สำหรับพื้นที่ภาคอีสานจะถูกพัฒนาให้เป็นพื้นที่ลงทุนคล้ายกับเขต

เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แต่จะมีความแตกต่างกัน คือ EEC ปักธงให้ 3 จังหวัดใช้พื้นที่เป็นตัวกำหนดสิทธิประโยชน์การลงทุน แต่อีสานจะปักธงใช้อุตสาหกรรมมาเป็นตัวกำหนดสิทธิประโยชน์การลงทุน คือ อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปอาหาร และอุตสาหกรรมไบโอชีวภาพ สิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนจะเป็นไปตามอุตสาหกรรมที่สนับสนุน แต่จะไม่สูงไปกว่าสิทธิประโยชน์ใน EEC

ทั้งนี้ ได้ดึงให้ภาคเอกชนที่เป็นโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เข้าร่วมประชารัฐในกลุ่มส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและวิสาหกิจเริ่มต้น (SMEs & Startup) หรือกลุ่ม D2 และกลุ่มพัฒนาคลัสเตอร์ภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) หรือกลุ่ม D5 เพื่อร่วมกำหนดและวางกรอบของแนวทางการพัฒนาให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และการพัฒนาทั้งวัตถุดิบ ต่อยอดทุกอุตสาหกรรมสู่การปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตด้วยหุ่นยนต์ วางกลยุทธ์ให้บุคลากรทำงานด้านที่ยังพึ่งพาแรงงานร่วมกับมหาวิทยาลัยพัฒนาเทคโนโลยีที่มีงานวิจัยมาช่วยให้นำไปสู่อุตสาหกรรมไบโอชีวภาพเต็มรูปแบบ

แหล่งข่าวกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า คาดว่า จังหวัดนครราชสีมาจะเป็นพื้นที่เป้าหมายในการตั้งฟู้ดวัลเลย์เพราะศักยภาพของจังหวัดมีแหล่งวัตถุดิบ ส่วนเขตส่งเสริมไบโอชีวภาพคือ จ.ขอนแก่น เพราะมีโรงงานน้ำตาลพร้อมลงทุน รอเพียงหลักเกณฑ์ที่จะประกาศเป็นเขตส่งเสริมพิเศษ เพราะหากจะให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคอีสานไม่ง่าย ต้องมี พ.ร.บ.ออกมารองรับขั้นตอนนานเกินกว่าที่นักลงทุนจะรอได้

ส่วนสิทธิประโยชน์สามารถใช้ พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เรื่องการยกเว้นภาษีนิติบุคคลสูงสุด 13 ปี และ พ.ร.บ.เพิ่มขีดความสามารถของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย (กองทุน 10,000 ล้านบาท) ยกเว้นภาษีนิติบุคคลสูงสุด 15 ปี หากมีความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยสนับสนุนพัฒนาด้านผู้เชี่ยวชาญที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ

เนื้อหมู เป็นหนึ่งในเนื้อสัตว์ที่คนไทยนิยมบริโภค ถึงแม้เนื้อหมูจะอุดมไปด้วยโปรตีน ไขมัน วิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ มากมาย แต่หากไม่ปรุงให้สุกก่อนการบริโภค เนื้อหมูก็อาจเป็นตัวนำจุลินทรีย์ก่อโรคตลอดจนพยาธิต่างๆ มาสู่ผู้บริโภคได้ โดยทั่วไปเนื้อสัตว์ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหมูดิบ เนื้อไก่ หรือเนื้อวัว อาจพบการปนเปื้อนของแบคทีเรีย ไวรัส โปรโตซัว รวมทั้งพยาธิได้หลายชนิด อย่างไรก็ตาม มีเชื้อก่อโรคบางชนิดที่สัมพันธ์หรือมักพบในเนื้อหมูดิบได้บอกว่าเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ เชื้อเหล่านั้น ได้แก่ สเตรปโตคอกคัสซูอิส (Streptococcus suis) เยอชิเนีย เอนเทอโรโคไลติกา (Yersinia enterocolitical) ไวรัสตับอักเสบ อี (Hepatitis E virus) พยาธิทริคิเนลลา (Trichinella spiralis) และพยาธิตืดหมู (Taenia solium)

โดยส่วนใหญ่ผู้บริโภคมักได้รับเชื้อก่อโรคและพยาธิที่กล่าวมาข้างต้นจากการบริโภคเนื้อหมูดิบหรือเนื้อหมูที่ปรุงแบบดิบๆ สุกๆ ซึ่งมักพบในอาหารประเภท ลาบ ลาบเลือด หลู้ และแหนม เป็นต้น โดยเชื้อก่อโรคแต่ละตัวจะก่อให้เกิดอาการป่วยหรืออาการผิดปกติแตกต่างกันออกไป ในกรณีของการติดเชื้อสเตรปโตคอกคัส ซูอิส หรือที่รู้จักกันในชื่อของโรคไข้หูดับ โรคนี้จะมีระยะฟักตัวของโรคไม่เกิน 3 วัน ในผู้ป่วยบางรายอาจแสดงอาการป่วยหลังได้รับเชื้อภายในเวลา 2-3 ชั่วโมง โดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักมีไข้สูง มีอาการของเยื่อหุ้มสมองอักเสบ อันได้แก่ อาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง อาเจียน คอแข็ง กลัวแสง และความสามารถในการรับรู้ลดลง นอกจากนี้ อาการสำคัญอีกอย่างหนึ่งของโรคนี้ก็คือ การสูญเสียการได้ยินแบบถาวรหรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า อาการหูดับ รวมทั้งอาการเดินเซ ทั้งนี้เนื่องจากเส้นประสาทสมองที่ทำหน้าที่ในการควบคุมการได้ยินและการทรงตัวถูกทำลาย นอกจากอาการที่กล่าวมาข้างต้น บางครั้งยังอาจพบอาการข้ออักเสบ อาการลิ้นหัวใจอักเสบ และอาการปอดบวม ร่วมด้วย

ในกรณีของการติดเชื้อเยอซิเนีย เอนเทอโรโคไลติกา อาการสำคัญของโรคนี้ก็คืออาการกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ โดยผู้ป่วยจะมีอาการไข้ ท้องเสีย อาเจียน และปวดท้อง หลังได้รับเชื้อประมาณ 2-3 วัน โดยทั่วไปอาการดังกล่าวจะคงอยู่ประมาณ 3-4 วัน อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยบางรายอาจแสดงอาการป่วยเป็นระยะเวลานาน 1-2 สัปดาห์ อาการที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของการติดเชื้อเยอซิเนีย เอนเทอโรโคไลติกา ซึ่งถือได้ว่าเป็นลักษณะเฉพาะที่ทำให้การติดเชื้อนี้แตกต่างไปจากการติดเชื้อก่อโรคอาหารเป็นพิษ ตัวอื่นก็คืออาการปวดท้องบริเวณด้านล่างขวาของลำตัว โดยอาการดังกล่าวจะคล้ายคลึงกับอาการปวดท้องอันเนื่องมาจากโรคไส้ติ่งอักเสบ

สำหรับการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบอีนั้น อาการโดยทั่วไปจะไม่แตกต่างไปจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดอื่นๆ กล่าวคือ ในระยะแรกของโรค ผู้ป่วยอาจมีอาการไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน และปวดท้องบริเวณใต้ชายโครงด้านขวาซึ่งเป็นตำแหน่งของตับ จากนั้นจะพบอาการของโรคดีซ่านตามมา โดยผู้ป่วยจะมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะมีสีเข้ม โดยทั่วไปผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นภายในระยะเวลา 3-4 สัปดาห์ หลังเริ่มแสดงอาการ หากเปรียบเทียบกับโรคไข้หูดับหรือโรคอาหารเป็นพิษจากการติดเชื้อเยอซิเนียเอนเทอโรโคไลติกา ที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบอีจะมีระยะฟักตัวของโรคที่นานกว่า โดยอาการของโรคมักเกิดขึ้นหลังจากผู้ป่วยได้รับเชื้อประมาณ 3-8 สัปดาห์ โดยมีระยะฟักตัวเฉลี่ยอยู่ประมาณ 40 วัน หรือประมาณเดือนครึ่ง

ในกรณีของโรคทริคิโนซีส (Trichinosis) ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากการบริโภคเนื้อสัตว์ที่มีตัวอ่อนระยะติดต่อของพยาธิทริคิเนลลา สไปราลิส ที่อยู่ภายในซีสต์ในกล้ามเนื้อเข้าไป ภายหลังจากที่ตัวอ่อนของพยาธิเข้าสู่ร่างกาย ตัวอ่อนจะไปเจริญเป็นตัวเต็มวัยอาศัยอยู่ในลำไส้เล็ก จากนั้นพยาธิตัวเต็มวัยจะผสมพันธุ์และออกลูกเป็นตัวอ่อน ตัวอ่อนของพยาธิที่เกิดขึ้นจะเข้าสู่กระแสเลือด แล้วเคลื่อนไปฝังตัวในกล้ามเนื้อต่างๆ ทั่วร่างกาย ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและมีไข้ อย่างไรก็ตาม หากตัวอ่อนของพยาธิเคลื่อนไปฝังตัวในกล้ามเนื้อหัวใจหรือกล้ามเนื้อกะบังลม ก็อาจเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้

เช่นเดียวกันกับพยาธิทริคิเนลลา พยาธิตืดหมูสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านทางการรับประทานเนื้อหมูที่มีตัวอ่อนระยะติดต่อของพยาธิซึ่งมีลักษณะคล้ายเม็ดสาคูเข้าไป โดยตัวอ่อนจะไปเจริญเป็นตัวเต็มวัยอาศัยอยู่ในลำไส้เล็ก เป็นผลให้ผู้ป่วยมีอาการปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ อ่อนเพลีย และน้ำหนักลด เนื่องจากพยาธิตัวแก่ที่อยู่ในลำไส้ดูดแย่งอาหาร นอกจากอาการที่กล่าวมาข้างต้น พยาธิตืดหมูยังเป็นสาเหตุของโรคซิสติเซอร์โคลีส (Cysticercosis) ในคนได้อีกด้วย โดยโรคดังกล่าวเกิดจากการที่คนกินไข่ของพยาธิตืดหมูที่ปนเปื้อนในน้ำ ผักสด หรือผลไม้ เข้าไป จากนั้นตัวอ่อนของพยาธิจะกระจายไปตามอวัยวะต่างๆ แล้วกลายเป็นก้อนซีสต์หรือเม็ดสาคูอยู่ทั่วร่างกาย หากก้อนซีสต์เกิดขึ้นที่สมองหรือไขสันหลังจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการลมชัก ปวดศีรษะ และเสียชีวิตได้ แต่หากก้อนซีสต์เกิดขึ้นที่ตา ก็อาจทำให้ตาบอดได้

จากข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่ามีเชื้อก่อโรคและพยาธิหลายตัวที่พบได้ในเนื้อหมูดิบ ดังนั้น เพื่อป้องกันหรือลดโอกาสในการได้รับเชื้อก่อโรคหรือพยาธิเหล่านี้ ผู้บริโภคจึงควรหลีกเลี่ยงการบริโภคเนื้อหมูดิบ เลือด หรือผลิตภัณฑ์จากเนื้อหมูที่ปรุงไม่สุก หรือไม่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนหรือการฉายรังสีอย่างถูกต้อง รวมทั้งควรเลือกซื้อเนื้อหมูจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ โดยเนื้อหมูเหล่านั้นควรมาจากฟาร์มเลี้ยงสุกรที่ได้มาตรฐาน และผ่านกระบวนการแปรรูป ชำแหละ และตัดแต่งซากจากโรงฆ่าสัตว์ที่มีสัตวแพทย์ควบคุมดูแลในทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิตอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ได้เนื้อหมูที่ใหม่ สด สะอาด และปลอดภัยต่อผู้บริโภค โดยเนื้อหมูที่ดีควรมีสีชมพู ผิวสัมผัสชุ่มชื้น ไม่มีกลิ่นคาวหรือมีสีคล้ำ

วช. ร่วมกับเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2560 (Thailand Research Expo 2017)” ระหว่างวันที่ 23 – 27 สิงหาคม 2560 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชัน เซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2560 เวลา 09.30 น. พลอากาศเอกประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีเปิดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2560 (Thailand Research Expo 2017)” พร้อมปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ศาสตร์พระราชา : วิจัยและพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน” และมอบรางวัล National Ethics Committee Accreditation System of Thailand (NECAST) และประกาศนียบัตรรับรองมาตรฐานห้องปฎิบัติการที่เกี่ยวกับสารเคมีตามมาตรฐาน (มอก.2677)

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.)กล่าวว่า การจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2560 (Thailand Research Expo 2017)” เป็นเวทีระดับชาติ ที่นำเสนอผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมการวิจัยที่มีคุณภาพ เพื่อเชื่อมโยงบูรณาการ องค์ความรู้ไปสู่การใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ ทั้งในมิติเชิงวิชาการ นโยบาย สังคม ชุมชน และพาณิชย์/อุตสาหกรรม โดยเริ่มจัดครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๔๙ ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในการนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมการวิจัยที่มีคุณภาพ

สำหรับการจัดงาน มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2560 (Thailand Research Expo 2017)” ในปีนี้ จัดขึ้นเป็นปีที่ 12 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผู้ทรงเป็น“พระบิดาแห่งการวิจัย” สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 และพระบรมวงศานุวงศ์ ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่องานวิจัยไทย

นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างสรรค์ และสร้างแรงขับเคลื่อน เพื่อพัฒนาให้เกิดการนำองค์ความรู้ ผลผลิต เทคโนโลยี และนวัตกรรม จากการวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ ตลอดจนเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงการวิจัยของไทยที่มีศักยภาพไปสู่กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์ระดับประเทศและนานาชาติ ภายใต้แนวคิด “วิจัยเพื่อพัฒนาประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” โดยมี น้องฟันเฟือง เป็น Mascot ของงาน

กิจกรรมภายในงานแบ่งเป็น 9 ส่วน ได้แก่ การแสดงนิทรรศการ ประกอบด้วย นิทรรศการน้อมรำลึกพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ผู้ทรงเป็นพระบิดาแห่งการวิจัยไทย นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์

นิทรรศการผลงานวิจัยและกิจกรรมการวิจัยจากหน่วยงานในระบบวิจัยร่วมด้วย “ผลงานวิจัยเชิงศิลปะ” และ “ผลงานวิจัยตอบโจทย์วิจัยเชิงพื้นที่” นิทรรศการผลิตผลองค์ความรู้การวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ในพื้นที่ชุมชนสังคม (Research for Community) นิทรรศการผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา กว่า 127 หน่วยงาน นำเสนอผลงานมากกว่า 500 ผลงาน ใน 7 ประเด็นกลุ่มเรื่องวิจัย ได้แก่ งานวิจัยเพื่อความมั่งคง งานวิจัยเพื่อการเกษตร งานวิจัยเพื่ออุตสาหกรรม งานวิจัยเพื่อสังคม งานวิจัยเพื่อการแพทย์และสาธารณสุข งานวิจัยเพื่อพลังงาน งานวิจัยเพื่อทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม

ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านโคกห้วย (บ้าน คุณสำอางค์ เผือกหอม) ตั้งอยู่ หมู่ที่ 7 บ้านโคกห้วย ตำบลเทพมงคล อำเภอบางซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ตามโครงการพัฒนาคุณภาพการบริหารศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอบางซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โทร. (035) 375-918 ปีงบประมาณ 2556 จนถึงปัจจุบัน ใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมบูรณาการฐานการเรียนรู้อยู่อย่างพอเพียง 7 ฐาน ให้นักเรียน นักศึกษา ประชาชน และผู้สนใจเข้าศึกษาเรียนรู้ มีสาระสำคัญในแต่ละฐาน ดังนี้

ฐานการเรียนรู้ที่ 1 ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการปฏิบัติตนแก่พสกนิกรชาวไทย ได้แก่ ความพอเพียง คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการสร้างภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี ใช้ในการตัดสินใจให้อยู่ระดับพอเพียง ต้องอาศัยทั้งความรู้และคุณธรรมเป็นพื้นฐานในการวางแผนการดำเนินชีวิต เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลง ผู้เรียนได้ศึกษาเรียนรู้กระบวนการคิดการปฏิบัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 9 ขั้น 1. การกำหนดจุดมุ่งหมาย 2. สำรวจความรอบรู้ในงานที่คิด/ทำ 3. ประเมินความเป็นไปได้ของงานที่คิด/ทำ 4. คิดวางแผนอย่างรอบคอบ 5. คิดประมาณตนเอง เดินทางสายกลาง 6. คิดคาดคะเนความเสี่ยง พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง 7. ลงมือปฏิบัติงานตามที่คิดหรือวางแผนไว้ 8. ประเมินและปรับปรุงการคิดการปฏิบัติงานให้ก้าวหน้า และ 9. คิดสะท้อนผล และสรุปการเรียนรู้ เพื่อนำไปปรับประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้

ฐานการเรียนรู้ที่ 2 การทำบัญชีครัวเรือนวิถีธรรม

ฝึกการทำบัญชีครัวเรือนวิถีธรรม คือการจัดสรรทรัพย์ประจำวัน แบ่งเป็น 4 ส่วน ได้แก่ 1. การดำเนินชีวิต 2. การลงทุน 3. การบำรุงสงเคราะห์ และ 4. การเก็บออม การทำบัญชีครัวเรือนวิถีธรรม จะช่วยให้ผู้ทำมีความสุขในการครองเรือน

ฐานการเรียนรู้ที่ 3 การปลูกผักปลอดสารพิษ

ฝึกปลูกผักปลอดสารพิษ หรือผักอินทรีย์ การปลูกควรเลือกสถานที่ที่มีแสงแดดส่องถึง การทำแปลงผักตามความชอบ เช่น ปลูกในภาชนะ ยกร่อง กระบะ ขุดหลุม หรือยกร่องปลูก ก่อนปลูกควรขุดดินตากไว้ 7 วัน เพื่อฆ่าเชื้อโรค ขนาดแปลงเพาะ กว้าง 1 เมตร ยาว 1.5-2 เมตร ปรับสภาพดินด้วยปูนขาว ใช้ปุ๋ยหมักผสมดิน แล้วนำเมล็ดหยอดหลุม หลุมละ 2-3 เมล็ด ใช้ฟางข้าวคลุมแปลงปลูก ใช้น้ำหมักชีวภาพ พ่นทุกๆ 7 วัน และกำจัดวัชพืชใช้วิธีการถอน จะได้พืชผักที่มีคุณภาพ ไม่มีสารพิษตกค้าง ปลอดภัยแก่ผู้บริโภค

ฐานการเรียนรู้ที่ 4 การจัดการขยะมูลฝอย

ผู้เรียนได้ศึกษาเรียนรู้ เรื่องการจัดการขยะมูลฝอย (Solid Waste) เศษสิ่งเหลือใช้และสิ่งปฏิกูลต่างๆ ที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์และสัตว์ มีทั้งขยะเปียก ขยะแห้ง และขยะอันตราย ซึ่งมีแหล่งกำเนิดมาจากชุมชนที่พักอาศัย ตลาด ร้านค้า โรงพยาบาล ฯลฯ การกำจัดขยะโดยใช้หลัก 5 R คือ 1. Reduce-การลดการใช้ผลิตภัณฑ์ที่สิ้นเปลือง 2. Reuse-การนำมาใช้ซ้ำ 3. Repair-การซ่อมแซมแก้ไขใช้งานต่อได้ 4. Recycle-การแปรสภาพหมุนเวียนนำกลับมาใช้ได้ใหม่ 5. Reject-การหลีกเลี่ยงใช้สิ่งที่ก่อให้เกิดมลพิษ ถังขยะ มี 4 สี ได้แก่ สีเขียว-ใส่ขยะย่อยสลายได้ สีเหลือง-ใส่ขยะที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ สีน้ำเงิน-ขยะที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้ และสีแดง-ใส่ขยะอันตราย

ฐานการเรียนรู้ที่ 5 การทำน้ำหมักชีวภาพ

ฝึกทำน้ำหมักชีวภาพ เป็นของเหลวเข้มข้นที่ได้จากการหมักอินทรียวัตถุ มีจุลินทรีย์ช่วยย่อยให้มีการเน่าเปื่อยผุพังได้เร็วกว่าปกติ ทำได้โดยนำผลไม้ พืชผัก เศษอาหาร มาหมักกับน้ำตาลทรายแดง น้ำตาลอ้อย หรือกากน้ำตาล หมัก 15 วัน ถึง 3 เดือน คนบ่อยๆ จะได้ผลเร็ว ใช้บำบัดน้ำเสีย ชำระล้าง ทำความสะอาดในห้องน้ำ ทำฮอร์โมน ดับกลิ่น รดน้ำต้นไม้ ทำปุ๋ยหมัก และการปศุสัตว์ ถ้าหมักผลไม้รสเปรี้ยว มะเฟืองจะได้น้ำหมักสำหรับใช้ทำความสะอาด วิธีการหมัก ใช้ผลไม้ 3 กิโลกรัม (หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ) ผสมน้ำตาลอ้อย 1 กิโลกรัม และน้ำสะอาด 8-10 ลิตร คลุกเคล้าให้เข้ากัน โรยน้ำตาลอ้อยปิดหน้า เหลือไว้ประมาณ 1 ส่วน ปิดฝาให้สนิท ใช้เวลาหมัก 3 เดือน ใช้ได้

ฐานการเรียนรู้ที่ 6 การทำซุปเปอร์ฮอร์โมนไข่

ซุปเปอร์ฮอร์โมนไข่ เป็นฮอร์โมนประเภทหนึ่งที่สร้างจุลินทรีย์สิ่งมีชีวิต ufabets.co.uk ช่วยทำให้พืชเจริญเติบโตทางลำต้น ใบ ดอก และผลได้อย่างมีคุณภาพ ใช้ได้ทั้งนาข้าว พืชไร่ สวนผัก ผลไม้ เพิ่มผลผลิตมีกำไรต่อไร่ สามารถทำได้เอง ใช้วัตถุดิบ ได้แก่ ไข่ไก่สด สาหร่ายทะเล แมกนีเซียม สังกะสี (ผง) จิบเบอเรลลิน (ฮอร์โมนพืช ผงกันบูด หัวไชเท้า แป้งข้าวหมาก น้ำตาลทรายแดง แคลเซียม (ผง) นมจืด N.A.A (สารเร่งราก) ปุ๋ยเกล็ดสูตร 13-0-14 และน้ำมะพร้าว การผลิต นำไข่ใส่เครื่องปั่นพร้อมเปลือกปั่นให้ละเอียดแล้วเทลงถังหมักคนให้เข้ากัน ปิดฝาให้สนิท หมักทิ้งไว้ 2 สัปดาห์ เก็บถังหมักไว้ที่ร่มอากาศถ่ายเทได้สะดวก เมื่อครบนำซุปเปอร์ฮอร์โมนไข่มาใช้ได้ วิธีใช้ น้ำซุปเปอร์ฮอร์โมนไข่ 2 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นตามใบได้ทุกวันตอนเช้าและตอนเย็น จะให้ได้ผลดีควรพ่นช่วงแสงแดดอ่อน

ฐานการเรียนรู้ที่ 7 การเผาถ่านด้วยเตาเศรษฐกิจ

เตาเผาถ่านเศรษฐกิจ เป็นเตาแบบประหยัดพลังงาน มีปล่องข้างเตา ประดิษฐ์ขึ้นจากวัสดุที่หาง่ายในท้องถิ่นคือ ถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร ประกอบง่าย ราคาถูก ได้น้ำส้มควันไม้เป็นยาฆ่าแมลงกำจัดศัตรูพืช วิธีการเผา 1. นำกิ่งไม้เศษวัชพืชเรียงใส่ถังจนเต็มในแนวตั้ง เอาเศษเล็กลงล่าง 2. ปิดฝาให้สนิท 3. จุดไฟในช่องไฟ 4. หลังจากไฟติดประมาณ 40-60 นาที สังเกตปล่องควัน 5. ระยะแรกควันจะเป็นสีขาวเข้ม ต่อมาจะเป็นสีฟ้า และค่อยๆ ใสขึ้น จนกลายเป็นไอร้อน ใช้เวลาเผาประมาณ 2 ชั่วโมง 6. หลังจากนั้น ชั่วโมงที่ 5 ให้สังเกตควันที่ปล่องด้านข้าง เมื่อควันเริ่มใสให้ปิดปล่องควันด้านข้างถังและลดไฟจนเหลือครึ่ง สังเกตปล่องควันที่เหลือ หากควันใสก็พัก และปิดช่องจุดไฟให้สนิท มีน้ำส้มควันไม้หยดออกตามรูเล็กๆ ท่อข้างเตา 7. รวมระยะเวลาจุดไฟประมาณ 6 ชั่วโมง ปล่อยทิ้งไว้ให้เย็น นำถ่านออกไปใช้

คุณเทียนชัย จูพัฒนกุล ผู้จัดการทั่วไป มอบข้าวตราฉัตรให้ พล.ร.ต. โฆสิต เจียมศุภกิตต์ ผู้บัญชาการกองเรือฟริเกตุที่ 1 กองเรือยุทธการ สนับสนุนการฝึกผสม SEA GARUDA 2017 ณ เมืองสุราบายา และเมืองเซมารัง สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ในระหว่างวันที่ 19 กรกฎาคม -15 สิงหาคม 2560 กองทัพเรือไทยกำหนดให้ เรือหลวงสุโขทัยและเรือหลวงคีรีรัฐ เดินทางเข้าร่วมฝึก โดยมี นาวาเอก สุรศักดิ์ ประทานวรปัญญา เสนาธิการกองเรือฟริเกตที่ 1 กองเรือยุทธการ เป็นผู้บังคับหมู่เรือฝึกผสม และนำข้าวตราฉัตรจัดเลี้ยงรับรองบนเรือให้กับผู้นำเหล่าทัพ ในขณะจอดเรือเทียบท่า

นายสมพร เจิมพงศ์ (ที่ 3 จากขวา) รองกรรมการผู้จัดการบริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ พร้อมด้วย ดร.สัจจา ระหว่างสุข (ที่ 2 จากขวา) รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านวิจัยพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์สุกร สายธุรกิจสุกร และนางสาวอังคณา ลิขิตจรรยากุล (ที่ 3 จากซ้าย) รองกรรมการผู้จัดการ ด้านการตลาด เชิญชวนกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท และร้านอาหารในเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ร่วมงาน “SENSE MORE TASTE THE PERFECT by CP-KUROBUTA” มุ่งสร้างการรับรู้และเปิดประสบการณ์ดีๆ ผ่าน 4 สัมผัส เพื่อให้เข้าถึงความสมบูรณ์แบบของเนื้อหมูระดับพรีเมี่ยม “เนื้อหมูดำ ซีพี-คูโรบูตะ” ที่อร่อย นุ่ม และมีความหอมฉ่ำ โดยมีผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้และโชว์การตัดแต่งพิเศษเพื่อเพิ่มมูลค่า สร้างความแตกต่าง และสร้างเอกลักษณ์ให้กับธุรกิจร้านอาหาร พร้อมเสิร์ฟสุดยอดเมนูจากเชฟซีพี ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มผู้ประกอบการ ณ สถาบันผู้นำเครือเจริญโภคภัณฑ์ เขาใหญ่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เมื่อเร็วๆนี้