สำหรับในช่วงแรกๆ ที่ผลผลิตออกมาประมาณเดือนธันวาคม

ส่วนใหญ่ขายเองที่หน้าร้าน เพราะเป็นช่วงต้นฤดู ได้ราคาดี ตกกิโลกรัมละ 200-400 บาท โดยแพ็กเป็นกล่อง ลูกใหญ่จัมโบ้ ครึ่งกิโลกรัม ขาย 200 บาท ลูกเล็ก ครึ่งกิโลกรัม ขาย 100 บาท ส่วนที่ลูกไม่ได้ขนาดก็นำไปแปรรูปเป็นน้ำสตรอเบอรี่สด ขายขวดละ 25 บาท และบางส่วนนำไปอบแห้ง

คุณธนพรว่าลูกค้าที่ผ่านไปผ่านมา มักชอบซื้อสตรอเบอรี่ลูกใหญ่มากกว่า แต่ถ้าคนไหนมีงบฯ น้อยก็มักซื้อลูกเล็ก ส่วนการลงเก็บในไร่นั้น ถ้าเป็นช่วงที่กำลังออกผลก็จะไม่ให้เข้าไป เพราะกลัวผลผลิตเสียหาย ยกเว้นกรณีที่มีเด็กมาด้วยก็จะให้เข้า แต่ถ้าเป็นช่วงปลายฤดูก็ให้ไปถ่ายรูปหรือเก็บได้ตามใจชอบ

สำหรับจุดเด่นของไร่ชลธาร นอกจากจะติดถนนใหญ่แล้ว ยังเป็นไร่ที่ปลูกแบบเกษตรปลอดภัย (GAP) โดยเป็นลูกไร่ของโรงงานหลวง หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า โรงงานดอยคำ จึงมั่นใจได้ในเรื่องคุณภาพความปลอดภัย ซึ่งทางไร่จะส่งผลผลิตเข้าโรงงานประมาณเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป ในราคากิโลกรัมละ 50-60 บาท เพราะเป็นช่วงที่โรงงานเปิดและสตรอเบอรี่ออกเยอะมาก ช่วงนั้นราคาจะไม่แพง ถูกที่สุดในไร่ขายอยู่ที่ กิโลกรัมละ 100-150 บาท

คุณธนพร ถ่ายทอดประสบการณ์ในการปลูกสตรอเบอรี่ ผลไม้ทำเงินชนิดนี้ที่ใช้เวลาระยะสั้นแค่ 5 เดือนกว่า ตอนแรกลงทุนทำเพียงไร่เดียวก่อน ลองดูว่าเป็นอย่างไร พอทำได้ไม่ยากเกินกำลัง เราก็ค่อยๆ เพิ่มพื้นที่ ซึ่งถ้าสนใจจะปลูกก็ไปปรึกษาที่โรงงานหลวงที่ 1 (ฝาง) ได้ จะมีบุคลากร มีทีมส่งเสริม เพียงขอให้เกษตรกรมีพื้นที่และมีน้ำ หลักๆ คือ ต้องมีน้ำเพียงพอ

สนใจผลผลิตของไร่ชลธาร ติดต่อสอบถามได้ที่ โทร. (062) 308-8797 ต้องขยายพื้นที่เพิ่ม

คราวนี้มาคุยกับ คุณธนกิจ จันทรสมบัติ เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร โรงงานหลวงที่ 1 (ฝาง) กันบ้าง เขาอธิบายว่า ปัจจุบันมีเกษตรกรในพื้นที่ส่งผลผลิตให้โรงงาน 15 ราย โดยปลูกในระดับที่ต่างกันตามพื้นที่ที่เกษตรกรมี ประมาณรายละ 1-2 ไร่ เพราะสตรอเบอรี่เป็นพืชที่ต้องการการดูแล ถ้าปลูกปริมาณเยอะก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้ผลผลิตเยอะ ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าของไร่จะเอาใจใส่ขนาดไหน

ในจำนวนเกษตรกร 15 รายนี้ ผลผลิตได้ประมาณ ปีละ 40-50 ตัน ซึ่งยังไม่พอเพียงสำหรับการใช้ผลิต ทางเจ้าหน้าที่ส่งเสริมจึงต้องขยายพื้นที่ปลูกให้มากขึ้น ส่วนใหญ่ปลูกพันธุ์พระราชทาน 80 ซึ่งปีนี้ทางดอยคำมีนโยบายส่งผลสดไปขายใน กทม. มากขึ้น

คุณธนกิจ กล่าวว่า ในการส่งเสริมนั้น ตั้งแต่แรกต้องลงไปดูพื้นที่ก่อนว่า จะขึ้นแปลงปลูกอย่างไร ใช้วัสดุอะไร ช่วงเหมาะสมที่ปลูกคือ เดือนตุลาคม หลังปลูกแล้วต้องไปติดตามว่ามีการระบาดของโรคและแมลงหรือเปล่า

ที่ผ่านมามีปัญหาเพลี้ยไฟในช่วงหน้าร้อนเท่านั้น ถ้าอากาศหนาวอยู่ไม่มีปัญหาอะไร ซึ่งถ้าอยู่ในระดับที่ยังไม่ระบาดจะแนะนำให้เกษตรกรใช้สารชีวภาพ ใช้สารชีวภัณฑ์ไปกำจัดศัตรูพืช เพื่อไม่ให้มีอันตรายต่อผู้บริโภค แต่ถ้าถึงขั้นผลผลิตเริ่มเสียหาย ต้องแนะนำให้ใช้สารเคมีแล้วแต่โรคและแมลง ซึ่งเกษตรกรเหล่านี้ใช้ระบบ GAP เป็นเกษตรปลอดภัย

นับเป็นเกษตรกรอีกรายที่ปลูกสตรอเบอรี่แล้วประสบความสำเร็จ มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ ที่สำคัญผู้บริโภครับประทานได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกลัวเรื่องสารเคมีตกค้าง

“ผักอินทรีย์” ที่ปลูกดูแลโดยไม่ใช้สารเคมี กำลังเป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั้งคนไทยและต่างประเทศ ดังนั้น เกษตรกรไทยควรมุ่งผลิตพืชผัก ผลไม้ ปลอดสารพิษ เพื่อตอบรับกระแสนิยมของตลาดทั่วโลก แต่ผลกระทบจากปัญหาโลกร้อน ทำให้การปลูกดูแลพืชผัก ผลไม้ โดยไม่ใช้สารเคมี เสี่ยงกับปัญหาโรคและแมลงรบกวนต่อเนื่อง เพื่อเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรผู้ปลูกผัก ผลไม้ ปลอดสารพิษให้ทำงานได้ง่ายขึ้น ขอแนะนำสุดยอดนวัตกรรม “นิม เพาเวอร์” สารสกัดจากสะเดา เป็นตัวช่วยในการดูแลแปลงปลูก

“นิม เพาเวอร์” สุดยอดธุรกิจนวัตกรรม

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประกาศยกย่อง “นีม เพาเวอร์” สารสกัดจากสะเดาคุณภาพสูง ของ บริษัท วสันต์ โปรดักส์ จำกัด ว่าเป็นสุดยอดธุรกิจนวัตกรรมประจำปี 2553 จากผลการคัดเลือกแผนพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมของภาคเอกชน ที่ สนช. ให้การสนับสนุนทั้งสิ้น จำนวน 549 โครงการ

“นิม เพาเวอร์” มีจุดเริ่มต้นจากผลงานวิจัย เรื่องโรงงานต้นแบบผลิตสารสกัดสะเดา เชิงธุรกิจ ของ ดร. อัญชลี สงวนพงษ์ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ซึ่งค้นพบว่า สารสกัดสะเดาป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืชได้อย่างดีเยี่ยม ในสะเดามีสารกลุ่มอะซาไดแรกติน ซึ่งมีผลออกฤทธิ์โดยตรงต่อระบบต่อมไร้ท่อ หรือระบบฮอร์โมนของแมลงกินพืช รวมทั้งยับยั้งการกินอาหารของแมลง สามารถขับไล่แมลงได้ โดยไม่มีสารตกค้าง สารสกัดจากสะเดาสามารถสลายตัวได้ง่ายในสภาพธรรมชาติ โดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อระบบนิเวศทางการเกษตร ปลอดภัยต่อเกษตรกร-ผู้บริโภค ส่งผลให้งานวิจัยชิ้นนี้ได้รับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่น ประจำปี 2552 จากประเทศเกาหลีใต้

คุณวสันต์ มงคลลาภกิจ ช่างภาพที่มากด้วยฝืมือและประสบการณ์ในการถ่ายภาพ เล็งเห็นว่า การผลิตสารสะเดา เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์และระบบนิเวศวิทยา จึงตัดสินใจลงทุนเปิด บริษัท วสันต์ โปรดักส์ จำกัด เพื่อดำเนินการผลิตสารสะเดาเชิงอุตสาหกรรม และจำหน่ายผลิตภัณฑ์สะเดา ภายใต้ชื่อว่า “นิม เพาเวอร์” โดยได้รับการสนับสนุนเงินลงทุนไม่มีดอกเบี้ย ภายใต้ชื่อโครงการ “นวัตกรรมดี ไม่มีดอกเบี้ย” จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NiA)

บริษัท วสันต์ โปรดักส์ จำกัด ก่อสร้างโรงงานผลิตสารสะเดาเชิงอุตสาหกรรม บนเนื้อที่ 18 ไร่ ตั้งอยู่ เลขที่ 36/1 หมู่ที่ 4 ตำบลม่วงหวาน อำเภอหนองแซง จังหวัดสระบุรี และมีโชว์รูม อยู่เลขที่ 471, 473, 483/3 ถนนรัชดาภิเษก (ท่าพระ-ตากสิน) แขวงบุคคโล เขตธนบุรี กรุงเทพฯ 10600 โทร. (02) 878-8988, (02) 878-8994-5

สารสกัดสะเดา “นิม เพาเวอร์” เป็นสารฆ่าแมลงชีวภาพ ที่ปลอดภัยต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม แต่ออกฤทธิ์ ต่อแมลงศัตรูพืชได้หลายรูปแบบในคราวเดียวกัน เช่น ยับยั้งกระบวนการลอกคราบ ยับยั้งการพัฒนาการเจริญเติบโตของแมลง ยับยั้งการกินอาหารของแมลง ลดความสามารถในการวางไข่ และการฟักไข่ออกเป็นตัว รวมทั้งลดความสามารถในการบิน เดิน คลาน และกระโดดของแมลงกินพืช

แมลงศัตรูพืชที่สารสะเดาสามารถควบคุมได้ผลดี เช่น หนอนผีเสื้อ หนอนผักชนิดต่างๆ ได้แก่ หนอนกระทู้ผัก หนอนหนังเหนียว หนอนกระทู้ หนอนชอนใบ หนอนกัดกินใบ ฯลฯ ส่วนกลุ่มแมลงที่ได้ผลปานกลาง เช่น เพลี้ยอ่อน แมลงหวี่ขาว แมลงวันทอง เพลี้ยจักจั่น หนอนเจาะลำต้น ฯลฯ กลุ่มแมลงที่ได้ผลน้อย เช่น เพลี้ยไฟ หมัดกระโดด มวนเขียว มวนแดง ไรแดง ฯลฯ

สารสะเดา “นิม เพาเวอร์” ช่วยป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืชในแปลงปลูกพืชผักประเภทต่างๆ ได้แก่

ผักกินใบ เช่น คะน้า กวางตุ้ง ผักกาดขาว ผักกาดเขียว ฯลฯ
พืชตระกูลแตง เช่น แตงกวา แตงโม ฯลฯ
พืชตระกูลหอม เช่น หอมใหญ่ หอมแบ่ง ฯลฯ
พืชตระกูลมะเขือ เช่น มะเขือเทศ มะเขือยาว ฯลฯ
พืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วฝักยาว ฯลฯ
ไม้ผล เช่น ส้มโอ ส้มเขียวหวาน มะนาว มะกรูด ฯลฯ
ไม้ดอก เช่น กุหลาบ มะลิ เบญจมาศ เยอร์บีร่า ฯลฯ
สำหรับเกษตรกรที่ต้องการนำ สารสกัดสะเดา นิม เพาเวอร์ ไปใช้ในแปลงเพาะปลูก ขอแนะนำให้ใช้ นิม เพาเวอร์ ในอัตรา 25 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ควรผสมสารจับใบเพื่อเพิ่มความสามารถในการเกาะยึดกับใบพืช โดยฉีดพ่นยาให้มีปริมาณสารสกัดมากพอต่อการป้องกันและกำจัดแมลง โดยเฉพาะบริเวณยอดอ่อนของพืช เมื่อเริ่มต้นใช้สารสกัดสะเดา นิม เพาเวอร์ ควรฉีดพ่นซ้ำทุก 3 วัน จำนวน 5 ครั้ง ติดต่อกัน จะเห็นผลชัดเจนขึ้น หลังจากการฉีดพ่น ครั้งที่ 5 ขยายระยะเวลาการฉีดพ่นเป็น ทุก 5 วัน จำนวน 3 ครั้ง ติดต่อกัน และหลังจากนั้นจึงขยายระยะเวลาเป็นทุก 7 วัน ทั้งนี้ ไม่ควรฉีดพ่นในขณะที่มีแสงแดดจัด

ฉีดพ่น “นิม เพาเวอร์” กำจัดแมลง ด้วย “โดรน”

ทุกวันนี้ การจ้างแรงงานพ่นยาในแปลงเพาะปลูกมีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูงและหาแรงงานคนมาทำงานได้ยากขึ้น ทางบริษัทจึงลงทุนซื้อนวัตกรรมใหม่ “โดรน” (เครื่องบินบังคับไร้คนขับ) มาใช้ฉีดพ่นสารสะเดาในแปลงเพาะปลูกพืช ล่าสุด คุณวสันต์ได้จัดกิจกรรมวันถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field Day) เพื่อบรรจุสารสะเดา 14 ลิตร ในตัวโดรน สามารถฉีดพ่นยาได้ 1 ลิตร ต่อไร่ ในเวลา 1 นาที

โดรนเพื่อการเกษตร ผู้ใช้งานสามารถปรับการควบคุมเป็นแบบอัตโนมัติและกึ่งอัตโนมัติได้ด้วย รวมทั้งปรับระดับความสูงในการบิน ระหว่างฉีดพ่นในแปลงพืชผักได้ สามารถฉีดพ่นยาให้กระจายตัวครอบคลุมพืชผักทุกต้น นอกจากนี้ ตัวโดรนยังมีระบบความจำอัจฉริยะ เมื่อตัวยาหมด ภายหลังจากเติมน้ำยาใหม่ ตัวโดรนสามารถกลับไปเริ่มพ่นยายังตำแหน่งเดิมที่หยุดพ่นยาได้ด้วย นอกจากนี้ โดรนสามารถทำงานฉีดพ่นยาได้ทั้งตอนกลางวันและตอนกลางคืน ในช่วงเวลาที่แมลงออกหากิน ช่วยให้เกษตรกรสามารถวางแผนป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

คุณวสันต์ กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เพื่อโชว์ประสิทธิภาพของสารสะเดา ตัวโดรน ติดตั้งใบพัด 8 ตัว สามารถกระพือลม ช่วยให้การฉีดพ่นสารสะเดาเข้าถึงต้นพืชในแปลงปลูกพืชได้อย่างทั่วถึงทุกจุด แม้กระทั่งแมลงที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ใบพืชก็ตาม (การฉีดพ่นวิธีปกติโดยใช้แรงงานคน สามารถกำจัดแมลงที่หากินบนใบพืชได้เท่านั้น)

เทคนิคใหม่นี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการฉีดพ่นยา โดยใช้ต้นทุนต่ำ แต่กำจัดแมลงได้ผลดีเกินร้อย ช่วยให้พืชเติบโตแข็งแรง ได้ผลผลิตคุณภาพดี ปลอดภัย และมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การจัดงานดังกล่าว มีตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ ผู้นำท้องถิ่น และเกษตรกรสนใจเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้กว่า 50 คน

“หน่วยงานภาครัฐของยุโรป รวมทั้งองค์การอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐอเมริกาประกาศว่า ไม่อนุญาตให้มีการนำเข้าพืชผัก ผลไม้ ที่มีปัญหาสารเคมีตกค้างเข้าไปจำหน่ายในประเทศ ตั้งแต่ ปี 2560 เป็นต้นไป นับเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่เกษตรกรไทยควรจะต้องหันมาเปลี่ยนแปลงวิธีการผลิตสินค้าเกษตรของตัวเอง หยุดการใช้สารเคมีในแปลงเพาะปลูก และเรียนรู้การใช้สารชีวภาพมาใช้กำจัดแมลงในแปลงเพาะปลูกแทน เพื่อความปลอดภัยต่อตัวเกษตรกรเอง รวมไปถึงผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม” คุณวสันต์ กล่าว

นอกจากนี้ คุณวสันต์ มงคลลาภกิจ ยังวางแผนเปิดพิพิธภัณฑ์กล้องถ่ายรูป รวบรวมผลงานโครงการพระราชดำริ และจัดทำแปลงสาธิตการปลูกไม้ยืนต้น ไม้ผล พืชผัก เนื้อที่ 34 ไร่ ไฮไลต์สำคัญคือ แปลงปลูกต้นมะริดขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ป่าหายาก จัดเป็นไม้ชั้นเลิศ เนื้อไม้แข็ง ลวดลายไม้สวยงาม และมีราคาแพงมาก เหมาะสำหรับแปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์ เครื่องดนตรี ฯลฯ โดยคุณวสันต์คาดหวังว่า เมื่อโครงการดังกล่าวเสร็จสมบูรณ์ จะกลายเป็นจุดท่องเที่ยวเชิงเกษตรแห่งใหม่ของอำเภอหนองแซง จังหวัดสระบุรี ในอนาคต

นางสาวพิชามญชุ์ แซ่จึง หัวหน้าสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษ เปิดเผยว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติได้ตระหนักและห่วงกังวลถึงปัญหาแรงงานภาคการเกษตรและผู้สืบทอดอาชีพทางการเกษตรที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเป็นอย่างมาก จึงเป็นที่มาของโครงการเสริมสร้างยุวเกษตรกรและเกษตรกรรุ่นใหม่ เพื่อให้นักเรียนในสถานศึกษาได้มีความรู้ด้านการเกษตรสามารถช่วยงานในครอบครัวหรือยึดถือเป็นอาชีพต่อไปได้ในอนาคต ด้วยโครงการดังกล่าวสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษ ได้ประสานโรงเรียนบัวเจริญวิทยา ต.ตองปิด อ.น้ำเกลี้ยง ซึ่งเป็นโรงเรียนเป้าหมาย มีนักเรียน 270 คน เพื่อให้นักเรียนได้รับความรู้และประสบการณ์ด้านการผลิตพืช

ปัจจุบันคนไทยจำนวนมากกำลังเผชิญกับปัญหาโรคภัยไข้เจ็บ บางโรคอาจเกิดจากการรับประทานอาหาร บางโรคอาจเกิดจากสภาวะแวดล้อม บางโรคอาจเกิดจากหลายปัจจัยต่างๆ รวมกัน ซึ่งการบริโภค “ผัก” เป็นวิธีการหนึ่งที่จะลดความเสี่ยงโรคภัยได้ ซึ่งทางโรงเรียนให้ความสนใจในการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ด้วยกระบอกไม้ไผ่ สภาเกษตรฯจึงได้ประสานศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษให้เข้ามาให้ความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ด้วยเห็นว่าการส่งเสริมให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ทำการเกษตรนั้น ควรต้องนำหลักวิชาการมาปรับกระบวนการผลิต โดยใช้ทรัพยากรที่หาได้ในท้องถิ่นนั้นเป็นเรื่องที่สภาเกษตรกรฯพร้อมให้การสนับสนุน

ด้านนายสถาน ปรางมาศ ผู้อำนวยการโรงเรียนบัวเจริญวิทยา ได้กล่าวว่า ทางโรงเรียนบัวเจริญวิทยา ให้ความสนใจในการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์หรือระบบการปลูกผักไร้ดิน จากการศึกษาพบข้อได้เปรียบของการปลูกพืชระบบไฮโดรโปนิกส์คือสามารถควบคุมการให้ธาตุอาหารของพืชได้ง่ายกว่าการปลูกพืชในดิน ลดค่าแรงงานในการเตรียมพื้นที่ปลูกได้มาก ประหยัดน้ำ ควบคุมโรคได้ง่าย ได้ผลผลิตค่อนข้างสม่ำเสมอ และมีคุณภาพ ประหยัดเมล็ดพันธุ์จึงแจ้งยังสภาเกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ความรู้และลงมือปฏิบัติ แต่การปลูกผักในระบบนี้ข้อด้อยคือการลงทุนสูงในเรื่องอุปกรณ์ต่างๆ ทางโรงเรียนจึงหาวัสดุอื่นเพื่อทดแทน โดยมาลงตัวที่ไม้ไผ่วัสดุหาง่ายในท้องถิ่น

เด็กนักเรียนสามารถหามาได้เพราะมีในพื้นที่อยู่แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไผ่หวานเลือกต้นอายุปี กว่าๆ ลักษณะลำใหญ่ ตรง พื้นที่เริ่มต้นของทางโรงเรียนคือ 5×3 เมตร ทำราง 4 ชั้น เจาะกระบอกไม้ไผ่ 10 ช่อง ค่าวัสดุอุปกรณ์รวมงบประมาณอยู่ที่ 2,500 บาท โดยมีถังรับน้ำ 200 ลิตร 1 ใบ ปั้มน้ำตู้ปลา 2 ตัว ท่อ PVC สีเทา ½ นิ้ว 2 เส้น ข้อต่อสามทาง 14 ตัว ข้อต่องอ 2 ตัว ถ้วยปลูก 240 ถ้วย เมล็ดผักขึ้นฉ่าย และผักสลัด 2 ซอง ไม้ไผ่ยาว 2.50 เมตร 4 ท่อน ปุ๋ยสำเร็จ รูปละลายน้ำได้ 1 กิโลกรัม เครื่องวัดค่า pH และเครื่องวัดค่า EC ทำการเพาะเยื่อเมล็ดพันธุ์ 800 เมล็ด 2 สัปดาห์ เตรียมขยายและลงรางปลูกใช้เวลา 2 เดือนโดยประมาณ ทำการเก็บผลผลิตจำหน่ายในโรงเรียนและชุมชนก่อนขยายตลาดต่อไป กิจกรรมครั้งนี้มีนักเรียนให้ความสนใจเข้ามามีส่วนร่วมทั้งการปฏิบัติจริงและทำงานเป็นระบบกลุ่ม ซึ่งกระบวนการทุกขั้นตอนนำไปขยายผลยังครอบครัวได้ต่อไปในอนาคตด้วย

ดาวเรือง เป็นพรรณไม้ล้มลุกที่ชอบแสงแดดจัดหรืออยู่กลางแจ้ง ลำต้นเป็นทรงพุ่มค่อนข้างทนทาน ลำต้นสูงประมาณ 3-4 ฟุต ลักษณะใบของดาวเรืองเป็นฝอยเหมือนดาวกระจาย มีสีเขียว ใบเป็นรูปหอก ปลายแหลม ออกเรียงกันเป็นคู่ๆ ตรงข้ามกัน ใบออกดก

ดอกของดาวเรือง สามารถแบ่งออกเป็นพันธุ์ย่อยอยู่หลายพันธุ์ ซึ่งแต่ละพันธุ์นั้นจะมีลักษณะของดอกที่ต่างกัน มีทั้งกลีบซ้อนและไม่ซ้อน และสีก็มีหลายสี เช่น เหลือง ส้ม ขาวนวล เหลืองแต้มแดง แสด ดาวเรืองเป็นดอกเดี่ยว รูปทรงของดอกเป็นวงกลม เมื่อออกดอกพร้อมกันทั้งหมดจะเห็นเป็นสีแหลืองเต็มต้นสวยงามมาก

คุณจำเนียร พัฒนพันธ์ชัย อยู่บ้านเลขที่ 19 หมู่ที่ 1 ตำบลลาดกระทิง อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่ใช้เวลาว่างจากปลูกไม้ผลชนิดอื่น มาปลูกดาวเรืองเป็นอาชีพเสริมยามว่างสร้างรายได้ โดยเธอบอกว่าการปลูกต้นไม้เป็นงานที่ชอบและมีความสุข จึงทำให้วัยเกษียณของเธอมีความหมายที่ได้ลงมือทำในสิ่งที่รัก

ชอบปลูกต้นไม้ มาตั้งแต่สมัยสาวๆ

คุณจำเนียร เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนทำงานเกี่ยวกับเฟอร์นิเจอร์มาก่อน ช่วงวันหยุดก็จะชอบปลูกต้นไม้ดอกไม้อยู่บริเวณบ้าน ต่อมาเมื่อออกมาอยู่บ้านกับลูกสาว ก็ไม่ได้ประกอบอาชีพแต่จะเน้นไปปลูกไม้ยืนตามพื้นที่ที่ว่างอยู่ไว้ด้วย เพื่อเป็นงานอดิเรกยามว่างของสาววัยเกษียณ

“ช่วงที่เรามาอยู่บ้าน เราก็ไม่ค่อยได้ทำอะไร มันก็รู้สึกว่าหงุดหงิด เลยหาอะไรทำยามว่าง ด้วยความที่เราชอบปลูกต้นไม้ ก็จะซื้อต้นไม้ดอกไม้มาปลูก ต่อมาลูกสาวเห็นพื้นที่บริเวณบ้านว่าง น่าจะปลูกอะไรที่ทำเงินได้ จึงไปหาซื้อต้นดาวเรืองที่พันธุ์ดอกใหญ่ๆ มาทดลองปลูก 100 ต้น ผลปรากฏว่าพอดูแลไป ปลูกไปมันก็มีตายนิดหน่อย แต่ก็ออกดอกขายได้ เลยมองว่าน่าจะปลูกต่อไป เพื่อเป็นอาชีพเสริมทำเงิน” คุณจำเนียร กล่าว

เตรียมแปลงเองแบบง่ายๆ คล้ายแปลงปลูกผัก

ในช่วงที่นำดาวเรืองมาทดลองปลูก 100 ต้น คุณจำเนียร บอกว่า มีตายไปประมาณ 20 ต้น เพราะช่วงแรกยังไม่มีประสบการณ์เท่าที่ควร ต่อมาเมื่อปลูกและศึกษาด้วยตนเองพร้อมทั้งสอบถามกับคนที่มีความรู้ทางด้านนี้ จึงทำให้ปัญหาและอุปสรรคด้านนี้ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป

เนื่องจากการปลูกดาวเรืองเป็นการปลูกที่ใช้พื้นที่ว่างของบ้าน ซึ่งบริเวณบ้านจะมีต้นไม้ใหญ่อยู่เยอะจึงทำให้ไม่สามารถจ้างรถพรวนดินมาไถขึ้นแปลงได้ คุณจำเนียร บอกว่า เธอจึงใช้จอบและ 2 มือของเธอเอง รังสรรค์แปลงปลูกดาวเรืองขึ้นมาด้วยความมานะอุตสาหะ

“เราอยากใช้พื้นที่บ้านที่ว่างอยู่ให้เป็นประโยชน์ จะจ้างคนมาทำก็ติดขัดหลายอย่าง ก็เลยขุดแปลงเอง ยกแปลงขึ้นเหมือนแปลงปลูกผัก เราใช้มือเรานี่แหละขุดเอง โดยให้แปลงกว้างประมาณ 1.50 เมตร ส่วนความยาวแล้วแต่พื้นที่ ว่าจะยาวมากยาวน้อย พอขุดแปลงเสร็จก็นำปูนขาวมาโรย พร้อมทั้งใส่ปุ๋ยขี้ไก่ ปุ๋ยคอก สับให้เข้ากัน ปล่อยทิ้งไว้ 7 วัน เสร็จแล้วก็จะเตรียมต้นดาวเรืองมาลงปลูกได้เลย” คุณจำเนียร อธิบายวิธีเตรียมแปลง

การปลูกต้นดาวเรืองของคุณจำเนียรนั้น จะใช้ต้นกล้าที่มีอายุประมาณ 20 วัน ซึ่งเธอให้เหตุผลที่ไม่เพาะกล้าเองเป็นเพราะต้องใช้อุปกรณ์หลายอย่าง แต่การซื้อกล้าที่โตแล้วมาปลูกใช้เวลาน้อยกว่าสามารถเก็บผลผลิตได้ไว โดยปลูกให้ต้นมีระยะห่างกันประมาณ 70 เซนติเมตร

หลังจากปลูกได้ 10 วัน รากของดาวเรืองจะเดินสมบูรณ์ก็จะรดน้ำพอชุ่มๆ ดูความชื้นที่แปลงทุก 2-3 วัน ก็จะรดซ้ำอีกครั้ง โดยหมั่นสังเกตว่าแปลงดินแห้งมากน้อยแค่ไหน

“พอเราปลูกไปได้สักพักให้คอยสังเกตดูว่า ใบที่ค่อยๆ แตกของดาวเรืองไปถึงใบที่เท่าไร พอเห็นว่าออกใบที่ 5 ก็เตรียมเด็ดยอดทิ้งได้เลย เพื่อให้มันได้แตกกิ่งใหม่ออกมาด้วย หลังจากที่เราใช้กล้าอายุ 20 วันมาปลูก นับต่อไปอีก 40 วัน ดาวเรืองก็จะเริ่มออกดอกให้เราเก็บไปขายได้ หลังจากนั้น จะเริ่มให้ปุ๋ยสูตร 8-24-24 เพื่อเร่งการออกดอก โดยใส่ในปริมาณที่เหมาะสมไม่มากเกินไป” คุณจำเนียร กล่าว

ในเรื่องการดูแลรักษาโรคและแมลง คุณจำเนียร บอกว่า จะดูตามอาการ ถ้าไม่พบว่าภายในแปลงปลูกมีแมลงก็ไม่จำเป็นต้องใช้ยาฉีดพ่น แต่ถ้าช่วงฤดูกาลไหนที่มีแมลงและโรคระบาดหนักๆ ก็จะเตรียมฉีดพ่นเพื่อป้องกันไว้ก่อน เพื่อไม่ให้ดาวเรืองเกิดความเสียหายจนแก้ไขไม่ได้

ดูแลรักษาต้นดี เก็บดอกขายได้เป็นเดือน

คุณจำเนียร บอกว่า ดาวเรืองถึงแม้จะเป็นไม้ดอกที่มีอายุสั้น แต่ถ้ามีการดูแลรักษาที่ดีและมีความเข้าใจนิสัยของไม้ชนิดนี้ คนที่ปลูกสามารถหาเงินจากการเก็บดอกขายได้มากกว่า 1 เดือน

ซึ่งในช่วงแรกที่ปลูกเธอยังไม่มีความชำนาญในเรื่องการตลาด ก็จะถูกแม่ค้ากดราคา และที่สำคัญจะรับซื้อแต่ดอกที่มีขนาดใหญ่ไซซ์จัมโบ้เท่านั้น เธอจึงแก้ปัญหาคัดดอกแบบให้มีหลายไซซ์ขนาด โดยมีไซซ์จัมโบ้ ตามมาด้วยเกรด 1, 2, 3 ตามลำดับ

“พอดาวเรืองเราสามารถเก็บดอกขายได้ คราวนี้เรื่องของการขายเราต้องจัดการให้ดี เพราะดอกที่ออกมามันจะไม่ใหญ่เสมอกันหมด เราก็ต้องคัดแล้วแยกขนาดไซซ์ให้คนที่ซื้อเขาได้มีตัวเลือก อย่างที่เราคัดก็จะมีอยู่ 4 ขนาด จัมโบ้ดอกสวยใหญ่ ส่วนเบอร์ 3 ก็เล็กสุด ราคาดอกไซซ์จัมโบ้ขายอยู่ที่ดอกละ 90 สตางค์ ส่วนไซซ์อื่นๆ ราคาก็ลดลั่นกันลงมาตามลำดับ ก็ถือว่าพออยู่ได้ถ้ามองว่าทำเป็นอาชีพเสริม” คุณจำเนียร กล่าว

สำหรับผู้ที่สนใจอยากปลูกดาวเรือง คุณจำเนียร แนะนำว่า ไม่อยากให้มองว่าสิ่งที่ทำจะต้องให้ผลตอบแทนมากหรือน้อย แต่ขอให้ทดลองทำในสิ่งที่ชอบก่อน ไม่ว่าจะปลูกพืชชนิดใด อย่างเช่น ผักอาจจะปลูกกินเอง พอผลผลิตมีมากก็นำมาขาย เมื่อลงมือปฏิบัติแล้วเกิดความชอบแบบสุดหัวใจ ก็ให้ลงมือทำอย่างจริงจังได้เลย แล้วรายได้ก็จะมีเข้ามาพร้อมกับการทำเกษตรที่เปี่ยมไปด้วยความสุข

มะม่วงมีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า mangifera indica

คำว่า indica มาจากอินเดียนั่นเอง เนื่องจากนำเข้ามาปลูกเป็นเวลานาน คนไทยส่วนหนึ่ง มีความรู้สึกว่า มะม่วงเป็นไม้ท้องถิ่น พันธุ์ที่ปลูกก็เป็นเอกลักษณ์ ดูแตกต่างจากที่ประเทศอื่นมีอยู่อย่างสิ้นเชิง

เดิมที มะม่วงมีฐานะเหมือนไม้ผลชนิดอื่น คือเสนอตัวให้เกษตรกรเลือกปลูก เสนอตัวต่อผู้บริโภค เนื่องจากมีคุณสมบัติที่เหมาะสม มะม่วงจึงครองใจเกษตรกรรวมทั้งผู้บริโภค ตัวเลขระยะหลังๆ ถือว่ามะม่วงเป็นพืชที่มีพื้นที่ปลูกมากคือกว่า 2 ล้านไร่

ผลผลิตเดิมซื้อขายแลกเปลี่ยนกันในประเทศ ต่อมามีการส่งออก ระยะนี้(2559) มูลค่าการส่งออก ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร โดยความร่วมมือของกรมศุลกากร ระบุว่า มีมูลค่ากว่า 2,500 ล้านบาท

ตัวเลขส่งออก เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สัมพันธ์กับงานพัฒนาการปลูกมะม่วงในประเทศไทย

มะม่วงปลูกได้ทั่วถิ่นไทย

พื้นที่ปลูกมะม่วงสำคัญนั้นอยู่ในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งนี้เพราะมะม่วงเป็นไม้เมืองร้อน เหมาะกับสภาพอากาศอย่างไทย

เพราะเป็นไม้ที่ปลูกได้ดี จึงมีพันธุ์ประจำถิ่น

เมื่อก่อนทางภาคเหนือ มีมะม่วง “งา” รูปทรงคล้ายๆหนังกลางวัน ระยะหลังๆ ทางเหนือปลูกได้หลากหลายพันธุ์ โดยเฉพาะมะม่วงที่มีถิ่นกำเนิดมาจากทางไต้หวัน ซึ่งมีสีสันสดใส สีชมพู สีแดง

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรืออิสาน เดิมเป็นถิ่นของมะม่วงแก้ว ต่อมาเริ่มปลูกเป็นการค้าหลายจังหวัด เช่นที่อำเภอบ้านแฮด จังหวัดขอนแก่น อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ ผลผลิตส่วนหนึ่ง เขาขนออกจากพื้นที่ปลูก นำไปขายยังเวียตนามและจีน โดยไม่ต้องผ่านกรุงเทพฯ

ภาคกลาง เป็นถิ่นเดิมของมะม่วงที่มีความหลากหลายทางด้ายสายพันธุ์ ทั้งนี้ คงเป็นเพราะเมื่อก่อนนิยมขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

ภาคใต้ เดิมมีความเชื่อกันว่า ปลูกมะม่วงได้ดีเฉพาะพันธุ์นาทับและเบาปักษ์ใต้ พันธุ์อื่นมีความเข้าใจว่า ช่วงออกดอกมักจะกลัวฝน

คุณสุรศักดิ์ ศรีอำนวย มีพื้นเพอยู่ทางภาคใต้ แต่มาปลูกมะม่วงอยู่ที่อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ปัจจุบันเขาสะสมมะม่วงไว้กว่า 70 พันธุ์ เกษตรกรรายนี้เน้นขายกิ่งพันธุ์ ซึ่งมีคนซื้อไปปลูกทุกภูมิภาคของประเทศไทย

คุณสุรศักดิ์ แทงบอลออนไลน์ ทดลองนำมะม่วงโชคอนันต์ มันเดือนเก้า สามฤดู แม่ลูกดก ลงไปปลูกในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชและบริเวณใกล้เคียง ปรากฏว่า ให้ผลผลิตดี ซึ่งเป็นที่เข้าใจได้ เพราะมะม่วงที่เอ่ยชื่อพันธุ์มา เขาออกดอกติดผล ช่วงหน้าฝนทางภาคกลางได้ดีนั่นเอง

รูปแบบการผลิตมะม่วง

สามารถแยกแยะงานปลูกมะม่วงได้ 3 ลักษณะด้วยกัน

หนึ่ง.ปลูกไว้รอบบ้าน

พบเห็นกันมาก โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ ตามหมู่บ้านจัดสรร จำนวนอาจจะ 1-2 ต้น เจ้าของไม่ได้เน้นว่า จะต้องมีผลผลิตเก็บกิน สิ่งที่ได้คือร่มเงา ให้นก กระรอก ได้อยู่อาศัย แต่เมื่อโตขึ้นอาจจะเป็นภาระ ต้องจ้างคนตัดแต่งกิ่ง บางคราวก็ลุกล้ำเขตแดนของเพื่อนบ้าน

หากเจ้าของเข้าใจ เลือกพันธุ์ที่ออกดอกติดผลง่าย เช่นมะม่วงโชคอนันต์ พิมเสนทะวาย แม่ลูกดก ศาลายา เพชรปทุม ก็จะมีผลมะม่วงกินทุกปี

การดูแลอย่างอื่นก็มีความสำคัญ เช่นการตัดแต่งกิ่ง รวมทั้งงดน้ำก่อนที่ต้นมะม่วงจะออกดอก

มะม่วงก็จะมีวงจร ให้ผลผลิตอย่างต่อเนื่อง

โดยทั่วไปแล้ว ตามหมู่บ้านจัดสรร มักปล่อยให้มะม่วงต้นใหญ่ กิ่งยาว ขาดการเอาใจใส่จากเจ้าของ ทั้งนี้คงเป็นเพราะเจ้าของขาดอุปกรณ์ และไม่มีทักษะ