สุดยอด !! ทุเรียนพื้นบ้านสายพันธุ์โบราณรสชาติอร่อยเด็ด

ทุเรียน เป็นไม้ผลที่มีแหล่งดั้งเดิมในคาบสมุทรมลายู ก่อนจะกระจายพันธุ์ไปยังประเทศต่างๆ สำหรับประเทศไทยคาดว่า ได้รับสายพันธุ์ทุเรียนมาจากประเทศมาเลเซีย โดยเริ่มปลูกครั้งแรกในพื้นที่ภาคใต้ก่อน จากนั้นจึงค่อยนำมาปลูกในพื้นที่ภาคกลาง เช่น จังหวัดนนทบุรี นครนายก ปราจีนบุรี ก่อนจะขยายไปทั่วประเทศในเวลาต่อมา

ในอดีตไทยปลูกทุเรียนพื้นบ้านหลายร้อยสายพันธุ์ โดยนำมาปลูกเชิงการค้า ประมาณ 60-80 พันธุ์ เท่านั้น ในปัจจุบันทุเรียนพื้นบ้านซึ่งเป็นสายพันธุ์โบราณเหล่านั้นปลูกน้อยลง และหายาก บางสายพันธุ์ใกล้สูญพันธุ์ เนื่องจากเกษตรกรเปลี่ยนมาปลูกพันธุ์เชิงการค้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทุเรียนพันธุ์หมอนทอง รองลงมาคือ ทุเรียนพันธุ์ชะนี พันธุ์กระดุม และพันธุ์อื่นๆ

ทุเรียนสายพันธุ์โบราณโดดเด่นเรื่องความทนทานโรค-แมลง และการเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อม เพราะถูกทดสอบและคัดเลือกพันธุ์มาจากเกษตรกรเจ้าของสวนทุเรียนในอดีต ช่วงที่นักวิชาการไปเก็บรวบรวมพันธุ์ทุเรียนโบราณจากแหล่งผลิตที่มีอายุการปลูก 40-50 ปี ขณะที่บางสวนมีทุเรียนต้นพ่อแม่พันธุ์ที่มีอายุมาก 100-200 ปี ก็เคยเจอมาแล้ว

ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี กรมวิชาการเกษตร ได้รวบรวมสายพันธุ์ทุเรียนพื้นบ้านจากทั่วประเทศมาปลูกเพื่อการอนุรักษ์และผลิตต้นทุเรียนพื้นบ้านพันธุ์แท้ คุณภาพดี ปลอดโรคโคนเน่า จำหน่ายกิ่งพันธุ์คุณภาพดีในราคาราชการ (กิ่งละ 50 บาท) ให้แก่ประชาชนทั่วไป ผู้สนใจสามารถติดตามกิจกรรมความเคลื่อนไหวของศูนย์ฯ ได้ทางเว็บไซต์และเฟซบุ๊ก “ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี” หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี เลขที่ 63 ม.6 ตำบลตะปอน อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี โทร. 039-397-030, 039-397-146

“นกหยิบ” เป็นทุเรียนสายพันธุ์พื้นเมืองดั้งเดิมของจังหวัดนนทบุรี จัดอยู่ในกลุ่มทองย้อย มีรสชาติความอร่อย ใกล้เคียงกับทุเรียนหมอนทองมาก แต่มีรสหวานมันมากกว่า เนื้อสีเหลืองเข้มค่อนข้างละเอียด ลูกหนึ่งมี 5 พู เมล็ดลีบ กลิ่นไม่ฉุน ลักษณะผลคล้ายทุเรียนหมอนทอง แต่มีหนามละเอียด-ถี่คล้ายทุเรียนพันธุ์พวงมณี

“ทุเรียนหลงลับแล-หลินลับแล” ทุเรียนพันธุ์ดีของจังหวัดอุตรดิตถ์ มีผลผลิตออกสู่ตลาดตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคมจนถึงสิงหาคม ทุเรียน “หลงลับแล” ผลมีลักษณะกลม เหมือนไข่ พูเต็มใหญ่ไม่มีเว้า น้ำหนักเฉลี่ย 0.5 กิโลกรัม ถึง 3.5 กิโลกรัม รสชาติหวานมัน เนื้อเหนียวละเอียด มีกลิ่นอ่อน เนื้อสีเหลืองสด รสอร่อย

ส่วนทุเรียน “หลินลับแล” ผลมีขนาดเล็ก น้ำหนักเฉลี่ย 1-2 กิโลกรัม ทรงผลเป็นเอกลักษณ์ มองดูคล้ายผลมะเฟือง เป็นพูชัดเจน รสหวานมัน มีกลิ่นอ่อนมาก เนื้อละเอียดเหนียว สีเหลืองอ่อน เนื้อเยอะ เมล็ดเล็กลีบ

“ทุเรียนพันธุ์สาลิกา” เป็นทุเรียนพื้นบ้านของอำเภอกะปง จังหวัดพังงา เรียกเป็นภาษาถิ่นว่า “เรียนสากา” ลักษณะเด่น คือทนทานต่อโรครากเน่า-โคนเน่า ลักษณะผลค่อนข้างกลม คล้ายลูกแอปเปิ้ล สามารถตั้งได้โดยไม่ล้ม เปลือกบาง หนามสั้น ค่อนข้างถี่ น้ำหนักต่อผลโดยเฉลี่ย 1-2 กิโลกรัม เป็นทุเรียนที่มีรสชาติหวานมัน มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ เนื้อหนา ละเอียด แน่น ไม่เละ

“กบมังกร” ลักษณะผลรูปไข่กลับ เนื้อหนาปานกลาง กลิ่นอ่อน รสมันมากกว่าหวาน “กบสุวรรณ” แหล่งที่พบ จังหวัดนนทบุรี จันทบุรี ระยอง ลักษณะผลรูปรี เนื้อละเอียด สีเหลือง กลิ่นแรง รสหวานปานกลาง

“ก้านยาวสีนาค” เพาะจากเมล็ดพันธุ์ก้านยาว แหล่งที่พบ คลองซ่อน จ.นนทบุรี ลักษณะผลกลมรี เนื้อหยาบ กลิ่นปานกลาง รสหวานมันพอดี “จอกลอย” แหล่งที่พบ จังหวัดระยอง นนทบุรี ลักษณะ ผลรูปรี เนื้อหยาบ กลิ่นอ่อน รสมันมากกว่าหวาน

“ชายมะไฟ” เพาะจากเมล็ดพันธุ์กำปั่นขาว แหล่งที่พบจังหวัดจันทบุรี ปราจีนบุรี ลักษณะผลขอบขนาน เนื้อหนาละเอียด สีเหลืองจัด กลิ่นแรง รสหวานมากกว่ามัน “ดาวกระจาย” เพาะจากเมล็ดกำปั่นขาว แหล่งที่พบ ตำบลบางบำรุง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ลักษณะผลรูปไข่กลับ

“ต้นใหญ่” ลักษณะผลรูปไข่กลับ เนื้อละเอียด สีเหลือง กลิ่นอ่อน รสมันมากกว่าหวาน “ตะพาบน้ำ” แหล่งที่พบ บางกอกน้อย กทม. ลักษณะผล ผลทรงกลมแป้น เนื้อหยาบ กลิ่นอ่อน รสมันมากกว่าหวาน “นมสวรรค์” แหล่งที่พบ จันทบุรี ลักษณะผลรูปรี เนื้อละเอียด สีเหลือง กลิ่นปานกลาง รสหวานมันพอดี “ฝอยทอง” แหล่งที่พบ จันทบุรี ลักษณะผลรูปรี เนื้อละเอียด สีเหลืองเข้ม กลิ่นอ่อน รสหวานมันพอดี

“พวงมณี” แหล่งที่พบ จันทบุรี ลักษณะผลรูปรีเล็ก เนื้อละเอียด สีเหลืองเข้ม เนื้อน้อย กลิ่นอ่อน รสหวานมันพอดี “ยินดี” แหล่งที่พบ จันทบุรี ระยอง อุตรดิตถ์ ลักษณะผลกลมแป้น เนื้อละเอียด สีเหลืองเข้ม กลิ่นอ่อน รสหวานมันพอดี

เราเดินตามรอยประวัติศาสตร์ไปกับ คุณวิจิตร ไกรสรสวัสดิ์ ทำให้รู้ซึ้งถึงต้นสายปลายทาง มะปราง มะยงชิด ดั้งเดิมว่าเป็นมาอย่างไร กระทั่งผ่านการคัดพันธุ์จนได้ผลผลิตขนาดใหญ่ สีสันสะดุดตา รสชาติหวานอร่อยถูกใจผู้บริโภค

ในฐานะประธานชมรมมะยงชิด มะปรางหวานใหญ่ภาคเหนือ และผู้อนุรักษ์ พัฒนาปรับปรุงพันธุ์ อย่าง คุณวิจิตร จนทำให้มะปราง มะยงชิด เกิดความโดดเด่นมีเอกลักษณ์ทางด้านสายพันธุ์ การันตีโดยโล่รางวัลเกียรติยศ ได้ถึง 10 ใบ ที่ชนะเลิศการประกวดมาต่อเนื่องตลอด 5 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2554-2558 กับการประกวด มะยงชิด-มะปรางหวานใหญ่ ภาคเหนือ ที่มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก นับเป็นบุคคลที่ทรงคุณค่า

ฉบับนี้ ผู้เขียนขอพาผู้อ่านเข้าไปดู สวนวิจิตรการเกษตร ที่คลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร บนพื้นที่ 50 ไร่ ที่ได้ชื่อว่า มีมะปราง มะยงชิด หลากหลายสายพันธุ์มากที่สุดของโลก ถึง 60 สายพันธุ์ การันตีด้วยการตรวจสอบ DNA สายพันธุ์แท้อย่างครบถ้วน

ส่วนการบริหารจัดการ และแนวทางการทำตลาด “คุณกุ๊ก” สุขประเสริฐ จุลลาย ภรรยาที่อยู่เคียงข้างคุณวิจิตรได้ให้ข้อมูลว่า มะยงชิด มะปรางหวานใหญ่ ทุกต้นทุกสายพันธุ์ได้ขึ้นทะเบียนทำประวัติไว้ครบถ้วน ก่อนที่จะนำไปขยายพันธุ์ต้นกล้า (สายพันธุ์แท้ DNA) ให้กับเกษตรกรชาวสวนที่สนใจโดยการเสียบยอด ทาบกิ่ง และอีกส่วนสงวนไว้เพื่อผลผลิตเก็บลูกขายส่งจำหน่ายให้กับลูกค้าประจำ บนพื้นที่ 12 ไร่

โดยใช้ระบบควบคุมการผลิตทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์มาพัฒนา (Develop) เข้ามาจัดการในรูปแบบเกษตรครบวงจร มีการระบุมาตรฐาน (Standardization) ระบุรายละเอียด (Specification) ระบุรูปพรรณสัณฐาน (Appearance) มีการรับรองคุณภาพ (Quality Assurance) ที่สำคัญคือ การบ่งบอกคุณลักษณะประจำสายพันธุ์ (ldentification) จำแนกสายพันธุ์ด้วยการตรวจสอบ ดีเอ็นเอ เพื่ออ้างอิงถึงความน่าเชื่อถือว่าเป็นสายพันธุ์แท้ จากสวนวิจิตรการเกษตร กำแพงเพชร เป็นเครื่องการันตี

ที่สำคัญ ในปี 2563 ทางสวนได้ขึ้นทะเบียนขอการรับรองมาตรฐานการผลิตพืชเกษตรอินทรีย์ อย่างถูกต้อง จากกรมวิชาการเกษตร เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าสวนแห่งนี้ปลอดการใช้สารเคมี ไร้สารพิษตกค้าง สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค ตรงตามคุณลักษณะสายพันธุ์แท้ทั้งสีสันและรสชาติ คุณภาพความอร่อย สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน

เมื่อพูดถึงรสชาติ ถือว่ามีการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์มาถึงขีดสุด เพื่อให้เกิดความโดดเด่นตรงตามลักษณะสายพันธุ์แท้อย่างครบถ้วน อย่างสายพันธุ์แท้ดีเอ็นเอ มะปรางหวานใหญ่ มีความโดดเด่นทั้งหวานฉ่ำ หวานเจี๊ยบ หวานแหลม หวานหอม และหวานมัน อีกทั้งขนาดผลก็ใหญ่โตกว่าไข่ไก่แทบทั้งสิ้น

ส่วนมะยงชิดสายพันธุ์แท้ดีเอ็นเอ อย่าง เพชรกลางดง ทูลเกล้า และบางขุนนนท์ รสชาติจะหวานนำติดเปรี้ยวนิดหน่อยแทบจะไม่รู้สึกเลย ขนาดผลจะใหญ่กว่ามะปรางหวานใหญ่ ในบางฤดูหากดูแลบริหารจัดการดีๆ ก็จะได้ขนาดผลใหญ่เท่าๆ กับไข่เป็ดเลยทีเดียว

ทั้ง มะปราง มะยงชิด สายพันธุ์แท้ที่สวนวิจิตรการเกษตร ผ่านการพัฒนาจนมาถึงขีดสุดที่ว่านี้ มีคุณสมบัติเด่นตรงที่ เมล็ดลีบ ผลขนาดใหญ่ เนื้อหนา รับประทานอร่อยไม่ระคายคอ

คราวนี้ก็มาถึงการเพาะปลูกขยายพันธุ์ ซึ่งคนส่วนใหญ่คิดว่าการปลูกมะปราง กับมะยงชิด เป็นเรื่องยาก ต้องดูแลบริหารจัดการเยอะ อันที่จริงถ้าศึกษาให้ถ่องแท้ มะปราง ก็เหมือนมะม่วง เป็นไม้ยืนต้นเหมือนกัน สถานที่ใดปลูกมะม่วงได้ ก็สามารถปลูกมะปรางกับมะยงชิดได้เช่นเดียวกัน ซึ่งการดูแลก็ไม่ยาก

แต่อยากให้แง่คิดเรื่องการเพาะปลูกว่า หากปลูกลงดินโดยการเพาะเมล็ดโอกาสกลายพันธุ์ก็มีสูง ไม่ตรงตามความต้องการเหมือนกับได้รับประทานผลจากต้นจริงๆ ซึ่งทางสวนเราจึงขยายพันธุ์โดยการทาบกิ่งและเสียบยอดจากต้นแม่พันธุ์แท้ สายพันธุ์ดีเอ็นเอ เพื่อจำหน่าย ส่วนราคาก็แตกต่างกันไปตามขนาดอายุของต้นพันธุ์ ราคาเริ่มต้นที่ 200-1,500 บาท

ยกตัวอย่าง มีลูกค้ารายหนึ่งสั่งพิเศษให้เราทาบกิ่งเป็นการเฉพาะ โดยนำมะปรางหวานจัมโบ้สายพันธุ์ที่ดีที่สุด 5 สายพันธุ์ เอามาทาบกิ่งเป็นต้นเดียวกัน และตั้งชื่อพันธุ์นี้ว่า “เพชรคฤหาสน์” เพื่อสนองความต้องการของลูกค้าโดยใช้มะปราง ต้นตอ 10 ขา 5 กิ่งสายพันธุ์ดีเอ็นเอ มาทาบรวมกันในต้นเดียวกัน ซึ่งเป็นวิธีที่ยากมาก แต่เราก็ทำได้ โดยคิดราคาต้นนี้พิเศษที่ 5,000 บาท เนื่องจากเป็นการสั่งทำพิเศษ ซึ่งเหมาะสำหรับบุคคลที่มีบ้านหรูใหญ่โตเอาไปปลูกไว้ประดับบริเวณบ้านเป็นของขวัญขึ้นบ้านใหม่ เป็นไม้มงคลที่เชิดหน้าชูตา และยังให้ผลผลิตมะปรางที่มีคุณภาพไว้รับประทานอีกด้วย ได้ทั้ง 5 กิ่งสายพันธุ์แท้ดีเอ็นเอ 5 รสชาติ 5 ขนาด และ 5 สีสัน

“คุณกุ๊ก” ภรรยาเล่าเสริมอีกว่า ที่ผ่านมามีลูกค้าสั่งกิ่งพันธุ์ ต้นพันธุ์ จากการเสียบยอด ทาบกิ่ง มาไม่ขาดระยะ บางรายสั่งเป็นร้อยๆ ต้น จนเราผลิตไม่ทัน บางปีต้องชะลอการจัดส่ง เนื่องจากต้นแม่พันธุ์จะโทรม เพราะเราต้องการผลผลิตลูกส่งให้กับลูกค้าประจำอีกด้วย ซึ่งต้องทำควบคู่กันไป เพื่อให้ได้คุณภาพและมาตรฐาน

ขณะที่ความแตกต่างระหว่าง การเสียบยอด กับการทาบกิ่ง ส่งผลต่อการเจริญเติบโตอย่างไร? “คุณกุ๊ก” อธิบายว่า วิธีการเสียบยอด กับการทาบกิ่ง แตกต่างกันตรงระยะเวลาการให้ลูก ซึ่งทางสวนของเราจะเลือกกิ่งพันธุ์ที่สมบูรณ์ หากเป็นวิธีการทาบกิ่งต้นตอต้องไม่เล็กเกินไป แผลจะได้ติดสนิท และกิ่งทาบควรมีขารากมากกว่า 1 ขาราก ส่วนการเสียบยอดก็เป็นการเสียบยอดโดยปกติ โดยใช้ยอดจากกิ่งพันธุ์แท้จากต้นแม่เช่นเดียวกัน

ภรรยาคุณวิจิตรให้แง่คิดอีกว่า สำหรับการทาบกิ่ง กับการเสียบยอด ซึ่งวิธีการทาบกิ่งจะเห็นผลผลิตทันที ใน 1-2 ปี ก็จะให้ลูก เนื่องจากเป็นการทาบกิ่งจากกิ่งต้นแม่ที่พร้อมจะออกลูกทันทีในปีถัดไป จะเห็นได้ว่า บางกิ่ง บางต้นพันธุ์ที่นำมาวางออกโชว์พร้อมขายให้ปรากฏมีลูกคาอยู่ในกระถาง ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ปลูกลงดิน ซึ่งก็เป็นการยืนยันจูงใจให้ลูกค้าเห็นว่าถ้าซื้อต้นพันธุ์นี้ไป รับรองไม่ผิดหวัง ออกลูกได้จริง

ในขณะที่วิธีการเสียบยอดพันธุ์แท้ ต้องวัดใจลูกค้า และเราขอแนะนำชาวสวนควรซื้อต้นพันธุ์แท้จากแหล่งจำหน่ายที่น่าเชื่อถือเท่านั้น เพราะกว่าจะเห็นผลผลิตให้ลูก ต้องลุ้นถึง 3 ปี แต่ข้อดีวิธีการเสียบยอด ในระยะยาวจะให้ผลผลิตดีกว่าการทาบกิ่ง เนื่องจากเป็นการเจริญเติบโตตามขั้นตอนแบบบันได (เจริญวัย) จากวัยเด็ก วัยรุ่น สู่วัยสาว แล้วถึงจะให้ลูก ส่วนการทาบกิ่งเป็นการเจริญเติบโตแบบข้ามขั้นตอน คือ จากวัยสาว แล้วก็ให้ลูกทันที

เรื่องราวบนถนนสาย มะปราง มะยงชิด อย่าง คุณวิจิตร ไกรสรสวัสดิ์ กับเกียรติประวัติอีกมากมายเป็นเครื่องการันตีว่า เขาคือ นักพัฒนามะยงชิด มะปรางหวานใหญ่ ด้วยการตรวจสอบ DNA ของแท้ ของดี ต้องที่ สวนวิจิตรการเกษตร กำแพงเพชร

หากผู้อ่านท่านใดต้องการกิ่งพันธุ์แท้ หรืออยากลิ้มลอง มะยงชิด มะปรางหวานใหญ่ ที่ว่าเลิศรสเป็นอย่างไร กริ๊งกร๊างสอบถามข้อมูลได้โดยตรง ที่ “คุณกุ๊ก” สุขประเสริฐ จุลลาย โทร. 081-283-8151 หรือคุณวิจิตร ไกรสรสวัสดิ์ โทร. 081-379-6680

หมายเหตุ ในท้ายนี้ กรณีที่ลูกค้าต้องการทาบกิ่งหลากหลายสายพันธุ์ จำนวนมากๆ ไว้ในต้นเดียวเหมือนอย่าง “พันธุ์เพชรคฤหาสน์” ทางสวนวิจิตรการเกษตร ไม่ขอแนะนำ เพราะมีความเสี่ยงและทำได้ยากมาก หากไม่ชำนาญจริง โอกาสผิดพลาด แผลติดไม่สนิท ก็จะสูญเปล่า เสียต้นพันธุ์นั้นไป…

จำปาดะ เป็นผลไม้ตระกูลเดียวกับ ขนุน หรือสาเก ภาษาอังกฤษก็ใช้คำนี้ Champedak ไม่รู้ใครลอกใคร แต่มาเลเซียเรียกอีกชื่อหนึ่ง ภาษาใต้ เรียกว่า จำดะ นิยมปลูกมากในภาคใต้ ออกผลปีละครั้ง ช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคมตอนต้นฤดูฝนของทุกปี ในช่วงหน้าอื่นมีผลบ้างแต่ไม่มากนัก

ผลของจำปาดะจะเล็กกว่าขนุน ผิวสีเข้มกว่าผิวขนุนและไม่ค่อยสวยเหมือนผิวขนุน ลักษณะผลจะเป็นทรงกระบอกยาว เนื้อในนิ่มและเหนียวไม่กรอบเหมือนขนุน รสหวานจัด เด็กเล็กและคนชราควรบริโภคอย่างระมัดระวัง เนื่องจากเนื้อเหนียวจะเคี้ยวไม่ค่อยขาด ตอนกลืนจะติดคอ ครั้งตอนเด็กๆ เมื่อกินจำปาดะผู้ใหญ่จะคอยดูให้กินทีละเมล็ดกลืนเข้าไปแล้วค่อยกินเมล็ดต่อไป จริงๆ แล้วถ้าไม่มีการห้าม เด็กๆ ก็จะกินติดต่อกันหลายๆ เมล็ด เพราะความหวานหอมอร่อยของมัน ซึ่งการกินติดต่อกันหลายๆ เมล็ด โอกาสติดคอได้ง่าย กลิ่นของจำปาดะค่อนข้างแรงน้องๆ ทุเรียน สมัยก่อนที่ใช้บริการรถทัวร์เขาห้ามนำทุเรียนและจำปาดะขึ้นบนรถเด็ดขาด ดมนานๆ บางคนถึงกับเป็นลมทีเดียว

สวนเก่าแก่ในจังหวัดพังงาส่วนใหญ่ยังเป็นสวนประเภทสมรมอยู่ คือมีการปลูกผลไม้รวมๆ กันหลายชนิด เพื่อนฝูงที่นั่นแนะนำว่า มีจำปาดะพันธุ์หนึ่งโด่งดังมากในจังหวัด เลยพากันฝ่าฝนที่กำลังตกชุกทีเดียวไปที่อำเภอกะปง จังหวัดพังงา ดุ่มๆ ถามไปเรื่อยจนกระทั่งเจอ คุณจรินทร์ พุทธกลับ หรือ ตาปาน ปัจจุบัน อายุ 65 ปี เจ้าของจำปาดะชื่อดัง ตาปาน เล่าให้ฟังว่า “สมัยพ่อได้สร้างสวนผลไม้ไว้ มีผลไม้หลายอย่าง รวมถึงยางพาราด้วย แต่ที่ปลูกมากที่สุดคือ จำปาดะ กับ มังคุด ส่วนปาล์มเพิ่งปลูกได้ไม่กี่ปีมานี้เอง เฉพาะในส่วนที่เป็นที่ลุ่มมีพรุน้ำ เพราะปลูกผลไม้อย่างอื่นไม่ได้ สวนผลไม้นี้สร้างมาตั้งแต่สมัยพ่อผม มีอายุหลายสิบปี เพราะลืมตามาก็เห็นสวนแล้ว ตอนนั้นพ่อได้ปลูกจำดะด้วยเมล็ดไว้มาก แต่ละต้นมีรสชาติแตกต่างกัน มีต้นหนึ่งที่มีความแตกต่างกับต้นอื่น คนมากินก็ติดใจว่าอร่อยไม่เหมือนกับจำดะทั่วๆ ไป คนซื้อก็ต้องการแต่จำปาดะต้นนี้”

พรรคพวกตาปานเลยตั้งชื่อจำปาดะต้นนี้ว่า “ทองตาปาน” เพราะว่าจำปาดะต้นนี้มีลักษณะแตกต่างกับจำปาดะอื่นทั่วไป ประการแรก ผิวของผลจะมีสีเหลืองอมแดงเรื่อๆ ผิวเรียบตึง หนามไม่แหลม ไม่เหมือนจำปาดะทั่วไปที่มีสีเหลืองออกน้ำตาลหนามแหลมกว่า สองคือ เนื้อในจำปาดะทองตาปานเนื้อมีสีเหลืองทอง ผลและเมล็ดมีขนาดใหญ่ รสชาติดี และเปลือกค่อนข้างบาง

ปัจจุบัน ในสวนประมาณ 30 ไร่ ที่เป็นสวนผลไม้นี้อยู่ที่บ้านในไร่ ตำบลเหมาะ อำเภอกะปง จังหวัดพังงา ได้ปลูกจำปาดะไว้ ประมาณ 100 ต้น แต่ละต้นมีอายุประมาณ 20 ปี ต้นที่ปลูกเป็นพันธุ์ทองตาปานทั้งหมด เนื่องจากได้เสียบยอดขยายพันธุ์ไว้ ส่วนอีกแปลงเป็นแปลงปลูกใหม่ ปลูกเฉพาะจำปาดะพันธุ์นี้ไว้ ประมาณ 200 ต้น เนื่องจากผลผลิตไม่พอจำหน่าย ส่วนต้นจำปาดะทองตาปานต้นดั้งเดิมจริงๆ ตายไปแล้ว เนื่องจากอายุมากหลายสิบปี ตาปาน บอกว่า เรามาช้าไป 15 ปี เลยไม่ได้ดูต้นจำปาดะทองตาปานต้นแรก

จำปาดะ เป็นผลไม้ที่ปลูกง่ายมากในภาคใต้ สมัครรูเล็ตออนไลน์ เนื่องจากชอบความชื้นและฝนตกชุก ยิ่งปลูกแซมในป่าผลไม้ด้วยกันยิ่งทำให้ปลูกง่ายไปใหญ่ เพราะได้อาศัยร่มเงาต้นอื่นตอนต้นยังเล็ก คุณสักกรินทร์ พุทธกลับ ลูกชายที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงทำงานสวนอยู่ในปัจจุบันบอกว่า “จำปาดะ ปลูกง่าย เพียงขุดหลุมกว้าง ยาว ลึก 30 เซนติเมตร ก็เพียงพอ ควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน ให้มีขนาดห่างประมาณ 6 เมตร คูณ 6 เมตร ใช้ต้นพันธุ์ที่สูงประมาณ 80 เซนติเมตร จะรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักหรือไม่ก็ได้ กลบให้แน่น ไม่จำเป็นต้องรดน้ำ เพราะจังหวัดพังงาในฤดูฝน ฝนจะตกชุกและไม่ขาดช่วง แต่ในจังหวัดภาคอื่นต้องดูน้ำให้หน่อย ให้ปุ๋ย สูตร 15-15-15 1 กระป๋องนม หว่านห่างรอบโคน เพิ่มจำนวนมากขึ้นเมื่อต้นโต ใช้เวลาประมาณ 6-7 ปี จำปาดะก็เริ่มให้ผลผลิต ในสวนไม่ได้ใช้ปุ๋ยคอกเนื่องจากหาค่อนข้างยาก ปัจจุบัน ต้นมีอายุ 20 ปี ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 เมื่อจำปาดะออกลูกขนาดหัวแม่มือ ประมาณ 5 กิโลกรัม ต่อต้น โดยหว่านรอบๆ โคน”

จนผลมีขนาดเท่ากระบอกไฟฉายใหญ่ จะต้องขึ้นต้นตัดแต่งผล เอาผลที่มีความสมบูรณ์ไว้ และกิ่งไหนผลมีมากก็ให้ตัดออกบ้าง เพื่อให้มีขนาดใหญ่สมบูรณ์ และถือโอกาสตัดแต่งกิ่งที่แห้งหรือแกะกะออก เพื่อต้องการให้ทรงพุ่มโปร่ง แสงแดดส่องถึง ไม่ให้อับลม ต้นจะไม่ค่อยมีโรคและแมลงรบกวน ส่วนกิ่งที่ถูกลมพัดฉีกขาดก็ต้องแต่งออก เพราะจะเป็นเชื้อราที่รอยแผล กิ่งที่มีผลดกจะต้องช่วยภาระเรื่องน้ำหนัก ด้วยการโยงกิ่งด้วยสายไฟฟ้ากับกิ่งอื่น

ศัตรูของผลคือ แมลงวันทอง ที่จะเจาะผลเพื่อวางไข่ ทำให้ผลผลิตเสียหายจึงต้องห่อผล ในอดีตใช้วิธีการสานใบมะพร้าวเป็นตะกร้อเพื่อห่อผล แปลกที่ว่าตะกร้อที่สานเพื่อห่อก็มีช่องว่างอยู่ เพราะเป็นลักษณะตาข่าย ไม่ได้ทึบทั้งหมด แต่ก็สามารถกันแมลงวันทองได้ แต่ในปัจจุบันได้ทดลองใช้ถุงพลาสติกสีขาวห่อ คุณสักกรินทร์ บอกว่า ผลจะออกสีเหลืองเขียวไม่ค่อยสวย คงเป็นเพราะไม่ทึบแสง จึงได้เปลี่ยนมาเป็นถุงพลาสติกสีดำห่อ ปรากฏว่าสีผลเมื่อสุกเต็มที่เหมือนกับที่ห่อด้วยใบมะพร้าว เนื่องจากทึบแสง แต่การห่อด้วยวัสดุใดๆ ก็ไม่มีผลต่อรสชาติของจำปาดะ

จำปาดะ นิยมขยายพันธุ์โดยการเสียบยอด โดยใช้เมล็ดขนาดใหญ่ที่สมบูรณ์นำมาเพาะเป็นต้นตอในถุงดำเล็ก ใช้ดินสวนผสมกับขี้ไก่ ในอัตรา 3 ต่อ 1 ใส่ดินในถุงดำไม่ต้องเต็ม นำเมล็ดวางไว้แล้วเอาดินกลบพอปิดเมล็ด รดน้ำทุกวัน ประมาณ 14-21 วัน ต้นก็จะเริ่มแทงขึ้นมา ใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน ลำต้นจะมีขนาดปากกา สูงประมาณ 30-40 เซนติเมตร ก็จะเริ่มเสียบยอด และพันด้วยพลาสติกกันน้ำ หาถุงพลาสติกใสขนาดใหญ่สามารถใส่ต้นที่เสียบยอดในถุงดำได้ 10 ต้น แล้วมัดปาก ใช้เวลาประมาณ 2 เดือน แผลของรอยเสียบยอดจะติดสนิทกันดี ก็จะนำออกจากถุงพลาสติกใส เพื่อเปลี่ยนขนาดถุงดำให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ใช้เวลาเลี้ยงอีกประมาณ 1 ปี จะได้ต้นจำปาดะ สูงประมาณ 60-80 เซนติเมตร สามารถนำไปปลูกได้