่านใดสนใจข้อมูลสถานการณ์การผลิตและตลาด สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณฉัตรนพวัฒน์ วีระศักดิ์ ประธานกลุ่มเกษตรกรทำนาเศรษฐกิจพอเพียงบ้านกุดน้ำใส ตำบลกุดน้ำใส อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น

ตามวิถีชีวิตของชาวอีสาน หลังว่างเว้นจากการทำนา ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็จะหาอาชีพเสริมด้วยการขุดปูหากบขายตามทุ่งนา ถือเป็นวิถีชีวิตที่คุ้นเคยกันมาเป็นอย่างดี จนในปัจจุบันชาวบ้านได้เริ่มมีการพัฒนาจากเมื่อก่อนเคยหากบตามท้องทุ่งนามาขายหรือนำมาประกอบอาหาร ก็เปลี่ยนมาเลี้ยงกันเอง โดยเป็นการประยุกต์จากพื้นที่นาเดิมมาทำเป็นบ่อเลี้ยงกบเพื่อสร้างรายได้หลังว่างจากการทำนา ซึ่งถือว่าเป็นอาชีพที่มีรายได้ดีและมีความน่าสนใจด้านการตลาด และการต่อยอดสร้างมูลค่าอยู่ไม่น้อย

คุณสันติ สุนีย์ หรือ พี่อี๊ด หัวหน้ากลุ่มวิสาหกิจชุมชนกบนานครพนม อาศัยอยู่ที่หมู่ที่ 16 บ้านดอนข้าวหลาม ตำบลน้ำก่ำ อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม อดีตเจ้าหน้าที่กรมทางหลวง กลับมาพัฒนาบ้านเกิดที่นครพนม ด้วยอาชีพการเลี้ยงกบ ขายฮวก พร้อมต่อยอดผลิตภัณฑ์ “ห่อหมกฮวกสำเร็จรูป” สร้างมูลค่า ทำรายได้ต่อเดือนเกือบแสน

พี่อี๊ด เล่าให้ฟังว่า ก่อนที่จะมาประกอบอาชีพเลี้ยงกบ ขายฮวก และแปรรูปผลิตภัณฑ์ ตนเองทำงานเป็นเจ้าหน้าที่อยู่กรมทางหลวงมาก่อน จนมาถึงจุดอิ่มตัวตัดสินใจลาออกจากงานประจำเพื่อกลับมาอยู่บ้านที่จังหวัดนครพนม โดยมีเป้าหมายหลักคือการเลี้ยงกบเป็นอาชีพเลี้ยงครอบครัว ด้วยเป็นสิ่งที่รักและมีความสนใจมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ เพราะหากเมื่อย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2538 ตนเองถือเป็นคนแรกๆ ในหมู่บ้านที่ทดลองการเลี้ยงกบ ซึ่งในตอนนั้นชาวบ้านก็ยังไม่เชื่อเลยว่ากบจะสามารถเลี้ยงได้

“ตอนนั้นผมใช้เวลาเลี้ยงอยู่ประมาณ 2 ปี คือปี พ.ศ. 2538-2539 ตอนเรียนอยู่ ม.5-ม.6 ทีนี้พอเรียนจบก็สอบติดโรงเรียนที่กรุงเทพฯ ก็เลยมีความจำเป็นต้องทิ้งการเลี้ยงกบไปเป็นระยะเวลายาวนานมาก แต่ในระหว่างที่เรียนและทำงานก็จะคอยติดตามข่าวสารที่บ้านอยู่ตลอดว่าที่บ้านเราตอนนี้คนที่เลี้ยงกบสร้างรายได้เป็นยังไงกันบ้าง แต่เท่าที่รู้มาก็ยังไม่ได้มีการพัฒนา ทั้งกระบวนการเลี้ยง กระบวนการแปรรูป และการตลาด ชาวบ้านยังโดนเอาเปรียบเรื่องการตลาดอยู่เรื่อยๆ ผมจึงอยากใช้ทั้งความรู้ ความสามารถ และคอนเน็กชั่นที่มีมาอยู่มาพัฒนาสิ่งที่ผมรัก มาวางแผนระบบการเลี้ยงกบให้กลายเป็นอาชีพหลักและอาชีพเสริมให้กับคนในหมู่บ้านหลังว่างจากการทำนา เพื่อให้มีรายได้มาจุนเจือครอบครัวมากขึ้น”

โดยก่อนที่จะลาออกจากงานได้มีการวางแผนล่วงหน้าประมาณ 1 ปี ในการศึกษาด้านการตลาดอย่างจริงจัง เพื่อต้องการทราบถึงที่มาของตลาดที่แท้จริงว่ามาจากที่ไหน ถ้าออกมาเลี้ยงอย่างจริงจังสามารถไปต่อได้ทางไหนบ้าง จึงได้ทำการสืบเสาะหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต เพื่อหาตลาดที่เป็นแหล่งรับซื้อใหญ่ๆ ว่ามีที่ไหนบ้าง จนได้ข้อมูลที่แน่ชัดว่าแหล่งรับซื้อสำคัญที่อยู่ทางภาคอีสานมีอยู่เกือบทุกจังหวัด จึงทำให้ตัดสินใจเลี้ยงกบเป็นอาชีพตั้งแต่วันนั้นถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 4 ปี รวมถึงปัจจุบันได้มีการจัดตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนขึ้นมาชื่อว่า “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกบนานครพนม” มีสมาชิกในหมู่บ้านเดียวกัน 20 ราย และสมาชิกจากหมู่บ้านใกล้เคียงอีก 15 ราย รวมสมาชิกทั้งสิ้น 35 ราย และหลังจากนั้นทางกลุ่มได้มีการริเริ่มการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากกบเพิ่มเติม จึงได้ทำการจัดตั้งกลุ่มขึ้นมาอีกหนึ่งกลุ่มในชื่อ “กลุ่มแปรรูปผลผลิตการเกษตรบ้านดอนแดง” ขึ้นมา เพื่อแบ่งหน้าที่การทำงานกันอย่างชัดเจน ส่วนตนเองทำหน้าที่จัดการดูแลภาพรวม ตั้งแต่ ต้นน้ำ คือคนเลี้ยง กลางน้ำ คือการแปรรูป และปลายน้ำ คือการตลาด เพื่อให้การทำงานเดินไปอย่างเป็นระบบ

การเลี้ยงกบมีความน่าสนใจอย่างไร
พี่อี๊ด อธิบายว่า กบนอกจากจะเป็นสินค้าและอาหารพื้นบ้านของคนอีสานแล้ว หากพูดถึงฮวกหรือลูกอ๊อด ก็คือโดยหลักของคนเลี้ยงกบทางภาคอีสานจะจำหน่ายกบเป็นลูกอ๊อด เพราะคนอีสานส่วนใหญ่จะบริโภคฮวก คือการนำเอาไปประกอบอาหาร และสิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ ลูกฮวกจะมีให้กินแค่เฉพาะในฤดูกาลเท่านั้น คือตั้งแต่เดือนมีนาคม-กรกฎาคม แต่พอหมดฤดูกาล อีก 7 เดือนที่เหลือความต้องการไม่ได้หมดไป ทางกลุ่มจึงได้มีการนำเอาความต้องการของบริโภคตรงนี้มาต่อยอดนอกจากการแช่เย็น แช่แข็งแบบธรรมดา ก็ได้มีการพัฒนาขึ้นมาในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ “ห่อหมกฮวกสำเร็จรูป” ที่มีอายุเก็บรักษาได้นานเป็นเดือน แถมวิธีกินก็แสนง่าย เพียงนำเข้าไปอุ่นในไมโครเวฟ 30 วินาที ก็สามารถกินห่อหมกฮวกรสชาติที่คุ้นเคยได้ไม่ว่าจะในฤดูไหน

โดยนวัตกรรมการแปรรูปยืดอายุห่อหมกฮวก ได้พัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยนครพนม จากการเข้าไปขอคำปรึกษาว่า “เรามีความต้องการอยากจะแปรรูปสินค้า เป็นห่อหมกฮวก เป็นอั่วกบ และผลิตภัณฑ์อีกหลายๆ อย่างให้มีอายุการเก็บรักษาได้นานๆ ซึ่งทางอาจารย์มหาวิทยาลัยนครพนมก็ลงมาช่วยและได้มีการนำเอาหลักการทางวิทยาศาสตร์และการถนอมอาหารเข้ามาช่วย อย่างห่อหมกฮวกของเราสามารถเก็บไว้ได้นาน ผ่านกระบวนการต่างๆ โดยที่ไม่ใช้สารกันบูด ก็เลยได้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ขึ้นมา ภายในปี 66 ก็เป็นปีที่เราจะจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปห่อหมกฮวกอย่างต็มตัว”

วิธีการเลี้ยงไม่ยุ่งยาก พื้นที่ 1 ไร่ สร้างอาชีพได้
เริ่มต้นจากขนาดของบ่อ พี่อี๊ด บอกว่า ขนาดของบ่อขึ้นอยู่กับพื้นที่นา บางคนเลี้ยงในบ่อกว้าง 4 เมตร ยาว 10 เมตร หรือบางคนใช้บ่อกว้าง 5 เมตร ยาว 10 เมตร ไปจนถึงบ่อกว้าง 4 เมตร ยาว 15 เมตร ก็ขึ้นอยู่แต่ละพื้นที่จะจัดสรรให้ลงตัว ดังนั้น ในพื้นที่ 1 ไร่ก็ไม่จำกัดว่าจะต้องมีกี่บ่อ

วิธีการเลี้ยง เริ่มจากพ่อแม่พันธุ์ สำหรับคนที่ทดลองเลี้ยงหรือมีต้นทุนไม่มาก แนะนำให้ทดลองเลี้ยงประมาณสัก 50-100 คู่ การผสมพันธุ์จะใช้ตัวผู้ 50 ตัว ตัวเมีย 50 ตัว ในพื้นที่กว้าง 4×10 เมตร ใช้พ่อแม่พันธุ์ 50 คู่ต่อ 1 บ่อ และก่อนที่จะทำการผสมพันธุ์ ให้ปล่อยน้ำเข้าบ่อความสูงของน้ำประมาณครึ่งฝ่ามือ รอบบ่อล้อมรอบด้วยตาข่ายสีเขียว

พอถึงช่วงเย็นประมาณ 4-5 โมงเย็น ถือเป็นช่วงที่อากาศกำลังดี ไม่ร้อน เราจะจับพ่อแม่พันธุ์มาผสมกันในบ่อ แล้วก็ทิ้งไว้ 1 คืน พอถึงช่วงเช้าประมาณ 7 โมงเช้า ให้ทำการจับพ่อแม่พันธุ์แยกออก แล้วปล่อยไข่ทิ้งไว้ในบ่อ จนถึง 21 วัน ก็สามารถจับขายเป็นลูกฮวกได้แล้ว

หรือถ้ายังไม่อยากขายเป็นลูกฮวก หลังจาก 21 วันไปแล้วก็จะเริ่มออกขาครบทั้ง 4 ขา ก็สามารถจับขายเป็นลูกกบ มีอายุตั้งแต่ 30-45 วัน ขายได้ตัวละ 1 บาท หรือหลังจากนั้นจะเลี้ยงขายเป็นกบเนื้อก็ได้ ขายได้กิโลกรัมละ 120-150 บาท แล้วแต่ความสะดวกของแต่ละฟาร์ม

อาหารที่ใช้เลี้ยง ในช่วง 21 วัน อาหารที่ใช้เลี้ยงส่วนมากจะใช้เป็นอาหารปลาดุกเม็ดเล็ก เพราะมีต้นทุนต่ำ แต่สำหรับคนที่พอมีกำลังจะใช้อาหารกบเม็ดโดยเฉพาะก็ได้ โดยจะมีข้อแตกต่างในเรื่องของโปรตีนที่เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมประมาณ 2-5 เปอร์เซ็นต์

“ถ้าเลี้ยงจับขายเป็นลูกฮวก 21 วัน เราจะเริ่มให้อาหารตั้งแต่ 3 วัน แรกๆ ก็จะให้อาหารถี่หน่อย เริ่มให้อาหารจาก 3 มื้อ คือ เช้า-กลางวัน-เย็น หลังจากนั้นพอได้อายุประมาณ 10 วัน ให้ลดลงเหลือแค่เช้ากับเย็น จนถึง 21 วันก็ตักขายได้ ปริมาณการให้อาหารต่อวันอยู่ที่ 1-2 กิโลกรัมต่อวัน”

สิ่งสำคัญที่สุด คือน้ำ อย่าปล่อยให้น้ำเน่าเสีย ถ้าเป็นไปได้ให้สังเกตเวลาเลี้ยง จากที่น้ำใสๆ พอผ่านไปสัก 7-10 วัน น้ำจะเริ่มเขียวขุ่น ก็ให้เริ่มค่อยๆ ระบายน้ำเก่าออก แล้วเติมน้ำใหม่เข้าไปผสมกับน้ำเก่าอัตราประมาณครึ่งต่อครึ่ง อย่าใช้น้ำเก่าจนจบเพราะน้ำเก่าจะเกิดการหมักหมมของเศษอาหาร และขี้ที่กบลงไป

เลี้ยงแบบไหนให้ผลตอบแทนคุ้มค่าที่สุด ข้อนี้ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของแต่ละฟาร์ม แต่ด้วยข้อจำกัดของสมาชิกกลุ่มคือถูกบีบด้วยระยะเวลา คือมีเวลาเลี้ยงไม่กี่เดือนก็ต้องกลับไปทำนาต่อ เพราะฉะนั้นระยะที่คุ้มค่าที่สุดคือการเลี้ยงขายลูกฮวกจะเหมาะสมที่สุด ด้วยการดูแลน้อย จับขายได้เร็ว และยังไม่เกิดโรคหรือเกิดปัญหาอะไรมากมาย แต่ถ้าเลี้ยงเป็นลูกกบตัวละ 1-2 บาท จะต้องมีการเลี้ยงอย่างพิถีพิถันมากขึ้น และมีโอกาสเกิดความเสียหายได้มากขึ้น อาจจะเป็นปัญหาตัวใหญ่กินตัวเล็กบ้าง หรือป่วยตายบ้าง แต่ถ้ามีเวลาการเลี้ยงเป็นกบขุนก็มีมูลค่าสูงกว่า

ราคาขายลูกฮวก เมื่อเข้าสู่ฤดูกาล ในแต่ละปีสมาชิกกลุ่มของเราจะผลิตลูกฮวกได้ไม่ต่ำกว่า 80-100 ตัน ถ้าเป็นราคาที่ออกจากหน้าฟาร์มต้นฤดูของทุกๆ ปี ราคาก็อยู่ประมาณ 160-180 บาทต่อกิโลกรัม แล้วหลังจากนั้นราคาจะลดลงมาตามปริมาณที่เพิ่มมากขึ้น แต่ราคาจะไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 100 บาท เมื่อเปรียบเทียบต้นทุนกับการดูแล้วคุ้มค่า แบ่งเป็นต้นทุน 60 เปอร์เซ็นต์ และกำไร 40 เปอร์เซ็นต์ เน้นขายส่งอย่างเดียว โดยตลาดที่ส่งหลักๆ จะมีทั้งภาคอีสาน เหนือ และประเทศเพื่อนบ้าน อย่างทางภาคอีสาน ก็จะมีกาฬสินธุ์ อุดรธานี หนองคาย ขอนแก่น ทางภาคเหนือจะมี เชียงใหม่ ลำพูน เพชรบูรณ์ และประเทศเพื่อนบ้านคือ ลาว มีการส่งอาทิตย์ละ 300-400 กิโลกรัม มีทั้งลูกค้าที่นำไปจำหน่ายต่อและนำไปประกอบอาหาร

“ที่ฟาร์มตอนนี้เลี้ยงเอง แปรรูปเอง และขายเอง และยังทำหน้าที่เป็นประธานกลุ่มที่จะต้องรวบรวมของสมาชิกที่เลี้ยงเอามาแปรรูป ก็คือเอามาบีบ แล้วซีลใส่ถุงละ 1 กิโลกรัม แล้วนำไปส่งที่ตลาดตามจังหวัดต่างๆ อันนี้ก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องทำด้วย เมื่อคิดเป็นรายได้ต่อเดือนเฉพาะของตนเองไม่รวมกับของสมาชิกในช่วงปีแรกๆ ที่ยังไม่มีโควิดรายได้ค่อนข้างที่จะดีเลย อยู่ที่ประมาณหลักแสนต่อเดือน แต่เป็นรายได้ที่ยังไม่หักค่าใช้จ่าย” คุณสันติ กล่าวทิ้งท้าย

ท่านใดสนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่เบอร์โทร. 085-901-9804 หรือติดต่อได้ที่เฟซบุ๊ก : สันติฟาร์มฮวก มะพร้าว หนึ่งในไม้ผลเป็นยา ที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุชนิดต่างๆ กินง่าย สามารถกินได้ทั้งน้ำและเนื้อ อีกทั้งยังสามารถนำมาแปรรูปทำอาหารได้ทั้งเมนูคาวและหวาน หรือนำมาใช้ในวงการเครื่องสำอาง ที่ถูกนำไปใช้เป็นส่วนผสมสำคัญ เช่น สบู่ ครีม แชมพู หรืออีกหนึ่งวิธีคือการสกัดเย็น โดยในประเทศไทยมีมะพร้าวหลากหลายสายพันธุ์ แต่ที่ได้รับความนิยมที่สุดคือมะพร้าวน้ำหอม ด้วยรสชาติที่หอม หวาน เป็นเอกลักษณ์ ทำให้มะพร้าวกลายเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศไทยได้ไม่ยาก เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกใจที่จะมีเกษตรกรมากหน้าหลายตาที่แวะเวียน ลงทุนปลูกมะพร้าวเพื่อสร้างรายได้ หลายคนประสบความสำเร็จ หลายคนผิดหวัง ขึ้นอยู่ที่เทคนิคการจัดการดูแลและการทำตลาดถือเป็นเรื่องสำคัญ

คุณศักดิ์ศรี พระจันทร์ หรือ พี่ป้อม ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์นักทดลอง อยู่ที่ตำบลบ้านแขม อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี อดีตผู้จัดการร้านอาหารในเมืองกรุงฯ ผันตัวเป็นเกษตรกรปลูกมะพร้าวน้ำหอมเป็นพืชสร้างรายได้หลัก ด้วยเหตุผลที่ว่า มะพร้าวเป็นพืชที่ลงทุนเพียงครั้งเดียว แต่สามารถเก็บขายได้นาน 25-30 ปี ประกอบกับการมองไปถึงเทรนด์สมัยใหม่ ที่ผู้คนหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น ซึ่งมะพร้าวก็เป็นพืชที่ตอบโจทย์เรื่องนี้ได้ดี กลายเป็นจุดประกายที่ว่า ปลูกมะพร้าวยังไงก็ขายได้ เพราะสามารถนำไปทำได้หลากหลายธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจด้านอาหาร เครื่องดื่ม และสุขภาพ ส่งผลให้ปัจจุบันที่สวนปลูกมะพร้าวเพียง 100 กว่าต้น แต่สามารถสร้างรายได้ 30,000-35,000 บาทต่อเดือนแบบสบายๆ

ลงทุนครั้งแรก ไม่ประสบความสำเร็จดั่งใจหวัง

พี่ป้อม เล่าว่า กว่าที่จะประสบความสำเร็จในเส้นทางสายเกษตรเป็นเรื่องไม่ง่าย ต้องผ่านอุปสรรคล้มลุกคลุกคลานมาก่อน กว่าจะเจอสิ่งที่ใช่สำหรับตนเอง จากการเริ่มต้นเป็นพ่อค้าขายของในตลาดนัดเป็นระยะเวลากว่า 1 ปี แต่ผลตอบรับในตัวสินค้าที่นำมาขายไม่ดีเท่าที่ควร ส่งผลทำให้เงินเก็บที่มีค่อยๆ ร่อยหรอลงไป ซึ่งในจังหวะช่วงนั้นที่มองอนาคตข้างหน้าแทบไม่ออก ก็ได้ไปเห็นร้านขายน้ำมะพร้าวเป็นแก้ว ขายราคาแก้วละ 10-20 บาท ในตลาดที่ขายดีมาก ตรงนี้จึงเป็นการจุดประกายเริ่มต้นให้หันมาทดลองปลูกมะพร้าวขายดูบ้าง

“ผมเริ่มจากการกลับมาสำรวจพื้นที่ของตนเองว่าพอที่จะปลูกมะพร้าวได้ไหม เมื่อองค์ประกอบของพื้นที่พอจะเป็นไปได้ก็ทดลองปลูกมะพร้าวน้ำหอมจำนวน 30 ต้น การเจริญเติบโตไปได้ดี จึงได้เริ่มขยายพื้นที่ปลูกมะพร้าวเพิ่มขึ้น จาก 30 ต้น แล้วเริ่มสร้างฐานลูกค้าจากการไปรับมะพร้าวจากสวนอื่นมาขายเป็นผลสด ในตอนนั้นราคาซื้อหน้าสวนลูกละ 6-7 บาท นำมาขายต่อลูกละ 15 บาท ในช่วงแรกๆ ขายได้วันละ 20 ลูก แล้วค่อยๆ ขยับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กำไรดีขึ้นตามลำดับ และเริ่มมีฐานลูกค้าประจำ จึงได้เปลี่ยนยึดอาชีพขายมะพร้าวเป็นหลัก และขยายสวนมะพร้าวเพิ่มขึ้น จากปลูก 30 ต้น เพิ่มขึ้นมาเป็น 100 กว่าต้น และนอกจากมะพร้าวก็ยังมีพืชผสมผสานชนิดอื่น เช่น มะนาว ฝรั่งกิมจู กล้วยน้ำว้า กล้วยหอมทอง เป็นพืชสร้างรายได้รองลงมาอีกด้วย”

ปลูกมะพร้าวน้ำหอมต้นเตี้ย 100 กว่าต้น
สร้างรายได้อย่างต่ำ 30,000 บาทต่อเดือน
เจ้าของบอกว่า สำหรับสายพันธุ์มะพร้าวที่ทางสวนปลูก เป็นสายพันธุ์ที่ได้มาจากชาวบ้านแถบอำเภอบุณฑริก และอำเภอเดชอุดม ซึ่งเมื่อนำมาปลูกปรากฏว่าเป็นมะพร้าวน้ำหอมต้นเตี้ย ก้นจีบ ในตอนที่ออกผลผลิตมาครั้งแรกลูกออกติดพื้นเลย ถือเป็นความโชคดีที่ได้สายพันธุ์ที่ดีมาปลูก

โดยในพื้นที่ปลูกมะพร้าวของที่สวนจะปลูกในระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 6-7 เมตร แบ่งปลูกเป็น 3 แบบ เพื่อให้เป็นกรณีศึกษาให้กับคนในพื้นที่ว่าการปลูกแบบไหนจะเหมาะสมกับพื้นที่มากที่สุด เนื่องจากสวนตนเองเป็นสวนแรกในพื้นที่ 3 ตำบลใกล้เคียงที่มาทำในลักษณะนี้

ปลูกแบบโคก หนอง นา และมีระบบน้ำสปริงเกลอร์ควบคู่ไปด้วย จะใช้เวลา 2 ปีครั้งในการออกจั่น และ 3 ปีให้ผลผลิตทันที
ปลูกตามริมขอบสระ ซึ่งการปลูกในลักษณะนี้จะให้ผลผลิตช้า ใช้เวลา 3 ปีในการออกจั่น เนื่องจากการปลูกด้วยลักษณะนี้ที่สวนจะปล่อยให้รากไปหาอาหาร หาน้ำกินเอง และสระค่อนข้างที่จะลึกลงไปหน่อย กว่ารากจะเดินไปถึงน้ำ ส่งผลให้ความอุดมสมบูรณ์ล่าช้า
ปลูกบนพื้นที่ราบทั่วไป พร้อมกับทำระบบน้ำสปริงเกลอร์ ถือว่าต้นเจริญเติบโตได้ดีพอสมควร ดูแลง่าย 2 ปีครึ่งออกจั่น 3 ปีเริ่มเก็บผลผลิต
และโดยส่วนตัวคิดว่าการปลูกแบบโคก หนอง นา เป็นวิธีที่ได้ผลคุ้มค่ามากที่สุด เพราะนอกจากการให้ผลผลิตเร็วแล้ว ยังสามารถปลูกพืชแซมได้ในระหว่างต้นมะพร้าวได้อีกด้วย โดยที่สวนจะปลูกน้อยหน่าหนังและฝรั่งกิมจู ส่วนในโคก หนอง นา ก็นำปลามาปล่อยเลี้ยง ปลูกผักตับชวา ซึ่งผักตบชวาสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการเก็บรักษาความชื้นที่โคนต้นมะพร้าวได้อย่างดี

วิธีการปลูก
พี่ป้อมอธิบายต่อว่า เทคนิคการปลูกมะพร้าวของที่สวนจะเริ่มจากการคัดเลือกพันธุ์ที่เพาะไว้ก่อน ถ้าหากต้นไหนขึ้นไม่เสมอกัน จะคัดทิ้งก่อนแล้วนำมาชำในถุงดำ จากนั้นเมื่อชำในถุงดำเสร็จ เป็นเวลา 3 เดือน จะมีใบขึ้นมาประมาณ 5 ใบ และให้สังเกตที่โคนต้นที่ชำไว้ว่าโคนต้นปกติไหม หรือแคระแกร็น ลำต้นเรียว หรือใหญ่ ถ้าลำต้นเรียวจะคัดทิ้งทั้งหมด แล้วเลือกเฉพาะต้นที่มีคุณภาพ ต้นอวบสมบูรณ์มากปลูก

“การปลูกเทคนิคอยู่ที่การเอียงต้นประมาณ 30 องศา บางคนบอกว่าเพื่อทำให้ต้นเตี้ย แต่การเอียงต้นของผมทำเพื่อให้ระหว่างต้นกับลูกไม่เกิน 1 ปีสลัดกะลาออก หรือบางคนจะปลูกตรงก็ปลูกได้ แต่รากจะขี่กะลากันอยู่ มันคือปัญหาการเจริญเติบโตจะช้านิดหนึ่ง แต่ถ้าเราแยกรากกับกะลาออกได้เร็วเท่าไหร่ โอกาสที่รากของมันจะไปได้ไกลมันมีเยอะกว่า”

หลังจากลงต้นพันธุ์ปลูกเสร็จแล้ว ให้ใช้วัสดุคลุมดิน หรือปุ๋ยหมักโรยรอบๆ ต้นประมาณครึ่งถัง ให้ใช้วัสดุคลุมดินที่สามารถหาได้ในท้องถิ่น เช่น ถ้ามีใบอ้อยก็ใช้ใบอ้อย ถ้ามีฟางให้ใช้ฟาง หรือถ้ามีผักตบชวาก็ใช้ผักตบชวาคลุม เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของดินทำให้รากงอกง่ายขึ้น ซึ่งเมื่อรากงอกออกมาได้สักระยะให้ใส่ปุ๋ยหมักรอบนอกอีกครั้ง แล้วใช้วัสดุคลุมดินอีกรอบ

แต่มีข้อควรระวังสำหรับเกษตรกรที่ใช้วัสดุคลุมดินในการปลูกมะพร้าว คือจะมีด้วงแรด เพราะด้วงแรดชอบดินร่วนซุย ชอบดินที่มีความชุ่มชื้น วิธีแก้คือให้ใช้ตาข่ายดักนกตาถี่ขนาดกว้าง 2 เซนติเมตร มาขึงเพื่อดักไม่ให้แมลงเข้ามาได้ โดยขึงให้ตรึงเป็นผืนใหญ่ ถือเป็นวิธีที่ดีมาก และเมื่อไปดูผลลัพธ์จะพบว่าด้วงไม่มาเจาะเหมือนตอนที่ยังไม่ขึงตาข่าย

การดูแลรดน้ำ-ใส่ปุ๋ย
ที่สวนจะรดน้ำด้วยระบบน้ำสปริงเกลอร์ 2 วันครั้ง เปิดรดครั้งละ 15-20 นาที น้ำถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่าให้ขาด จำเป็นต้องมีระเบียบวินัย “ถ้าหากขาดการรดน้ำไปสัก 1 อาทิตย์ แล้วกลับมารด ทะลายที่มีลูกเล็กๆ บางทะลายมันสลัดลูกทิ้งเกือบทั้งทะลาย เหมือนเป็นสัญญาณบอกว่าเราให้น้ำน้อยเกินไป ให้น้ำแค่นี้สามารถเลี้ยงได้แค่ทะลายละ 5 ลูก ที่เหลือจะสลัดลูกทิ้งหมด ในช่วงที่เราให้น้ำห่างกัน”

ส่วนปุ๋ยจะใส่ตามการวิเคราะห์ค่าดิน เพราะว่าที่นี่จะมีทางกรมส่งเสริมการเกษตรเข้ามาสนับสนุนหรือที่รู้จักกันในชื่อ ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) โดยการขุดดินในหลายๆ จุดของพื้นที่สวนนำไปบดให้ละเอียด แล้วนำไปตรวจ แล้ววิเคราะห์ออกมาว่าดินในพื้นที่ของเราเป็นดินลักษณะแบบไหน เหมาะกับการปลูกมะพร้าวหรือไม่ และถ้าปลูกแล้วควรบำรุงปุ๋ยด้วยสูตรอะไร ปริมาณเท่าไหร่ ตรงนี้ทางเจ้าหน้าที่จะวิเคราะห์ตามผลของดินที่ออกมา นำมาผสมเป็นปุ๋ยสั่งตัด โดยจะมีแม่ปุ๋ยสูตร 0-0-60, 46-0-0, 18-46-0

“ระยะเวลาในการใส่ปุ๋ย UFABETSIX.COM ช่วงเริ่มต้นหมั่นใส่ปุ๋ยทุก 15 วัน ใส่ปุ๋ยสั่งตัดต้นละประมาณ 1 ช้อนแกง ใส่บริเวณใกล้โคนต้นประมาณ 1 คืบ ซึ่งการใส่ปุ๋ยสั่งตัดจะมีการระบุว่าในแต่ละช่วงจะใส่ปุ๋ยสูตรไหน เช่น สูตรที่กรมวิชาการเกษตรให้มาคือการผสมปุ๋ยยูเรีย 46-0-0, 0-0-60, 18-46-0 โดยปุ๋ยแต่ละสูตรจะผสมใส่ในปริมาณที่ไม่เท่ากัน ใส่ตามค่าวิเคราะห์ดินที่ทางกรมวิชาการเกษตรผสมมาให้เรียบร้อย เรานำมาหว่าน แล้วค่อยเพิ่มให้ปุ๋ยเป็น 1 กำมือในช่วงที่ต้นอายุได้ 1 ปีขึ้นไป เพื่อบำรุงลูกบำรุงต้น เพราะถ้าไม่เริ่มบำรุงตั้งแต่ในช่วงต้นอายุได้ 1 ปีครึ่ง จากแทนที่เราจะได้ผลผลิตในปีที่ 3 ก็อาจจะต้องรอนานเป็น 3 ปีครึ่งถึง 4 ปี เลยก็เป็นได้ แต่ถ้าใครไม่มีปุ๋ยสั่งตัดแนะนำให้ใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ควรใส่อย่างน้อยปีละ 2-3 ครั้ง โดยตามหลักวิชาการคือ ใส่ต้นฝน ปลายฝน แต่ถ้าเรามีระบบน้ำอยู่แล้วก็สามารถใส่ได้ถี่กว่านี้ โดยให้ดูความสมบูรณ์ ความเขียวของต้น เป็นส่วนประกอบคู่กันไป”

การดูแลช่วงรอเก็บเกี่ยวผลผลิต
เน้นการตัดแต่งก้านในหน้าแล้ง เพราะในช่วงหน้าแล้งน้ำจะน้อย หากไม่ทำการตัดแต่งก้านเลย จะทำให้ต้นดึงน้ำไปเลี้ยงเฉพาะก้าน แต่ไปไม่ถึงลูก โดยการตัดแต่งให้ตัดห่างจากทะลายประมาณ 1 ก้าน แล้วก้านที่รองลงไปให้ตัดทิ้งทั้งหมด
เน้นการตัดแต่งเฉพาะใบที่แห้งเป็นสีน้ำตาลออกไป เพราะเป็นใบที่ไม่สามารถดึงสารอาหารต่างๆ มาหล่อเลี้ยงลำต้นได้
ปริมาณผลผลิต 15 วัน ตัดได้ 1 ทะลาย 1 เดือน ตัดได้ 2 ทะลายต่อต้น จะได้เนื้อที่พอดี คือ 1 ชั้นครึ่ง เป็นระยะที่พอดี ผู้บริโภคจะชอบเนื้อประมาณนี้ เนื้อจะไม่แข็ง ไม่นิ่มจนเกินไป สามารถใช้ช้อนขูดเบาๆ ได้ ไม่ต้องเคี้ยวแรง

การตลาดทั่วถึง ปัจจุบันที่สวนขายมะพร้าวในราคาส่งลูกละ 15 บาท พร้อมกับการรับประกันเนื้อ สำหรับลูกค้าที่ต้องการนำไปทำเค้ก ว่าจะได้เนื้อและน้ำมะพร้าวตามที่ต้องการ 100 เปอร์เซ็นต์ หรือถ้านำไปทำน้ำปั่นก็จะเลือกให้เฉพาะที่ไปทำน้ำปั่น เพื่อให้ได้น้ำมะพร้าวออกมานวล สวย ปั่นแล้วได้กำไร ซึ่งแนวคิดการแยกขายมะพร้าวเป็นหมวดหมู่แบบนี้ได้มาจากความชอบดื่มน้ำมะพร้าวเป็นทุนเดิมของตนเอง จึงใช้ความชอบมาเป็นการสังเกตทำให้เกิดความชำนาญในการเลือกมะพร้าวให้เหมาะสมกับประเภทที่นำไปใช้ จนเกิดแนวคิดที่ว่า

“ถ้าเราทำแบบนี้ลูกค้าเราจะเพิ่มขึ้นไหมในตลาด เราก็เลยลองการันตีลูกค้า โดยที่ลูกค้าเดินมาหาเราจะถามลูกค้าก่อนว่า พี่ชอบเนื้อแบบไหน หากลูกค้าชอบแบบพอได้เคี้ยวหน่อย เราก็จะเลือกมะพร้าวที่เป็นเนื้อ 2 ชั้นให้ เราก็จะจัดให้ตามความต้องการของลูกค้า จนทำให้ลูกค้าทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นบริโภคน้ำ เนื้อ รวมถึงร้านน้ำปั่น ร้านทำเค้ก ติดใจร้านเราหมด ทำให้ที่สวนของเรามียอดขายมะพร้าวได้วันละ 200-350 ลูก ขายหมดทุกวัน”

แนะนำมนุษย์เงินเดือนอยากปลูกมะพร้าว
“การปลูกมะพร้าวสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มีเวลาน้อย ก่อนอื่นควรประเมินว่าสถานที่ปลูกของเรามีน้ำเพียงพอไหม ถ้าน้ำเพียงพอ เราสามารถจัดการด้วยระบบ เพราะทุกวันนี้มีระบบที่สามารถรดน้ำผ่านแอปพลิเคชั่นบนมือถือได้ ใช้เวลาหลังเลิกงานไม่กี่นาทีในการควบคุมระบบรดน้ำ แล้วในส่วนของการดูแลทางกายภาพคือเรื่องโรคและแมลงอาจจะแบ่งหน้าที่ให้พ่อแม่ช่วยดูแล แต่สิ่งสำคัญที่สุดหากมนุษย์เงินเดือนจะทำคือไม่อยากให้ทำเยอะ ให้เริ่มต้นทำทีละไร่ เพื่อที่จะดูสภาพดินด้วย เพราะการทำเกษตรไม่จำกัดว่าต้องทำเยอะเพียงอย่างเดียวถึงจะดี ในทางกลับกันหากทำเยอะอาจไม่ได้ผลเท่ากับการทำน้อยๆ แต่ดูแลอย่างทั่วถึง”

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทร. 087-759-3858, เฟซบุ๊ก : ศักดิ์ศรี พระจันทร์ และช่องยูทูป : ศักดิ์ศรี คนเกษตรแห่งที่ราบสูงงง