สื่อออนไลน์ เชื่อมโยงความรู้สู่ เกษตรกร-ผู้บริโภค

ข้าวตราฉัตร ได้ใช้สื่อออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก : ฉัตร Smart Farmer To Sustainability และไอดีไลน์ : ฉัตร Smart Farmer เป็นช่องทางการในการติดต่อสื่อสารความรู้สู่เกษตรกรและผู้บริโภค เช่น การปลูกดูแลข้าว การทำเกษตรอินทรีย์ คุณค่าของข้าวและสาระข่าวสารที่เป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวัน เช่น

ข้อดีของการเป็นชาวนา แบบ 4.0 คือ ช่วยลดต้นทุนการผลิต ไม่เปลืองแรง มีแบบแผนในการทำไร่ ทำนา สามารถขายผลผลิตได้ในราคาตลาด ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง รู้ทันสภาพอากาศ และวัชพืชกวนนา และสามารถวางแผนแก้ไขให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิตได้น้อยที่สุด

4 วิธี ปลูกข้าวลดโลกร้อน ในฐานะเกษตรกร สามารถมีส่วนร่วมช่วยลดโลกร้อนได้ด้วย 4 วิธีการปลูกข้าวแบบวางแผนจัดการเริ่มด้วย

1. ปรับระดับพื้นที่นาด้วยระบบแสงเลเซอร์ ซึ่งจะทำให้การใช้ทรัพยากรน้ำมีประสิทธิภาพสูงสุด ลดต้นทุนการใช้สารปราบวัชพืช ต้นข้าวมีความสม่ำเสมอ

2. เทคโนโลยีการปลูกข้าวด้วยการควบคุมระดับน้ำ โดยให้น้ำเป็นรอบเวรในช่วงการเจริญเติบโตทางลำต้นและใบ ลดปริมาณน้ำที่ใช้กับการปลูกข้าว ละสามารถลดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงได้กว่า 3%

3. การจัดการธาตุอาหารพืชและการใช้ปุ๋ย ให้ข้าวได้รับทุกธาตุอย่างเพียงพอและสมดุล ได้ผลผลิตข้าวสูงขึ้น โดยมีหลักการใส่ปุ๋ยที่ถูกต้อง 4 ประการ ได้แก่

1) ชนิดปุ๋ยที่ถูกต้อง (Right Kind)

2) อัตราปุ๋ยที่ถูกต้อง (Right Rate)

3) ใช้ปุ๋ยให้ถูกจังหวะเวลา (Right Time)

4) ใส่ปุ๋ยในบริเวณที่ถูกต้อง (Right Place)

การใช้ปุ๋ยที่ถูกต้องทั้ง 4 แบบ จะส่งผลดีด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ในระยะยาว ขณะเดียวกันการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในอัตราที่เหมาะสม จะช่วยลดการปลดปล่อยก๊าชเรือนกระจกได้อีกด้วย

4. การจัดการฟางและตอซัง ไม่ควรจัดการโดยการเผาตอข้าว หรือซังข้าว เพราะควันที่ออกมาจะไปทำลายชั้นโอโซนแล้วจะยิ่งทำให้โลกร้อนกว่าเดิม เราควรจะเอาฟางและตอข้าวมาแปรรูปเป็นของใช้อย่างอื่น เช่น หลอด หรือสารเป็นเฟอร์นิเจอร์ก็ได้

– 3 วิธีเด็ด ต้องลอง กำจัดหอยเชอรี่ในนาข้าว

วิธีแรก เป็นภูมิปัญญาของ คุณวุฒิชัย เมฆตรง เกษตรกรทำนาบ้านหัวไทร ต.หัวไทร ใช้ขี้เหล็ก นำใบหรือดอกขี้เหล็ก จำนวน 3 กก. ไปต้มในน้ำ 5 ลิตร ให้เดือด แล้วเอาแต่น้ำต้มที่ได้ไปผสมกับน้ำปูนใส 10 ลิตร + กากน้ำตาล 0.5 ลิตร ทิ้งไว้ 24 ชม. แล้วนำไปเทราดตามข้างคันนา ในอัตราน้ำ ตามสูตร 1 ลิตร ต่อพื้นที่ 1 ไร่ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ทำติดต่อกัน 3 ครั้ง จะช่วยกำจัดปูและหอยเชอรี่ได้ ควรใช้ในขณะที่ไม่มีฝนตกจะได้ผลดีมาก สามารถใช้ในอัตราที่มากกว่าสูตรกำหนดได้ ขึ้นอยู่กับปริมาณของศัตรูพืช

วิธีที่ 2 จาก คุณเพทาย ทองคำ ชาวนาในพื้นที่ ต.สนามไชย อ.นายายอาม จ.จันทบุรี นำขวดน้ำพลาสติกหลือใช้มาตัดส่วนปลายออก ทำเป็นภาชนะ (ไม่ต้องตัดลึกมาก เพราะดูว่าหอยเชอรี่สามารถคลานลงไปกินเบียร์ในภาชนะได้) จากนั้น นำไปใส่เบียร์ (ยี่ห้อใดก็ได้) วางไว้ในนาตามจุดต่างๆ หรือบริเวณที่พบว่ามีไข่หรือตัวหอยเชอรี่อยู่มาก เมื่อหอยเชอรี่ได้กลิ่นเบียร์จะลงมากิน และจะตายหลังจากได้กินแอลกอฮอล์เข้าไป วิธีนี้ไม่เหมาะจะใช้ในช่วงที่มีฝนตกฉุก เป็นวิธีที่สิ้นเปลืองงบประมาณมาก การนำไปใช้ควรใช้วิจารณญาณ

วิธีที่ 3 จาก คุณอธิศพัฒน์ วรรณสุทธิ์ ปราชญ์ชาวบ้านมูลนิธิชัยพัฒนา อ.ท่าลี่ จ.เลย ใช้ฝักคูนแก่ทุบพอแตก 5 กก. + ปูนขาวโรยสนาม 1 กก. + น้ำ 5 ลิตร + จุลินทรีย์หน่อกล้วย สูตรหัวเชื้อ 1 ลิตร ผสมกันแล้วสาดลงในนาข้าว 1 ไร่ จะทำให้หอยเชอรี่ตาย และปูนาหนีไปไม่สามารถขยายพันธุ์ได้อีก

– โรคกล้าเน่า คือ โรคข้าวที่อาจเจอตั้งแต่ยังไม่ลงนา ก่อนนำเมล็ดพันธุ์ไปเพาะ ควรเช็กเมล็ดพันธุ์และกระบะเพาะให้ดีๆ ก่อน ไม่อย่างนั้น อาจจะเสี่ยงต่อการเจอโรคกล้าเน่าได้ในระยะหลังจากการตกกล้าข้าวในกระบะเพาะ โดยเริ่มพบเมล็ดข้าวบางส่วนที่เพาะไม่งอกและมีเส้นใยของเชื้อราปกคลุม ส่วนเมล็ดที่งอกต้นกล้าจะมีการเติบโตช้ากว่าปกติ วิธีการป้องกัน กำจัดทำได้ง่ายๆ คือ ไม่ใช้เมล็ดพันธุ์จากแปลงที่มีการระบาดของโรคเมล็ดด่างมาก่อน คลุกเมล็ดพันธุ์ก่อนปลูกด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น คาร์เบนดาซิม + แมนโคเซบ ในอัตรา 3 กรัม ต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม ล้างทำความสะอาดกระบะเพาะกล้าหลังใช้ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น สารคลอรีน เผาทำลายต้นกล้าข้าวที่เป็นโรคเน่าตายในกระบะเพาะ-

– สมุนไพรไล่แมลงในนาข้าว การปลูกพืชหรือข้าวอินทรีย์ มักเลี่ยงไม่ได้ที่จะเจอแมลงเข้ามากวนพืชที่ปลูกไว้ จึงขอแนะนำสูตรหมักพืชสมุนไพรสำหรับไล่แมลงในนาข้าว ขั้นตอนและวิธีการหมักพืชสมุนไพรมีดังนี้

1. นำเอาพริกขี้หนูสด ตะไคร้หอมสด กระเทียมไทย (แกะกลีบ) มาทุบให้พอแตกแล้วใส่เตรียมลงไว้ในถังหมัก

2. ใส่ใบสะเดาสดลงในถังหมักเป็นส่วนสุดท้าย

3. ละลายกากน้ำตาล หรือน้ำตาลทรายแดงกับน้ำส้มควันไม้ ตามอัตราส่วนที่กำหนด แล้วเทลงไปในถังหมัก

4. เติมน้ำสะอาดให้พอท่วมวัตถุดิบสมุนไพร

5. ใช้ไม้คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันเป็นขั้นตอนสุดท้าย แล้วปิดฝาถังหมักให้สนิท ตั้งเก็บไว้ในที่ร่ม ใช้ระยะเวลาในการหมักอย่างน้อย 7 วันขึ้นไป จึงจะสามารถนำไปใช้งานได้ – “โรคใบจุดสีน้ำตาล” เป็นหนึ่งโรคพืชสำคัญในนาข้าว เกิดจาก เชื้อรา Bipolaris oryzae แผลที่ใบข้าว พบมากในระยะแตกกอมีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาล รูปกลมหรือรูปไข่ ขอบนอกสุดของแผลมีสีเหลือง แผลยังสามารถเกิดบนเมล็ดข้าวเปลือก (โรคเมล็ดด่าง) บางแผลมีขนาดเล็ก บางแผลอาจใหญ่คลุมเมล็ดข้าวเปลือก ทำให้เมล็ดข้าวเปลือกสกปรก เสื่อมคุณภาพ เมื่อนำไปสีข้าวสารจะหักง่าย การแพร่ระบาด เกิดจากสปอร์ของเชื้อราปลิวไปตามลม และติดไปกับเมล็ด “การปลูกข้าวแบบต่อเนื่อง ไม่พักดินและขาดการปรับปรุงบำรุงดิน เพิ่มการระบาดของโรคอาการใบจุดสีน้ำตาลที่ใบ

วิธีป้องกันกำจัดใบจุดสีน้ำตาล

1. ใช้พันธุ์ต้านทานที่เหมาะสมกับสภาพท้องที่ และโดยเฉพาะพันธุ์ที่มีคุณสมบัติต้านทานโรคใบสีส้ม เช่น ภาคกลาง ใช้พันธุ์ปทุมธานี 1 ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ใช้พันธุ์เหนียวสันป่าตอง และหางยี 71

2.ปรับปรุงดินโดยการไถกลบฟาง หรือเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ดินโดยการปลูกพืชปุ๋ยสด หรือปลูกพืชหมุนเวียนเพื่อช่วยลดความรุนแรงของโรค

3. คลุกเมล็ดพันธุ์ก่อนปลูกด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น แมนโคเซ็บ หรือคาร์เบนดาซิม+แมนโคเซ็บ อัตรา 3 กรัม/เมล็ด 1 กิโลกรัม ใส่ปุ๋ยโพแทสเซียมคลอไรด์ (0-0-60) อัตรา 5-10 กิโลกรัม/ไร่ ช่วยลดความรุนแรงของโรค

4. กำจัดวัชพืชในนา ดูแลแปลงให้สะอาด และใส่ปุ๋ยในอัตราที่เหมาะสม

5. ถ้าพบอาการของโรคใบจุดสีน้ำตาลรุนแรงทั่วไป 10 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ใบในระยะข้าวแตกกอ หรือในระยะที่ต้นข้าวตั้งท้องใกล้ออกรวง

6. เมื่อพบอาการใบจุดสีน้ำตาลที่ใบธงในสภาพฝนตกต่อเนื่อง อาจทำให้เกิดโรคเมล็ดด่าง ควรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น คาร์เบนดาซิม แมนโคเซ็บ โพรพิโคนาโซล ทีบูโคโนโซล ครีโซซิม-เมทิล หรือ คาร์เบนดาซิม+แมนโคเซบ ตามอัตราที่ระบุ

ผมดูข่าวในสื่อบางสื่อ พบว่าเกษตรกรบางท่านบอกว่า การขยายพันธุ์มะนาวด้วยวิธีควบแน่นนั้น หมายความว่าอย่างไร ผมเข้าใจว่าเป็นวิธีขยายพันธุ์ด้วยวิธีการปักชำใช่หรือไม่ โดยในข่าวบอกว่าทำได้ง่าย และได้ผลดีเทียบเท่ากับวิธีตอนกิ่ง ผมจึงอยากทราบว่า วิธีดังกล่าวที่เล่ามานี้ เกษตรกรมีเทคนิคอื่นๆ เข้าช่วยอย่างไร ขอคำอธิบายด้วยครับ

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมดูข่าวในสื่อบางสื่อ พบว่าเกษตรกรบางท่านบอกว่า การขยายพันธุ์มะนาวด้วยวิธีควบแน่นนั้น หมายความว่าอย่างไร ผมเข้าใจว่าเป็นวิธีขยายพันธุ์ด้วยวิธีการปักชำใช่หรือไม่ โดยในข่าวบอกว่าทำได้ง่าย และได้ผลดีเทียบเท่ากับวิธีตอนกิ่ง ผมจึงอยากทราบว่า วิธีดังกล่าวที่เล่ามานี้ เกษตรกรมีเทคนิคอื่นๆ เข้าช่วยอย่างไร ขอคำอธิบายด้วยครับ

ตอบ คุณสุพจน์ ทองดำรงค์

ก่อนอื่น ผมขออธิบายถึงเรื่องการขยายพันธุ์พืช เพื่อเป็นการปูพื้นให้เข้าใจ

การขยายพันธุ์พืช จำแนกได้ 2 ประเภท คือ การขยายพันธุ์โดยอาศัยเพศ (Sexual propagation) คือการใช้เมล็ดที่เกิดจากการผสมเกสร ระหว่างเกสรเพศผู้และเพศเมีย วิธีนี้ลูกที่ได้จะมีการกระจายทางพันธุกรรม ตามกฎของเมนเดลที่เหมือนพ่อ อยู่ระหว่าง หรือดีกว่าพ่อแม่ และเหมือนแม่ ในอัตรา 1 : 3 : 1 จึงเหมาะกับการปรับปรุงพันธุ์ และการขยายพันธุ์โดยไม่อาศัยเพศ (Asexual Propagation) คือใช้กิ่ง ใบ ตา และยอด เช่น วิธีการตอนกิ่ง ปักชำกิ่ง ทาบกิ่ง เสียบยอด และการปั่นตา (Tissue Cultus) ข้อดีของการขยายพันธุ์ประเภทนี้ ต้นที่ได้จะเหมือนกับต้นแม่ทุกประการ และยังให้ผลผลิตเร็วกว่าการเพาะปลูกด้วยเมล็ด กลับมาคุยเรื่องการตอนกิ่ง กับการปักชำกิ่งมะนาวในรายละเอียดต่อไป

การตอนกิ่ง (Grafting) ให้เลือกกิ่งที่ไม่แก่ และไม่อ่อนจนเกินไป ขนาดวัดรอบกิ่งให้ได้ขนาดเล็กกว่าแท่งดินสอดำเล็กน้อย หาตำแหน่งที่ทำงานได้สะดวก และกิ่งไม่ควรยาวเกิน 100 เซนติเมตร หรือ 1.00 เมตร ควั่นกิ่ง 2 รอย ห่างกัน 1.00 เซนติเมตร ใช้มีดที่คมและสะอาด กรีดลอกเปลือกออกอย่างนุ่มนวล แล้วขูดเมือกที่ติดอยู่ออกให้หมด ทิ้งไว้สัก 1-2 ชั่วโมง นำถุงพลาสติกใสที่ใช้ใส่เครื่องปรุงก๋วยเตี๋ยว บรรจุขุยมะพร้าวที่แช่น้ำให้อิ่มตัว แล้วใช้มือบีบน้ำออกจนไม่มีน้ำทะลักออกมาจากกำมือ เกือบเต็มถุงเหลือไว้พอให้มัดปากถุงด้วยเชือกฟางให้แน่น มีลักษณะเป็นตุ้มพองาม ผ่าตุ้มตามแนวยาวของถุง แหวกรอยแผลให้กว้างขึ้น แล้วสวมลงบริเวณรอยควั่นโอบล้อมให้มิด ผูกเชือกฟาง 2-3 เปาะให้แน่น อย่าให้ตุ้มขยับ หรือหมุนได้ ภายใน 22 วัน รากจะงอกปรากฏให้เห็น ครบ 30 วัน จึงตัดนำปลูกลงในถุงเพาะชำแล้วเก็บในโรงเรือน เตรียมนำไปปลูกได้

การปักชำ (Cutting) เลือกกิ่งที่ไม่แก่และไม่อ่อนเกินไป เหมือนกับการเลือกกิ่งตอน นำถ้วยพลาสติกประเภทเดียวกับใส่น้ำหวาน ไม่ต้องเจาะก้น บรรจุหรือใส่วัสดุปลูกที่สะอาด เช่น พีทมอสส์ ดินร่วนที่สะอาด หรือขุยมะพร้าว ให้น้ำพอชุ่ม ส่วนขุยมะพร้าวต้องแช่น้ำสัก 2-3 ชั่วโมง วัสดุทั้ง 3 ต้องบีบคั้นเอาน้ำออกจนไม่มีน้ำหยดจากอุ้งมือ นับว่าใช้ได้ ใส่ลงในถ้วยแล้วอัดให้แน่น ใช้ไม้เสียบลงวัสดุเพาะนำทาง

ลึกลงไป 2 ใน 3 ส่วน แล้วนำกิ่งที่เตรียมไว้จุ่มลงในฮอร์โมนเร่งราก เสียบลงตามรอยที่นำร่องไว้ก่อนแล้ว อัดวัสดุปลูกให้แน่นอีกครั้งป้องกันกิ่งโยกได้ แล้วนำเข้าอบในถุงพลาสติกใสขนาดที่พอเหมาะพอดี ผูกปากถุงให้แน่นไม่ให้อากาศถ่ายเทได้ นำเก็บในโรงเรือน อีกประมาณ 30 วัน รากจะงอกปรากฏให้เห็น จากนั้นจึงแง้มปากถุงเพียงครึ่งหนึ่ง เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้บ้าง กิ่งชำจะได้ปรับตัวให้กับสภาพอากาศด้านนอกที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าในถุงเล็กน้อย อีก 2-3 วัน จึงเปิดถุงให้กว้างเต็มที่ วันถัดไปนำกิ่งใน พร้อมถ้วยพลาสติกปล่อยทิ้งไว้ระยะหนึ่งในร่มรำไร อย่าให้ลมพัดผ่านแรง จนมั่นใจว่าปรับตัวดีแล้วจึงถ่ายปลูกลงในถุงเพาะชำสีดำ ทิ้งระยะไว้สัก 1 เดือน ระวังอย่าให้ขาดน้ำ ครบกำหนดแล้วนำไปปลูกในกระถาง วงบ่อซีเมนต์ หรือลงดินได้

ปัจจุบัน การปักชำ นิยมเรียกกันว่า โคลนนิ่ง (Cloning) อาจจะติดมาจากยูทูปของฝรั่ง ซึ่งหมายถึงการทำให้เกิดตามแม่แบบ แต่ในทางวิชาการใช้คำว่า การปักชำ (Cutting) ส่วนคำว่า โคลนนิ่ง เริ่มรู้จักกันเมื่อมีนักวิทยาศาสตร์ชาวสกอตแลนด์ สร้างแกะดอลลี่ โดยวิธีโคลนนิ่ง ด้วยการฝังไข่ที่ได้รับการผสมกับสปอร์มแล้ว จำนวน 2 ฟอง ไว้ในรังไข่ของแกะตัวแม่ จากนั้นนำนิวเคลียร์ที่เป็นตัวอ่อนออกจาไข่ และนำเนื้อเยื่อบริเวณส่วนคอของแกะอีกตัวหนึ่งเข้าไปแทนที่ตัวอ่อนที่นำออกจากไข่ แต่ไข่อีกฟองให้พัฒนาของเขาไปเป็นปกติเพื่อกระตุ้นให้แม่แกะที่อุ้มท้องอยู่ให้ส่งอาหาร เกลือแร่ และฮอร์โมนให้ไข่ทั้ง 2 ฟอง ทั้งนี้ ไข่ฟองที่ใส่เนื้อเยื่อใหม่เข้าไปมันก็สามารถพัฒนามาเป็นแกะดอลลี่ ส่วนไข่อีกฟองก็จะพัฒนาเป็นลูกแกะตามธรรมชาติ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ดอลลี่มีอายุเพียง 6 ปี กับ 9 เดือน ก็ถูกการุณยฆาต ด้วยการฉีดยาให้เสียชีวิต เนื่องจากเกิดอาการอักเสบที่เข่าอย่างรุนแรง ข่าวคราวแกะดอลลี่จึงค่อยๆ เลือนหายไป นี่เป็นโคลนนิ่งขนานแท้

นอกจากนี้ ยังมีการเรียกการปักชำแล้วอบในถุงพลาสติกว่า การขยายพันธุ์ด้วย วิธีควบแน่น ผมขออธิบายคำว่า ควบแน่น กันเพิ่มเติมอีกหน่อยครับ

การควบแน่น (Condensation) หมายถึงวิธีการ หรือขบวนการที่เปลี่ยนสถานะของก๊าซให้เป็นของเหลว ตัวอย่าง การผลิตเหล้าขาว หรือเหล้า 40 ดีกรี ทำได้โดยนำเหล้าสาโท หรือเหล้าหมัก มาต้มแล้วบังคับให้ไอระเหยที่ได้ผ่านไปกระทบภาชนะที่หล่อเย็นด้วยน้ำ เมื่อไอระเหยกระทบความเย็นจะจับตัวกันเป็นหยดใสๆ ปล่อยให้หยดลงขวดที่รองรับไว้ นี่คือการควบแน่นที่แท้จริง

สำหรับการนำกิ่งชำเข้าอบในถุงพลาสติกนั้น ก็เพื่อลดการคายน้ำของใบมะนาวลง อาจคายน้ำออกมาบ้างก็จะวนเวียนอยู่ภายในถุง จะไม่ทำให้กิ่งแห้งตายเพราะขาดน้ำ เนื่องจากกิ่งชำยังไม่มีรากเพื่อช่วยดูดน้ำ หรือความชื้นขึ้นมาหล่อเลี้ยงกิ่งและใบได้ จึงควรเรียกว่า การปักชำแบบอบ หรือเข้ากระโจมจะถูกต้อง ตามลักษณะของวิธีการดังกล่าว

สรุป การตอนกิ่งมะนาว หากต้นแม่มีขนาดสูงใหญ่จะทำให้การทำงานลำบากขึ้น แต่หากทำได้อัตราการรอดตายจะสูงกว่าวิธีปักชำกิ่ง การปักชำกิ่งระยะแรกทำได้ง่ายโดยตัดกิ่งออกมาจากต้นแม่ นำมาปฏิบัติการในที่ร่ม แต่จะสิ้นเปลืองถุงพลาสติกสำหรับใช้อบ โอกาสเสี่ยงต่อการสูญเสีย หรือกิ่งตาย เกิดขึ้นได้ในขั้นตอนการเปิดปากถุงและขณะเปลี่ยนปลูกลงในถุงเพาะชำสีดำ ดังนั้น อัตราความล้มเหลวของวิธีการปักชำจะสูงกว่าวิธีตอนกิ่งมะนาว

อย่างไรก็ตาม ทั้งนี้เกษตรกรท่านใดชอบ หรือถนัดวิธีใดย่อมขึ้นกับแต่ละบุคคล สำหรับผมแล้ว ถนัดในการตอนมากกว่าครับ เพราะปฏิบัติมาจนเคยชินครับ การทำการเกษตรเชิงเดี่ยว จะมีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะความเสี่ยงทางด้านการตลาด เพราะหากราคาตกต่ำ เกษตรกรต้องประสบกับการขาดทุน ไม่มีรายได้จากกิจกรรมอื่นมาชดเชย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน ณ เวลานี้ ได้แก่อ้อย ตันละ 400-500 บาท ยางพารา 4-5 กิโลกรัม ต่อ 100 บาท เป็นต้น แต่หากทำการเกษตรหลายอย่าง โดยเลือกผลิตพืชหลายชนิด ที่ตลาดต้องการ บางชนิดอาจราคาตกต่ำไม่เป็นไร แต่ยังได้ราคาดีจากสินค้าตัวอื่นอีกหลายตัว ดังนั้น การผลิตพืชหลากหลายจึงเป็นแนวทางหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรอยู่ได้อย่างสบาย อย่างเช่น

คุณเนรมิตร-คุณอดุลย์ พิทักษ์พงษ์ สองสามีภรรยา อยู่ที่บ้านเลขที่ 54 หมู่ที่ 7 บ้านโคกนกพัฒนา ตำบลบุญทัน อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู โทร. 063-021-9508, 093-397-1493 บริเวณดังกล่าวชาวบ้านเรียกว่า ภูซางใหญ่ เป็นภูเขารอยต่อ 3 จังหวัด อันได้แก่ หนองบัวลำภู อุดรธานี และ เลย ทั้งสองคนร่วมให้ข้อมูลว่า ได้ทำการเกษตรหลายอย่าง ดังนี้

สะตอ 30 ต้น อายุ 7-8 ปี พันธุ์ที่ปลูกคือ สะตอดาน (กลิ่นฉุน ฝักโต) ที่ปักษ์ใต้ส่วนใหญ่จะประมาณ 8-10 เมล็ด ต่อฝัก แต่ที่นี่ฝักยาวมาก คือ 10-18 เมล็ด ต่อฝัก สดกว่า อร่อยกว่า และที่สำคัญผลิตแบบอินทรีย์ (ไม่ใช้สารเคมี และปุ๋ยเคมี) ไม่มีโรคแมลงรบกวน ระบบน้ำช่วยจะได้ผลผลิตดี ต้นละประมาณ 2,000-3,000 ฝัก ขายฝักละ 10-12 บาท ขายในชุมชน รายได้ปีละประมาณ 60,000 บาท
เงาะ 20 ต้น อายุ 7-8 ปี ให้ผลแล้ว ขายผลผลิตในพื้นที่ กิโลกรัมละ 20 บาท รายได้ปีละประมาณ 15,000 บาท
ลองกอง 20 ต้น อายุ 10 ปี เพิ่งเริ่มให้ผล
ยางพารา 20 ไร่ เปิดกรีดแล้ว 5 ปี แบ่งให้คนกรีด อัตรา 50:50 แต่ละปีรายได้รวม ประมาณ 300,000 บาท (ได้ฝ่ายละ 150,000 บาท)
เอาประสบการณ์ที่เคยปลูกกาแฟ

ที่ภาคใต้กว่า 20 ปี มาใช้ สมัคร UFABET แต่สินค้าที่กำลังได้รับความสนใจจากลูกค้าและมีแนวโน้มสร้างรายได้ดีอีกอย่างหนึ่งคือ กาแฟ ทั้งนี้เนื่องจาก ยางพาราราคาตกต่ำ ประกอบกับอากาศที่สุวรรณคูหาคล้ายภาคใต้ คือ ฝนตกดี ความชื้นในอากาศสูง และตนเองมีประสบการณ์ในการปลูกกาแฟมาก่อน คือที่ตำบลเขาทะลุ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร เป็นเวลา 21 ปี จึงได้นำกาแฟมาทดลองปลูกที่อำเภอสุวรรณคูหา ปรากฏว่าให้ผลผลิตดี

ปลูกกาแฟ พื้นที่ 17 ไร่ ระยะปลูก 3×3 เมตร 177 ต้น ต่อไร่ จำนวนต้นทั้งหมด 3,009 ต้น ให้ผลแล้ว ประมาณ 7 ไร่ หรือ 1,239 ต้น (ส่วนที่เหลืออายุ 2 ปี ยังไม่ให้ผลผลิต)

การปลูก การดูแลรักษา และการเก็บเกี่ยว วิธีการปลูก เริ่มจากเพาะเมล็ดใส่ถุง โดยใช้พันธุ์โรบัสต้า เมื่องอกนำมาปลูก ระยะ 3×3 เมตร ที่สวนอาศัยน้ำฝนอย่างเดียว (ถ้ามีระบบน้ำจะเจริญเติบโตดี) หลังจากปลูก 2 ปีครึ่ง จะเริ่มออกดอกติดผล โดยออกดอกเดือนมกราคม ผลแก่เก็บเกี่ยวได้เดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคม การเก็บเกี่ยวเก็บเฉพาะผลสีแดง จะได้น้ำหนักดี รสชาติกาแฟจะดีกว่าผลสีเขียว จ้างแรงงานในพื้นที่เก็บ กิโลกรัมละ 2.50 บาท เก็บผลเสร็จนำมาตากโดยใช้มุ้งเขียวรอง ใช้เวลาตาก 7-10 แดด

นำไปกะเทาะเมล็ด และสกัดสารกาแฟ คือคั่วและบด โดยน้ำหนักผลสด 3 กิโลกรัม ตากแห้งแล้วจะได้ 1 กิโลกรัม เมล็ดแห้ง 3 กิโลกรัม เมื่อสกัดแล้วจะได้สารกาแฟ (คั่วและบดแล้ว) 1 กิโลกรัม ได้ผลผลิตรวม ประมาณ 3,000 กิโลกรัม ได้เมล็ดกาแฟแห้ง 1,000 กิโลกรัม ทั้งนี้ เนื่องจากบางต้นยังโตไม่เต็มที่ คาดว่าในอนาคตผลผลิตจะเพิ่มขึ้นทุกปี

ชนิดคั่ว บรรจุ 0.5 กิโลกรัม จำหน่าย 300 บาท บรรจุ 1 กิโลกรัม 600 บาท ชนิดคั่วและบดหยาบ 1 ห่อ (20 ซอง) 140 บาท ส่งขายที่ร้านโอท็อป ปั๊ม ปตท. หน้าศูนย์ราชการจังหวัดหนองบัวลำภู ศูนย์โอท็อปสนามสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ส่งขายตามร้านกาแฟสดหลายแห่ง และนำไปออกขายตามงานต่างๆ ของจังหวัดหนองบัวลำภูขายแก้วละ 35-40 บาท มีรายได้จากกาแฟปีละกว่า 3 แสนบาท นอกจากนี้ ยังเพาะต้นกล้ากาแฟขายให้กับเพื่อนบ้านในพื้นที่อีกด้วย