สำหรับ โครงการ “ศรแดงพืชน้ำน้อย ทางเลือกใหม่ช่วงภัยแล้ง

ในปีนี้ทางศรแดงได้จัดเตรียมทีมงานถ่ายทอดความรู้ (Knowledge Transfer) ซึ่งเป็นทีมงานที่พร้อมจะมอบองค์ความรู้ด้านการปลูกพืชน้ำน้อย ตั้งแต่การหยอดเมล็ด การใส่ปุ๋ย การดูแลรักษา จนถึงการเก็บเกี่ยวที่ให้เกษตรกรสามารถไปปฏิบัติได้จริง และในปัจจุบันทางทีมถ่ายทอดความรู้ได้นำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อให้การสื่อสาร และให้ความรู้กับกลุ่มเกษตรกรได้รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น” คุณวิชัย กล่าวในที่สุด

หากเกษตรกรสนใจ โครงการ “ศรแดงพืชน้ำน้อย ทางเลือกใหม่ช่วงภัยแล้ง” สามารถติดตามกิจกรรมต่างๆ ของศรแดง ผ่านช่องทางการสื่อสารต่างๆ เช่น Facebook เมล็ดพันธุ์ตราศรแดง Line

บ้านโนนเขวา พลิกผืนนาปลูกพืชน้ำน้อย

พื้นที่บ้านโนนเขวา ตำบลดอนหัน อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น เป็นหนึ่งในชุมชนต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการปลูกพืชน้ำน้อย สู้ภัยแล้ง ที่ บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด พาสื่อมวลชนเข้าไปเยี่ยมชมความสำเร็จของโครงการดังกล่าว

เดิมทีกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่นี้เคยทำนาเป็นอาชีพหลัก แต่ปัญหาใหญ่ที่พบเป็นประจำทุกปีคือ เรื่องน้ำที่มีไม่เพียงพอต่อการทำเกษตร ทำให้เสี่ยงต่อการขาดทุน ชาวบ้านเลยหันมาปลูกพืชน้ำน้อยแทน โดยรวมกลุ่มกัน ในนาม “กลุ่มปลูกผักปลอดภัยบ้านโนนเขวา” กลุ่มนี้เน้นปลูกผักกลุ่มผักใบ เพราะใช้น้ำน้อยกว่า เก็บเกี่ยวได้ไวกว่า ปลูกได้ทั้งปี มีตลาดรองรับ

คุณคำปั่น โยแก้ว เกษตรกรตัวอย่างจากกลุ่มปลูกผักปลอดภัยบ้านโนนเขวา อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น เปิดเผยว่า ชุมชนบ้านโนนเขวา ไม่มีชาวบ้านทำนาเลย เพราะว่าทำนาต้องใช้น้ำมาก ถ้าทำนาบ้านเดียว อีกสิบบ้านก็ไม่มีน้ำทำการเกษตรกัน ชาวบ้านเลยหันมาปลูกพืชน้ำน้อยเป็นทางเลือก”

เมื่อปี 2561 คุณคำปั่น ทำนาบนเนื้อที่ 5 ไร่ ลงทุนไปประมาณ 12,000 บาท แต่เนื่องจากนาข้าวต้องใช้น้ำเยอะ และการดูแลอย่างทั่วถึง ประกอบกับภาวะอากาศที่ร้อนจัด ทำให้ผลผลิตที่ออกมาไม่ดี เมล็ดข้าวลีบ ไม่ได้น้ำหนัก ก็ขาดทุนไป นอกจากนี้ คุณคำปั่น ยังแบ่งที่ดินอีกแปลง เนื้อที่ 4 ไร่ ปลูกพืชน้ำน้อย ประเภทผักใบ เช่น คะน้า ผักบุ้ง ผักกาดหอม ผักชี กวางตุ้ง สลับกันไป

“ผมปลูกผักบนพื้นที่ 4 ไร่ ผลผลิตส่วนใหญ่ 80% จะรวบรวมส่งขายห้างสรรพสินค้าในพื้นที่ และอีก 20% ขายในตลาดสด มีรายได้ตกวันละพันกว่าบาท พืชน้ำน้อยสามารถสร้างรายได้ให้ผมได้เกือบเดือนละ 30,000 บาท และผมสามารถปลูกได้ทั้งปี สร้างรายได้ให้ผมทั้งปี ผิดกับการทำนาที่ปีหนึ่งผมได้เงินรอบเดียว แถมยังต้องเสี่ยงกับภาวะน้ำน้อยอีก” คุณคำปั่น กล่าว

กลางวันอากาศร้อน และกลางคืนอากาศเย็นในช่วงนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟอะราบิกาให้เฝ้าระวังมอดเจาะผลกาแฟเข้าทำลายในระยะที่ต้นกาแฟติดผลอ่อน โดยจะพบมอดตัวเต็มวัยเข้าทำลายผลกาแฟได้ตั้งแต่ขนาดผลกาแฟมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.3 มิลลิเมตรขึ้นไป และมอดเพศเมียจะเจาะผลกาแฟบริเวณปลายผลหรือสะดือของผล สำหรับภายในผลกาแฟจะสามารถพบมอดได้ทุกระยะการเจริญเติบโต (ระยะไข่ หนอน ดักแด้ และตัวเต็มวัย) ซึ่งตัวมอดจะอาศัยกัดกินและขยายพันธุ์อยู่ภายในผลกาแฟจนกระทั่งผลกาแฟสุก

นอกจากนี้ ตัวมอดจะยังสามารถอาศัยอยู่ภายในผลกาแฟที่แห้งคาอยู่บนต้น และผลกาแฟที่ร่วงหล่นลงพื้นดินได้ หากในเมล็ดกาแฟมีความชื้นเหมาะสม ตัวมอดจะอาศัยอยู่ภายในกาแฟกะลาได้อีกระยะหนึ่ง ซึ่งมอดยังคงทำลายเมล็ดกาแฟกะลาระหว่างการตากเมล็ดได้อีกด้วย ส่วนร่องรอยการเข้าทำลายของมอดเจาะผลกาแฟจะเห็นเป็นรูขนาดเล็กที่ปลายผลกาแฟบริเวณสะดือผล มักสังเกตได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเกษตรกรไม่ทราบ อาจไม่ทันที่จะป้องกันหรือจัดการกับมอดเจาะผลกาแฟ

แนวทางการป้องกันและแก้ไขการเข้าทำลายของมอดเจาะผลกาแฟ หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตกาแฟแล้ว เกษตรกรควรเก็บเกี่ยวผลผลิตกาแฟให้หมดทั้งต้น โดยไม่ให้มีผลกาแฟติดค้างอยู่บนต้นหรือร่วงหล่นตามพื้นดินใต้ต้นกาแฟ เพื่อลดการสะสมและขยายพันธุ์ของมอดเจาะผลกาแฟในแปลงปลูก หากพบการระบาดรุนแรง ให้เกษตรกรเลือกใช้สารฆ่าแมลงชนิดใดชนิดหนึ่ง คือ สารไตรอะโซฟอส 40% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 80 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

“มะนาว” ยังจัดเป็นพืชเศรษฐกิจที่เกษตรกรเป็นจำนวนมากขยายพื้นที่ปลูก เป็นที่ทราบกันดีว่า มะนาวในบ้านเราเกษตรกรจะขายได้ราคาดี หรือมะนาวแพงที่สุดในช่วงเดือนมีนาคม-เดือนเมษายน เช่น ในเดือนเมษายน ปี 2562 เกษตรกรขายมะนาวจากสวนได้เฉลี่ย ผลละ 3.00-4.50 บาท ด้วยราคาที่ดึงดูดใจ ทำให้เกษตรกรมีความสนใจเทคนิคหรือแนวทางการทำมะนาวนอกฤดูกันเป็นจำนวนมาก บ้างก็สำเร็จและบ้างล้มเหลวก็มีมาก สวนคุณลี อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โทร. 081-886-7398 ที่ปลูกมะนาวเชิงการค้ามากว่า 15 ปี จึงขอถ่ายทอดแนวทางการผลิตมะนาวนอกฤดูเพื่อนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่

ก่อนอื่นต้องมีการเตรียมดินให้ดี พื้นที่ปลูกมะนาว เช่น ถ้าเป็นที่ดอน จะต้องปรับที่ไถพรวนให้ดินร่วนซุยและยกร่องปลูกแบบร่องลูกฟูก เราต้องเข้าใจธรรมชาติของมะนาวก่อนว่า มะนาวนั้นเป็นไม้แดดเป็นพืชที่ต้องการการระบายน้ำเป็นอย่างดี ระบบรากก็อ่อนแอมาก จึงมีหลักให้พิจารณาดังนี้ บริเวณที่ปลูกมะนาวต้องไม่มีน้ำท่วมขัง ทางที่ดีตอนปลูกให้เลือกทำเลดีๆ หรือยกร่องนิดหนึ่งก็ได้ ในเขตภาคกลางที่มีพื้นที่ลุ่ม เกษตรกรจะใช้วิธีขุดร่อง แล้วปลูกบนสันร่อง ต้นมะนาวถ้าแช่น้ำบ่อยๆ ใบจะเหลือง รากเน่าตายได้ ปลูกในพื้นที่ร่ม มะนาวเป็นพืชที่ต้องการแสงแดดเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่หากจะปลูกมะนาวให้ออกผลดก ต้นแข็งแรง ไม่เลื้อย จะต้องปลูกกลางแจ้ง ไม่มีต้นไม้อื่นแทรก หรือมีร่มเงาบัง

หาสายพันธุ์ดี จากต้นแม่พันธุ์ดีมาปลูก

โดยแนะนำให้ปลูกมะนาวในกลุ่มของพันธุ์ “แป้นรำไพ” เพราะเป็นสายพันธุ์ที่ออกดอกติดผลตลอดทั้งปี ผลมีขนาดกลาง ทรงผลแป้น เปลือกบาง และน้ำมีกลิ่นหอม ที่สำคัญเป็นพันธุ์ที่ต้องการของตลาด ซึ่งที่สวนคุณลี เลือกใช้มะนาวสายพันธุ์ “แป้นดกพิเศษ” เนื่องจากเป็นมะนาวสายพันธุ์การค้าที่ตลาดยอมรับ ท่ารับซื้อมะนาวรับซื้อ ด้วยลักษณะของสายพันธุ์จะติดผลดก ติดผลเป็นพวง ผลใหญ่ ทรงผลแป้น เปลือกบาง น้ำเยอะ น้ำหอม เมล็ดน้อย

ในการคัดเลือกพันธุ์มะนาวดีมาปลูกนั้น จะต้องดูลักษณะของต้นแม่พันธุ์ที่เราต้องการจะขยายพันธุ์ ควรเป็นต้นสาวที่มีอายุต้นประมาณ 1 ปี และไม่เคยผ่านการราดสารหรือฉีดสารแพคโคลบิวทราโซลมาก่อน เพราะจะมีผลต่อการเจริญเติบโตของกิ่งพันธุ์หลังจากที่ปลูกลงแปลงไปแล้ว สังเกตดูพบว่ากิ่งพันธุ์ที่ผ่านการราดสารจะเจริญเติบโตไม่ดี ประการต่อมาต้นมะนาวแม่พันธุ์จะต้องมีลักษณะของการติดผลดี ติดผลดกเป็นพวง พวงละประมาณ 7-10 ผล จะถือว่าดีมาก ลักษณะของใบใหญ่เป็นมัน นี่เป็นภาพรวมของการคัดเลือกต้นแม่พันธุ์

ก่อนหน้านี้การขยายพันธุ์ที่เกษตรกรนิยมกันมากที่สุดคือ “การตอนกิ่ง” เพราะจะใช้เวลาไม่นาน นิยมทำกันช่วงต้นฤดูฝน เมื่อกิ่งตอนมีรากแล้วก็ควรจะนำมาชำเอาไว้ในถุงดำที่มีวัสดุปลูกเป็นขี้เถ้าแกลบดำ การชำควรจะชำราว 10 วัน ก็เพียงพอแล้ว (ซึ่งระยะดังกล่าวรากของกิ่งตอนจะแผ่พอดีเต็มถุงดำ) ข้อแนะนำในการชำกิ่งพันธุ์มะนาว ไม่จำเป็นต้องชำใต้ตาข่ายพรางแสงเลย ให้ชำไว้ในบริเวณกลางแจ้งได้เลย ให้ต้นมะนาวชินต่อสภาพ

แต่ถ้าเราเอากิ่งชำที่ชำไว้ใต้ตาข่ายพรางแสงไปปลูกในแปลง เรามักพบว่ากิ่งพันธุ์มักจะมีเปอร์เซ็นต์ของการตายค่อนข้างสูง และเวลาเอาไปปลูกให้แกะถุงดำออก ให้เอาส่วนของรากกิ่งพันธุ์มะนาวจุ่มน้ำ ให้ขี้เถ้าแกลบดำหลุดออก จนเหลือเพียงรากมะนาวเท่านั้น (ถ้าเราไม่ล้างเอาแกลบดำออก เวลาที่เราปลูกลงหลุมในแปลง เมื่อรดน้ำขี้เถ้าแกลบดำมันมักจะอุ้มน้ำไว้มาก ต้นมะนาวจะมีอาการใบเหลือง หรือไม่ก็จะเป็นโรคเชื้อรา เช่น รากเน่าและโคนเน่า และตายในเวลาต่อมา) ขั้นตอนของการล้างรากเอาขี้เถ้าแกลบดำออก เกษตรกรจะต้องตักน้ำใส่ถังพลาสติกหิ้วไปด้วย เพื่อสะดวกในการล้างราก ส่วนการปลูกไม่ต้องปลูกให้ลึกเกินไป ขุดหลุมให้ลึกประมาณ 10 เซนติเมตร ก็เพียงพอ แผ่รากมะนาวให้ทั่วหลุม จากนั้นกลบดินให้แน่น ปักไม้ไผ่ไว้ค้ำต้นไม่ให้ลมโยก ก็หาเศษหญ้าหรือเศษฟางมาคลุมบริเวณโคนต้นแล้วรดน้ำให้ชุ่ม เป็นอันเสร็จ ในกรณีที่เกษตรกรจะนำกิ่งตอนที่ตัดมาจากต้น แล้วลงปลูกในแปลงเลยก็สามารถทำได้ แต่เราพบว่ากิ่งพันธุ์จะมีการตั้งตัวและเติบโตช้ากว่าวิธีที่เราแนะนำไป

กิ่งตอนก็ใช้ได้แต่มะนาวค่อนข้างออกดอกติดผลดกมาก ต้นมะนาวที่ปลูกโดยกิ่งตอนมันก็จะโทรมเร็ว 2-4 ปี ก็ตายแล้ว ปัจจุบันที่สวนคุณลี จึงใช้การปลูกที่ได้จาก “การเสียบยอดมะนาวแป้นดกพิเศษบนต้นตอส้มต่างประเทศทั้งหมด” โดยต้นตอส้มที่นำมาใช้ เช่น ทรอยเยอร์ โวคาเมอเลียน่า คลีโอพัตรา เป็นต้น ซึ่งกว่า 10 ปี ที่ปลูกมะนาวแป้นดกพิเศษบนต้นตอส้มต่างประเทศนับว่าดีมาก ต้นมะนาวที่เสียบยอดบนต้นตอมีอายุยืน ต้นไม่โทรมเหมือนต้นที่ปลูกจากกิ่งตอน

ทางเลือกใหม่ของเกษตรกรที่คิดจะลงทุนปลูกมะนาวแป้นอย่างยั่งยืน โดยที่มะนาวจะมีอายุอย่างน้อย 10 ปีขึ้นไป นั่นคือ ใช้ต้นตอส้มต่างประเทศเป็นต้นตอ ซึ่งมีข้อมูลยืนยันทางวิชาการว่าต้านทานโรครากเน่าโคนเน่า เนื่องจากมีระบบรากที่แข็งแรง มีรากแก้ว รากแขนง ส่วนกิ่งตอนจะไม่มีรากแก้วเป็นระบบรากฝอย พอเชื้อโรคเข้าจะแพร่ระบาดมะนาวยืนตายอย่างรวดเร็ว รักษาแทบไม่ทัน

จากประสบการณ์ที่ปลูกมะนาวบนต้นตอพบข้อดีหลายประการ เช่น ลำต้นแข็งแรงทนทานต่อสภาพแล้งน้ำ สู้ได้แม้จะเอาใจใส่น้อยก็ตาม เพราะมีระบบรากที่หากินเก่ง แม้จะเป็นดินลูกรังก็เจริญเติบโตได้ดี หรือสภาพดินปนหิน ลดการเกิดโรคแคงเคอร์ (ขี้กลาก) โรคนี้ถือเป็นโรคประจำตัวของมะนาวแป้น โดยเฉพาะถ้าปลูกด้วยกิ่งตอน ในช่วงปีแรกเกษตรกรต้องเฝ้าดูแลรักษาโรคนี้ เพราะมะนาวแป้นจะอ่อนแอมาก แต่ว่าปลูกด้วยต้นตอส้มแล้วเอามะนาวแป้นมาเสียบ การเกิดโรคนี้ลดลงไปอย่างมาก

ลดการใช้ยาป้องกันกำจัดโรคแคงเคอร์ไปได้มาก การใช้สารเคมีพ่นจาก 7-10 วัน อาจห่างเป็น 15 วัน ต่อครั้ง ลดการใช้ไม้ค้ำช่วงติดผลดก หากปลูกด้วยกิ่งต้องจำเป็นต้องใช้ไม้ค้ำรอบทรงพุ่ม ถ้าคิดเป็นพื้นที่ 1 ไร่ ต้องใช้ไม้นับพันอัน คิดเป็นเงิน 5,000-6,000 บาท หากปลูกด้วยกิ่งเปลี่ยนยอดแทบจะไม่ต้องใช้ไม้ค้ำ เนื่องจากความแข็งแรงของกิ่งก้าน ทรงต้น สามารถแบกรับน้ำหนักผลมะนาวในต้นได้ โดยมิต้องใช้ไม้ค้ำช่วย บังคับออกนอกฤดูง่ายติดผลดก ต้นที่เปลี่ยนยอดจะขยันออกดอกอย่างเห็นได้ชัด โดยเกษตรกรเช็กข้อมูลได้ง่ายๆ โดยนำกิ่งมะนาวเสียบยอดไปปลูกแทรกในแถวมะนาวที่ปลูกด้วยกิ่งตอน ก็จะสังเกตได้ชัดว่าออกดอกง่ายกว่า สันนิษฐานว่าเกิดจากระบบลำเลียงน้ำและอาหารอาจไม่สะดวก โดยเฉพาะตรงรอยต่อ ทำให้มีผลต่อการออกดอกง่ายขึ้น และบริเวณโคนที่เป็นต้นตอส้มเหนือพื้นดินจะทนต่อการใช้ยาฆ่าหญ้า หากฉีดพ่นโดนบ้างก็ไม่เป็นไร กรณีโคนต้นรกมากกำจัดวัชพืชไม่ทัน จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าหญ้าช่วยจะประหยัดแรงงานได้มาก

การขุดหลุมเตรียมปลูกมะนาวด้วยกิ่งเสียบยอดเป็นต้นตอส้มต่างประเทศ หากเตรียมหลุมง่าย ควรขุดตามมาตรฐานทั่วไป 30×30 เซนติเมตร หาปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกเก่า ใส่คลุกเคล้าทิ้งไว้หลายๆ เดือนยิ่งดี จนไม่เกิดแก๊สในหลุม ถ้าเป็นดินลูกรังควรใช้สว่านใหญ่ ติดท้ายรถไถปั่นหลุมจะทำง่ายกว่าแรงงานคน แล้วผสมปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก เช่นเดียวกัน ในช่วงของการปลูกกิ่งพันธุ์นับว่าสำคัญมาก ต้นไม้จะโต-ไม่โต อาจเกิดจากสาเหตุนี้ได้ คือปลูกแล้วต้นโยกคลอนทำให้ไม่โต

ดังนั้น เทคนิคการปลูกไม่ควรปลูกลึกเกินไป เน้นปลูกตื้นจะได้ระบบรากที่แข็งแรง และเมื่อปลูกแล้วควรยึดลำต้นกับหลักไม้ให้แน่น โดยใช้เชือกผูกกับหลักก่อน แล้วมัดยึดลำต้นอีกครั้งหนึ่ง วิธีนี้จะช่วยได้มาก นอกจากนี้ ปัญหาที่พบในการปลูกกิ่งเสียบยอดจากต้นตอก็คือ การเจริญเติบโตช้ากว่ากิ่งตอน วิธีที่จะให้โตเร็วคือ การเลี้ยงในถุงชำกลางแจ้ง การดูแลจะง่ายกว่าดูแลในแปลงปลูก เช่น ถอนหญ้า ใส่ปุ๋ย หมั่นลิดหน่อที่เกิดจากต้นตอช่วง 3 เดือนแรก ยิ่งลงทุนใช้ปุ๋ยละลายช้าใส่ในถุงชำจะโตเร็วต่อเนื่อง ชาวสวนบางท่านเมื่อปลูกลงแปลงใช้เทคนิคละลายปุ๋ยเม็ดสูตรเสมอ ผสมฮอร์โมนกระตุ้นรากหยอดรอบๆ โคนต้นทุก 10 วัน วิธีนี้ก็ได้ผลดี ต้นมะนาวโตเร็ว

แนะนำใช้ระยะปลูก 6×6 เมตร เกษตรกรบางรายคิดว่ามันห่างกันเกินไป แต่มะนาวจัดเป็นไม้ผลที่เจริญเติบโตเร็ว เพียงอายุต้นได้ 3 ปี ทรงพุ่มก็เกือบจะชนกันแล้ว ถ้าเราปลูกถี่ไปหรือชิดกันเกินไป พอกิ่งมันชนกันตรงส่วนที่ประสานกันนั้นมันมักจะติดผลไม่ค่อยดก

การดูแลมะนาวเล็ก สิ่งสำคัญมากคือ อย่าให้ขาดน้ำ โดยเฉพาะหลังจากที่ย้ายต้นปลูก แต่ปกติเกษตรกรมักจะปลูกกันในช่วงฤดูฝนหรือปลายฤดูฝน ทำให้เรื่องน้ำไม่เป็นปัญหาเท่าไรนัก การฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดโรค-แมลง การดูแลฉีดพ่นทุก 5-7 วัน ต่อครั้ง

แมลง ศัตรูที่สำคัญในมะนาวเล็ก คือ หนอนชอนใบ เพลี้ยไฟ ฯลฯ การดูแลรักษา บำรุงดูแลรักษาใบอย่างเดียว ปลูกช่วงมะนาวเล็ก อยากให้ทรงพุ่มสวย ก็ต้องใส่ปุ๋ย เป็นอย่างต้นมะนาวปลูกแล้วเอนไปทางซ้าย ก็ต้องใส่ปุ๋ยข้างขวามากหน่อย ต้นมันจะตั้งตรงขึ้นมา ส่วนต้นพุ่มสวยปกติ ก็ใส่บริเวณทรงพุ่มมะนาว โคนต้นควรสูงราว 1 ศอก

เอาลูกมะนาวตอนอายุ 1 ปี ถ้ามีการบำรุงดีด้วยนะ ถ้าดูแลดีก็จะได้พุ่มเกือบ 2 เมตรเลย

จะทำนอกฤดูเดือนกรกฎาคม ต้องเริ่มเตรียมต้น พอเดือนตุลาคมฝนจะหมดแล้วมันก็จะติดยากแล้ว คือทำออกได้ แต่ไม่ได้ลูก เพราะเพลี้ยไฟจะระบาดมาก ปัญหาชาวสวน จะต้องดูแลมะนาวให้ถึง ฉีดยาถึง ใส่ปุ๋ยถึง ถ้าลูกดกไม่ดูแลเลย มะนาวโทรมตาย บนต้นมะนาวยังไงก็ไม่หมดต้น เพราะเดือนกรกฎาคมเป็นช่วงมะนาวปีอยู่ เราต้องเก็บขายตลอด ปลิดทิ้งก็ไม่ไหว ก็ต้องบำรุงอยู่ตลอดเวลา เก็บผลขายตลอด

พอเดือนกรกฎาคม จะเป็นการเริ่มทำนอกฤดูโดยเตรียมต้น ใส่ปุ๋ยสูตรเร่งดอก เช่น 8-24-24 เดือนละ 1 ครั้ง ใส่ 4 เดือนติดกันเลย อย่าง มะนาวอายุ 3 ปี ใส่ต้นละ 1 กิโลกรัม เป็นอย่างต่ำ มะนาวใส่น้อยไม่ได้ มะนาวกินเท่าไรก็ไม่พอ ต้นมะนาวจะยังต้องเลี้ยงมะนาวบนต้นอีก และสร้างตาดอกอีก ต้องให้มันกินเหลือ ให้น้อยมันเลี้ยงลูกบนต้นไม่พอ

ปลูกมะนาว จะต้องตัดแต่งกิ่ง

ข้อเสียของการไม่ตัดแต่งกิ่ง เกิดความยุ่งยากในการเข้าไปปฏิบัติงานไม่ว่าจะใส่ปุ๋ย รดน้ำ หรือเก็บผลผลิต เพราะหากมะนาวมีทรงพุ่มทึบ ผู้เข้าไปปฏิบัติงานจะโดนหนามมะนาวทิ่มแทง ทำให้บาดเจ็บได้ เมื่อทรงพุ่มทึบแสงแดดส่องได้ไม่ทั่วถึงการติดผลจะลดลง หรือไม่ติดเลย เป็นแหล่งสะสมของโรค แมลง ทำให้มะนาวอายุสั้น เพราะไม่มีการกระตุ้นให้เกิดกิ่งใหม่ๆ กิ่งเก่าจะแห้งและตายในที่สุด

ข้อดีของการตัดแต่งกิ่ง เข้าไปปฏิบัติงานได้สะดวก ไม่ต้องคอยเจ็บตัวกับหนามอันแหลมคมของต้นมะนาว ทรงพุ่มโปร่ง แสงแดดส่องทั่วถึง ทำให้การติดผลดกและกระจายโดยรอบ ลดการสะสมของโรค-แมลง การที่ทรงพุ่มโปร่งแสงแดดจะส่องเข้าได้ทั่วทั้งต้น โรคและแมลงบางชนิดจะลดลง มะนาวอายุยืน เพราะมีกิ่งใหม่ๆ มาแทนกิ่งเก่าเสมอ จำไว้เสมอว่า “กิ่งใหม่ออกลูกดีกว่ากิ่งเก่า”

อีกเคล็ดลับหนึ่งของ คุณมานิด คือการให้ปุ๋ยทางดินกับต้นมะนาวเล็ก จะให้ 20 วัน ต่อครั้ง ปุ๋ยที่ให้จะใช้ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) ผสมน้ำรดให้ อัตราที่ใช้ คือ ปุ๋ยยูเรีย 1 กิโลกรัม ผสมกับน้ำ 10 ลิตร ประมาณการให้ปุ๋ยยูเรียที่ละลายน้ำแล้ว ต่อต้น ประมาณ 1 แก้วน้ำ ต่อต้น แต่ก่อนที่จะให้ปุ๋ยแก่ต้นมะนาว ดินควรมีความชื้นเพื่อที่จะทำให้ต้นมะนาวสามารถดูดใช้ปุ๋ยได้ดีขึ้น แต่การราดปุ๋ยระวังอย่ารดปุ๋ยให้ชิดโคนต้นมะนาว ให้ห่างออกมาอย่างน้อย 1 คืบ คือการใส่ปุ๋ยยูเรียบำรุงต้นมะนาวเล็ก เปรียบเทียบกับการใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ พบว่าการใช้ปุ๋ยยูเรียให้ต้นจะโตเร็วกว่าอย่างเห็นได้ชัด ต้นที่ให้ปุ๋ยยูเรียอายุ 1 ปี จะสูงถึง 1.50-1.70 เมตร เลยทีเดียว

แต่เราจะมาหยุดให้ปุ๋ยยูเรียก็ต่อเมื่อช่วงที่จะเตรียมออกดอกเท่านั้น ต้นมะนาวเล็กมักมีกิ่งกระโดงให้เด็ดปลายยอดทิ้ง ไม่นานกิ่งกระโดงที่ถูกเด็ดยอดอ่อนทิ้ง มันจะแตกพุ่มอ่อนออกมาอีกจำนวนมาก พุ่มมะนาวเล็กของเราก็จะขยายใหญ่ขึ้นอีก

เดี๋ยวนี้ สับปะรดที่ขึ้นชื่อของจังหวัดเชียงราย กลายเป็นสับปะรดภูแลไปเสียแล้ว ไม่ว่าจะไปในฤดูไหน ก็หาซื้อสับปะรดภูแลรับประทานได้ง่าย มีวางขายให้เห็นตลอดสองข้างทางในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย หรือแม้แต่ตลาดในพื้นที่อื่น ก็ยังหาซื้อได้ง่ายและพบได้ง่ายกว่าสับปะรดนางแล ซึ่งเป็นสับปะรดพันธุ์ดั้งเดิมของตำบลนางแล อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย แท้ๆ

ที่ตำบลนางแล ถิ่นกำเนิดเดิมของสับปะรดนางแล ถูกเปลี่ยนพื้นที่ปลูกไปปลูกสับปะรดภูแลกันเกือบหมด เหลือเกษตรกรไม่กี่รายที่ยังคงปลูกสับปะรดนางแลไว้ คุณดวงดาว แสนโกษา เกษตรกรปลูกสับปะรดนางแล บ้านแม่ปูคา ตำบลนางแล อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เป็นหนึ่งในเกษตรกรอีกหลายราย ที่ยังคงปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลไว้ เพื่อเก็บรักษาสายพันธุ์ แม้ว่าสับปะรดพันธุ์นางแลไม่ได้รับความนิยมแล้วก็ตาม

คุณดวงดาว เล่าว่า ก่อนหน้าที่สับปะรดภูแลจะเข้ามายึดพื้นที่ปลูกและตลาดค้าสับปะรดของจังหวัดเชียงรายไปเกือบหมด สับปะรดนางแล เป็นที่เลื่องชื่อของจังหวัดเชียงรายมาก หากจะรับประทานสับปะรดนางแล ต้องมาที่จังหวัดเชียงรายเท่านั้น แต่ปัจจุบัน แม้จะมาถึงจังหวัดเชียงราย ก็ใช่ว่าจะได้รับประทานสับปะรดนางแล เพราะหากมาไม่ตรงฤดูการผลิต ก็ไม่มีให้รับประทาน และอาจได้สับปะรดนางแลที่ไม่สุกพอดี รสชาติไม่ได้ตามสายพันธุ์ที่เหมาะสม

ในยุคที่สับปะรดนางแลยังเป็นพืชที่เกษตรกรตำบลนางแลปลูกจำนวนมาก เอกลักษณ์เฉพาะตัวของสับปะรดนางแล คือ สีน้ำผึ้ง หวานฉ่ำ กลิ่นหอมเหมือนน้ำผึ้ง ถูกนำเข้ามาปลูกจากประเทศสิงคโปร์ เมื่อประมาณ ปีพ.ศ. 2480 ความหวานฉ่ำ สีน้ำผึ้ง และมีกลิ่นหอมเหมือนน้ำผึ้ง ทำให้สับปะรดนางแลเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค แต่ข้อเสียของสับปะรดนางแล คือ มีรอบการผลิตเพียงครั้งเดียวต่อปี โดยจะให้ผลผลิตในเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคมเท่านั้น หากเก็บผลผลิตก่อนหน้าจะไม่ได้ความฉ่ำเนื้อของสับปะรด และกลิ่นไม่หอม สีจะออกขาวไม่เป็นสีน้ำผึ้ง และไม่สามารถผลิตได้มากกว่า 1 รอบ ต่อฤดู

ในอดีตผลผลิตที่ออกสู่ตลาดสามารถขายได้หมด เมื่อสับปะรดภูแลเข้ามาแทนที่ ทำให้ความนิยมในสับปะรดนางแลลดลง แต่ยังมีผู้บริโภคที่ชื่นชอบรสชาติของสับปะรดนางแลอยู่ ด้วยข้อจำกัดของตัวสับปะรดนางแลที่ช้ำง่ายเมื่อปอกผลสดขาย เก็บไว้ได้ไม่นานสีจะเปลี่ยน มีเส้นใยในเนื้อสับปะรดค่อนข้างมาก ทำให้การขยายฐานการขายทำได้ค่อนข้างยาก เพราะต้องมีระยะเวลาขนส่ง กว่าจะถึงมือผู้บริโภค สับปะรดจะเกิดความเสียหายจำนวนมาก

แต่เพราะมีกลุ่มผู้บริโภคยังต้องการบริโภครสชาติของสับปะรดนางแลอยู่ คุณดวงดาว จึงเป็นหนึ่งในเกษตรกรอีกไม่กี่ราย ที่ปลูกสับปะรดนางแลไว้เพื่ออนุรักษ์และการค้า

เมื่อผู้บริโภคจำนวนมาก หันไปเทคะแนนความนิยมให้กับสับปะรดภูแล และพันธุ์อื่นๆ ที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์ และจำหน่ายออกสู่ตลาด ทำให้ผลผลิตสับปะรดนางแลที่ได้เหลือจำนวนมาก เกษตรกรจำเป็นต้องขายในราคาถูก เพื่อไม่ให้ผลผลิตเสียทิ้ง แนวคิดการนำมาแปรรูป เพื่อเพิ่มมูลค่าและยืดอายุการจำหน่ายของสับปะรดนางแลได้นาน จึงมีขึ้น

คุณดวงดาว เล่าว่า ปี 2550 จึงรวมกลุ่มกับเพื่อนเกษตรกรด้วยกันหลายคน จัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสับปะรดภูแลบ้านแม่ปูคา ขึ้น เพื่อหวังจะช่วยผลผลิตสับปะรดที่ขายไม่ได้ให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น และไม่เหลือทิ้งเป็นต้นทุนที่เข้าเนื้อตัวเกษตรกร แนวคิดการแปรรูปสับปะรด เพื่อเก็บไว้จำหน่ายจึงเป็นแนวคิดที่เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดนางแลเห็นด้วย

การแปรรูป ทำโดยการอบ ในระยะแรกกลุ่มวิสาหกิจฯ GClub Slot เล็กๆ ของเกษตรกรที่ต้องการแปรรูปสับปะรดให้มีระยะเวลาการจำหน่ายที่ยาวนาน ยังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาสนับสนุน จึงเริ่มจากการฝานสับปะรดเป็นชิ้น นำไปล้างน้ำที่ผสมเกลือ ใช้ฟิล์มใสม้วนรอบเนื้อสับปะรดไว้ นำไปตากแดด 2-3 วัน เมื่อชิ้นสับปะรดแห้งก็นำไปจำหน่าย รสชาติที่ได้เป็นความหวานธรรมชาติจากเนื้อสับปะรด ก็สามารถขายได้ แต่ยังไม่ดีเท่าที่ควร

ต่อมามีการพัฒนาการอบ โดยใช้ตู้พลังงานแสงอาทิตย์ ใช้ระยะเวลาในการอบลดลงเหลือเพียง 1 วัน และ 1 คืน ในช่วงเวลากลางคืนเปิดไฟช่วยในการอบ

นอกจากจะนำสับปะรดนางแลมาฝานอบแห้งแล้ว ยังนำสับปะรดภูแลบางส่วนมาแปรรูปในแบบเดียวกัน ทั้งยังนำผลสดมาปอกขาย และคั้นน้ำจำหน่ายสด เป็นรายวัน หรือรับออเดอร์เป็นอาหารว่างของการจัดงานเลี้ยงในจังหวัด เป็นการส่งเสริมการขายได้มากขึ้นด้วย

สำนักงานเกษตรจังหวัด ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาส่งเสริมเรื่องของเครื่องอบพลังแสงอาทิตย์ และส่งเสริมการตลาดให้กับกลุ่มวิสาหกิจฯ เพื่อขยายตลาดให้กับเกษตรกร โดยพาไปออกงานตั้งร้านค้าในงานต่างๆ ทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดี มีลูกค้าออเดอร์เข้ามาจำนวนมาก

การอบสับปะรด ไม่ใช่เรื่องยาก ใช้เวลาไม่มาก แต่จำเป็นต้องใช้สับปะรดปริมาณสูง สับปะรด 100 กิโลกรัม เมื่อปอกเปลือกออก ฝาน เหลือน้ำหนักเพียง 40 กิโลกรัม เมื่อผ่านการอบเป็นที่เรียบร้อย เหลือจำหน่ายได้เพียง 6-7 กิโลกรัม เท่านั้น

เมื่อถามว่า คุ้มไหม คุณดวงดาว กล่าวว่า ไม่คุ้ม แต่ต้องทำ ดีกว่าปล่อยให้สับปะรดเน่าเสียทิ้งไปไม่มีประโยชน์

ออเดอร์สับปะรดอบจากลูกค้า ไม่ได้มีทุกวัน คุณดวงดาว บอก

สินค้าที่ผลิตออกมาระบายออกด้วยการออกงานตามสถานที่ต่างๆ และพยายามปรับปรุงแพ็กเกจให้สะดุดตา ในกลุ่มวิสาหกิจฯ มีสมาชิก 13 คน หากไม่มีออเดอร์ก็ต่างคนต่างทำอยู่ที่บ้าน เมื่อมีออเดอร์มาก็นำมารวมกันและนำไปจำหน่าย

สับปะรดอบที่แปรรูปออกมา จัดใส่แพ็กเกจไว้ 3 แพ็กเกจ ตามขนาดที่คาดว่าลูกค้าต้องการ นำไปทานเล่น หรือนำไปแช่น้ำอุ่น รับประทานเป็นชาสับปะรดก็ได้เช่นกัน