สำหรับราคาประมูล ณ ตลาดกลางยางพาราอำเภอหาดใหญ่

จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2560 ยางแผ่นดิบ 81.91 บาท/กก. ยางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ที่ 85.99 บาท/กก. ราคา FOB ทะลุ 92.20 บาท/กก. ส่วนราคาท้องถิ่นยางแผ่นดิบ 78.20 บาท/กก. น้ำยางสด ณ โรงงาน 73.00 บาท/กก.

กยท. ห่วงจมน้ำเจอใบร่วง

ด้านนายเชาว์ ทรงอาวุธ รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า จากการประเมินเบื้องต้นสวนยางน่าจะได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม 7-8 แสนไร่ จากพื้นที่ปลูกทั้งหมดทั่วประเทศ 11 ล้านไร่ เพราะจะเสียหายเฉพาะที่ราบที่น้ำท่วมถึง ที่น่าห่วงคือสวนยางที่ถูกน้ำท่วมนาน 2 สัปดาห์ขึ้นไปจะได้รับผลกระทบ เกิดใบร่วงหรือมีการผลัดใบก่อนฤดูกาลตามธรรมชาติ อาจต้องใช้เวลา 2-3 เดือนฟื้นฟู จะส่งผลให้ผลผลิตยางปีนี้มีลดน้อยลง

ด้านสถานการณ์ราคายาง ชี้ไม่ได้ชัดเจนว่าจะขยับขึ้นถึง 100 บาท/กก.เหมือนที่หลายฝ่ายคาดการณ์หรือไม่ แต่แนวโน้มราคามีโอกาสขยับขึ้นอีก จากปัจจัยน้ำท่วม ผลผลิตลดลง ขณะที่ความต้องการยางในตลาดโลกเวลานี้มีเพิ่มขึ้น ทำให้ราคายางในตลาดกลางยางพาราปรับขึ้นตั้งแต่สัปดาห์แรกที่เปิดทำการหลังเทศกาลปีใหม่ โดยขยับขึ้นต่อเนื่องวันละ 1-2 บาทหลายวันติดต่อกัน

วันที่ 18 มกราคม นายศักรินทร์ ทุมเสน นายอำเภอบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ภาวะฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องในพื้นที่โดยมีฝนตกหนักเป็นช่วงๆ ขณะนี้จึงได้สั่งการให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จัดเจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำสำคัญอย่างใกล้ชิด เช่น อ่างเก็บน้ำคลองลอย อ่างเก็บน้ำวังน้ำเขียว ต.ร่อนทอง อ่างเก็บน้ำโป่งสามสิบ ต.ทองมงคล หากพบระดับน้ำเริ่มล้นอ่าง ให้รีบแจ้งประชาชนที่อาศัยอยู่ท้ายน้ำทราบทันทีเพื่อเตรียมการอพยพประชาชนไปที่ปลอดภัย ซึ่งจะต้องเฝ้าระวังต่อเนื่องไปอีกในระยะ 1-2 วัน และจากการสำรวจระบบการระบายน้ำ หลังจากฝนตกหนัก พบว่าน้ำจากเทือกเขาตะนาวศรีไหลลงสู่ทะเลได้รวดเร็วมากขึ้น เนื่องจากหลังการเกิดสถานการณ์น้ำป่าไหลหลากช่วงที่ผ่านมามีการกัดเซาะแนวคลองกว้างขึ้น

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 14 (ชป.14) จ.ประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า ขณะนี้ได้ติดตามปริมาณน้ำอย่างใกล้ชิดพร้อมแสดงปริมาณน้ำและความจุน้ำในอ่างเก็บน้ำที่สำคัญ ขึ้นบนเว็บไซต์สำนักงานชลประทานที่ 14 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ประชานชนติดตามและเตรียมความพร้อม ขณะนี้ มีอ่างเก็บน้ำพียง 2 แห่งเท่านั้น ที่มีปริมาณน้ำ 100 เปอร์เซ็น คืออ่างเก็บน้ำยางชุม ต.หาดขาม อ.กุยบุรี และอ่างเก็บน้ำไทรงาม ต.ทองมงคล อ.บางสะพาน

เมื่อเวลา 12.40 น. วันที่ 18 มกราคม ที่ประตูระบายน้ำบ้านทุ่ง หมู่ที่ 3 ตำบลพลกรัง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา นายสุทธิโรจน์ กองแก้ว ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำตะคอง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบปริมาณน้ำบริเวณเหนือประตูระบายน้ำบ้านทุ่ง ซึ่งเป็นประตูระบายน้ำที่รองรับปริมาณน้ำมาจากลำบริบูรณ์ ก่อนที่จะไหลมาสมทบกับลำน้ำลำตะคอง ที่บริเวณประตูระบายน้ำบ้านกันผม อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครราชสีมา ที่มีระยะทางกว่า 120 กิโลเมตร ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการตรวจสอบปริมาณและการเปิดประตูระบายน้ำ ให้ปริมาณน้ำที่มีการจัดส่งมาตามลำน้ำนั้นไปถึงโรงผลิตน้ำประชาในแต่ละพื้นที่ อีกทั้งเพื่อตรวจสอบว่าตลอด 2 ฝั่งตามลำน้ำไม่มีการนำเครื่องสูบน้ำมาติดตั้งเพื่อทำการสูบน้ำไปทำการเพาะปลูกข้าวนาปรัง ทั้งนี้เป็นไปตามแผนบริหารจัดการน้ำ ตามติที่ประชุม GMC ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธาน ที่ต้องการรักษาปริมาณน้ำกักเก็บไว้ในการอุปโภคบริโภคเป็นหลัก

นายสุทธิโรจน์ กองแก้ว ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำตะคอง เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ตรวจสอบในวันนี้ตนเองได้ดำเนินการตรวจสอบเป็นประจำทุกวัน ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการตรวจเยี่ยมให้กำลังใจกับเจ้าหน้าที่ที่ดูแลประตูบายน้ำ อีกทั้งเพื่อเป็นการตรวจสอบปริมาณน้ำเหนือประตูระบายน้ำและท้ายประตูระบายน้ำว่า มีปริมาณน้ำที่อยู่ในตามแผนบริหารจัดการน้ำเหลือไม่ แต่อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบประตูระบายในลุ่มน้ำลำบริบูรณ์ ซึ่งเป็นลำน้ำสายหลักอีกหนึ่งสายที่จะไหลมาบรรจบกับสายน้ำลุ่มน้ำลำตะคอง ที่บริเวณหน้าเขื่อนบ้านกันผม อำเภอเฉลิมพระเกียรติ ก่อนที่เป็นลำน้ำมูลไหลไปสู่อำเภอพิมาย พบว่าปริมาณน้ำยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ ยังมีการผันน้ำตามแผนบริหารจัดการน้ำ

ขณะที่สถานการณ์ปริมาณน้ำภายในเขื่อนลำตะคอง ล่าสุดมีปริมาณน้ำกักเก็บอยู่ที่ประมาณ 114 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 36 เปอร์เซ็นต์ จากความจุกักเก็บ 314 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์น้อยกว่าที่ทางชลประทานคาดการณ์ไว้เพียงเล็กน้อย ขณะที่การจัดส่งน้ำออกจากเขื่อนขณะนี้ได้มีการจัดส่งออกมาอยู่ที่ 2 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือ 1 แสน 7 หมื่นลูกบาศก์เมตรต่อวัน เพื่อจัดส่งไปยังโรงผลิตน้ำประปาในพื้นที่ท้าย เขื่อน ทั้ง 5 อำเภอ ประกอบด้วย อ.สีคิ้ว อ.สูงเนิน อ.ขามทะเลสอ อ.เมืองนครราชสีมา และ อ.เฉลิมพระเกียรติ (บางส่วน) ซึ่งก็เป็นไปตามมติของกลุ่ม GMC ที่กำหนดให้เขื่อนลำตะคองนั้นสามารถจัดส่งน้ำออกจากเขื่อนได้ไม่เกินวันละ 435,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน

ศาสตราจารย์ แคโรลีน สปราย แห่งมหาวิทยาลัยลาโทรป ในนครเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย นอกจากจะให้คำอธิบายที่เป็นการไขปริศนาที่หลายคนข้องใจมานานว่า เพราะเหตุใดมนุษย์ราวๆ 90 เปอร์เซ็นต์ถึงได้ “ถนัดขวา” เหมือนกันหมดเท่านั้น ยังชี้ให้เห็นด้วยว่า “ความถนัดขวา” นั้นมีความสำคัญต่อวิวัฒนาการของมนุษย์มากอย่างยิ่งเพราะเหตุใด

ศาสตราจารย์สปรายระบุว่า การถนัดขวาของมนุษย์เป็นหนึ่งในอุปนิสัยที่แยกมนุษย์ออกจากสัตว์ในออร์เดอร์ไพรเมต (ส่วนใหญ่คือลิง และลิงใหญ่ มนุษย์ก็ถือเป็นสัตว์อยู่ในอันดับนี้ด้วย) ด้วยกัน เพราะไพรเมตส่วนใหญ่ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าโดยรวมแล้วมีความถนัดด้านใดด้านหนึ่งเป็นพิเศษแต่อย่างใด

องค์ความรู้ในปัจจุบันทำให้เรารู้กันดีว่าสมองของมนุษย์เรานั้น แบ่งออกได้เป็น 2 ซีก คือสมองซีกซ้ายและสมองซีกขวา อย่างไรก็ตาม สมองทั้งสองซีกมีความถนัดหรือความชำนาญพิเศษในการควบคุมทักษะที่แตกต่างกันออกไป เช่น สมองซีกซ้ายควบคุมทักษะเชิงภาษาและการเคลื่อนไหวของรยางค์ต่างๆ แต่สมองซีกขวารับผิดชอบมากกว่าในทักษะของการมองเห็น การกำหนดตำแหน่ง

แต่องค์ความรู้ของคนเราก็ยังมีอยู่น้อยมากในเรื่องของการจำกัดกิจกรรมโดยสมองซีกใดซีกหนึ่ง หรือ “เบรน แลเทอเรไลเซชั่น” ซึ่งทำให้กระบวนการทางปัญญา (ค็อกนิทีฟ โปรเซส) บางอย่างถูกควบคุมโดยสมองซีกใดซีกหนึ่งเท่านั้น แต่ถือว่าเป็นคุณลักษณะเด่นของมนุษย์ และเป็นคุณลักษณะที่เกี่ยวพันกับการพัฒนาความสามารถเชิงปัญญา (ค็อกนิทีฟ เอบิลิตี) ของคนเรา

นักวิชาการตั้งข้อสังเกตว่า การถนัดขวาของคนเราอาจมีส่วนในการพัฒนา “เบรน แลเทอเรไลเซชั่น” ดังกล่าวนี้ขึ้นมา เนื่องจากมีหลักฐานบ่งชี้บางประการจากยุคโบราณ

ผลการวิจัยจากการขุดค้นเมื่อเร็วๆ นี้ พบหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงการถนัดขวาของคนเราว่าเป็นมาตั้งแต่บรรพกาล ย้อนหลังไปตั้งแต่ยุคหิน หรือเมื่อราว 3.3 ล้านปีมาแล้วเนื่องจากมีการขุดค้นพบเครื่องมือหินที่เก่าแก่ที่สุดในพื้นที่ซึ่งปัจจุบันนี้อยู่ในประเทศเคนยา ในทวีปแอฟริกา

การทำเครื่องมือหินในยุคนั้นเป็นกิจกรรมที่จำเป็นต้องอาศัยความชำนาญในระดับสูง นักวิชาการในปัจจุบันรู้เรื่องนี้จากการทดลองทำเครื่องมือหินแบบเดียวกันโดยอาศัยกระบวนการทำแบบเดียวกัน และพบว่าเป็นกระบวนการที่ควบคุมโดยสมองซีกซ้าย ซึ่งรับผิดชอบในการคิดวางแผนและดำเนินการตามแผนที่คิดไว้

นักวิทยาศาสตร์พบด้วยว่ามนุษย์ในยุคนั้นถนัดขวาเป็นส่วนใหญ่ เมื่อเทียบกับไพรเมตอื่นๆ เหตุผลสำคัญน่าจะเป็นเพราะสมองซีกซ้ายและขวาของคนเรานั้นควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายในซีกที่ตรงกันข้าม คือสมองซีกซ้ายควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายซีกขวา แต่สมองซีกขวาควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายซีกซ้าย

เมื่อกระบวนการทำเครื่องมือหิน (ที่เป็น ค็อกนิทีฟ เอบิลิตี อย่างหนึ่ง) ควบคุมโดยสมองซีกซ้ายก็ใช้ร่างกายซีกขวาดำเนินการ จนกลายเป็นทั้ง “ความถนัดขวา” และเป็น “เบรน แลเทอเรไลเซชั่น” พัฒนาขึ้นมาควบคู่กัน

เราไม่สามารถหาโครงกระดูกมนุษย์ยุคบรรพกาลได้ครบถ้วนและมากพอที่จะเปรียบเทียบชุดกระดูกมือซ้ายและขวาได้ แต่เราก็ได้หลักฐานแวดล้อมจากฟันของมนุษย์ในยุคนั้นที่แสดงให้เห็นว่าส่วนใหญ่ถนัดขวา โดยอาศัยริ้วรอยที่เกิดกับฟันหน้าที่เป็นรอยซึ่งมีลักษณะเอียงไปทางขวา สันนิษฐานว่าเกิดขึ้นเมื่อมนุษย์โบราณรายนั้นใช้ฟันกัดวัสดุอย่างหนึ่งอย่างใดไว้โดยใช้มือซ้ายถือ แล้วใช้เครื่องมือหินที่ถือด้วยมือขวาตัด ฟันหรือเฉือนวัสดุดังกล่าว ทำให้เครื่องมือหินกระแทกหรือสีเข้ากับฟันหน้าทิ้งริ้วรอยเอาไว้นั่นเอง

นักวิจัยยืนยันเรื่องนี้ด้วยการทดลองตามสมมุติฐานดังกล่าว โดยให้ผู้ทดลองสวมครอบฟันเพื่อเก็บริ้วรอย ก็ได้ผลลัพธ์ออกมาในทำนองคล้ายคลึงกัน

ศาสตราจารย์สปราย เปิดเผยด้วยว่าจากการศึกษากระดูกกรามบนของ “โฮโม ฮาบิลิส” บรรพชนของมนุษย์ที่เก่าแก่ที่สุด ซึ่งเคยใช้ชีวิตอยู่ในแทนซาเนีย ในทวีปแอฟริกาเมื่อ 1.8 ล้านปีก่อน โดยการใช้กล้องจุลทรรศน์กำลังขยายสูงควบคู่กับกล้องถ่ายภาพดิจิทัลเพื่อถ่ายภาพริ้วรอยบริเวณฟันหน้า 4 ซี่ พบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจว่า ริ้วรอยที่เกิดขึ้นเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์เป็นรอยเอียงขวา ซึ่งสันนิษฐานว่าเกิดจากกิจกรรมที่เป็นกระบวนการทางปัญญาทั้งสิ้น

หลักฐานดังกล่าวนอกจากแสดงให้เห็นว่าการถนัดขวานั้นมีมาตั้งแต่ยุคเริ่มแรกของมนุษย์แล้ว ยังแสดงให้เห็นด้วยว่ากระบวนการจัดระเบียบการทำงานในสมองของคนเราก็เริ่มต้นมาตั้งแต่ 1.8 ล้านปีก่อนเป็นอย่างน้อย และทำให้เราสามารถพัฒนาทักษะอย่างเช่นการทำเครื่องมือหินขึ้นมาได้รวมทั้งเป็นจุดเริ่มไปสู่การพัฒนาทักษะอื่นๆ อย่างเช่นภาษาพูดและภาษาเขียนขึ้นตามมาอีกด้วย

เมื่อเวลา 12.00 น.วันที่ 18 ม.ค. ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก จ.สงขลา ได้ออกประกาศฉบับที่ 13(40/2560) เรื่องคลื่นลมแรงในอ่าวไทยและฝนตกหนักในชายฝั่งตะวันออกภาคใต้ จากความกดอากาศสูงกำลังปานกลางจากประเทศจีนแผ่ปกคลุมตอนบนและอ่าวไทย ประกอบกับบริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงอีกระลอกจากประเทศจีนได้แผ่เสริมลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนแล้ว

“ทำให้มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ฝั่งตะวันออก มีกำลังแรงขึ้นต่อเนื่อง ภาคใต้ฝั่งตะวันออกมีฝนตกชุกชุมหนาแน่น ฝนตกหนักหลายพื้นที่ของ จ.สุราษฏร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และ จ.นราธิวาส ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกหนัก ฝนตกสะสม น้ำล้นตลิ่ง น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน ตั้งแต่วันที่ 18-21 ม.ค.60”

รายงานข่าวว่าอ่าวไทยมีคลื่นลมแรง ความสูงของคลื่นประมาณ 2-3 เมตร ระวังอันตรายจากคลื่นซัดเข้าหาฝั่ง ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กควรออกจากฝั่งตั้งแต่วันที่ 18-21 ม.ค.60

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า หลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้พิจารณาออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 36/2559 ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2559 เรื่องมาตรการในการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)โดยมิชอบด้วยกฎหมาย นั้น ส.ป.ก. ได้บังคับใช้ใน 3 กรณี โดยมีเป้าหมายจำนวน 438 แปลง เนื้อที่ 443,501 ไร่ ใน 28 จังหวัด คือ 1. ที่ดินที่ยังไม่เข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินที่มีเนื้อที่ตั้งแต่ 500 ไร่ ขึ้นไป เป้าหมาย 431 แปลง เนื้อที่ 437,145 ไร่ ใน 27 จังหวัด 2.ที่ดินที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดมีมติให้เกษตรกรผู้ได้รับการจัดที่ดินสิ้นสิทธิ เข้าทำประโยชน์แล้ว และครอบครองโดยบุคคลที่มิใช่รับการจัดที่ดินที่มีเนื้อที่ตั้งแต่ 100 ไร่ ขึ้นไป เป้าหมาย 2 แปลง เนื้อที่ 448 ไร่ ใน 2 จังหวัด 3.ที่ดินที่ศาลพิพากษาถึงที่สุดให้ส่งมอบแก่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแล้ว และมีเนื้อที่ตั้งแต่ 500 ไร่ ขึ้นไป เป้าหมาย 5 แปลง เนื้อที่ 5,908 ไร่ ใน 3 จังหวัด

“ผลการดำเนินการยึดคืน เป็นที่ดิน ส.ป.ก. เนื้อที่ 310,167 ไร่ คืนให้ผู้ครอบครองเดิมเนื่องจากมีหลักฐานการครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน เช่น น.ส.3, น.ส.3ก เนื้อที่ 126,919 ไร่ และส่งให้สำนักงานกฤษฎีกาพิจารณาให้ความชัดเจนสถานะของที่ดินว่าอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินหรือเขตป่าไม้ 6,415 ไร่ ซึ่งอยู่ในจ.ชุมพร” พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว

นายสมปอง อินทร์ทอง เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวว่า ในปี 2560 นี้ ส.ป.ก. มีแผนการดำเนินการพัฒนาในที่ดินที่ยึดคืนมาได้ คือ 1.พัฒนาปรับปรุงที่ดินให้มีความพร้อมเพื่อส่งมอบให้ คณะกรรมการที่ดินแห่งชาติ (คทช.) นำไปจัดที่ดินให้เกษตรกรผู้ยากไร้ในรูปแบบสหกรณ์การเกษตรต่อไป คาดว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2560 ในเนื้อที่ 1 แสนไร่ โดยมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯและทหารร่วมดำเนินการในพื้นที่ระยะแรก จะดำเนินการจัดที่ดินในพื้นที่ 3 หมื่นไร่ ให้แล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน 2560 ระยะที่สอง ที่เหลือ 7 หมื่นไร่ จะดำเนินการจัดที่ดินให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2560 รวมทั้งการฝึกอาชีพให้เกษตรกรที่ได้รับการจัดสรรที่ดินให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2560 โดยใช้เงินงบประมาณและเงินกองทุนปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

นายสมปอง กล่าวว่า 2.จัดที่ดินให้เกษตรกรผู้ครอบครองอยู่เดิมตามสิทธิและระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ส.ป.ก.จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2560 และสามารถมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน หรือ ส.ป.ก.4-01 ให้เกษตรกรได้ภายในเดือนสิงหาคม 2560 ทั้งนี้ แปลงที่ดินอื่น ๆ ที่ยึดคืนมาได้ ส.ป.ก. นำมาพัฒนาจัดสรร ได้แก่ แปลงน.ส.เพียงใจ หาญพาณิชย์ จ.กาญจนบุรี เนื้อที่ 1,223 ไร่ จะสามารถจัดที่ดินให้สถาบันเกษตรกรได้ภายในเดือนมีนาคม 2560 โดยใช้เงินงบประมาณเหลือจ่ายปี 2559 แปลงสวนส้ม จ.เชียงใหม่ เนื้อที่ 5,958 ไร่ จะสามารถจัดที่ดินให้สถาบันเกษตรกรได้ภายในเดือนมีนาคม 2560 โดยใช้เงินกองทุนปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

แปลงนายชูเกียรติ ตั้งพงศ์ปราชญ์ จ.นครราชสีมา เนื้อที่ 1,028 ไร่ จะสามารถจัดที่ดินให้สถาบันเกษตรกรได้ภายในเดือนมีนาคม 2560 โดยใช้เงินงบประมาณเหลือจ่ายปี 2559

แปลงพล.ต.ต.ชาลี เภกะนันท์ จ.นครราชสีมา เนื้อที่ 536 ไร่ จะสามารถจัดที่ดินให้สถาบันเกษตรกรได้ภายในเดือนเมษายน 2560 โดยจะขอเงินงบประมาณและเงินกองทุนปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ทั้งนี้พล.อ.ฉัตรชัย มีนโยบายให้จัดทำเป็นศูนย์การเรียนรู้ ฝึกอบรมเกษตรกร โดย ส.ป.ก. จัดให้เกษตรกรส่วนหนึ่งเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ส่วนหนึ่ง และให้เกษตรกรภายนอกเข้ามาทดลองทำจริง ฝึกอบรม และเรียนรู้ในพื้นที่อีกส่วนหนึ่ง

แปลงนายสุทัศน์ คุณรักพงศ์ จ.สุราษฎร์ธานี เนื้อที่ 1,160 ไร่ จะสามารถจัดที่ดินให้สถาบันเกษตรกรได้ภายในเดือนเมษายน 2560 โดยใช้เงินงบประมาณเหลือจ่ายปี 2559

แปลง บริษัท รวมชัยบุรีปาล์มทอง จำกัด จ.สุราษฎร์ธานี เนื้อที่ 1,749 ไร่ จะสามารถจัดที่ดินให้สถาบันเกษตรกรได้ภายในเดือนเมษายน 2560 โดยจะขอเงินงบประมาณและเงินกองทุนปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเร่งจัดสรร

ถึงแม้ว่า “ปากีสถาน” จะเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกข้าวเช่นเดียวกับหลาย ๆ ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ภัยธรรมชาติที่ผ่านมาทั้ง “อุทกภัย” และ “ภัยแล้ง” ได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างอยู่ไม่น้อย ไม่เพียงแต่สร้างความเดือดร้อนต่อรายได้จากการส่งออกที่ลดลงแล้ว ยังลุกลามไปถึงผู้บริโภคในประเทศด้วย

เดอะ นิวส์ สำนักข่าวท้องถิ่นของปากีสถานรายงานว่า ก่อนหน้านี้ รัฐบาลปากีสถานตั้งเป้าส่งออกข้าวประจำปี 2016-2017 เพิ่มเป็น 4.5 ล้านตัน ซึ่งคาดหวังว่าจะทำรายได้ให้กับประเทศได้ถึง 2,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคำสั่งซื้อจากประเทศซาอุดีอาระเบียและอาเซอร์ไบจาน โดยปีที่ผ่านมารัฐบาลซาอุฯ ได้นำเข้าข้าวจากปากีสถานที่ 1.6 ล้านตัน

ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมข้าวของปากีสถาน คาดการณ์ว่าปีนี้ยอดการสั่งข้าวจากประเทศอิหร่าน ไนจีเรีย และบังกลาเทศ อาจลดลงเพราะผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตามตลาดตะวันออกกลางและแอฟริกา ยังถือว่าเป็นตลาดส่งออกข้าวที่สำคัญต่อปากีสถาน รวมทั้งผู้ส่งออกอื่น ๆ อย่างประเทศไทย เวียดนาม และอินเดีย

สำนักงานสถิติแห่งชาติปากีสถาน (PBS) เผยว่าช่วงเดือน ก.ค. 2015 ถึง พ.ค. 2016 ยอดการส่งออกข้าวของปากีสถานอยู่ที่ 3.9 ล้านตัน โดยรัฐบาลมีเป้าหมายต้องการส่งออกข้าวเฉลี่ยปีละ 7 ล้านตัน เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร แต่ภัยธรรมชาติทำให้ผลผลิตในประเทศลดลง ดังนั้นล่าสุด รัฐบาลปากีสถานจึงมีแผนเจรจาซื้อข้าวจากเมียนมา เพื่อที่จะทำให้ปากีสถานสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออกข้าวแข่งขันกับผู้ส่งออกประเทศอื่น ๆ ได้

เมียนมา บิสซิเนส ทูเดย์ รายงานว่า “ปากีสถาน” ต้องการซื้อข้าวจาก “เมียนมา” ภายใต้โครงการที่รัฐบาลเมียนมาเปิดโอกาสให้หลายประเทศคู่ค้าเข้ามาเจรจาซื้อขายข้าวในรูปแบบ “รัฐต่อรัฐ” หรือที่เรียกว่า “G-to-G”

ขณะที่รัฐบาลเมียนมา แสวงหาตลาดข้าวหน้าใหม่ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดข้าวจากประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของประเทศที่มีสัดส่วนสูงถึง 80% ซึ่งสถานการณ์ความรุนแรงในรัฐยะไข่ ได้สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อรัฐบาล ทั้งยังสร้างความเดือดร้อนให้กับประเทศเพื่อนบ้านร่วมชายแดนอย่างจีน อันมีความจำเป็นต้องปิดชายแดนชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย

นอกจากนี้ที่ผ่านมาเมียนมายังได้บรรลุข้อตกลงการขายข้าวให้กับ“อินโดนีเซีย”จำนวน 300,000 ตัน มากกว่าครึ่งหนึ่งของข้าวที่เมียนมาเตรียมไว้เพื่อการส่งออกที่กำหนดไว้ 500,000 ตันในปี 2017 โดยปีที่ผ่านมา เมียนมาส่งออกข้าวไปยังสิงคโปร์, ประเทศในยุโรป, แอฟริกา, รัสเซีย และบราซิล รวมทั้งสิ้น 767,753 ตัน

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างเมียนมาและปากีสถาน ถือเป็นเกื้อกูลซึ่งกันและกัน อันมีผลประโยชน์ร่วมอย่างแท้จริง เพราะมีตลาดส่งออกที่แตกต่างกัน ทำให้ทั้ง 2 ประเทศบรรลุข้อตกลงกันง่ายขึ้น โดยทางการเมียนมาพยายามเพิ่มปริมาณการส่งออกข้าว และแสวงหาโอกาสในการเจาะตลาดฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ญี่ปุ่น และประเทศในแถบแอฟริกา ขณะที่ปากีสถาน มุ่งเจาะตลาดตะวันออกกลางและแอฟริกาชิงส่วนแบ่งจากผู้ส่งออกข้าวเบอร์ต้นของโลก

นายอภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า การควบคุมการระบาดของไข้หวัดนกที่หลายประเทศยังไม่สามารถทำได้ดีเมื่อเทียบกับไทย ส่งผลให้สินค้าไข่ไก่และไก่เนื้อในประเทศเหล่านั้นเริ่มไม่เพียงพอกับความต้องการ โดยเฉพาะในเกาหลีใต้ที่ยังมีปัญหาไข้หวัดนกอยู่ ทำให้เริ่มมีความต้องการไก่สดจากไทย และปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อเปิดตลาดไข่ไก่ คาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ภายในเดือน ม.ค.นี้

สถานการณ์ส่งออกไข่ไก่ของไทยปัจจุบันเน้นส่งออกตลาดเพื่อนบ้านและฮ่องกง ประมาณปีละ 9 แสนกิโลกรัม มูลค่า 50 ล้านบาท ถือว่ายังเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับสินค้าส่งออกชนิดอื่น เพราะการผลิตไข่ของไทยมีเป้าหมายเพื่อตลาดในประเทศเป็นหลัก การส่งออกจะเกิดขึ้นเมื่อผลผลิตเกินความต้องการส่วนใหญ่จะเป็นตลาดเพื่อนบ้านราคาที่ไม่สูงมาก เพื่อสร้างสมดุลให้กับตลาดในประเทศ การส่งออกไข่ไก่สดเริ่มเป็นธุรกิจที่น่าสนใจเกิดขึ้นในช่วงหลัง เมื่อฮ่องกงยอมเปิดตลาดให้ แต่ก็อยู่ในปริมาณไม่มากนัก

อย่างไรตาม ปัจจุบันเมื่อปัญหาไข้หวัดนกยังระบาด haveyoursayonline.net ทำให้ไก่ไข่จำนวนมากถูกทำลาย จึงเป็นโอกาสของไทยที่จะผลักดันให้ไข่ไก่เป็นสินค้าเศรษฐกิจตัวใหม่เพื่อส่งออก ซึ่งในส่วนของการผลิตนั้นมั่นใจว่าผู้เลี้ยงของไทยมีศักยภาพเพียงพอ แต่ที่สำคัญต้องเร่งปรับปรุงสร้างมูลค่าเพิ่มให้เป็นไปตามความต้องการของตลาด เช่น ไข่อินทรีย์ ไข่ผงอินทรีย์ เป็นต้น เพื่อหนีคู่แข่งที่สำคัญคือประเทศที่ยังปลอดโรคอยู่ เช่น มาเลเซียที่อุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่ไข่มีศักยภาพใกล้เคียงกับไทยแต่มีข้อได้เปรียบกรณีฮาลาล

“ไข่ไก่เป็นสินค้าพื้นฐานที่มีราคาถูก เป็นสินค้าพื้นฐานที่มีความจำเป็น ดังนั้นจะขาดแคลนไม่ได้ ประเทศที่มีปัญหาหวัดนกในขณะนี้จำเป็นต้องเร่งฟื้นตัวให้เร็วที่สุด เช่นเดียวกับไทยที่ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นในสินค้า ผมค่อนข้างมั่นใจว่าเราจะสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้ ในตลาดสิงคโปร์ เกาหลีใต้ และสหภาพยุโรปหรืออียู” นายอภัยกล่าว

เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ 80 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ วันที่ 12 สิงหาคม 2555 รัฐบาลได้จัดทำโครงการ “ประชาอาสาปลูกป่า 800 ล้านกล้า 80 พรรษามหาราชินี” เพื่อสนองพระราชเสาวนีย์ เพื่อที่จะรักษาป่าไม้ให้เป็นแหล่งอุ้มน้ำ ป้องกันน้ำท่วม ดินถล่ม ตลอดจนภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้น กำหนดดำเนินการ 3 ด้าน คือ 1. ด้านส่งเสริมการปลูกป่า 2. ด้านการป้องกัน 3. ด้านการปราบปรามการบุกรุกทรัพยากรป่าไม้ ดำเนินการ ปี 2555-2559

โดยมีเป้าหมายปลูกป่า จำนวน 800 ล้านกล้า ดังนี้ ปี 2555 จำนวน 20 ล้านกล้า, ปี 2556 จำนวน 180 ล้านกล้า, ปี 2557 จำนวน 200 ล้านกล้า, ปี 2558 จำนวน 200 ล้านกล้า, ปี 2559 จำนวน 200 ล้านกล้า

ปี 2556 ว่าที่ ร.ต. จักรภัทร ผ่องโอภาส เกษตรจังหวัดมหาสารคาม ได้มอบหมายให้สำนักงานเกษตรอำเภอทุกอำเภอหาพื้นที่ที่ว่างบริเวณสำนักงานเกษตรอำเภอปลูกป่าตามโครงการดังกล่าว

คุณอำพน ศิริคำ เกษตรอำเภอกันทรวิชัย กล่าวว่า สำนักงานเกษตรอำเภอกันทรวิชัย จึงได้สนองนโยบายดังกล่าว โดยได้ปลูกป่าพื้นที่ประมาณ 2 ไร่ ภายในสำนักงานเกษตรอำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม โดยขอรับกล้าไม้จากศูนย์เพาะชำกล้าไม้มหาสารคาม และศูนย์เพาะชำกล้าไม้จังหวัดกาฬสินธุ์ รวม 320 ต้น (ยางนา มะค่า ตะแบก) ปลูกวันที่ 30 สิงหาคม 2556 โดย ว่าที่ ร.ต. จักรภัทร ผ่องโอภาส เกษตรจังหวัดมหาสารคาม คุณแสงประทีป บุญน้อม นายอำเภอกันทรวิชัย และเกษตรอำเภอทุกอำเภอ ร่วมปลูก

เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว ต้นไม้ที่ปลูกเริ่มมีอาการเหี่ยวเฉา ใบร่วงหล่น กว่าจะถึงฤดูฝนใช้เวลานานหลายเดือน เชื่อว่าต้นไม้ดังกล่าวจะตายอย่างแน่นอน

ดังนั้น จึงหารือกับเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอทุกคนและร่วมกันจัดทำระบบน้ำโดยต่อท่อประปาไปยังแปลงปลูกป่า พร้อมทำถังพักน้ำจำนวน 4 ถัง จากนั้นมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ของสำนักงานเกษตรอำเภอทุกคนตั้งแต่เกษตรอำเภอ เกษตรตำบล เจ้าพนักงานธุรการ พนักงานธุรการ คนงาน รวม 13 คน ดูแลให้น้ำ ให้ปุ๋ยเป็นระยะๆ คนละ 20-30 ต้น ทำให้ต้นไม้ดังกล่าวรอดตายทุกต้น ขณะเดียวกัน ก็ให้คนงานตัดหญ้าภายในสวนป่าเป็นระยะๆ ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวไม่ได้ใช้งบประมาณของทางราชการแต่อย่างใด