สำหรับแนวทางบริหารจัดการผลไม้ของกระทรวงเกษตรและ

สหกรณ์ปีนี้ ยังคงเน้นเรื่องคุณภาพเป็นสำคัญ และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมบูรณาการเพื่อติดตามสถานการณ์ไม้ผลในแหล่งผลิตที่สำคัญของแต่ละจังหวัดอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมวางแผนบริหารจัดการไม้ผลร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับท่านที่ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมไม้ผลเศรษฐกิจภาคใต้ สามารถสอบถามได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี

นายปรัชญา ดิลกสัตยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 กรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า สำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 ได้จัดกิจกรรม “ทำความดีด้วยหัวใจ ลดภัยสิ่งแวดล้อม” เพื่อรณรงค์บุคลากรของหน่วยงาน ทั้งข้าราชการ ลูกจ้าง พนักงานราชการ ร่วมกันลดการใช้ถุงพลาสติก แก้วพลาสติก กล่องโฟมบรรจุอาหาร และคัดแยกขยะก่อนทิ้งลงถังขยะ เพื่อเผยแพร่และปลูกจิตสำนึกในร่วมกันรักษาความสะอาดและมีระเบียบในสถานที่ต่างๆ และส่งเสริมให้ใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติกหูหิ้ว

ใช้แก้วน้ำหรือขวดน้ำแบบ สแตนเลสหรือเซรามิกที่สามารถใช้ซ้ำได้ใหม่และใช้ได้เวลานาน เพื่อลดการใช้แก้วพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว และงดใช้โฟมบรรจุอาหาร พร้อมทั้งเชิญชวนบุคลากรของหน่วยงานปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหันมาใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก เพื่อสร้างความยั่งยืนในการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อสนองต่อนโยบายของรัฐบาลตามมาตรการลดและคัดแยกขยะมูลฝอยในอาคารสำนักงานและพื้นที่ของหน่วยงาน ตามติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2561 ซึ่งทุกส่วนราชการต้องปฏิบัติพร้อมกันทั่วประเทศ เพื่อให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ภาคเอกชนและประชาชนในการมีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอยของประเทศ

โอกาสนี้ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 ยังได้คัดแยกซองกาแฟสำเร็จรูป 3 in 1 และหลอดพลาสติก เพื่อนำไปมอบให้สมาชิกสหกรณ์เคหสถานศิรินทร์และเพื่อน จำกัด เขตภาษีเจริญ ซึ่งได้รวมกลุ่มกันนำซองกาแฟและหลอดพลาสติกมาจักสานเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อใช้ประโยชน์ในครัวเรือน อาทิ ตะกร้าใส่ของใช้ แจกัน กระถางต้นไม้ และโมบายตกแต่งบริเวณหน้าบ้าน การคัดเเยกซองกาแฟและหลอดพลาสติกที่ใช้แล้ว เป็นการคัดแยกขยะที่สามารถนำมารีไซเคิลกลับมาใช้ได้ใหม่ ช่วยลดขยะมูลฝอยในพื้นที่ต่างๆ และเป็นการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งจะต้องมีการณรงค์และปลุกฝังจิตสำนึกในการร่วมกันรักษาสิ่งแวดล้อมพื้นที่ของหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง และร่วมกันจะเผยแพร่สิ่งดีๆ เหล่านี้ออกไปสู่ชุมชนและสังคมภายนอกด้วย เพื่อสร้างเมืองไทยให้มีความสะอาด เป็นระเบียบ เป็นสังคมที่น่าอยู่และปลอดภัยต่อไป

สวทน. จับมือ พันธมิตร ออกโรงปั้นผู้ประกอบการนวัตกรรม จัดกิจกรรมจับคู่ SME กับผลงานวิจัย จัดแพ็กเกจสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญการเงิน การลงทุน การตลาด เทคโนโลยีการผลิต ด้านทรัพย์สินทางปัญญา ถ่ายทอดเทคโนโลยีและบ่มเพาะความพร้อมตลอดระยะเวลาการพัฒนาผลงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์

(4 เมษายน 2562) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) ร่วมกับ หน่วยงานพันธมิตร ประกอบด้วย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ TCELS สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA สมาคมธนาคารไทย และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม จัดงาน “STI – IDE Matching Day : จับคู่จากหิ้งสู่ห้าง” ปั้นผู้ประกอบการนวัตกรรม

ภายใต้โครงการส่งเสริมและยกระดับผู้ประกอบการไทยสู่การเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรม (Uplifting Businesses to Innovation Driven Enterprises (IDE)) เชิญผู้ประกอบการ SME กว่า 30 ราย เล็งจับจองผลงานวิจัยไทยที่มีศักยภาพพร้อมต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ สวทน. แย้ม เป็นโครงการที่มีโอกาสประสบความสำเร็จสูง เพราะนอกจากความพร้อมของผลงานวิจัยแล้ว ยังได้จัดแพ็กเกจสนับสนุนที่ปรึกษามือเอกปิดจุดอ่อน SME ทั้งเรื่องการเงินและการลงทุน การตลาดและการลงทุน เทคโนโลยีการผลิตและวิศวกรรม กฎหมายและทรัพย์สินทางปัญญา และการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ โดยจะจัดเต็มในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและบ่มเพาะความพร้อมตลอดระยะเวลาการพัฒนาผลงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์

ดร.กาญจนา วานิชกร รองเลขาธิการ สวทน. เปิดเผยว่า ตามที่ สวทน. ได้รับมอบหมายให้ศึกษาและเสนอกลไกการส่งเสริมและยกระดับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs สู่การเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรม (Innovation Driven Enterprises : IDE) ซึ่งจากการศึกษาข้อมูลอย่างเข้มข้น สวทน. ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ได้ออกแบบรูปแบบกลไกการส่งเสริมและยกระดับผู้ประกอบการ SME รวมถึงแนวทางการพัฒนาระบบนิเวศ (Ecosystem)

ที่เหมาะสม โดยหนึ่งในกลไกของการส่งเสริมและยกระดับสู่การเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรมนั้น คือการสร้างระบบนิเวศที่เอื้ออำนวยต่อการต่อยอดผลงานวิจัยสู่นวัตกรรม หรือผลิตภัณฑ์ที่ขายได้จริงในตลาด และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ จึงได้ริเริ่มจัดงาน STI – IDE Matching Day : จับคู่จากหิ้งสู่ห้าง ปั้นผู้ประกอบการนวัตกรรม ในครั้งนี้ขึ้น เพื่อนำร่องกิจกรรมการพัฒนากลไกดังกล่าว

“เพื่อเป็นการสร้างระบบนิเวศที่เอื้ออำนวยต่อการต่อยอดผลงานวิจัยสู่นวัตกรรม หรือผลิตภัณฑ์ที่ขายได้จริงในตลาด สวทน. ได้เชิญหน่วยงานพันธมิตร อาทิ สวทช. TCELS, NIA สมาคมธนาคารไทย และ บสย. ร่วมมือกันเสาะหาผลงานวิจัยที่มีความพร้อมต่อการต่อยอดพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์มานำเสนอแก่ผู้ประกอบการในงาน และได้เชิญผู้ประกอบการที่มีความสนใจและมีความพร้อมในการต่อยอดผลงานวิจัยเข้าร่วมงาน ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการและผลงานวิจัยสามารถจับคู่กันได้ ไม่เพียงแต่ผู้ประกอบการจะได้รับทราบข้อมูลและรายละเอียดผลงานวิจัยจากนักวิจัยที่เป็นเจ้าของผลงานที่พร้อมต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์เท่านั้น

แต่ยังเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการในการนำผลงานวิจัยต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย สวทน. และหน่วยงานพันธมิตรจะสนับสนุนที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทั้งในด้านการเงินและการลงทุน ด้านการตลาดและการลงทุน ด้านเทคโนโลยีการผลิตและวิศวกรรม ด้านกฎหมายและทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนด้านการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีและบ่มเพาะความพร้อมให้ผู้ประกอบการตลอดระยะเวลาการพัฒนาผลงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์” ดร.กาญจนา กล่าว

สำหรับผลงานวิจัยที่พร้อมต่อยอดและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด ที่ได้นำเสนอต่อผู้ประกอบการในงาน ประกอบด้วยผลงานจาก ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ภายใต้ สวทช. ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เพื่อการผ่อนคลายและบรรเทาอาการปวดเมื่อย ที่มีอนุภาคนาโนกักเก็บน้ำมันไพลและขมิ้นชัน เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการออฟฟิศซินโดรม โดย ดร.สุวิมล สุรัสโม ครีมขมิ้นชันลดสี เพื่อใช้ทางผิวหนัง ใช้นาโนเทคโนโลยีลดปัญหาสีตกค้างบนเสื้อและผิวหนัง โดย ดร.ชญานันท์ เอี่ยมสำอาง และผลิตภัณฑ์ลดการเคลื่อนไหวของสัตว์น้ำ รักษาความสดและปลอดภัยด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ ลดการบอบช้ำระหว่างการขนส่ง โดย นายจักรวาล ยศถาวรกุล และอีกงานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจาก TCELS คือ ผลิตภัณฑ์แชมพูและแฮร์โทนิคจากเซรั่มยางพารา เพื่อช่วยในการบำรุงรักษาเส้นผมและขนคิ้วให้ดกดำโดย ดร.วุฒิชัย วิสุทธิพรต ซึ่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์ทั้ง 4 ดังกล่าว พัฒนาจากเทคโนโลยีฐานที่สามารถต่อยอดประยุกต์ใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมในหลากหลายธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม การจัดงาน STI – IDE Matching Day : จับคู่จากหิ้งสู่ห้าง ปั้นผู้ประกอบการนวัตกรรม ภายใต้โครงการส่งเสริมและยกระดับผู้ประกอบการไทยสู่การเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรม จะเป็นอีกหนึ่งต้นแบบสำคัญที่มีกระบวนการทดลองนำร่องจากการพัฒนาต่อยอดผลงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์จริง เพื่อนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ในด้านการเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการที่มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการพัฒนาต่อยอดผลงานวิจัยเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ เพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลต่อไป

ผมอยากทำสวนฝรั่ง เพราะเห็นว่า คนไทยนิยมบริโภคและราคาค่อนข้างดี ผมได้ศึกษาข้อมูลไว้บ้างบางส่วน แต่ยังไม่มากพอ ผมจึงขอคำแนะนำจากคุณหมอว่า สำหรับมือใหม่จะต้องเตรียมตัวอย่างไร ขอขอบคุณในคำแนะนำครับ

การปลูกฝรั่ง ปลูกได้ดีทั้งที่ลุ่มและที่ดอน ข้อควรคำนึง ฝรั่ง เป็นผลไม้เน่าง่าย เสียหายได้เร็ว ตลาด จึงเป็นตัวชี้วัดที่ดี ให้ศึกษาตลาดท้องถิ่นก่อนเป็นอันดับแรก หากผลิตผลออกมามากเกินความต้องการของตลาดท้องถิ่น การขนส่งระยะทางไกลจะเกิดการเน่าเสียหายได้ง่าย สำหรับการผลิตนั้นนิยมปลูกยกร่องแล้วปล่อยน้ำหล่อเลี้ยงในร่อง เพราะสะดวกในการให้น้ำ ดังนั้น น้ำจึงเป็นปัจจัยสำคัญ อีกปัจจัยหนึ่ง การใช้แรงงานในการห่อผล ป้องกันแมลงวันทองเข้าทำลาย หากแรงงานไม่พอ ห่อไม่ทัน ปัญหาเกิดขึ้นทันที

พันธุ์ฝรั่งที่ควรทราบ พันธุ์กิมจู ผลกลม เปลือกผลมีเส้นนูน เนื้อหนา รสหวาน มีเมล็ดน้อย

พันธุ์กลมสาลี่ ผลขนาดใหญ่ ทรงกลมแป้น ผิวค่อนข้างเรียบ รสหวาน เนื้อนุ่ม กรอบ เป็นที่นิยมปลูกเป็นการค้า และพันธุ์แป้นสีทอง ผลมีขนาดใหญ่อีกพันธุ์หนึ่ง ทรงค่อนข้างกลม ผิวขรุขระ ส่วนขั้วผลยุบเป็นแอ่งกลม เนื้อหนา รสหวานอมเปรี้ยว เป็นที่นิยมของตลาดทั้งสามพันธุ์

ต้องการซื้อพันธุ์ไปปลูก ให้มาที่งานเกษตรแฟร์ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน จัดขึ้นต้นเดือนกุมภาพันธ์ ของทุกปีมกอช. สบช่องกระแสนิยมการบริโภคแมลงในตลาดโลกมาแรง เร่งจัดอบรม GAP ฟาร์มจิ้งหรีด แปลงใหญ่ รุกเสริมเขี้ยวเล็บเกษตรกรไทย รองรับอัตราการขยายตัวอุตสาหกรรมแมลงของไทยและเตรียมบุกตลาดส่งออก1,000 ล้าน ในตลาดโลกชี้ “จิ้งหรีด” จะกลายเป็น”อาหารใหม่” ที่สำคัญต่อการพัฒนาความมั่นคงทางอาหารของโลก

นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า ปัจจุบันกระแสการบริโภคแมลงในตลาดโลกโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (อียู) กำลังมาแรง ส่งผลให้องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ เอฟเอโอ (Food and Agriculture Organization of the United Nations; FAO) ได้ส่งเสริมให้คนหันมาบริโภคจิ้งหรีด ซึ่งเป็นแมลงที่บริโภคได้ เนื่องจากเป็นแหล่งโปรตีนทางเลือกใหม่ที่มีราคาถูกและสามารถหาได้ง่ายในท้องถิ่น

ปัจจุบัน มีการค้าขายจิ้งหรีดในรูปแบบสด แช่แข็ง รวมถึงแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ทอด คั่ว หรือบรรจุกระป๋อง รวมทั้งทำเป็นผงบดเพื่อแปรรูปเป็นแป้งที่นำไปเป็นส่วนผสมในการผลิตผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ โดยปัจจุบันมีการส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าที่สำคัญ เช่น สหภาพยุโรป จีน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น

ซึ่งที่ผ่านมา มกอช. ได้ส่งเสริมเกษตรกรไทย เลี้ยงจิ้งหรีดพร้อมทั้งยกระดับมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงจิ้งหรีด เพื่อรองรับการยกระดับมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงจิ้งหรีด ทั้งสายพันธุ์ทองดำ ทองแดง และสะดิ้งกว่า 20,000 ฟาร์ม กำลังการผลิตจิ้งหรีดรวมมากกว่า 7,000 ตัน ต่อปี ป้อนตลาดทั้งภายในและต่างประเทศมีมูลค่าประมาณ 1000 ล้านบาท โดยเข้าไปส่งเสริมเกษตรกรเลี้ยงเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรในช่วงหลังการทำนาหรือในช่วงฤดูแล้ง

เนื่องจากรัฐบาลได้เล็งเห็นว่า ประเทศไทยมีศักยภาพและมีความชำนาญในการเพาะเลี้ยงแมลงในเชิงพาณิชย์ เช่น จิ้งหรีด เนื่องจากเป็นแมลงที่เลี้ยงง่าย ใช้พื้นที่และน้ำน้อยในการเลี้ยง รวมทั้งไม่ต้องใช้เทคโนโลยีและต้นทุนในการเลี้ยงที่สูง จึงเหมาะสมกับพื้นที่แห้งแล้งหรือพื้นที่ชนบท

ดังนั้น เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดและกระแสนิยมการบริโภคแมลงที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต มกอช. จึงได้พิธีเปิดการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับข้อกำหนดตามมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่องการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มจิ้งหรีด ภายใต้นโยบายการเกษตรแบบแปลงใหญ่ให้แก่เกษตรกรกลุ่มแปลงใหญ่จิ้งหรีดจังหวัดพิจิตร

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้กลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่จิ้งหรีดมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับข้อกำหนดตามมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่องการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มจิ้งหรีดและเพื่อให้กลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่จิ้งหรีดมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคู่มือการตรวจประเมิน (Checklist) สำหรับมาตรฐานฟาร์มจิ้งหรีด และขั้นตอนการยื่นขอการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่องการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มจิ้งหรีด

นางสาวจูอะดี กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ โดย มกอช. ได้ประกาศมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่องการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มจิ้งหรีด (มกษ. 8202-2560) เป็นมาตรฐานทั่วไป เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อความปลอดภัยของผลิตผลจากจิ้งหรีด โดยมีกรมปศุสัตว์เป็นหน่วยงานรับผิดชอบในการตรวจรับรองตามมาตรฐานฟาร์มจิ้งหรีด (มกษ. 8202-2560)

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังได้กำหนดนโยบายการเกษตรแบบแปลงใหญ่ขึ้น โดยเป็นการดำเนินงานในลักษณะของการรวมกลุ่มของเกษตรกรรายย่อยในการวางระบบการผลิตและการบริหารจัดการในพื้นที่แปลงใหญ่ให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการผลิตสินค้าเกษตรโดยยึดพื้นที่และสินค้าเกษตรเป็นหลัก ทำให้เกิดการประหยัดจากขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ขึ้น เป็นการเพิ่มอำนาจการต่อรองของเกษตรกร ทั้งการจัดหาปัจจัยการผลิตและการจำหน่ายผลิตผลที่ได้ ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรในกลุ่มแปลงใหญ่สามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและมาตรฐานได้ในต้นทุนที่ต่ำลง มีรายได้ที่เพิ่มขึ้น และมีเสถียรภาพด้านรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น

แมลงหลายชนิดรวมทั้งจิ้งหรีดถือเป็นความหวังสำคัญต่อการพัฒนาความมั่นคงทางอาหารของโลก เนื่องจากเป็นแหล่งโปรตีนที่สามารถใช้เป็นวัตถุดิบอาหารมนุษย์และสัตว์ มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ต้นทุนการผลิตต่ำ ปริมาณแลกเนื้อสูง ต้องการอาหารและน้ำในปริมาณที่น้อย ทำให้สามารถเลี้ยงได้ในพื้นที่แห้งแล้งที่ไม่สามารถเพาะปลูกผลผลิตอื่นๆ ได้

โดยที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ ได้เร่งส่งเสริมและพัฒนาการผลิตจิ้งหรีด โดยมีเป้าหมายขยายพื้นที่ผลิตจิ้งหรีดภายใต้ระบบส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ในหลายจังหวัด อาทิ พื้นที่อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ และอำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม เพื่อเพิ่มปริมาณการผลิต แปรรูป และขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศต่างๆ รวมถึงสหภาพยุโรป ตอบสนองต่อกระแสนิยมการบริโภคแมลงที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแนวโน้มความความต้องการเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ เพื่อเตรียมความพร้อมและเพิ่มขีดความสามารถรองรับการแข่งขันสินค้าจิ้งหรีดและผลิตภัณฑ์ และสินค้าแมลงของไทยในตลาดโลกในอนาคต

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก.วิเคราะห์ดัชนีเศรษฐกิจการเกษตรประกอบด้วย ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้ และดัชนีรายได้เกษตรกร ช่วงไตรมาส 1 ปี 2562 พบว่า ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรอยู่ที่ระดับ 146.09 เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1 ปี 2561 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 145.17 หรือเพิ่มขึ้น 0.63% โดยดัชนีผลผลิตในหมวดพืชผล เพิ่มขึ้น 0.35% หมวดปศุสัตว์ เพิ่มขึ้น 1.54% และหมวดประมง เพิ่มขึ้น 1.16%

ส่วนดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้ ไตรมาส 1 ปี 2562 อยู่ที่ระดับ 127.73 ลดลงจากไตรมาส 1 ปี 2561 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 128.73 ลดลง 0.77% โดยดัชนีราคาในหมวดพืชผลลดลง 4.20% และหมวดประมงลดลง 11.24% ในขณะที่หมวดปศุสัตว์เพิ่มขึ้น 15.34%

ขณะที่ดัชนีรายได้เกษตรกร ไตรมาส 1 ปี 2562 อยู่ที่ระดับ 186.60 ลดลงจากไตรมาส 1 ปี 2561 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 186.88 ลดลง 0.15% โดยดัชนีรายได้เกษตรกรในหมวดพืชผล ลดลง 3.87% และหมวดประมง ลดลง 10.21% หมวดปศุสัตว์ เพิ่มขึ้น 17.11%

เมื่อพิจารณาสินค้าที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรในไตรมาส 1 ปี 2562 คือ กลุ่มธัญพืชและพืชอาหาร โดยข้าวเปลือก ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง สร้างรายได้ ให้เกษตรกรเพิ่มขึ้น 10.80%,24.74%, 6.36% ตามลำดับ กลุ่มไม้ผล ได้แก่ ทุเรียน สร้างรายได้เพิ่มขึ้น 8.64% ลำไย เพิ่มขึ้น 15.65% และหมวดปศุสัตว์ สุกร ไก่เนื้อ ไข่ไก่ สร้างรายได้เพิ่มขึ้น 39.04%, 3.81% และ 7.32% ตามลำดับ สำหรับรายได้เกษตรกรในกลุ่มสินค้าที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากนโยบายและมาตรการของภาครัฐที่ออกมาเพื่อแก้ปัญหาราคาตกต่ำ ประกอบกับความต้องการสินค้าเกษตรทั้งตลาดภายในประเทศและภายนอกประเทศมีทิศทางเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ แนวโน้มดัชนีเศรษฐกิจการเกษตร ไตรมาส 2 ปี 2562 คาดว่าดัชนีรายได้เกษตรกรอยู่ที่ระดับ 148.39 เพิ่มขึ้น 1.10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร เพิ่มขึ้น 0.24% และดัชนีราคาสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น 0.86% โดยมีปัจจัยบวกจากการดำเนินนโยบาย ด้านการเกษตรเพื่อปฏิรูปภาคเกษตรอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง ภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคม

เมื่อวันที่ 4 เมษายน นายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กล่าวว่า “พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 “กัญชา” ได้รับการผ่อนปรนให้ใช้เพื่อการศึกษาวิจัยและประโยชน์ทางการแพทย์ แต่ยังคงควบคุมเป็นยาเสพติดที่ผิดกฎหมายประเภท 5 การปลูก ผลิต ขาย ต้องได้รับอนุญาตในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ของทางราชการ การแพทย์ การรักษาผู้ป่วย หรือการศึกษาวิจัย และต้องได้รับอนุญาตจากเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ ผู้ที่จะได้รับอนุญาตจะต้องมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด

นายนิยม ยังกล่าวว่า กรณีที่ปรากฏเป็นกระแสข่าวว่าวัดดังแห่งหนึ่ง ได้มีผู้ป่วยจำนวนมากเข้าขอรับน้ำมันกัญชาในรูปแบบแคปซูลนั้น ไม่สามารถกระทำได้ การยกเว้นโทษแก่ผู้ครอบครองเป็นเพียงการเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีกัญชาในครอบครองอยู่เดิมเพื่อใช้ในทางการแพทย์เท่านั้น สำหรับผู้ที่ป่วยที่จำเป็นต้องใช้ จะต้องแจ้งการครอบครองที่สาธารณสุขจังหวัด และต้องแจ้งภายใน 90 วัน (เริ่มตั้งแต่ วันที่ 19 กุมภาพันธ์-19 พฤษภาคม 2562) โดยในกรณีดังกล่าว ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภาค 6 ซึ่งรับผิดชอบในพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง

จึงขอฝากเตือนผู้ป่วยอย่าหลงเชื่อว่าสามารถซื้อ-ขาย กัญชาได้ทั่วไป หากต้องการใช้กัญชาเพื่อการบำบัดรักษาโรค ขอให้ไปพบแพทย์เพื่อประเมินอาการ วินิจฉัย หรือสั่งใช้กัญชาหรือสารสกัดจากกัญชา เพื่อการบำบัดรักษาโรค ซึ่งจะได้กัญชาหรือสารสกัดที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัย ภายใต้การกำกับดูแลของแพทย์ ซึ่งเป็นแพทย์ที่ได้รับ การฝึกอบรมและได้รับการรับรองจากกรมการแพทย์ หรือกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก”

นายนิยม กล่าวอีกว่า เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ฝากเตือนประชาชนให้คิดอย่างรอบคอบ และระมัดระวังการถูกชักชวน ให้ลงทุนในธุรกิจเกี่ยวกับกัญชา โดยอ้างว่าสามารถทำกำไรได้จำนวนมากนั้น ขอเรียนว่า “ผู้ที่จะได้รับอนุญาตปลูกหรือผลิตกัญชาได้นั้น จะต้องมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่ง ได้แก่ หน่วยงานของรัฐ สถาบันอุดมศึกษาที่มีการเรียนการสอนทางการแพทย์หรือเภสัชศาสตร์ วิสาหกิจชุมชน หรือสหกรณ์การเกษตร ซึ่งจะต้องร่วมดำเนินการกับหน่วยงานรัฐเท่านั้น และขณะนี้มีหน่วยงานที่ได้รับอนุญาตเพียง 2 หน่วยงาน คือ องค์การเภสัชกรรม และกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เท่านั้น” และหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับกัญชา สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ สายด่วนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด 1386 กด 3 หรือสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา 1556 กด 3 ในวันและเวลาราชการ

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ภาพรวมของไม้ผลภาคใต้ทั้ง 14 จังหวัด คาดว่าจะมีผลผลิตรวมประมาณ 712,002 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มีผลผลิต 529,385 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 35.20% โดยแยกเป็นผลผลิตภาคใต้ตอนบน จำนวน 542,797 ตัน คิดเป็น 76.24% ของผลผลิตทั้งภาคใต้ และผลผลิตภาคใต้ตอนล่าง จำนวน 169,205 ตัน คิดเป็น 23.76% ของผลผลิตทั้งภาคใต้

โดยไม้ผลเศรษฐกิจภาคใต้ พื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ระนอง กระบี่ พังงา ภูเก็ต พบผลผลิตมีจำนวน 542,797 ตัน เพิ่มขึ้น 146,629 ตัน หรือ 37.01% จากปี 2561 ที่มีจำนวน 396,168 ตัน เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยตั้งแต่ต้นปี และราคาไม้ผลที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2560 โดยเฉพาะทุเรียน เกษตรกรจึงเอาใจใส่ดูแลสวนผลไม้มากขึ้น โดยผลผลิตต่อไร่ของทั้ง 4 ชนิดพืช มีทิศทางเพิ่มขึ้น เพราะสภาพต้นสมบูรณ์ พร้อมต่อการออกดอกติดผล ส่งผลให้ไม้ผลออกดอก ติดผลมากกว่าปีที่ผ่าน

สำหรับทุเรียน ภาคใต้ตอนบน มีเนื้อที่ยืนต้น 369,913 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2561 สัดส่วน 6.37% เนื้อที่ให้ผล 283,395 ไร่ เพิ่มขึ้น 10.26% ผลผลิตรวม 338,270 ตัน เพิ่มขึ้น 41.94% ผลผลิตเฉลี่ย 1,194 กก./ไร่ เพิ่มขึ้น 28.80% ,มังคุด เนื้อที่ยืนต้น 190,621 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2561 สัดส่วน 0.23% เนื้อที่ให้ผล 181,681 ไร่ เพิ่มขึ้น 5.71% ผลผลิตรวม 129,022 ตัน เพิ่มขึ้น 52.61% ผลผลิตเฉลี่ย 710 กก./ไร่ เพิ่มขึ้น 44.31%

เงาะ เนื้อที่ยืนต้น 47,973 ไร่ ลดลงจากปี 2561 สัดส่วน 9.53% เนื้อที่ให้ผล 46,667 ไร่ ลดลง 10.27% ผลผลิตรวม 50,360 ตัน ลดลง 1.95% ผลผลิตเฉลี่ย 1,079 กก./ไร่ เพิ่มขึ้น 9.21% ทั้งนี้ เนื้อที่ให้ผลเงาะลดลงเนื่องจากเกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น เช่น ทุเรียน มังคุด ส่งผลให้ผลผลิตลดลง

ด้านลองกอง เนื้อที่ยืนต้น 57,443 ไร่ ลดลงจากปี 2561 สัดส่วน 22.77% เนื้อที่ให้ผล 56,121 ไร่ ลดลง 22.33% ผลผลิตรวม 25,145 ตัน เพิ่มขึ้น 14.61% ผลผลิต 448 กก./ไร่ เพิ่มขึ้น 47.37% อย่างไรก็ตาม แม้เนื้อที่ให้ผลลดลงเนื่องจากเกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น แต่ผลผลิตกลับเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีช่วงแล้งที่เหมาะสมให้ลองกองออกดอก มากกว่าปีที่ผ่านมา จึงส่งผลให้ผลผลิตปีนี้เพิ่มมากขึ้น

นายชาญชัย ศศิธร ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 จ.สุราษฎร์ธานี (สศท.8) กล่าวว่า ผลผลิตจะเริ่มทยอยออกตั้งแต่ปลายเดือนมิ.ย.และออกมากสุดในเดือนส.ค. ซึ่ง สศท.8 จะได้ลงพื้นที่สำรวจอีกครั้ง ช่วงกลางเดือนเม.ย. ถึงปลายเดือนเดือนมิ.ย. นี้ เพื่อเตรียมวางแผนบริหารจัดการไม้ผล ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป สำหรับแนวทางบริหารจัดการผลไม้ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ปีนี้ ยังคงเน้นเรื่องคุณภาพเป็นสำคัญ และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมบูรณาการเพื่อติดตามสถานการณ์ไม้ผลในแหล่งผลิตที่สำคัญของแต่ละจังหวัดอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมวางแผนบริหารจัดการไม้ผลร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ