สุขสวัสดิ์ เล่าว่าผ้าขาวม้าทอมือบ้านหนองโกวิทย์มีลักษณะ

เฉพาะตัวต่างจากผ้าที่อื่น คือ มีลวดลายที่โดดเด่น กระบวนการทอจะใช้กี่โบราณ ทำให้เนื้อผ้ามีความแน่น จึงทำให้มีผู้นิยมนำไปตัดเป็นเสื้อผ้าชุดทำงาน และชุดสากลรูปแบบต่างๆ ทำให้ผ้าขาวม้าทอมือบ้านหนองโกวิทย์ สร้างชื่อเสียง และเป็นสินค้า OTOP ของอำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว เพื่อพัฒนาผ้าขาวม้าโดยการย้อมสีธรรมชาติให้ได้มาตรฐาน มีความคงทนต่อการซัก รวมถึงการพัฒนาลวดลายจากการย้อมสีธรรมชาติที่แตกต่างไปจากเดิม โดยการแปรรูปผลิตภัณฑ์สิ่งทอฯ ให้หลากลาย ทันสมัย เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค และยกระดับผลิตภัณฑ์ OTOP ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเป็นแนวทางที่จะขยายการผลิตไปสู่ตลาดสากล

คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ได้ลงพื้นที่บริการองค์ความรู้ “ผลิตภัณฑ์สิ่งทอ ผ้าขาวม้าย้อมสีธรรมชาติจากฟางข้าว” ให้กับวิสาหกิจกลุ่มทอผ้าบ้านหนองโกวิทย์กระบวนการย้อมสีธรรมชาติในครั้งนี้ ใช้วัสดุในท้องถิ่นของกลุ่ม OTOP คือการย้อมสีด้วยฟางข้าว และการย้อมด้วยเปลือกต้นนนทรี

เทคนิคกระบวนการการย้อมสีธรรมชาติจากฟางข้าว เริ่มด้วย 1. ต้มน้ำ ใส่ฟางข้าว ต้มทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง 2. นำเส้นฝ้ายไปแช่น้ำในอุณหภูมิปกติ ทิ้งไว้ครึ่งชั่วโมง เพื่อล้างแป้งออก 3. นำเส้นฝ้ายไปต้มอีกครั้งเพื่อล้างแป้ง ต้มทิ้งไว้ครึ่งชั่วโมง แล้วนำไปล้างกับน้ำสะอาดอีกครั้ง 4. ต้มใบยูคาลิปตัสในน้ำ 1 ชั่วโมง ตักใบออกเหลือแต่น้ำ (ใบยูคาลิปตัส เป็นสารช่วยติด ช่วยให้สีติดผ้า)

5. นำเส้นฝ้ายไปแช่ในน้ำยูคาลิปตัส แช่ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง 6. นำต้นนนทรี มาสับให้เป็นชิ้นเล็กๆ นำไปชั่ง เส้นฝ้าย 1 กิโลกรัม/เปลือกต้นนนทรี 1 กิโลกรัม 7. นำเปลือกไม้ต้นนนทรีไปต้ม ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง 8. นำเส้นฝ้ายที่ผ่านการย้อมน้ำยูคาลิปตัส นำมาย้อมกับสีเปลือกไม้ใช้เวลา 1 ชั่วโมง เพื่อที่จะใช้เส้นฝ้ายกินสีจากเปลือกต้นนนทรี 9. นำเส้นฝ้ายที่ผ่านการย้อมสีจากเปลือกต้นนนทรี บิดเส้นฝ้ายพอหมาดๆ แล้วนำไปแช่น้ำปูนใส ทิ้งไว้ ครึ่งชั่วโมง (น้ำปูนใสจะทำให้มีสีสันขึ้น) 10. นำเส้นฝ้ายบิดพอหมาดๆ แล้วนำไปใส่ถุงดำ หรือถุงพลาสติกทิ้งไว้ 3-5 ชั่วโมง เพื่อที่จะให้สีติดสนิท แล้วนำไปตากให้แห้งแล้วซักล้างด้วยน้ำสะอาด

เมื่อได้เส้นฝ้ายจากการย้อมสีธรรมชาติ นำมาทอเป็นผืนผ้า โดยการพัฒนาออกแบบลวดลาย จำนวน 2 ลาย ได้แก่ แบบริ้ว และแบบลายสก๊อต ลักษณะเป็นตาราง ช่องเล็กๆ ประมาณ 1 เซนติเมตร นำผ้าข้าวม้าที่ได้มาตัดเย็บแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สิ่งทอ เช่น กระเป๋าถือสตรี กระเป๋าเป้ กระเป๋าคาดอก คาดเอว ซึ่งได้รับความนิยมในปัจจุบัน ชุดเดรสของผู้หญิง เสื้อเชิ้ตของผู้ชาย โดยจุดเด่นของอยู่ที่สี เป็นสีธรรมชาติทั้งหมด โทนสีน้ำตาลแดง และความเบาสบายในการสวมใส่

สำหรับผู้สนใจผลิตภัณฑ์สิ่งทอ ผ้าขาวม้าย้อมสีธรรมชาติจากฟางข้าว สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อาจารย์กรณัท สุขสวัสดิ์สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสมาคมการบรรจุภัณฑ์ไทย โดยการสนับสนุนจาก Messe (Düsseldorf, Germany) และ Messe (Düsseldorf, Asia) จัดงานสัมมนา เรื่อง “บรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน : Sustainable Packaging for Circular Economy” เพื่อถ่ายทอดความรู้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการบรรจุภัณฑ์จากประเทศสมาชิกในเอเชีย มุ่งสู่การบูรณาการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของโลกที่ยั่งยืน ในวันที่ 18 กันยายน 2562 ณ welcome Hall ไบเทค บางนา

ดร. ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว. ประธานเปิดงานสัมมนาฯ กล่าวว่า การสัมมนาวิชาการ Sustainable Packaging for Circular Economy หรือบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน เป็นส่วนหนึ่งในการจัดกิจกรรมด้านบรรจุภัณฑ์ของสหพันธ์การบรรจุภัณฑ์แห่งเอเซีย (Asian Packaging Federation, APF) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของหน่วยงานบรรจุภัณฑ์แห่งเอเชีย ประกอบด้วยสมาชิกที่เป็นหน่วยงานด้านการบรรจุภัณฑ์แห่งชาติของแต่ละประเทศในแถบเอเชีย และแปซิฟิก รวม 15 ประเทศ เช่น ออสเตรเลีย จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ ตุรกี และประเทศไทย เป็นต้น ทั้งนี้ วว. โดย ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย (ศบท.) ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก APF ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 เป็นต้นมา และในปัจจุบัน ดร. พัชทรา มณีสินธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย วว. ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ APF ซึ่งในทุกๆ ปี APF จะจัดการประชุมประจำปี โดยประเทศสมาชิกหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพ

สำหรับปี พ.ศ. 2562 ประเทศไทยได้รับคัดเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ระหว่างวันที่ 16-19 กันยายน 2562 ซึ่งมีกิจกรรม ประกอบด้วย การตัดสินการประกวดและมอบรางวัลบรรจุภัณฑ์ระดับเอเซีย (AsiaStar 2019) การประชุมคณะกรรมการบริหาร และสมาชิกสามัญของ 9 ตลอดจนการจัดสัมมนาวิชาการ Asian Packaging Seminar ภายใต้หัวข้อ “Sustainable Packaging for Circular Economy” หรือ “บรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน” ซึ่ง วว.ร่วมกับพันธมิตร ได้แก่ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสมาคมบรรจุภัณฑ์ไทย จัดขึ้น โดยการสนับสนุนจาก Messe (Düsseldorf, Germany) และ Messe (Düsseldorf, Asia)

ผู้ว่าการ วว. กล่าวต่อว่า การจัดสัมมนาวิชาการนานาชาติในครั้งนี้ ได้รับการตอบรับด้วยดีจาก ผู้สนใจทั้งในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์และเกี่ยวเนื่อง โดยมีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมสัมมนา ทั้งสิ้นจำนวน 195 คน ประกอบด้วย ผู้ประกอบการและผู้สนใจจำนวน 45 คน จาก 12 ประเทศ ทั้งในเอเซียและยุโรป และชาวไทยลงทะเบียน 150 คน แบ่งเป็นภาคเอกชนมากกว่า 60 บริษัท และผู้แทนหน่วยราชการและมหาวิทยาลัย จำนวน 90 คน ซึ่งการสัมมนามีหัวข้อการบรรยายที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อการร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการประกอบธุรกิจ ผ่านการบรรยายถ่ายทอดความรู้โดยวิทยากรทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ ในหัวข้อต่างๆ อาทิเช่น

– แนวโน้มการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ช่วยสร้างสังคมที่ยั่งยืน (Global packaging trends for sustainable society) มองผ่านงานแสดงนิทรรศการบรรจุภัณฑ์ Interpack 2020

– แนวโน้มของอุตสาหกรรมการผลิตและ บรรจุภัณฑ์ในปัจจุบัน (Interpack 2020-Current trends at the World’s leading trade fair for the processing and packaging industries)

ความพยายามในการลดขยะให้เป็นศูนย์ (Working toward zero waste) โดยผู้แทนจาก Packaging Council Singapore ถ่ายทอดแนวทางของประเทศสิงคโปร์ ที่พยายามจะลดขยะบรรจุภัณฑ์ เนื่องจากปัจจุบันจะไม่มีพื้นที่เหลือพอในการฝังกลบขยะอีกต่อไปแล้ว

– ปัญหาและแนวทางในการจัดการพลาสติกในทะเล โดย ผู้เชี่ยวชาญจาก Japan Packaging Institute ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในปัจจุบันของโลก (Ocean plastics-Big problem and how to deal with)

– กระบวนการผลิตบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนสร้างได้…ด้วยการใช้ที่น้อยลง (Sustainable packaging production with reduction)

– จากงานวิจัยพื้นฐานไปสู่นวัตกรรมผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพคุณภาพสูง (From research fundamental to innovation of high performance bioplastic products)

แนวโน้มและการใช้งานบรรจุภัณฑ์ในประเทศไทย (Trends and packaging consumption in Thailand)

“…ความร่วมมือของ วว. กับทุกภาคส่วนในการจัดกิจกรรมดังกล่าว เป็นภารกิจที่เราภาคภูมิใจ ในการเป็นส่วนหนึ่งของการร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สร้างความตระหนักและมีความรับผิดชอบต่อสังคมโดยรวม ผ่านการบริหารจัดการด้านบรรจุภัณฑ์ ในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเนื่องจากบรรจุภัณฑ์ ทั้งในแง่การประกอบธุรกิจ และการร่วมสร้างพฤติกรรมการหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ให้คุ้มค่าที่สุดและให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตั้งแต่การผลิต การใช้ และวนกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตเป็นวัตถุดิบใหม่ ด้วยองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม

ขับเคลื่อนให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ประเทศไทย 4.0 โดยเป็นประเทศที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดขยะหรือของเสียเหลือศูนย์ เกิดการหมุนเวียนเศรษฐกิจภายในประเทศ เกิดนวัตกรรมใหม่ และการจ้างงาน เพื่อก้าวเข้าสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่ยั่งยืน อันจะนำมาซึ่งความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมบนโลกของเราต่อไป…” ดร. ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต กล่าวสรุป

ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือขอรับบริการด้านบรรจุภัณฑ์จาก วว. ได้ที่ ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย โทร. (02) 577-9000, (02) 579-1121-30 ต่อ 3101, 3208 โทรสาร (02) 579-7573 E-mail : TPC-tistr@tistr.or.th

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ผนึกกำลัง ธุรกิจหมู ไก่เนื้อ ไก่ไข่ นำผลิตภัณฑ์อาหารสดสนับสนุนจังหวัด และกองทัพบกสำหรับนำไปใช้ปรุงอาหารพร้อมทานที่สะอาด ปลอดภัย ช่วยประชาชนในจังหวัดอุบลราชธานีต่อเนื่อง

นายดำริห์ แสงสินธุ์ชัย รองกรรมการผู้จัดการ ธุรกิจสุกรภาคอีสานตอนล่าง ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทฯ มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนในจังหวัดอุบลราชธานี ที่สถานการณ์น้ำท่วมยังรุนแรง โดยเฉพาะในตัวเมือง และอำเภอวารินชำราบ ส่งผลให้พี่น้องประชาชนหลายครัวเรือนได้รับความเดือดร้อน ไม่สามารถกลับไปดำเนินชีวิตได้ตามปกติ ทั้งยังต้องการอาหาร น้ำดื่ม เครื่องอุปโภค-บริโภค ดังนั้น พนักงานซีพีเอฟจิตอาสาจึงได้นำผลิตภัณฑ์อาหารสด และน้ำดื่ม มอบให้ นายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ณ โรงครัวศาลากลางจังหวัดอุบลฯ และมอบให้แก่โรงครัวที่ทุ่งศรีเมือง โดยมี พลตรีอรรถ สิงหัษฐิต ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 22 เป็นผู้รับมอบผลิตภัณฑ์อาหารสดและน้ำดื่มที่สนับสนุนจังหวัดอุบลฯ และกองทัพบกในครั้งนี้ ได้แก่ เนื้อไก่สดและเนื้อหมูสด รวม 2,000 กิโลกรัม ไข่ไก่ 10,000 ฟอง และน้ำดื่ม 1,000 ขวด มอบให้แก่โรงครัวที่ศาลากลางจังหวัด และทุ่งศรีเมือง เพื่อปรุงอาหารให้ผู้ประสบอุทกภัยได้ทานอาหารที่สะอาดและปลอดภัย

ก่อนหน้านี้ ซีพีเอฟจิตอาสา ได้เข้ามาช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดอุบลราชธานี ตั้งแต่มีน้ำหลากเข้าท่วมตัวเมืองเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยได้มอบอาหารสด เนื้อหมู เนื้อไก่ รวม 1,200 กิโลกรัม ไข่ไก่ 6,000 ฟอง และน้ำดื่ม 1,000 ขวด แก่จังหวัดอุบลราชธานี และ มณฑลทหารบกที่ 22 เพื่อบรรเทาทุกข์แก่พี่น้องหลายครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมสูงในตัวเมือง และอำเภอวารินชำราบได้มีอาหารที่สด สะอาด รับประทานอย่างเพียงพอ

นับตั้งแต่พายุโพดุลได้พัดเข้าประเทศไทยทำให้หลายพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางตอนบนเกิดน้ำท่วมฉับพลัน ซีพีเอฟจิตอาสาในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ได้นำผลิตภัณฑ์อาหารสด เนื้อหมู และเนื้อไก่ รวม 3,700 กิโลกรัม ไข่ไก่ รวม 25,400 ฟอง และน้ำดื่ม 4,200 ขวด ไปมอบให้แก่อำเภอและพื้นที่ต่างๆ ในจังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดอำนาจเจริญ จังหวัดยโสธร จังหวัดขอนแก่น จังหวัดพิจิตร และจังหวัดพิษณุโลก เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง

ตะลอนทัวร์ ไปกับฝรั่งอารมณ์ดีอย่าง “แดเนียล เฟรเซอร์” พาไปถ่ายรูปเช็คอินชิลๆ นั่งชมวิวยามเย็น เรียนรู้แหล่งวัฒนธรรมของชาวใต้ ชิมอาหารและนวดคลายเส้น พร้อมลุยเส้นทางสายน้ำ ล่องแก่งที่ “หนานมดแดง” จังหวัดพัทลุง

ล่องเรือกลางทุ่งนาสุดเก๋ที่ “ร้านสำเภาไทย” ร่วมเฟรมคู่กับน้องคิงคองยักษ์ พร้อมชมตลาดนัดในชุมชนชิมขนมขึ้นชื่ออย่าง ขนมชมดาว หรือ ขนมขี้มอด จากนั้นแวะรับลมชมวิว รับประทานอาหารที่ “ร้านวิวยอ” ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นจุดชมวิวอันสวยงามอันดับต้นๆ ของเมืองไทย แล้วไปร่วมเรียนรู้วัฒนธรรมของชาวใต้อย่างหนังตะลุงกันที่ “นาโปแก” ลิ้มลองแกงคั่วกลิ้งสมุนไพรสูตรเด็ดเฉพาะถิ่น จากนั้นเข้าเมืองมายัง “ร้านแบบไทย” ที่โดดเด่นในเรื่องของอาหารเพื่อสุขภาพอย่าง ยำมะม่วงปลาลูกเบร่ แกงส้มปลากดลูกเขาคัน พร้อมมีร้านนวดให้ได้ผ่อนคลายกันอยู่ใกล้ๆ และพลาดไม่ได้กับกิจกรรมล่องแก่งที่ “หนานมดแดง” ซึ่งมีแก่งทั้งหมด 40 แก่ง ระยะทางยาวถึง 7 กม. ที่พร้อมจะให้ความสนุกแก่นักผจญภัยทุกคน

หลงใหลไปกับธรรมชาติและวัฒนธรรมแดนใต้กับ “แดเนียล เฟรเซอร์” ในรายการหลงรักยิ้ม วันเสาร์ ที่ 21 กันยายน 2562 เวลา 14.00 น. ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32 พร้อมติดตามความเคลื่อนไหวต่างๆ ได้ที่

วันนี้ (12 ก.ย. 62) การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จัดโครงการส่งเสริมและพัฒนาการใช้ยางภายในประเทศ พร้อมส่งเสริมสนับสนุนศักยภาพ เพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันแก่เกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ผลักดันสู่การแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางเพื่อใช้ในประเทศและส่งออก โดยมี นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการ กยท. เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการฯ และมอบรางวัลผลิตภัณฑ์แปรรูปยางพาราและไม้ยางพารา ปี 62 ณ โรงแรมแก้วสมุย อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ด้านธุรกิจและปฏิบัติการเผยว่า โครงการส่งเสริมและพัฒนาการใช้ยางภายในประเทศ เป็นการดำเนินงานเพื่อส่งเสริม สนับสนุนให้เกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางและผู้ประกอบกิจการยาง นำวัตถุดิบยางพารามาพัฒนาต่อยอดการผลิตและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อส่งเสริมการใช้ยางพาราภายในประเทศให้เพิ่มมากขึ้น ตามแผนยุทธศาสตร์ของการยางแห่งประเทศไทย ซึ่งส่งผลดีต่อเกษตรกรที่ทำสวนยาง ให้มีอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ในครอบครัว ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น ซึ่งในปัจจุบันแนวโน้มตลาดสินค้าหรือผลิตภัณฑ์แปรรูปยางพารายังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มวัยเด็ก และกลุ่มผู้รักและใส่ใจสุขภาพ ที่มีความสนใจในผลิตภัณฑ์ แปรรูปยาง ได้แก่ หมอนยางพารา เบาะรองนั่งหรือที่นอนเพื่อสุขภาพ แผ่นปูพื้นยางรองรับแรงกระแทก เก้าอี้ เฟอร์นิเจอร์จากไม้ยางพารา เป็นต้น ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐที่พร้อมจะส่งเสริม สนับสนุนการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางใช้ในประเทศ เพิ่มมูลค่ายางธรรมชาติโดยการ แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์

“กยท.มุ่งให้ความสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่เกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ทั้งด้านวิชาการ การเงิน การผลิต การแปรรูปวัตถุดิบที่มีคุณภาพ การอุตสาหกรรม การพัฒนาระบบตลาด การประกอบธุรกิจ ควบคู่กับส่งเสริมการรวมกลุ่มเพื่อสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืนและเข้มแข็ง เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ให้กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยางเพื่อการใช้ภายในประเทศ และส่งออก เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง การผลิต การค้า และการลงทุนด้านนวัตกรรม อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง และสร้างภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์ยางพาราที่ดีต่อสังคม” รองผู้ว่าการ กยท. กล่าวเพิ่มเติม

นายสุขทัศน์ ต่างวิริยะกุล ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร กล่าวว่า การประชุมสัมมนาวิชาการโครงการส่งเสริมและพัฒนาการใช้ยางภายในประเทศ ภายใต้แนวคิด“ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ยางแนวคิดใหม่ สร้างการใช้สินค้ายางสู่สังคม” จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนการแปรรูป พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐาน เพิ่มมูลค่ายาง และการนำยางพาราไปใช้ในชีวิตประจำวัน โดยรัฐมีนโยบายผลักดันการใช้ยางในประเทศให้มากขึ้น นำไปสู่ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐ เกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ผู้ประกอบกิจการยาง และประชาชนทั่วไป ในการพัฒนาให้เกิดการใช้ยางพาราตามยุทธศาสตร์การพัฒนายางพาราทั้งระบบอย่างยั่งยืน

นายสุขทัศน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กิจกรรมในโครงการฯ ประกอบด้วย การสัมมนาวิชาการด้านยางพารา โดยมีการบรรยายในเรื่องแนวทางการส่งเสริม สนับสนุนการใช้ยางพารา การนำเสนอผลงานผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านยางพารา โดยคณะอาจารย์จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี และวิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี แผนกวิชาเทคโนโลยียางและพอลิเมอร์ ทั้งนี้ ยังมีการประกวดผลิตภัณฑ์ยางพาราและไม้ยาง การยางแห่งประเทศไทยระดับประเทศ ประจำปี 62 เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาง/ไม้ยางพาราและเปิดโอกาสให้ นิสิต นักศึกษา เกษตรกร สถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบกิจการยาง และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในวงการยางพาราแสดงออกทาง ความคิดสร้างสรรค์สู่การสร้างนวัตกรรม โดยนำผลงานที่ชนะเลิศระดับเขต ทั้ง 7 เขตของ กยท. มานำเสนอผลงานอีกครั้งเพื่อคัดเลือกผู้ชนะในระดับประเทศ โดยแบ่งเป็น รางวัลชนะเลิศ ประเภทผลิตภัณฑ์ยางพาราอัตลักษณ์ ในหัวข้อ “หมอนยางพื้นถิ่น (Local Premium)” ได้แก่ ผลงานหมอนฟ้าครามเพื่อสุขภาพ เจ้าของผลงาน คือ

นางสาวกัญญารัตน์ พรมมานอก จากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และรางวัลชนะเลิศ ประเภทเฟอร์นิเจอร์และผลิตภัณฑ์ไม้ยางพาราสร้างสรรค์ ได้แก่ ผลงานเก้าอี้สำหรับออกกำลังกายอย่างง่าย เจ้าของผลงาน คือ นายพนาดร ผลัดสุวรรณ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี โดยนอกเหนือจากรางวัลที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมแล้ว กยท. ได้มอบโล่รางวัลและใบประกาศเกียรติคุณให้แก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ได้แก่ รางวัลสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางดีเด่น และรางวัลกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางดีเด่น ประจำปี 2561/2562 โดยแบ่งเป็น 2 ประเภทรางวัล คือ รางวัลประเภทสหกรณ์ฯ ได้แก่ สหกรณ์ฯ ดีเด่นระยะเริ่มต้น คือ สหกรณ์กองทุนสวนยางวังยางทอง จำกัด จังหวัดสตูล สหกรณ์ฯ ดีเด่นระยะพัฒนา คือ สหกรณ์กองทุนสวนยางพาราทองผาภูมิ จำกัด จังหวัดกาญจนบุรี สหกรณ์ฯ ดีเด่นระยะก้าวหน้า คือ สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านหนองครก จำกัด จังหวัดตรัง และ สหกรณ์กองทุนสวนยางในเขตปฏิรูปที่ดินชากังราว จำกัด จังหวัดกำแพงเพชร รางวัลประเภทกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยาง ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรฯ ดีเด่นระยะเริ่มต้น คือ กลุ่มเกษตรกร กยท. ทำสวนยางบ้านสูบ จังหวัดเลย กลุ่มเกษตรกรฯ ดีเด่นระยะพัฒนา คือ กลุ่มเกษตรกรทำสวนยางพาราสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กลุ่มเกษตรกรฯ ดีเด่นระยะก้าวหน้า คือ กลุ่มเกษตรกรฐานเกษตรยางพารา จังหวัดบุรีรัมย์ และรางวัลสถาบันเกษตรกรด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ดีเด่น คือ กลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านถ้ำทะลุ จังหวัดยะลา