สำหรับในชั่วโมงเรียนนั้น เราจะสอนกันตั้งแต่การเลือกปลาทู

ที่จะนำมาทำเมนูนี้ โดยจะต้องเลือกปลาตาใส, ผิวของตัวปลาจะต้องมีสีเขียวเหลือบๆ (ถ้าปลาตัวแดงจะไม่สด นึ่งไม่อร่อย) พอได้ปลามาเสร็จ ก็จะเข้าสู่การสอนเทคนิคการทำปลา เพื่อเตรียมตัวนึ่ง (การควักไส้, การทำความสะอาด, ระยะเวลาการแช่น้ำเกลือ, การหักหัวปลาทู เพื่อเตรียมลงเข่ง) ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนการนึ่ง ซึ่งเป็นเทคนิคเฉพาะตัว นอกจากนี้ยังสอนการคำนวณต้นทุน-การขาย และการตลาด รวมไปถึงแหล่งในการซื้อปลาที่รู้จัก ส่วนในการทำเข่งในคอร์สไม่ได้สอน เพราะซื้อเข่งสำเร็จมา แต่เราก็จะสอนให้ว่า การเลือกเข่งแบบไหนดี? ควรเลือกแบบไหน? ในส่วนของเทคนิคการขายยังสอนวิธีการเลือกขนาดปลาเพื่อมาใส่ลงเข่งขาย อย่างถ้าเกิดปลาหัวโตๆ หน่อยก็จะขายแพงหน่อย เข่งหนึ่งจัดทีละ 2-3 ตัว เราก็จะได้กำไรอยู่ที่ประมาณ 10 กิโล 500 บาทเลยทีเดียวครับ

‘ทุกวันนี้คนตกงานกันเยอะ เลยอยากจะถ่ายทอดวิชาความรู้นี้ที่ตัวเองมีให้กับคนที่คิดอยากมีอาชีพ ปลาทูเป็นเมนูที่ทานกันแทบทุกบ้าน อย่างน้อยก็น่าจะทำให้ขายและได้กำไรได้บ้างโดยสิ่งหนึ่งที่ผมยึดมั่นมาโดยตลอดระยะช่วงเวลาที่ผมทำอาชีพพ่อค้า ก็คือการขายของต้องมีความซื่อสัตย์ เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า นำความรู้ที่มีเฉพาะตัวมาพัฒนาและต่อยอดขึ้นๆ ไป เข้าใจและใส่ใจลูกค้า แค่นี้เขาก็จะติดใจ และให้ใจเรา จนกลายเป็นลูกค้าขาประจำในอนาคตแล้วครับ’

วงการอาหาร-เบเกอรี่ต้องปรับตัวครั้งใหญ่ อย.-สาธารณสุข เตรียมออกประกาศ ห้ามใช้ไขมันทรานส์ในอาหาร ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ-หลอดเลือด หลังสหรัฐคุมเข้มสั่งห้ามใช้เด็ดขาดหลังมิถุนายน 61 แจงต้องเร่งสกัด หวังปิดทางอาหารมีส่วนผสมไขมันทรานส์สูงจากสหรัฐทะลักเข้าไทย สถาบันโภชนาการ มหิดล ชี้ “โดนัท-พัฟ-เพสทรี-เวเฟอร์-มาร์การีน-เนย” แจ็กพอตยกแผง ผู้ผลิตป่วนถึงขั้นต้องรื้อสูตร

อย.ห้ามใช้ไขมันทรานส์ น.ส.ทิพย์วรรณ ปริญญาศิริ ผู้อำนวยการสำนักอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า อย.ได้จัดทำร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. …. เรื่องกำหนดวัตถุที่ห้ามใช้ในอาหาร (ฉบับที่ 3) อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 (1) และมาตรา 6 (5) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 โดยให้เพิ่มความลงในข้อ 2 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 151 (พ.ศ. 2536) เรื่องกำหนดวัตถุที่ห้ามใช้ในอาหาร ลงวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2536 ในข้อ 2.13 “ห้ามใช้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (ไขมันทรานส์) “ยกเว้น” การใช้ในการผลิตอาหารเพื่อการส่งออก”

การออกประกาศฉบับดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์บ่งชี้ว่า “ไขมันทรานส์ (trans fatty acids)” จากน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (partially hydrogenated oil) จะเพิ่ม “ความเสี่ยง” ของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ดังนั้น อย.จึงได้จัดทำร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับดังกล่าวขึ้น โดยขณะนี้ตัวร่างอยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้แก่ โรงงานผลิตวัตถุดิบอาหาร, โรงงานผลิตน้ำมันพืช, โรงงานผลิตนม-เนย-เบเกอรี่ และโดนัท ฯลฯ ที่ใช้กระบวนการผลิตที่มีไขมันทรานส์เกิดขึ้น

“เราเปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ของสำนักอาหาร อย. รวมถึงการส่งหนังสือไปยังองค์การการค้าโลก (WTO) ด้วย และให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียส่งความคิดเห็นกลับมายัง อย. ภายในวันที่ 31 ธันวาคมนี้ หลังจากนั้น อย.จะรวบรวมความคิดเห็นทั้งหมดสรุปเสนอคณะกรรมการอาหาร ที่มีปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน หากความเห็นสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน อย.จะเร่งประกาศฉบับนี้ให้มีผลใช้บังคับโดยเร็ว หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา” น.ส.ทิพย์วรรณกล่าว

น.ส.จิตรา เศรษฐอุดม ผู้ทรงคุณวุฒิด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ด้านสาธารณสุข กล่าวว่า USFDA ได้ออกกฎหมายการผลิตอาหารในสหรัฐต้องมีไขมันทรานส์เป็น 0% หรือห้ามไม่ให้มีไขมันทรานส์ กฎหมายของ USFDA ฉบับนี้ออกมาในเดือนมิถุนายน 2558 โดยให้ระยะเวลาผู้ผลิตปรับกระบวนการผลิต 3 ปี (ครบกำหนด 16 มิถุนายน 2561) ขณะที่ อย.ก็ได้ตื่นตัวในเรื่องนี้พร้อมกับสหรัฐเช่นกัน ที่ผ่านมาทาง อย.เองก็ได้รับหนังสือเวียนจาก WTO ถามความเห็นในกรณีของ USFDA ห้ามใช้ไขมันทรานส์ด้วย จึงเป็นที่มาให้ อย.เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (กรมอนามัย-กรมวิทยาศาสตร์-มหาวิทยาลัยมหิดล) มาพิจารณาหารือเรื่องความเสี่ยงของไขมันทรานส์ โดยการดำเนินการให้เรื่องนี้จะต้องไม่เป็นการกีดกันทางการค้าในฐานะที่ไทยเป็นสมาชิก WTO

โดยสิ่งที่น่าเป็นห่วงตอนนี้ก็คือ อาหารและเบเกอรี่ต่าง ๆ ที่ผลิตโดยมีไขมันทรานส์จากโรงงานในสหรัฐ “อาจจะ” ถูกส่งเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ก่อนที่ USFDA จะประกาศห้ามไม่ให้มีไขมันทรานส์ในอาหาร หลังวันที่ 16 มิถุนายน 2561

ไทย Free-Trans fat

ศ.ดร.วิสิฐ จะวะสิต ผู้อำนวยการสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ได้การวิจัยเรื่องประเทศไทยปลอดไขมันทรานส์ Thailand : Trans fat-Free Country โดยสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) เป็นผู้ให้ทุนผลการวิจัยพบว่า อาหารในท้องตลาดที่ปนเปื้อนกรดไขมันทรานส์ในระดับเกินกว่าที่องค์การอนามัยโลก กำหนดไว้ในประเทศไทย ได้แก่ โดนัททอด, พัฟและเพสทรี, เวเฟอร์, มาร์การีน และเนย เพียงบางยี่ห้อ

ทั้งนี้ ผลการวิจัยได้ข้อสรุปว่า ประเทศไทยสามารถประกาศสถานะปลอดกรดไขมันทรานส์ได้ภายใน 1 ปี ด้วยการดำเนินการภายใต้เงื่อนไข

1) คำจำกัดความของ “ปลอดไขมันทรานส์” ไม่ใช่การตรวจไม่พบ แต่เป็นการกำหนดความเข้มข้นสูงสุดของไขมันทรานส์ที่ยอมให้มีได้ โดยใช้ปริมาณที่พบได้ในธรรมชาติเป็นเกณฑ์ (ไม่เกิน 0.5 กรัมต่อหน่วยบริโภค ในขณะที่ WHO แนะนำให้หลีกเลี่ยงการบริโภคกรดไขมันทรานส์ โดยไม่ควรบริโภคเกินกว่า 2.2 กรัม/วัน)

2) ผู้ผลิตน้ำมันและไขมันจะต้องดำเนินการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทดแทนผลิตภัณฑ์เดิมที่ปนเปื้อนกรดไขมันทรานส์ โดยใช้กระบวนการ oil blending 3) เร่งรัดมาตรการด้านกฎหมายที่ห้ามมิให้ใช้ไขมันที่ผลิตจากกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนในการผลิตอาหาร เพื่อลดการได้เปรียบและเสียเปรียบทางการค้าของผู้ผลิตอาหาร และ 4) การกล่าวอ้างทางโภชนาการในผลิตภัณฑ์อาหารที่เกี่ยวกับปริมาณไขมันทรานส์ ต้องพิจารณาทั้งปริมาณกรดไขมันทรานส์และกรดไขมันอิ่มตัว เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคสับสนและเกิดผลเสียต่อสุขภาพ

เบเกอรี่ต้องรื้อสูตร

ด้าน นายนาดิม ซาเวียร์ ซาลฮานี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มัดแมน จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารร้าน “ดังกิ้นโดนัท” ในประเทศไทย กล่าวว่า ดังกิ้นโดนัทมีการใช้ไขมันทรานส์น้อยมาก และอยู่ในสัดส่วนที่ไม่เป็นอันตรายต่อการบริโภค แต่หากมีกฎหมาย “ห้าม” ใช้กรดไขมันทรานส์อย่างเด็ดขาด (ไขมันทรานส์เป็น 0%) บริษัทพร้อมจะปรับเปลี่ยนสูตร

ขณะที่ผู้บริหารในธุรกิจอาหารและเบเกอรี่อีกรายกล่าวว่า ผู้ผลิตอาหารมีการปรับตัวเรื่องไขมันทรานส์มาตลอด เช่น การพัฒนาไขมัน-น้ำมันผ่านกระบวนการที่เรียกว่า oil blending มาทดแทนแล้ว

ขณะที่ นายกำธร ศิลาอ่อน รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายการผลิตและซัพพลายเชน บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารร้านอาหาร-เบเกอรี่ “S&P” กล่าวว่า ใช้น้ำมันรำข้าวในโรงงานผลิตสินค้า ขณะที่ร้านในสาขาต่าง ๆ นั้นจะใช้น้ำมันถั่วเหลืองควบคู่กันไปด้วย ส่วน นายอรรคสิทธิ์ ภู่ประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหอมมนต์เบเกอรี่ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเบเกอรี่แบรนด์ “หอมมนต์” กล่าวว่า เบเกอรี่ทุกรายการของหอมมนต์เป็นสูตรไร้ไขมันทรานส์อยู่แล้ว แต่หากผู้ประกอบการรายใดที่ใช้สูตรที่มีไขมันทรานส์อยู่ หากต้องเปลี่ยนให้เป็นไขมันทรานส์ 0% จะมีต้นทุนจากวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น และต้องทำการรื้อสูตรเบเกอรี่ใหม่หมด เนื่องจากวัตถุดิบที่เปลี่ยนไป

นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร หน่วยงานภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ต้นปีหน้า ทางสถาบันอาหาร-สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)-สภาหอการค้าไทย จะร่วมกันเข้าไปหารือกับทาง อย. เพื่อขอ “ผ่อนปรน” และ “ยืดเวลา” เพื่อปรับตัวในการบังคับใช้ประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องไขมันทรานส์ เนื่องจากปัจจุบันมีสมาชิกและผู้ประกอบการเพียงบางรายเท่านั้นที่ทราบเรื่องนี้ แต่ยอมรับว่า ในอนาคตก็ต้องบังคับใช้แน่นอน “หากใช้ในเร็ว ๆ นี้มีผลกระทบแน่นอนกับผู้ประกอบการ”

เนื่องจากการปลอดไขมันทรานส์นั้น ผู้ประกอบการจะต้องมีการลงทุนปรับเปลี่ยนไลน์การผลิต-ลงทุนเครื่องจักร หรือแม้แต่ปรับสูตรขนมและอาหารใหม่ทั้งหมด การปรับตัวจึงต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปี จึงห่วงว่า ผู้ประกอบการรายกลางและเล็กจะกระทบหนัก ขณะที่รายใหญ่ “ไม่น่ามีปัญหา” ระหว่างนี้สถาบันอาหารเองต้องให้ข้อมูลด้านการส่งเสริมอุตสาหกรรมอาหารทุกประเภท อาทิ สูตรการผลิต ที่ตลาดต้องการและสอดรับกับกฎหมายที่จะออกมาใหม่

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมคณะ ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) สู่ Thailand 4.0 ให้แก่ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โดยมี พลเอกถเกิงกานต์ ศรีอำไพ ประธานกรรมการบริหาร วว. คณะกรรมการบริหาร ดร.ลักษมี ปลั่งแสงมาศ ผู้ว่าการ วว. ผู้บริหารและพนักงาน วว. ร่วมให้การต้อนรับ ในวันพฤหัสบดีที่ 21 ธันวาคม 2560 ณ วว. เทคโนธานี ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

ดร.สุวิทย์ฯ กล่าวตอนหนึ่งในการมอบนโยบาย ว่า วว. ต้องเป็นเสาหลักในการตอบโจทย์พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและสังคม…ต้องเป็น Everything in Something มุ่งเน้นการดำเนินงานใน 3 มิติหลักคือ ด้านการเกษตร โอทอป และชุมชน โดยผสานความร่วมมือบูรณาการดำเนินงานกับกรมพัฒนาชุมชน บริษัทประชารัฐสามัคคี และหน่วยงานเครือข่ายอื่นๆ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิด Thailand 4.0 ที่ว่า เราจะเดินหน้าไปด้วยกัน ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

และในโอกาสนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ พร้อมคณะ ได้เยี่ยมชมนิทรรศการผลการดำเนินงานของ วว. ได้แก่ งานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยา/เวชสำอางจากสมุนไพร งานวิจัยนวัตกรรมอาหารสุขภาพ งานพัฒนาออกแบบนวัตกรรมอาหาร ได้แก่ เครื่องคั้นมะนาว/ส้ม โครงการ “คูปองวิทย์เพื่อโอทอป (STI Coupon for OTOP Upgrade) โครงการพัฒนาเกษตรกรด้วยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม (STI for Smart Agriculture : SSA) และโครงการ “ยืดอายุลำไยเพื่อการส่งออก” โครงการวิจัยและพัฒนาเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ยางพารา โครงการพัฒนาต้นแบบยานพาหนะขนถ่ายระบบนำทางอัตโนมัติ (Development of Automatic guided vehicle machine system (AGVs) โครงการวิจัยการจัดการขยะชุมชนอย่างยั่งยืนโดยใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม งานบริการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อภาคอุตสาหกรรม พร้อมตรวจเยี่ยมโรงงานนำร่องผลิตผลไม้แช่อิ่มอบแห้งและเครื่องดื่ม ศูนย์นวัตกรรมผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์เพื่ออุตสาหกรรมโพรไบโอติกและพรีไบโอติก รวมทั้งศูนย์ทดสอบมาตรฐานระบบขนส่งทางราง

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการ อ.ส.ค. เชิญชวนสัมผัสบรรยากาศหน้าหนาว ท่องเที่ยวฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค พร้อมร่วมงาน “เทศกาลโคนมแห่งชาติ” ประจำปี 2561 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 มกราคม – 5 กุมภาพันธ์ 2561 ณ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ภายในงานมีกิจกรรมต่างๆ มากมายให้ร่วมสนุก สร้างความสุขครบรสทั้ง 7 วันเต็ม อาทิ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมแปรรูปต่างๆ การจำหน่ายสินค้า OTOP พื้นบ้าน ท่องเที่ยวเมืองคาวบอยจำลอง ชมมอเตอร์โชว์ การแข่งขันประกวดแนวคิดแผนสื่อสารการตลาด การจำหน่ายปัจจัยการเลี้ยงโคนม ฯลฯ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายท่องเที่ยวเชิงเกษตร อ.ส.ค. โทร 036-344926 และ 089-9018035 งานวิจัย “เกษตรแม่นยำ” สกว. พบทางเลือก ทางรอด จากโรครากเน่าของต้นส้ม เตรียมพัฒนาต่อยอด การเพิ่มผลผลิต การควบคุมคุณภาพ และลดต้นทุน ให้กับเกษตรกร

ฝ่ายเกษตร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)ร่วมกับสำนักประสานงาน เครือข่ายวิจัยเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture Research Network Coordination Office) โดยศาสตราจารย์ ดร.อรรถชัย จินตเวช ได้จัดการประชุมประชุมเครือข่ายวิจัยพัฒนาและนำใช้เกษตรแม่นยำ สกว. หรือ TRF-PA research, development and implementation ( TRF-PA ) ครั้งที่ 2 ณ ห้องประชุม นคร ณ ลำปาง ศูนย์วิจัยระบบทรัพยากร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 11-12 ธันวาคม 2560 ที่ผ่านมา เพื่อนำเสนอและเชื่อมโยงองค์ความรู้จากงานวิจัยในมิติต่างๆของระบบเกษตรกรแม่นยำและลดการใช้สารเคมี ในการสร้างต้นแบบการนำใช้เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำสำหรับสวนส้มร่วมกับเจ้าของสวนที่เป็นเกษตรกรรายย่อย (Figure 1)

โดยการประชุมดังกล่าวมีการนำเสนอผลการวิจัยด้านการจัดการโรคต้นโทรมของส้มเขียวหวานอย่างแม่นยำและยั่งยืนจังหวัดเขียงใหม่ โดย ศ.ดร.ชัยวัฒน์ โตอนันต์และคณะ จากคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ การพัฒนาสถานีตรวจวัดอากาศแบบไร้สายและระบบสารสนเทศเพื่อการเกษตรแม่นยำ โดย ผศ.ดร.เกริก ปั้นเหน่งเพ็ชร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ การพยากรณ์ภูมิอากาศรายฤดูเพื่อใช้สำหรับแบบจำลองการคาดการณ์ผลผลิต โดย อ.ดร.ชาคริต โชตอมรศักดิ์ คณะสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ การพัฒนาเซ็นเซอร์ทางเคมี เพื่อการวิเคราะห์ธาตุอาหาหารพืชในดินสำหรับการเกษตรแบบแม่นยำ โดย ศ.ดร.เกตุ กรุดพันธ์ และคณะ จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ทั้ง 4 โครงการเป็นการบูรณาการงานวิจัย hillchords.com เพื่อพัฒนาต้นแบบปฏิบัติเกษตรแม่นยำ ทั้งฐานข้อมูลทรัพยากรเกษตรเพื่อเสริมการตัดสินใจ มีการจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบเทคโนโลยีสารสนเทศเกษตร (Agro-Info-Technology: AIT) มีเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำสะดวกต่อเกษตรกร มีการจัดเก็บข้อมูลของตัวแปรด้านกายภาพ ด้านชีวภาพและด้านสังคมเศรษฐกิจ เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์ความเข้าใจและอธิบายความเชื่อมโยงระหว่างผลผลิตที่ได้รับกับความแปรปรวนเชิงพื้นที่และเชิงเวลาของตัวแปรต่าง ๆ ซึ่งต้องการความเชี่ยวชาญหลายด้านและเวลาในการประมวลผลและนำใช้ เพื่อสนับสนุนการเตรียมการเข้าสู่เกษตรแม่นยำอย่างมีประสิทธิภาพและผล

อย่างไรก็ตามสำหรับเกษตรกร เรื่องระบบเกษตรแม่นยำ ยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับเกษตรกรรายย่อย จึงต้องวิเคราะห์ ถึงสถานการณ์ และปัญหา เพื่อหาจุดความสนใจร่วมกันระหว่างนักวิจัยกับเกษตรกร และทำให้เกษตรกรเข้าใจและยอมรับ ยกตัวอย่าง การแก้ไขปัญหาโรคต้นโทรมของส้มเขียวหวาน ซึ่งทาง ศ.ดร.ชัยวัฒน์ โตอนันต์ ได้เข้าไปพูดคุย แลกเปลี่ยนกับเกษตรกร และเกษตรกรที่ปลูกส้ม จังหวัดเชียงใหม่ ยอมเข้าร่วมการทดลอง 3 สวน อยู่ในพื้นที่ ต.ปางเสี้ยว อำเภอไชยปราการ สวนส้มใน อำเภอแม่อาย และสวนส้ม ต.ปู่หมื่น อำเภอฝาง

ซึ่งกระบวนการวิจัยจะพัฒนาเกษตรกรให้เข้าใจศาสตร์การวิจัยเพื่อการแก้ไขปัญหาไปด้วย ดังนั้นนอกจากการจัดการต้นโทรมของส้มแล้ว ยังมีการสร้างสถานีตรวจวัดอากาศแบบไร้สาย การพัฒนาเซ็นเซอร์ทางเคมี เพื่อการวิเคราะห์ธาตุอาหาหารพืชในดิน ซึ่งข้อมูลทั้งหมดจะทำให้รู้ว่าแต่ละช่วงอากาศเป็นอย่างไร การเปลี่ยนแปลงของพืชเป็นอย่างไร น้ำ อากาศแบบนี้ จะมีระบบอะไรเข้ามาจัดการ อย่างไรก็ดีความรู้ ในเรื่องต่างๆ เหล่านี้นักวิจัยจะเป็นเพียงผู้ให้ข้อมูลแก่เกษตร ให้ได้มากที่สุด ส่วนจะตัดสินใจประการใดนั้น ขึ้นอยู่กับเกษตรกร เพราะต้องคำนึงถึงรายได้ และความพร้อมของเกษตรกร ก่อนที่จะนำเอาเทคโนโลยีที่โครงการวิจัยได้ดำเนินการศึกษามาปรับใช้

ศ.ดร.ชัยวัฒน์ โตอนันต์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลับเชียงใหม่ กล่าวถึงโครงการ “การจัดการโรคต้นโทรมของส้มเขียวหวานอย่างแม่นยำและยั่งยืน” ว่า ต้นส้มแสดงอาการของโรคต้นโทรม คือ มีลักษณะใบเหลือง รากฝอยเน่า ถอดปลอก เมื่อนำมาวิเคราะห์สาเหตุของ โรคต้นโทรมของส้ม พบว่ามาจากเชื้อราสาเหตุของโรครากเน่า โคนเน่า และเชื้อแบคทีเรียสาเหตุของโรคกรีนนิ่ง

“การดำเนินการในช่วงปีแรกนี้ พบว่า การใช้เทคโนโลยีชีวภาพ ทำให้รากส้มมีการฟื้นตัว แต่ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของการแตกยอด และสีสันของใบส้ม ที่ยังมีความแตกต่างกับต้นส้มที่ใช้สารเคมี ซึ่งอาจจะเป็นเพราะการใส่อินทรียวัตถุน้อยเกินไป หลังจากนี้ จะต้องหาวิธีการเพิ่มขึ้น เช่น การใช้เทคโนโลยีชีวภาพควบคู่กับการใช้สารเคมี และระหว่างการดำเนินการวิจัย ได้แนะนำให้เกษตรกรทดลองและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้สารเคมี เช่น การเพิ่มอากาศให้กับรากส้ม เพราะปัญหารากเน่าส่วนหนึ่งเกิดจากอากาศไม่สามารถผ่านลงไปใต้ผิวดิน โดยสังเกตผิดดินในสวนส้มทั้ง 3 สวน รวมถึงการเติมวัตถุอินทรีย์เข้าไปในดิน เพื่อเพิ่มความชื้น และระบายอากาศในดิน ที่สำคัญ คือ การลดใช้สารเคมี เพื่อสร้างโอกาสทางด้านการตลาด ยกระดับราคาของส้ม และความปลอดภัยของผู้บริโภค รวมถึงตัวเกษตรกรเองด้วย” ศ.ดร.ชัยวัฒน์ กล่าว

ขณะที่ นายณัฐพล วิสิทธวงศ์ ทายาทสวนส้มสิทธวงศ์ กล่าวถึงเหตุผลในการเข้าร่วมโครงการวิจัยนี้ว่า ที่ผ่านมาสวนส้มสิทธวงศ์ ประสบกับปัญหาของโรครากเน่า เช่นเดียวกับสวนอื่นๆ ซึ่งทางสวนได้พยายามหาวิธีการลดใช้สารเคมี โดยเชื่อว่าเป็นโอกาสทางการตลาด ตามกระแสอาหารเพื่อสุขภาพ จนเมื่อปีที่ผ่านมาได้รับการชักชวนจากอาจารย์ชัยวัฒน์ ให้เข้าร่วมโครงการวิจัย เพื่อหาแนวทางในการแก้ไข ควบคุมปัญหาในเรื่องโรคส้ม อย่างไรก็ดีนอกจากการลดการใช้สารเคมีแล้ว ตนอยากให้โครงการวิจัยพัฒนาต่อยอดงานวิจัยในประเด็นต่างๆเพิ่มอีก เช่น จุลินทรีย์กำจัดศัตรูพืช การสร้างต้นพันธุ์ที่แข็งแรง และการตลาด ทั้งภายในและต่างประเทศ เพราะการใช้สารเคมี เป็นการเพิ่มต้นทุน ซึ่งส่งผลทางลบทั้งระยะสั้นและระยะยาว