สินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) จึงได้ดำเนินการจัด

ทำเว็ปไซด์ตลาดออนไลน์ขึ้น เพื่อเชื่อมโยงตลาดระหว่างผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคสินค้าเกษตร เพื่อเป็นช่องทางในการจับคู่ (Matching) ติดต่อซื้อขายสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพแบบออนไลน์ให้กับเกษตกร ผู้ประกอบการ โรงคัดบรรจุ และผู้บริโภค โดยผู้ที่สนใจสามารถสมัครสมาชิกได้ที่ www.digitalfarm.com พร้อมทั้งระบุความต้องการในการซื้อหรือจะขายสินค้าเกษตร ซึ่ง www.digitalfarm.com จะจัดเก็บข้อมูลแหล่งผลิตและแหล่งจำหน่ายจากการรวบรวมความต้องการของสมาชิก อีกทั้งยังประมวลผลเพื่อจับคู่ความต้องการในการซื้อสินค้าเกษตรโดยอัตโนมัติ เพื่อให้สมาชิกตัดสินใจจะซื้อหรือจะขายสินค้าเกษตรได้ตามความต้องการของสมาชิก โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมโครงการเริ่มต้นกว่า 100 ราย” นายกฤษ กล่าว

หน่วยแพทย์พระราชทานฯ รพ.ชลประทาน

ตรวจสุขภาพนักเรียนและประชาชน ณ ผาภูพยัคฆ์ตำนานพื้นที่สีแดงกลุ่มคอมมิวนิสต์ นายแพทย์สุรสิทธิ์ ตั้งสกุลวัฒนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชลประทาน (ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ) นำทีมแพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่ ปฏิบัติงานหน่วยแพทย์พระราชทานในโครงการสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อตรวจสุขภาพ ให้บริการด้านทันตกรรม และสอนสุขอนามัยเบื้องต้นแก่เด็กนักเรียนและประชาชนในพื้นที่โรงเรียนบ้านน้ำช้างพัฒนา และโรงเรียนบ้านน้ำรีพัฒนา ตำบลขุนน่าน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน ซึ้งพื้นที่ดังกล่าวอยู่ติดกับภูพยัคฆ์ ใต้เทือกเขาผีปันน้ำกั้นเขตแดนระหว่างไทย-ลาว หลักกิโลเมตรที่ 30 เป็นดินแดนแห่งตำนานร่องรอยของสมรภูมิรบเก่าระหว่างทหารไทยกับกลุ่มคอมมิวนิสต์ เป็นที่ตั้งของศูนย์บัญชาการรบ เป็นฐานที่มั่นของกลุ่มคอมมิวนิสต์ อยู่ใกล้กับนาขั้นบันไดของสำนัก 708 หรือที่ตั้งของศูนย์กลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในอดีต ซึ่งปัจจุบันได้พัฒนาเป็นสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงภูพยัคฆ์

การปฏิบัติงานหน่วยแพทย์พระราชทานฯ ในครั้งนี้ คณะผู้ปฏิบัติงานได้เข้าเฝ้ารับเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งทรงเยี่ยมหน่วยแพทย์พระราชทาน และหน่วยทันตกรรมพระราชทานที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ไปออกหน่วยบริการตรวจรักษาราษฎร โดยทั้ง 2 โรงเรียนที่ได้ตั้งหน่วยแพทย์พระราชทานฯ มีผู้รับบริการทั้งหมด 344 คน แบ่งเป็นนักเรียน 200 คน ประชาชน 144 คน ให้บริการทันตกรรม 214 คน ผู้ป่วยส่วนใหญ่ป่วยเป็นโรคเหงือกและฟัน รองลงมาคือโรคระบบกล้ามเนื้อและกระดูก โดยทรงรับผู้ป่วยไว้เป็นคนไข้ในพระราชานุเคราะห์ 7 คน

เด็กหญิงนภัสกร จิรพรชิต นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านน้ำช้างพัฒนา กล่าวว่า “รู้สึกตื่นเต้นและดีใจมากๆ ที่มีหมอมาตรวจถึงที่โรงเรียน เพราะเด็กๆ อยู่ที่หมู่บ้านห่างไกลจากตัวเมืองไม่ค่อยได้พบเจอคนต่างถิ่น ชีวิตประจำวันอยู่บ้านและโรงเรียนเท่านั้น แม้เมื่อไม่สบายเจ็บไข้ก็รักษาตัวเอง ไม่ได้ไปหาหมอที่สถานีอนามัยหรือโรงพยาบาล วันนี้หมอบอกว่าควรดูแลทำความสะอาดปากและฟันให้มากกว่านี้และต้องแปรงฟันทุกวันค่ะ”

ทุกครั้งที่คณะหน่วยแพทย์พระราชทานฯ โรงพยาบาลชลประทาน ออกปฏิบัติงานต่างจังหวัดและชายแดนไทยพื้นที่ต่างๆ เดินทางด้วยเส้นทางทุรกันดาร ที่พัก อาหารการกิน และการใช้ชีวิตไม่ได้สะดวกสบายเหมือนอยู่ในเมือง แต่ทุกคนต่างตระหนักถึงการทำความดีเพื่อประเทศชาติ และดำเนินรอยตามแบบอย่างในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงมีความห่วงใยประชาชนชาวไทยในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะในด้านสุขภาพอนามัย ซึ่งพระองค์ทรงถือว่าปัญหาด้านสุขภาพอนามัยของประชาชนนั้น เป็นปัญหาสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไข ดังพระราชดำรัสที่ว่า “ถ้าคนเรามีสุขภาพเสื่อมโทรม ก็จะไม่สามารถพัฒนาชาติได้ เพราะทรัพยากรที่สำคัญของประเทศชาติก็คือพลเมืองนั่นเอง” ครั้นเมื่อพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรตามท้องที่ต่างๆ ทุกครั้ง พระองค์จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีคณะแพทย์ ทั้งแพทย์ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาจากโรงพยาบาลต่างๆ และแพทย์อาสาสมัคร เพื่อที่จะได้รักษาผู้ป่วยไข้ได้ทันที เพราะพระองค์ทรงเห็นว่าหากประชาชนมีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงจะนำไปสู่สุขภาพจิตที่ดี และส่งผลให้เศรษฐกิจและสังคมดีไปด้วย

วันที่ 25 มีนาคม ภายหลังจากในพื้นที่ จ.นครราชสีมามีอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บรรดาร้านค้าจำหน่ายไข่ไก่ ภายในเขตเทศบาลนครนครราชสีมาได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก เนื่องจากไข่ไก่จะเกิดการเน่าเสียเพราะสภาพอากาศที่ร้อนจัด ทำให้ผู้ประกอบการแต่ละรายจำเป็นที่จะต้องมีการปรับลดปริมาณการสั่งไข่ไก่เข้ามา ประกอบกับในช่วงนี้เป็นช่วงที่ปิดเทอมของโรงเรียนต่างๆ จึงทำให้ไม่มีออเดอร์ในการสั่งซื้อไข่ไก่เข้ามาเท่าที่ควร อีกทั้งปริมาณไข่ไก่ที่ออกสู่ท้องตลาดก็มีปริมาณเพิ่มขึ้น

จึงส่งผลทำให้ราคาไข่ไก่ต่อแผงมีราคาที่ถูกกว่าปีที่ผ่านมาถึงแผงละ 30 บาท โดยราคาไข่ไก่ เบอร์ 0 จากเดิมที่เคยขายอยู่ราคาขายที่แผงละ 120 บาท ก็เหลือเพียงแผงละ 90 บาท ตกราคาฟองละ 3 บาท, ไข่ไก่เบอร์ 1 จากราคาแผงละ 117 บาท เหลือแผงละ 81 บาท ตกฟองละ 2 บาท 70 สตาค์ และไข่ไก่เบอร์ 2 จากราคาแผงละ 114 บาท เหลือแผงละ 78 บาท ตกฟองละ 2 บาท 60 สตางค์

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากนายแผน ชาภูวงษ์ อายุ 60 ปี บ้านเลขที่ 261 หมู่ 11 บ้านดอนยาง ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น ว่าไก่บ้านที่เลี้ยงไว้ตายมากกว่า 200 ตัวโดยไม่ทราบสาเหตุ จึงเดินทางไปตรวจสอบ พบว่ามีชาวบ้านประมาณ 20 คน นำไก่บ้านที่ตายแล้วยัดใส่ถุงปุ๋ย จำนวน 20 ถุงปุ๋ย จากนั้นนำใส่รถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างนำมาที่ศูนย์เกษตรประจำตำบลศิลา หมู่ 11 บ้านดอนยาง ที่มีรถแบ๊กโฮกำลังขุดหลุมลึก 2 เมตร จำนวน 2 หลุม เพื่อนำไก่ทั้งหมดฝังกลบในหลุม

นายปรีดา ชินฝั่น ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 11 บ้านดอนยาง กล่าวว่า อากาศแปรปรวนตั้งแต่วันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา ได้มีไก่บ้านทยอยตายบ้านละ 20–30 ตัว บางบ้านตายหมด ไม่เหลือแม้แต่ตัวเดียว ทำให้ต้องนำมาฝังรวมกันในที่ดินสาธารณะ ศูนย์เกษตรประจำตำบลศิลา ก่อนที่ไก่ตายจะมีอาการยืนซึม หัวตก สักพักน้ำลายไหลและดิ้นทุรนทุราย เมื่อเช้าวันนี้มีเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอเมืองขอนแก่น พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาเก็บซากไก่ที่ตายไปตรวจสอบหาสาเหตุการตายที่แท้จริง พร้อมกับพ่นยาป้องกันโดยเฉพาะบ้านที่เลี้ยงไก่ จากนั้นได้ให้หนังสือราชการที่เป็นประกาศกำหนดเขตโรคระบาดชั่วคราว โดยมีข้อความว่า ที่ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น มีสัตว์ปีกเกิดโรคระบาดชนิดโรคอหิวาต์เป็ด-ไก่ขึ้น โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นโรคระบาดร้ายแรง อาจติดต่อระบาดในเป็ด ไก่ และสัตว์ปีกได้ ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ ประกาศให้เป็นเขตโรคระบาดชั่วคราว ในกรณีที่สัตว์ตายให้เจ้าของควบคุมซากสัตว์นั้น และห้ามเคลื่อนย้าย หรือกระทำการใดแก่ซากสัตว์ ผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศสีสันของธรรมชาติช่วงหน้าร้อนว่า ขณะนี้ต้นตะแบกกว่า 1,000 ต้น ที่ปลูกเรียงรายเป็นทิวแถวอยู่ริมถนนสองข้างทาง ภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี กำลังผลัดใบเป็นสีแดงส้มอย่างสวยงาม ยาวกว่า 2 กิโลเมตร โดยต้นตะแบกทั้งหมดทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีได้ปลูกขึ้นเมื่อประมาณ 15 ปีที่ผ่านมา เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์และพลิกฟื้นสภาพป่าเสื่อมโทรม เป็นการสร้างความร่มรื่นให้กับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีในขณะนั้น ซึ่งความสวยงามของทิวต้นตะแบกทำให้ขณะนี้มีนักศึกษาและนักท่องเที่ยวชาวนครราชสีมาเดินทางไปเที่ยวชมความสวยงามกันอย่างไม่ขาดสาย

นายธวัชชัย สายทิพย์ หัวหน้างานภูมิทัศน์ส่วนอาคารสถานที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เปิดเผยว่า ทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีได้ปลูกต้นตะแบกกว่า 1,000 ต้น มาตั้งแต่ช่วงปี 2545 บริเวณริมถนนโดยรอบมหาวิทยาลัย ซึ่งขณะนั้นเป็นช่วงก่อตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นใหม่ และพื้นดินบริเวณนี้ก็เป็นป่าเสื่อมโทรม ทางมหาวิทยาลัยจึงปลูกต้นตะแบกเพื่อเป็นการปรับปรุงภูมิทัศน์ให้สวยงาม และสร้างความร่มรื่น

สำหรับต้นตะแบก เป็นไม้ผลัดใบ สูงประมาณ 15-30 เมตร เป็นพืชใบเดี่ยว ออกตรงข้ามหรือเยื้องกันเล็กน้อย ใบอ่อนมีสีแดงส้ม มีขนสั้นอ่อนนุ่มปกคลุม เมื่อใบแก่ขนจะหลุดหายไป ออกดอกสีม่วงอมชมพู ซึ่งต่อมาจะเปลี่ยนเป็นดอกสีขาว โดยต้นตะแบกจะออกดอกช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน และจะผลิใบในช่วงหน้าร้อน ประมาณเดือนมีนาคม-เมษายนของทุกปี

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม นายพานุวัฒ ขุนสูงเนิน นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) บุ่งขี้เหล็ก อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา ได้พาผู้สื่อข่าวสำรวจพื้นที่โครงการก่อสร้างถนนดิน บ้านหนองเอื้อง หมู่ 7 เชื่อมต่อบ้านมะม่วง หมู่ 8 ต.บุ่งขี้เหล็ก ขนาดเส้นทางมีความกว้าง 4 เมตร ยาว 1,950 เมตร พบต้นยางนายักษ์ ยืนต้นสูงใหญ่ ตั้งตระหง่านกลางถนนเลียบคลองธรรมชาติ ลุ่มน้ำลำตะคอง โดยมีชาวบ้านในพื้นที่จำนวนหลายสิบคนพากันมาชมความสูงใหญ่ของต้นยางนากันคึกคัก เบื้องต้นวัดขนาดลำต้นได้จำนวน 12 คนโอบ สูงกว่า 60 เมตร คาดมีอายุมากกว่า 400 ปี

นายพานุวัฒเปิดเผยว่า สำหรับต้นยางนายักษ์ที่พบ จากการสอบถามผู้สูงอายุในพื้นที่ที่มีอายุ 80 ปีขึ้นไป ได้บอกเล่ายืนยันว่า ตั้งแต่เกิดมาก็พบเห็นต้นยางนาต้นนี้แล้ว รอบพื้นที่ในรัศมี 3 กิโลเมตร มีการสำรวจพบซากต้นยางนามากมายถูกชั้นดินทับถมและจมอยู่ในลำตะคอง จากร่องรอยที่พบแสดงถึงอดีตกาลในพื้นที่แห่งนี้เป็นป่าต้นยางนาที่มีความอุดมสมบูรณ์ ขณะนี้มีแนวทางส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ พัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ ศึกษาธรรมชาติ และเชื่อมโยงการท่องเที่ยว ชมศิลปวัฒนธรรม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่ โดยจัดทำเส้นทางทัศนาจรและเส้นทางจักรยานเพื่อการท่องเที่ยว เริ่มต้นกราบไหว้สักการะพระนอน พระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่ อายุ 1,300 ปี ที่วัดธรรมจักรเสมาราม, ตามร่องรอยอารยธรรมบรรพบุรุษชาวโคราช โบราณสถานเมืองเสมา-ปราสาทโนนกู่-ปราสาทเมืองแขก-ปราสาทเมืองเก่า ต.เสมา, สัมผัสบรรยากาศวิถีชีวิตชนบท ต.บุ่งขี้เหล็ก ที่นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นต้นแบบใช้ดำรงชีวิต และร่วมชมต้นยางนายักษ์ ริมฝั่งลำตะคอง ที่มีความยิ่งใหญ่ตระการตา ราวกับได้ย้อนเวลาสัมผัสต้นไม้ดึกดำบรรพ์

นางวัลยา วัฒนรัตน์ รองผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม กทม. เปิดเผยว่า สำนักสิ่งแวดล้อมโดยสำนักงานสวนสาธารณะ ได้ดำเนินโครงการอบรมวิชาการเกษตรสำหรับประชาชนเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีของกรุงเทพมหานคร เพื่อเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปลูกและบำรุงรักษาต้นไม้ อีกทั้งสร้างเสริมทักษะด้านการเกษตรส่งผลให้เกิดการสร้างอาชีพ สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง ซึ่งในปีนี้สำนักสิ่งแวดล้อมได้รับความร่วมมือจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากสถาบันความรู้ต่างๆ รวมถึงผู้นำเกษตรกรผู้ปฏิบัติงานจริงและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยแบ่งออกเป็นหลักสูตรที่น่าสนใจจำนวน 3 หลักสูตร ดังนี้
1.หลักสูตรการปลูกและบำรุงรักษาต้นไม้ รุ่นที่ 1 อบรมระหว่างวันที่ 21–23 เมษายน 2560 และรุ่นที่ 2 อบรมระหว่างวันที่ 28–30 เมษายน 2560
2.หลักสูตรการปลูกและดูแลรักษาไม้ดอกไม้ประดับ รุ่นที่ 1 อบรมระหว่างวันที่ 20–22 พฤษภาคม 2560 รุ่นที่ 2 อบรมระหว่างวันที่ 26–28 พฤษภาคม 2560
3.หลักสูตรศึกษาดูงานด้านพืชสมุนไพร ไม้ผลและไม้ประดับ ที่จังหวัดระยอง วันที่ 30 พฤษภาคม 2560 โดยผู้สมัครหลักสูตรที่ 3 จะต้องผ่านการอบรมหลักสูตรที่ 1 ก่อนเท่านั้น

ทั้งนี้ จะจัดอบรมระหว่างเวลา 09.00–16.00 น. ณ อาคารเรือนกระจก สวนลุมพินี ผู้สนใจเข้ารับการอบรมสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสมัครพร้อมยื่นเอกสารการสมัคร ได้แก่ รูปถ่ายหน้าตรง 1 ใบ และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน 1 ใบ ได้ที่ กลุ่มงานวิชาการสวนและต้นไม้ สำนักงานสวนสาธารณะ ชั้น 4 อาคารสำนักการระบายน้ำ ศาลาว่าการกทม.2 (ดินแดง) โทร. 0 2246 0283, 0 2246 8541 (08.30–16.30 น.) หรือที่ www.facebook.com/publicparkbma หรือดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ www.bangkok.go.th/publicpark

นายบุญลือ พูลนิล นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการพิเศษ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี ประธานชมรมรักษ์กระทิงไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์พืช รวมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ร่วมกันจัดทำโครงการทดลองพัฒนาโพรงรังเทียมของนกเงือก จำนวน 11 โพรงรัง จากถังไวน์เก่าผลิตจากไม้โอ๊คขนาด 200 ลิตร โดยผลการวิจัยของทีมนักวิชาการร่วมกับบริษัทสยามไวน์เนอรี่ เทรดดิ้งพลัส จำกัด ที่ ต.หนองพลับ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ร่วมกับมูลนิธิศึกษานิเวศวิทยาของนกเงือก มหาวิทยาลัยมหิดล และออกแบบโดยคณะมัฑนศิลป มหาวิทยาลัยศิลปากร เพื่อพัฒนาทางเลือกในการผลิตโพรงรังเทียม เพิ่มโอกาสการทำรังเพิ่มประชากรของนกเงือกที่มีจำนวนลดลงในธรรมชาติอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธ์

เบื้องต้นพบว่าประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจเป็นนวัตกรรมการอนุรักษ์ครั้งแรกของโลกที่ โดยการนำถังไวน์เก่าที่เหลือใช้ในภาคอุตสาหกรรม มาใช้ให้เกิดประโยชน์ด้านอนุรักษ์นกเงือก

นายบุญลือ กล่าวว่า ที่ผ่านมารังนกเงือกบางพื้นที่มีผลกระทบจากการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จากนั้นมีการนำไปติดตั้งโดยทีมนักวิจัยจากการศึกษาระบบนิเวศวิทยาของนกเงือกในพื้นที่ประกอบด้วย โครงการพระราชดำริป่าห้วยทรายใหญ่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ติดตั้งจำนวน 1 โพรงรัง พื้นที่ป่าบริเวณไร่องุ่นหัวหินฮิลล์ ต.หนองพลับ พื้นที่ป่าอุทยานแห่งชาติกุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ อุทยานแห่งชาติบูโด – สุไหงปาดี อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส สถานีวิจัยสัตว์ป่าป่าพรุ ป่าฮาลา – บาลา อ.แว้ง จ.นราธิวาส และพื้นที่ สวนป่าพระนามาภิไธยภาคใต้ ส่วนที่ 2 อ.ธารโต จ.ยะลา ติดตั้งแห่งละ 2 โพรงรัง โดยเลือกจุดติดตั้งโพรงเทียมที่มีต้นไม้ขนาดใหญ่ นกเงือกสามารถเห็นได้ง่ายและสะดวกกับการติดตั้ง เนื่องจากการนำโพรงรังในป่าลึกค่อนข้างมีปัญหาในการเดินทาง ซึ่งในอนาคตจะมีการออกแบบเพื่อแยกชิ้นส่วนของโพรงเทียมให้มีความสะดวกในการเคลื่อนย้าย

นายสิทธิพร จริยพงศ์ รองประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ คนที่ 2 เปิดเผยว่า ในขณะนี้ราคาปาล์มปัจจุบันนั้นอยู่ที่ 5 บาทกว่าๆ ถือเป็นราคาเหมาะสมที่เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มอยู่ได้ และปัจจุบันไม่มีการนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบจากต่างประเทศซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี อย่างไรก็ตาม สภาเกษตรกรฯได้ร่วมกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน เพื่อยกร่างแผนปฏิรูปปาล์มทั้งระบบระยะเวลา 20 ปี เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันในระยะยาว โดยกำหนดช่วงแรกปี 2560 – 2565 ในเวลา 5 ปีจะส่งเสริมให้เกษตรกรปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตให้มีผลผลิตต่อไร่มากขึ้น

และขอเรียกร้องให้กระบวนการในระบบปาล์มน้ำมันทั้งหมดในประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นตัวเกษตรกร โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบ โรงกลั่นน้ำมันปาล์ม โรงงานผลิตไบโอดีเซลปรับตัวเพื่อนำปาล์มน้ำมันเข้าสู่มาตรฐานสากล นั่นหมายถึงว่าหลังจากปี 2565 เราจะนำปาล์มน้ำมันของประเทศไทยออกสู่ตลาดโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำปาล์มน้ำมันของเกษตรกรเข้าสู่โรงงาน ต้องอย่ามีปาล์มดิบ ปาล์มบ่ม ปาล์มรดน้ำ เพื่อยกระดับเปอร์เซ็นต์ปาล์มให้สูงขึ้น ซึ่งในแผนปฏิรูปปาล์มน้ำมันทั้งระบบจะเน้นการขายผลผลิตปาล์มน้ำมันในอนาคตให้มีค่าเฉลี่ยเปอร์เซ็นต์น้ำมันปาล์มอยู่ที่ 22% ด้วยเชื่อว่าจะสามารถยกระดับราคาให้กับเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มให้อยู่ได้ และจะสามารถนำน้ำมันปาล์มที่ผลิตในประเทศไทยออกสู่ตลาดโลกได้อันเป็นการสร้างความยั่งยืน มั่นคง จึงฝากเกษตรกรให้ดูแผนปฏิรูปปาล์มทั้งระบบแล้วให้เดินตามแผนนั้น ในการร่วมกันสร้างความยั่งยืนให้กับกระบวนการผลิตปาล์มในประเทศไทยเพื่อสู่มาตรฐานสากล

ตอนท้ายนายสิทธิพร ระบุว่า “ร่าง พรบ.ปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม ที่สภาเกษตรกรเสนอต่อรัฐบาลควรเร่งผลักดันให้มีการประกาศใช้ให้ทันในปี 2561 เพื่อให้สอดคล้องกับแผนปฏิรูปดังกล่าว”

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 12 ลงพื้นที่สำรวจเก็บข้อมูลบัญชีสมดุลเป็ดไข่จังหวัดพิจิตรจากพ่อค้าและเกษตรกรผู้เลี้ยงเป็ดไข่ เจาะหาแนวทางวางแผนการผลิตและการบริหารจัดการเป็ดไข่จังหวัดพิจิตรให้มีประสิทธิภาพ แนะ ควรมีการขึ้นทะเบียนทุกรายไตรมาสเพื่อควบคุมปริมาณเป็ดไข่ และสนับสนุนเงินลงทุนในการแปรรูปสินค้า

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การเลี้ยงเป็ดไข่นับได้ว่าเป็นวิถีชีวิตของเกษตรกรไทยในชนบทที่มีการเลี้ยงมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน โดยไข่เป็ดเป็นสินค้าเกษตรสำคัญที่สามารถสร้างรายได้ให้กับครัวเรือนได้อีกทางเลือกหนึ่ง อีกทั้งเป็นวัตถุดิบหลักที่ถูกนำไปใช้ในการแปรรูปเป็นอาหารชนิดต่างๆ เช่น ไข่เค็ม ไข่เยี่ยวม้า ของหวาน ของคาว เป็นต้น

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 12 จังหวัดนครสวรรค์ (สศท.12) ได้ลงพื้นที่สำรวจเก็บข้อมูลบัญชีสมดุล เป็ดไข่จังหวัดพิจิตรจากพ่อค้าและเกษตรกรผู้เลี้ยงเป็ดไข่ พบว่า เมื่อเกษตรกรผู้เลี้ยงเป็ดไข่รวบรวมผลผลิตไข่เป็ดได้ จะมีพ่อค้ารวบรวมในจังหวัดมารับซื้อจากเกษตรกรในจังหวัดพิจิตร คิดเป็นร้อยละ 90.20 และมีการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรจังหวัดอื่นๆ ได้แก่ จังหวัดพิษณุโลก นครสวรรค์ กำแพงเพชร คิดเป็นร้อยละ 9.80

สำหรับพ่อค้ารวบรวมในจังหวัดพิจิตร จะส่งไข่เป็ด ไปอุตสาหกรรมแปรรูปในพื้นที่ เช่น ไข่เค็ม ไข่เยี่ยวม้า คิดเป็นร้อยละ 12 อีกส่วนหนึ่งส่งไปยังพ่อค้าขายปลีกในจังหวัด เพื่อจำหน่ายโดยตรงให้แก่ผู้บริโภครายย่อยในพื้นที่ คิดเป็นร้อยละ 2 โดยผลผลิตไข่เป็ดส่วนใหญ่ พ่อค้าในจังหวัดจะขายส่งต่อให้พ่อค้าคนกลางในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดอุตรดิตถ์ และกรุงเทพมหานคร คิดเป็นร้อยละ 86

ทั้งนี้ จากผลสำรวจดังกล่าว สศท.12 ค้นพบข้อเสนอแนะว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการขึ้นทะเบียนทุกรายไตรมาส เพื่อที่จะสามารถควบคุมปริมาณเป็ดไข่ได้ และภาครัฐควรมีการส่งเสริม สนับสนุน ให้เงินลงทุนในการแปรรูปสินค้าจากไข่เป็ดเพิ่มเติม ซึ่งสนใจข้อมูลผลการสำรวจ สามารถขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมและคำแนะนำได้ที่ สศท.12 โทร. 056 803 525 หรือ

นายธีรภัทธ ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังจากการเปิดงานการประชุมระหว่างประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดทำร่าง นโยบายประมงร่วมอาเซียน (ASEAN Common Fisheries Policy) ณ โรงแรมวินเซอร์ สวีท แอนด์ คอนเวนชั่น ว่า การจัดงานดังกล่าว เป็นการต่อยอดจากการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ (อามาฟ) ครั้งที่ 38 ณ ประเทศสิงคโปร์ ในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งกรมประมงในฐานะผู้ดูแลรับผิดชอบหลัก ได้รับหน้าที่ป็นเจ้าภาพในการระดมความคิดเห็น ประสบการณ์ ข้อมูลวิชาการและแนวทางการบริหารจัดการประมงจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคมของกลุ่มประเทศอาเซียน รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างสำนักเลขาธิการอาเซียน และองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) จัดเป็นแผนงานเพื่อเตรียมนำไปเสนอต่อที่ประชุมอามาฟ ครั้ง 39 ซึ่งจะจัดขึ้นที่จ.เชียงใหม่ ในช่วงเดือนกันยายน 2560 เพื่อนำสู่การดำเนินงานของภาคประมงอาเซียนให้เกิดประสิทธิภาพ และความยั่งยืนในระยะยาวต่อไป

นายธีรภัทธ กล่าวว่า โดยประเด็นหลักที่จะมีการแลกเปลี่ยนกันเบื้องต้น ประกอบด้วย 4 ประเด็นหลัก คือ 1.การบริหารจัดการประมงอย่างยั่งยืน จะทำอย่างไร และจะมีรูปแบบใดเพื่อให้ประชาคมอาเซียนเป็นหนึ่งเดียวกัน 2.แนวทางการแก้ไขการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (ไอยูยู) ประชาคมของอาเซียนจะมีการดำเนินการได้อย่างไร เนื่องจากกลุ่มประเทศอาเซียนถือเป็นประเทศผู้ส่งออกหลักสินค้าประมงของโลก ทั้งที่เป็นการจับตามทำธรรมชาติ และการเพาะเลี้ยง เรื่องดังกล่าวจึงถือเป็นเรื่องที่ต้องมีแผนรองรับเพื่อไม่ให้เกิดการทำประมงไอยูยูขึ้น 3.การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำตามชายฝั่งทะเล ถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำประมงในอนาคต เนื่องจากเป็นการลดความเสี่ยงของการทำประมงผิดกฎหมาย โดยจะมีการวางแผนทางด้านวิชาการ และการบริหารจัดการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และ4.การทำให้ชาวประมงมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

“การจัดงานครั้งนี้ ยังเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า ประเทศไทยมีความตั้งใจและความพยายามเป็นอย่างยิ่ง ที่จะดำเนินการบริหารจัดการประมงให้เกิดความยั่งยืน รวมทั้งการแก้ไขปัญหาการทำประมงที่ผิดกฎหมายในระยะยาว ทั้งในกลุ่มประเทศอาเซียนและกลุ่มประเทศในแถบใกล้เคียง”นายธีรภัทธ กล่าว

นายธีรภัทธ กล่าวว่า ส่วนผลการเดินทางมาเยื่อนของสหภาพยุโรป (อียู) เพื่อตรวจเยี่ยมการดำเนินของไทยในการแก้ไขปัญหาไอยูยูในช่วงที่ผ่านมานั้น ภาพรวมในขณะนี้ ประเทศไทศไทยก็มีการดำเนินงานหลายส่วนที่มีความก้าวหน้า โดยสิ่งที่อียูได้ให้ข้อเสนอแนะไว้ จะเป็นในเรื่องของการปรับปรุงระบบติดตามเรือ (วีเอ็มเอส) การจัดทำข้อมูลของห้องปฏิบัติติดตามกองเรือ การบริหารกองเรือ รวมทั้งเรื่องการตรวจสอบย้อนกลับ และการบังคับใช้กฎหมาย ประเทศไทยก็มีความก้าวหน้าเป็นไปตามแผนงาน ซึ่งทางอียูก็ได้แจ้งให้รัฐบาลดำเนินการเพิ่มเติมจะทำให้ระบบต่างๆมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ส่วนเรื่องของแรงงานประมงกระทรวงแรงงานก็มีความก้าวหน้า ดำเนินงานเป็นไปตามแผนงานทั้งเรื่องของการออกกฎหมาย การตรวจติดตาม อย่างไรก็ตามความก้าวหน้าตรงนี้ อาจประสบความสำเร็จไม่ได้ ถ้าขาดความร่วมมือจากภาคเอกชน ประชาสังคม และประชาชนด้วย จึงต้องขอความร่วมมือจากพี่น้องทุกภาคส่วนในประเทศไทย ร่วมมือและช่วยกันให้เกิดการทำประมงอย่างยั่งยืนในระยะต่อไป

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ขอไม่ตอบคำถามเรื่องอียูเพราะนายธรภัทรได้ตอบไปแล้ว ทั้งนี้เพื่อป้องกันความสับสน ซึ่งภาพรวมๆที่ได้มีหารือกัน พูดคุยกันมีความก้าวหน้าไปมาก มีการให้คำแนะนำ ให้ความร่วมมือ ช่วยเหลือทางวิชาการต่างๆ เพื่อให้ไทยเดินหน้าต่อไป

อธิบดีกรมปศุสัตว์เอาจริง ปีนี้ไทยต้องปลอดสารเร่งเนื้อแดงในสุกรและโคขุน หลังจับกุมดำเนินคดีมากกว่า 600 คดี ชี้ ล่าสุดมีการใช้สุกรเหลือเพียง 1.06% แต่การใช้ในโคขุนยังสูงถึง 30%

นสพ. อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ caseyrace.com เปิดเผยถึงนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ให้ความสำคัญในด้านความปลอดภัยของผู้บริโภคสินค้าเกษตรและอาหาร ว่า เพื่อเป็นการปกป้องคุ้มครองผู้บริโภคและเป็นการสนับสนุนการส่งออกในส่วนของสารเร่งเนื้อแดงที่มีการใช้ในการเลี้ยงสุกรและโคขุน กรมปศุสัตว์ได้ปราบปรามดำเนินคดีผู้กระทำผิดอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ ซึ่งมีการดำเนินการตรวจสอบการใช้สารเร่งเนื้อแดงในฟาร์มระหว่างการเคลื่อนย้ายสัตว์ โรงฆ่าสัตว์ โรงงานผลิตอาหารสัตว์ และร้านขายอาหารสัตว์ หากพบมีการกระทำผิดจะดำเนินคดีอย่างเข้มงวด นอกจากนี้ ได้มีการรับรองฟาร์มสุกรปลอดสารเร่งเนื้อแดงอีกด้วย

โดยผลจากการดำเนินงานที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2546 จากที่มีการใช้สารเร่งเนื้อแดงในสุกรมากกว่า 80% ปัจจุบัน ตรวจพบลดลงเหลือ 1.06% และตลอดระยะเวลามากกว่า 10 ปีที่ผ่านมามีการจับกุมดำเนินคดีมากกว่า 600 คดี แต่ในปีงบประมาณ 2560 (ต.ค. 2559-มี.ค. 2560) มีการจับกุมดำเนินคดีการใช้สารเร่งเนื้อแดงในสุกรเพียง 6 รายเท่านั้น และมีฟาร์มที่ได้รับการรับรองเป็นฟาร์มสุกรปลอดสารเร่งเนื้อแดง จำนวน 5,733 ฟาร์ม คิดเป็นมากกว่า 60% ของจำนวนฟาร์มสุกรขุนทั่วประเทศ

ส่วนการใช้สารเร่งเนื้อแดงในโคขุนเพิ่งตรวจพบการใช้เมื่อ 2-3 ปีก่อน และมีแนวโน้มที่จะใช้แพร่หลายมากขึ้น กรมจึงกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาการใช้สารเร่งเนื้อแดงในโคขุน โดยการสุ่มตรวจปัสสาวะโคขุนบนยานพาหนะที่เคลื่อนย้ายด้วยชุดทดสอบภาคสนาม หากพบผลบวกจะอายัดโคขุนทั้งหมด พร้อมส่งตัวอย่างปัสสาวะดังกล่าวไปตรวจยืนยันที่ห้องปฏิบัติการ หากผลยืนยันพบสารเร่งเนื้อแดงให้ตรวจสอบย้อนกลับไปยังฟาร์มหรือแหล่งที่มาของโคขุน เพื่อดำเนินคดีกับผู้ใช้สารเร่งเนื้อแดงผสมในอาหารเลี้ยงโคขุนดังกล่าว โดยเริ่มตรวจตั้งแต่ วันที่ 13 มีนาคม ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ได้มีการประชาสัมพันธ์และประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันระหว่างภาครัฐและผู้ประกอบการ

เกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนว่าจะเลิกใช้สารเร่งเนื้อแดงตั้งแต่เดือนมกราคม 2560 ซึ่งก่อนกำหนดมาตรการดังกล่าวในช่วงเดือนตุลาคม 2559 ได้มีการสำรวจฟาร์มโคขุนในบางพื้นที่ พบว่า มีการใช้สารเร่งเนื้อแดง 100% จากการเข้าตรวจสอบ 13 ฟาร์ม ใช้สารเร่งเนื้อแดงทั้งหมด และเมื่อมีการตรวจใหม่ในเดือนมีนาคม 2560 ในพื้นที่เดิมพบว่า มีการใช้ลดลงเหลือ 29.4% จากการเข้าตรวจสอบ 34 ฟาร์ม พบการใช้สารเร่งเนื้อแดง 10 ฟาร์ม ประกอบกับเมื่อตรวจโคขุนที่เคลื่อนย้าย จำนวน 17 ราย พบสารเร่งเนื้อแดงในปัสสาวะเพียง 1 ราย เท่านั้น เท่ากับ 5.8%