ส่งขายต่างประเทศคุณแฟรงค์บอกว่า นอกจากจะจัดส่ง

ให้ทั่วประเทศยังส่งออกไปถึงต่างประเทศมาแล้ว ในอนาคตมีความคาดหวังว่าจะขยับขยายให้ไปไกลกว่านี้ สำหรับลูกค้าจากต่างประเทศก็คือคนไทยที่ไปใช้ชีวิตอยู่แถบประเทศเพื่อนบ้าน ก็มีกัมพูชา ตอนนั้นเขามาสั่งไป 800 กว่าต้น ก็ส่งไปทุกอย่างรวมๆ กัน ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีต่างชาติ แต่ก็มีอีกเจ้าหนึ่งสั่ง 400 ต้น และ 300 ต้น ก็จัดส่งไป ที่ตนเองมีประสบการณ์ส่งของส่วนใหญ่แพ็กของส่งตามบริษัทโลจิสติกต่างๆ แต่ถ้าไม่ไกลเกินไปผมก็ไปส่งด้วยตนเอง

นอกจากการมองเห็นโอกาสแล้ว ลงมือทำแล้ว หลายคนคงอยากรู้วิธีคิดหรือวิธีการวางแผนของสวนนี้ที่กำลังเติบโตและสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ

“ทำอะไรผมทำเต็มที่ทุ่มเทและตรงต่อเวลา ซื่อสัตย์ต่อลูกค้าตรงไปตรงมาอันนี้คือสิ่งสำคัญมากครับ ถ้าต้นไม้มีปัญหาปลายทาง ผมยินดีที่จะส่งให้ใหม่ ปัญหามีไว้แก้ การเรียนรู้ก็ได้จากการทำงาน” เจ้าตัวบอก

ต้นไม้ที่ขายดีและได้ราคาดีในสวนบ้านต้นไม้แม่ทองหล่อ มี 5 อันดับ มีต้นมะริดเริ่มต้นในราคา 120 บาท มะตาด 100 บาท อินจัน 100 บาท สารภี 100 บาท มะพลับไทย 120 บาท ส่วนต้นไม้ที่ได้ความนิยมที่มียอดสั่งซื้อมากที่สุด ก็จะเป็นต้นมะริด เป็นไม้ที่รูปทรงของต้นและใบสวย ยิ่งโตยิ่งแพง พอเลี้ยงไปเรื่อยราคาก็สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ก็แนะนำว่าต้นมะริดเลย ที่คนเขาชอบฟอร์มต้นสวย ใบไม่ค่อยร่วง ผลรับประทานได้ ลำต้นตัดขายได้ เขาเอาไปทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ เครื่องดนตรี เช่น กีตาร์ ระนาด เล่นแล้วเสียงจะกังวาน เป็นไม้ยืนต้นที่มีทรงพุ่มสวย อยู่นาน 20-30 ปี จะให้ผลผลิตในปีที่ 4-5 เอาลูกมาเพาะพันธุ์ขายต่อได้ ผลผลิตรับประทานได้ เนื้อข้างในหวานนุ่มหอม เนื้อจะออกขาวฟู

นอกจากนี้ ที่สวนยังมีต้นไม้ให้เลือกซื้อมากกว่า 30 ชนิด หมุนเวียนเพาะออกมาเรื่อยๆ ลูกค้าสอบถามได้ ว่าต้องการพันธุ์ไม้ชนิดใด ทางสวนพร้อมที่จะจัดหามาให้ได้เสมอ ถ้ามีคนสนใจที่จะทำธุรกิจเพาะต้นไม้ขายจะแนะนำอย่างไร

“ก็แนะนำให้มาถามที่นี่เลยดีกว่า เพราะไม่รู้จะแนะนำยังไง ก็แนะนำเรื่องดินผสม ก็พอรู้เรื่องดิน เรื่องปุ๋ยที่พอรู้ ให้คำแนะนำได้ ก็มีเข้ามาเรื่อยๆ ก็แนะนำไป ใครอยากได้อะไรก็แนะนำไป ส่วนใหญ่จะมีคนที่มาซื้อที่นี่แล้วไปขายก็ได้ จริงๆ ถ้าอยากทำขาย มีลูกค้าบางรายที่ไม่มีพื้นที่แต่อยากจะขายต้นไม้ เขาก็จะมาถ่ายรูปที่นี่แล้วไปขายแล้วค่อยมาเอาของ เพราะเราก็ขายราคานี้อยู่แล้ว…ลงทุนไม่ต้องเยอะหรอก ก็เริ่ม 5,000-6,000 บาทก็พอ ทำทีละน้อย แล้วก็ค่อยๆ ขยาย ลองผิดลองถูก เรียนรู้ด้วยตัวเอง ใช้ความขยัน อดทนบวกกับความหลงใหลในเสน่ห์ของต้นไม้สีเขียวๆ ทำให้ทำออกมาได้ดีในที่สุด” คุณแฟรงค์เล่า

เจ้าตัวบอกแหล่งข้อมูลว่า ค้นหาข้อมูลในยูทูปและเดินตลาดต้นไม้ การเรียนจากประสบการณ์ตรงต้องปฏิบัติหรือต้องทดลองปลูกด้วยตนเองก่อน ทั้งเรื่องปุ๋ย เรื่องธรรมชาติของดินที่พืชต้องการควรจะให้อย่างไร ส่วนใหญ่จะเรียนรู้ด้วยตนเอง ซื้อเมล็ดพันธุ์มาทดลองเพาะด้วยตนเอง

ปัญหาและการดูแล

ปัญหาเกี่ยวกับการเพาะต้นไม้ ก็เหมือนทั่วๆ ไป เรื่องอากาศบ้าง โรคและแมลงรบกวนบ้าง ถ้ามีการระบาดก็ต้องทำลายทิ้งไป ก็เริ่มเพาะใหม่ หมุนเวียนไปเพื่อป้องกันการระบาดของโรค

คุณแฟรงค์บอกว่า การเพาะต้นไม้จะต้องดูแลมากในช่วงหน้าแล้ง หน้าหนาว ช่วงนี้จะดูแลยากมาก เพราะอากาศเปลี่ยน ร้อนจัด และมาเย็นจัดต้นไม้ปรับตัวไม่ทันก็จะแคระแกร็นได้ ดูแลยากมากในช่วงนี้ เสียหายก็เยอะมากเหมือนกัน พยายามใส่ปุ๋ยบ้าง ฮอร์โมนบำรุงต้นบ้าง รดน้ำสม่ำเสมอ และอีกปัญหาหนึ่งคือคุณภาพของเมล็ดพันธุ์ที่สั่งซื้อเข้ามา เมล็ดไม่ดี คุณภาพการงอกไม่มีก็เกิดความเสียหายจากการลงทุนเช่นกัน จากประสบการณ์ที่คร่ำหวอดอยู่กับการขายต้นไม้มานั้นก็พอจะประมาณการได้ว่าพืชชนิดไหนที่จะพอทำตลาดได้ก็จะนำมาเพาะขาย ทุกอย่างต้องคิดเอง คาดการณ์เอง

หากใครสนใจต้นไม้ที่สวนแห่งนี้ ก็สามารถเข้าไปที่ เฟซบุ๊กแฟนเพจ “บ้านต้นไม้แม่ทองหล่อ” หรือสามารถโทร.ไปที่เบอร์ 088-845-6659 แต่หากใครสนใจจะเข้าไปเลือกเองที่สวน ก็สามารถเข้าไปได้ที่ซอยกำนันแม้น 12 แขวงบางขุนเทียน เขตจอมทอง กรุงเทพฯ

ลำไย จัดเป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่สำคัญอันดับหนึ่งของภาคเหนือที่ทำรายได้จากการส่งออกทั้งในรูปผลสด อบแห้ง และลำไยกระป๋อง คิดเป็นมูลค่าปีละไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท ในอดีตแหล่งผลิตหลักของลำไยอยู่ในเขตภาคเหนือตอนบน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีอากาศหนาวเย็นเพียงพอที่จะชักนำให้ลำไยออกดอกนอกฤดูได้ แต่ภายหลังจากการค้นพบคุณสมบัติของสารโพแทสเซียมคลอเรตด้วยความบังเอิญว่าสามารถชักนำการออกดอกของลำไยโดยไม่ต้องพึ่งอากาศหนาวเย็น นับตั้งแต่นั้นมาลำไยจึงแพร่กระจายไปยังจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ทำให้พื้นที่การผลิตลำไย จาก 3 แสนกว่าไร่ ในปี 2537 เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1 ล้านไร่ ในปี 2549 ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาผลผลิตลำไยล้นตลาด ส่งผลให้ราคาผลผลิตตกต่ำ

นอกจากนี้ ยังขาดแคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยวผลผลิต จากปัญหาดังกล่าวได้มีการระดมความคิดจากผู้เกี่ยวข้อง ได้แก่ เกษตรกร ผู้ประกอบการ นักวิชาการ และหน่วยงานต่างๆ จากภาครัฐ โดยมีความคิดเห็นร่วมกันว่าควรมีการผลิตลำไยนอกฤดูโดยกระจายผลผลิตให้ออกสู่ตลาดหลายๆ รุ่นต่อปี แต่การผลิตลำไยนอกฤดูให้ประสบผลสำเร็จนั้นจะต้องใช้ความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ของชาวสวน ตลอดจนการนำผลงานวิจัยที่มีอยู่มาใช้ประโยชน์ให้มากขึ้นเพื่อผลิตลำไยนอกฤดูอย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวคือผลิตให้ได้คุณภาพต้นทุนต่ำและมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค

การผลิตลำไยในพื้นที่อำเภอเชียงม่วน จะเห็นได้ว่าเกษตรกรหันมาผลิตลำไยนอกฤดูเพิ่มขึ้น เนื่องจากผลผลิตขายได้ในราคาที่สูงเมื่อเทียบกับลำไยในฤดู อย่างไรก็ตาม การผลิตลำไยนอกฤดูในพื้นที่ก็ยังประสบปัญหาคุณภาพผลผลิตลำไยที่ไม่มีคุณภาพมีขนาดไม่สม่ำเสมอ เกษตรกรต้องลงทุนในการผลิตเพิ่มขึ้น ทั้งสารเร่งการออกดอก (โพแทสเซียมคลอเรต, KClO3) ค่าจ้างแรงงาน รวมทั้งปัจจัยการผลิต ทั้งปุ๋ยเคมี สารเคมีป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช และสารเคมีป้องกันกำจัดโรคพืชที่ต้องใช้บ่อยครั้งเมื่อเทียบกับการผลิตลำไยในฤดู

การผลิตลำไยนอกฤดูยังเผชิญปัญหาที่เกษตรกรส่วนใหญ่ยังขาดอำนาจการต่อรองการขายผลผลิตกับพ่อค้าคนกลาง การขาดแคลนแรงงาน สถานการณ์การผลิตลำไยนอกฤดูข้างต้นได้สะท้อนกระบวนการผลิตลำไยที่มิอาจมองข้ามปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะต้นทุนจากสารเคมีการเกษตรที่ต้องใช้เพิ่มมากขึ้น ดังนั้น กลุ่มแปลงใหญ่ลำไยคุณภาพอำเภอเชียงม่วน ได้นำเสนอสถานการณ์การผลิตลำไยนอกฤดูที่อาจเป็นแนวทางให้เกษตรกรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปรับประยุกต์ใช้เพื่อการแก้ไขปัญหาการผลิตลำไยนอกฤดูที่มีแนวโน้มเพิ่มพื้นที่การผลิตมากขึ้นต่อไป

สถานการณ์การผลิตลำไยนอกฤดู พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ขาดแคลนเงินทุนที่จะนำมาใช้ในกระบวนการการผลิต ทั้งการซื้อปัจจัยการผลิต ค่าจ้างแรงงาน และค่าบำรุงต้นลำไยหลังการเก็บเกี่ยว สายพันธุ์ลำไยส่วนใหญ่เป็นพันธุ์อีดอ เกษตรกรจะใช้วิธีการพ่นสารโพแทสเซียมคลอเรตทางใบลำไยมากกว่าการราดสารบริเวณโคนต้น หลังจากทำการเก็บเกี่ยวและพักฟื้นต้นลำไย ประมาณ 4-5 เดือน ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจที่มีปัจจัยด้านราคาผลผลิตลำไยเป็นปัจจัยสำคัญ

ช่วงเวลาส่วนใหญ่ที่เกษตรกรทำการพ่นสารจะอยู่ในช่วงเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม เพื่อให้ผลผลิตออกจำหน่ายในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ (ช่วงตรุษจีน) เกษตรกรที่มีพื้นที่การปลูกลำไยจำนวนมากจะแบ่งพื้นที่เป็นส่วนๆ เกษตรกรบางส่วนจะทิ้งต้นลำไยหลังจากการบังคับให้ออกดอกนอกฤดู แต่ไม่ประสบความสำเร็จในการเร่งการออกดอก ทำให้ต้นลำไยบางส่วนไม่ได้รับการดูแลรักษา เมื่อถึงฤดูการออกดอกในช่วงเวลาปกติต้นลำไยเหล่านี้จึงไม่ออกดอก

การจำหน่ายผลผลิตจะจำหน่ายให้กับพ่อค้าคนกลางแบบเหมาสวน แล้วนำไปจำหน่ายให้กับร้านรับซื้อ ราคารับซื้อไม่สูงมากนัก ถึงแม้ผลผลิตมีจำนวนไม่มาก ราคาในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม เมื่อปี 2562 ราคาเกรด AA รับซื้ออยู่ประมาณ กิโลกรัมละ 30-35 บาท ช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ปี 2563 ราคาลำไยตกต่ำมาก เกรด AA ราคาประมาณ 19 บาท เกรด A ประมาณ 9 บาท เกรด B ราคาประมาณ 4 บาท และ เกรด C ราคา ประมาณ 1 บาท

การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตลำไยนอกฤดูด้วยสารโพแทสเซียมคลอเรตในพื้นที่ภาคเหนือ ดำเนินการที่สวนเกษตรกรจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดลำพูน ระหว่างปี พ.ศ. 2549-2553 เพื่อแก้ไขปัญหาการออกดอกติดผลน้อยในฤดูร้อน หรือการออกดอกไม่สม่ำเสมอในฤดูฝน หรือแตกใบอ่อน ทำให้ไม่พร้อมสำหรับการใช้โพแทสเซียมคลอเรตกระตุ้นให้ออกดอกนอกฤดู รวมทั้งแก้ปัญหาสีผิวผลไม่สวยเหมือนผลลำไยในฤดู นอกจากนี้ ได้ศึกษาอัตราการใช้ โพแทสเซียมคลอเรต 15 เปอร์เซ็นต์ ที่เหมาะสมต่อการกระตุ้นการออกดอกของลำไย จากการทดลองของนักวิจัยพบว่า การบังคับต้นลำไยไม่ให้ออกดอกและติดผลในฤดูปกติที่ได้ผลดีที่สุดคือ การตัดปลายกิ่ง ยาว 10-15 นิ้ว ในเดือนพฤศจิกายน การบังคับต้นลำไยไม่ให้แตกใบอ่อนในช่วงฤดูฝนเพื่อเตรียมต้นให้พร้อมราด โพแทสเซียมคลอเรต พบว่ามี 2 วิธี ที่ได้ผลดี คือ 1. การควั่นกิ่งหลัก กว้าง 0.2-0.3 เซนติเมตร จำนวน 2 วง ห่างกัน 10 เซนติเมตร หรือควั่นกิ่งแบบเกลียว (spiral cincturing) และ 2. การใส่ปุ๋ย 0-46-0 อัตรา 150 กรัม ต่อเส้นผ่านศูนย์กลางทรงพุ่ม 1 เมตร จำนวน 1 ครั้ง

การกระตุ้นให้ต้นลำไยออกดอกติดผลในฤดูร้อนและฤดูฝน พบว่า การชักนำต้นลำไยออกดอกและติดผลในฤดูร้อนโดยการราดโพแทสเซียมคลอเรต อัตรา 50 กรัม ต่อเส้นผ่านศูนย์กลางทรงพุ่ม 1 เมตร ร่วมกับการพ่นแคลเซียมโบรอน จำนวน 3 ครั้ง ห่างกัน 7 วัน ต่อครั้ง ในช่วงดอกบาน ทำให้มีเปอร์เซ็นต์การติดผล จำนวนผลเฉลี่ยต่อช่อ ผลผลิตเฉลี่ยต่อต้นมากที่สุด การชักนำต้นลำไยให้ออกดอกและติดผลในฤดูฝนในสภาพฝนตกหนัก การให้ โพแทสเซียมคลอเรต โดยวิธีการหว่านบริเวณทรงพุ่ม และการฝังกลบบริเวณชายพุ่ม โดยใช้อัตรา 100 และ 150 กรัม ต่อเส้นผ่านศูนย์กลางทรงพุ่ม 1 เมตร จะมีเปอร์เซ็นต์การออกดอกและผลผลิตต่อต้นมากที่สุด

ส่วนในสภาพฝนตกน้อยถึงปานกลาง พบว่า การให้โพแทสเซียมคลอเรต อัตรา 100-150 กรัม ต่อเส้นผ่านศูนย์กลางทรงพุ่ม 1 เมตร แบบผสมน้ำราดบริเวณทรงพุ่ม และการหว่านบริเวณทรงพุ่มมีเปอร์เซ็นต์การออกดอก เปอร์เซ็นต์การติดผลดีกว่าการฝังกลบบริเวณชายพุ่ม การปรับปรุงสีผิวลำไยนอกฤดูในสภาพที่ลุ่มและสภาพที่ดอน ในสภาพที่ลุ่มพบว่า การพ่นสาร Azoxystrobin (AMISTAR® 25 SC) อัตรา 5 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร จำนวน 3 ครั้ง ในช่วงผลอายุ 4-5 เดือน และสาร Benzimidazole (Carbendazim) อัตรา 10 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร จำนวน 5 ครั้ง ในช่วงอายุผล 4-5 เดือน ช่วยให้สีผิวเหลืองขึ้น สูงกว่ากรรมวิธีอื่น

ส่วนในสภาพที่ดอน พบว่า การพ่นสาร Benzimidazole (Carbendazim) อัตรา 10 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร จำนวน 5 ครั้ง ในช่วงอายุผล 4-5 เดือน ช่วยให้สีผิวผลเหลืองขึ้นสูงที่สุด การใช้โพแทสเซียมคลอเรตที่มีสารออกฤทธิ์ 15 เปอร์เซ็นต์ เพื่อชักนำให้ลำไยออกดอกติดผลนอกฤดูพบว่า ลำไยที่ราดโพแทสเซียมคลอเรต สารออกฤทธิ์ 15 เปอร์เซ็นต์ อัตรา 600 และ 900 กรัม ต่อเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 เมตร มีเปอร์เซ็นต์การแทงช่อดอก ความยาวช่อดอก จำนวนผลเฉลี่ยต่อช่อ และขนาดผล ไม่แตกต่างกับการใช้โพแทสเซียมคลอเรต สารออกฤทธิ์ 90 เปอร์เซ็นต์ อัตรา 100 กรัม ต่อเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 เมตร การทดสอบเทคโนโลยีการผลิตลำไยนอกฤดูในสวนเกษตรกร โดยเปรียบเทียบวิธีการที่แนะนำด้านการชักนำการออกดอกและติดผลของลำไยในฤดูร้อนและฤดูฝน โดยหว่านโพแทสเซียมคลอเรตเป็นวงบริเวณรอบทรงพุ่ม ร่วมกับวิธีการพ่นสารแคลเซียม – โบรอนกับวิธีปฏิบัติของเกษตรกรพบว่า แปลงที่ใช้วิธีการแนะนำได้ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่และคุณภาพผลมากกว่าวิธีการเกษตรกรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และแปลงที่ใช้วิธีการแนะนำมีผลผลิตเฉลี่ยรายได้สุทธิ และอัตราส่วนผลตอบแทนต่อการลงทุนสูงกว่าแปลงเกษตรกร และสามารถลดต้นทุนการผลิตด้านการใช้สารโพแทสเซียมคลอเรตลง จึงถือว่าเทคโนโลยีนี้มีความคุ้มค่ากับการลงทุน

คุณเกษม ดาวดึงส์ ประธานแปลงใหญ่กลุ่มลำไยคุณภาพเชียงม่วน เล่าให้ฟังว่า จากสถานการณ์การผลิตลำไยโดยรวมที่ผ่านมาพบว่า ลำไยในฤดูราคาจะตกต่ำทุกปี แต่ผลผลิตที่ออกก่อนหรือล้าฤดู ร่วมถึงนอกฤดูจะมีราคาที่สูงกว่า จึงได้หารือกับสมาชิกกลุ่มหันมาแบ่งพื้นที่เพื่อผลิตลำไยนอกฤดู โดยได้รับคำแนะนำจากสำนักงานเกษตรอำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา จะเตรียมต้นลำไยให้พร้อม คือใบอยู่ในระยะเพสลาด (ไม่อ่อนหรือแก่เกินไป) ในพื้นที่อำเภอเชียงม่วน จะใช้สารโพแทสเซียมคลอเรตใน 2 ลักษณะคือ ในช่วงกลางเดือนมีนาคมเป็นต้นไปจะราดสารทางดิน จากนั้นอีก 2 วัน จะพ่นทางใบ เว้นอีก 2 วัน จะพ่นทางใบซ้ำอีกครั้งหนึ่ง โดยผลผลิตจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ในช่วงต้นเดือนตุลาคมเป็นต้นไป หากราดสารล้าไปผลผลิตก็จะออกล้าไปจนถึงเดือนธันวาคม มกราคม หรือกุมภาพันธ์ ซึ่งตรงกับเทศกาลตรุษจีน เพราะลำไยจะสามารถให้ผลผลิตที่พร้อมจะเก็บเกี่ยวใช้เวลานับตั้งแต่ราดสารไปประมาณ 7 เดือน

ในปีนี้ทางกลุ่มมีการทำลำไยนอกฤดูจำนวนทั้งสิ้น 50 ไร่ ผลผลิตประมาณ 40 ตัน โดยได้ร่วมมือกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด จำหน่ายผ่านไทยแลนด์โพสมาร์ทดอทคอม (Thailandpostmart.com) ทั้งแบบออนไลน์ และออฟไลน์ ราคาขายส่งถึงบ้าน บรรจุกล่องละ 5 กิโลกรัม 270 บาท ชาวสวนจะได้กิโลกรัมละ 32 บาท เข้ากลุ่ม 3 บาท ที่เหลือเป็นค่าตะกร้าบรรจุ ค่าขนส่ง และค่าบริหารจัดการของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ซึ่งเกษตรกรพอใจเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากการขายสด ช่อจะตัดแต่งคัดลูกเล็กคือ เกรดบี และซี ออกเหลือเกรดเอเอ และเอ ซึ่งหากขายรูดร่วง เฉลี่ยกิโลกรัมละไม่ถึง 20 บาท แต่ช่อสดจะชั่งน้ำหนักรวมกับก้านด้วย และในจังหวัดพะเยามีเพียงเกษตรกรชาวสวนลำไยอำเภอเชียงม่วนเท่านั้นที่ทำ จึงไร้คู่แข่ง ส่วนเกรดบี และซี ที่เหลือทางกลุ่มได้แกะนำไปอบเป็นลำไยเนื้อสีทอง เป็นช่องทางการจำหน่ายอีกช่องหนึ่งในการเพิ่มมูลค่าผลผลิต

สนใจการทำลำไยนอกฤดูของกลุ่มแปลงใหญ่ลำไยคุณภาพอำเภอเชียงม่วน ติดต่อสอบถามได้โดยตรงกับ คุณเกษม (อ๊อด) ดาวดึงส์ ประธานกลุ่มฯ ได้ที่บ้านแพทย์ ตำบลเชียงม่วน อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา เบอร์โทร. 084-373-8987 แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันได้

“ฟักข้าว” นับเป็นพืชโบราณ ที่เชื่อว่ามีมาตั้งแต่ก่อนจะค้นหาพืชพรรณธัญญาหาร แต่ทุกวันนี้นับวันจะหาตามธรรมชาติยากมากขึ้น บางพื้นที่หายสูญไปเลย คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยจะรู้จัก จะเห็นมีคนที่อายุมากสักหน่อย มักจะถามหากัน ก็อาจเป็นเพราะปัจจุบัน มีสื่อเผยแพร่สรรพคุณของฟักข้าว ว่าเป็นพืชมหัศจรรย์ มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอเสื่อมสภาพตามกาลเวลา เช่น ผิวหนัง เส้นผม และที่สำคัญต้านทานยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อเอดส์ และยับยั้งมะเร็ง และมีการจดลิขสิทธิ์พืชทรงคุณค่าให้ประโยชน์ของประเทศไทยแล้ว

เป็นพืชที่จัดอยู่ในวงศ์ CUCURBI TACEAE มีชื่อวิทยาศาสตร์ Momordica cochinchinens is Spreg. มีชื่อเรียกแถบภาคกลางว่า “ฟักข้าว” ทางเหนือ ที่จังหวัดตาก เรียก “ผักข้าว” แพร่-น่าน เรียก “มะข้าว” ชาวกะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน เรียก “พุกู้เด๊ะ” เชียงใหม่ เรียก “ฟักข้าว” ทางอีสานทั่วไป เรียก “ฝักไฟ” จังหวัดเลย เรียก “หมากข้าว” ปักษ์ใต้ที่ปัตตานี เรียก “ขี้กาเครือ” สตูล-สงขลา เรียก “ขี้พร้าไฟ” เวียดนาม เรียก “แก็กงึก” ซึ่งที่เวียดนามนั้นมีปลูกฟักข้าวกันมาก โดยปลูกพันขึ้นไม้ระแนงข้างบ้าน

ลักษณะทั่วไปของฟักข้าวที่หลายๆ คนไม่รู้จักและอยากรู้จัก ฟักข้าวเป็นไม้เถาเลื้อย พาดพันต้นไม้ใหญ่หรือรั้วบ้าน หรือค้างไม้ เถามีสีเขียวอมเหลือง เถาแก่มีข้อโปนออกเป็นปุ่ม ผิวเปลือกเถามีเมล็ดสีขาวเล็กๆ กระจายอยู่ทั่วไป เส้นผ่าศูนย์กลางเถา 0.5-1 เซนติเมตร จุดเด่นสังเกตที่ใบ เป็นประเภทใบเดี่ยว รูปร่างคล้ายใบโพธิ์ หรือรูปหัวใจ ขอบใบหยักเว้าลึกเป็นแฉก 3-5 แฉก กว้างยาวเท่ากัน ประมาณ 6-12 เซนติเมตร มีหนวด หรือมือเกาะที่แข็งแรงมาก ดอกเป็นประเภทแยกเพศ ดอกตัวผู้สีเหลืองอ่อน ดอกตัวเมียเล็กกว่า ผลจะออกมากช่วงปลายฝนต้นหนาว แต่ในช่วงนี้หน้าร้อน ที่มีดิน น้ำ และอายุเหมาะสมก็ให้ผลเหมือนกัน ผลดิบสีเขียวอมเหลือง มีหนามเล็กๆ รอบผลสีเหลือง ผลแก่มีสีเหลือง ถึงเหลืองส้ม หรือส้มอมแดง ผลกลมรี เนื้อแน่น ฉ่ำน้ำ ผลยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร กว้าง 6-10 เซนติเมตร ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด หรือแยกรากปักชำ หรือตัดเถาที่มีรากเลื้อยตามดิน ตัดขนาดยาวพอเหมาะ ปักชำไว้ในที่ชื้น และย้ายปลูกในที่ที่ต้องการ

ถ้าจะนับกันจริงๆ ถือว่าฟักข้าวเป็นไม้พื้นเมืองของไทย สมัคร UFABET พบในบริเวณป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบ และที่รกร้างว่างเปล่า ชาวบ้านภาคเหนือ-อีสาน และภาคกลาง นิยมปลูกไว้กิน ค้นพบว่ามีต้นฟักข้าวอยู่หลายพื้นที่ในเขตอาเซียน มีบางท่านบอกว่า ฟักข้าวน่าจะมีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน เมียนมา ไทย ลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ พบว่าชาวบาหลีและชาวฟิลิปปินส์ นำใบอ่อนและยอดอ่อนมาต้มกินเป็นอาหาร บางแห่งนำเมล็ดมาบีบทำน้ำมันใช้จุดตะเกียง หรือใช้เป็นน้ำมันซักแห้ง (drying oil) ที่มาเลเซียใช้น้ำมันจากเมล็ดฟักข้าวรักษามะเร็งตับ ฟิลิปปินส์ใช้รากฟักข้าวสระผม กำจัดเหา รากเอาไปบดหมักผม กระตุ้นให้ผมดก ประเทศจีนใช้เป็นยา มากว่า 1,000 ปี ใช้เมล็ดแก่บำบัดอาการอักเสบบวม กลาก เกลื้อน ฝี อาการฟกช้ำ ริดสีดวง ท้องเสีย ผื่น โรคผิวหนัง ชาวเวียดนามนิยมใช้เยื่อฟักข้าวประกอบอาหารมาก โดยนำเอาเยื่อสีแดงหรือสีส้มแดงจากผลฟักข้าวสุก พร้อมทั้งเมล็ด มาหุงกับข้าวเหนียว ใช้เป็นอาหารบำรุงสายตาดีมาก

เยื่อสีส้มแดงของฟักข้าว มีสารเบตาแคโรทีนสูงมาก มากกว่าแครอต 10 เท่า ในผลฟักข้าว 1 ผล จะได้เยื่อสีแดงประมาณ 2 ขีด มีสารไลโคฟีนมากกว่ามะเขือเทศ 12 เท่า และมีกรดไขมันดี หรือไขมันขนาดยาว ประมาณร้อยละ 10 การกินเบตาแคโรทีนจากเยื่อฟักข้าวสีแดง ซึ่งมีมากถึง 101 มิลลิกรัม บำรุงสายตาได้ดี ไลโคฟีนมีมาก ถือเป็นอาหารต้านมะเร็งที่ดีที่สุดชนิดหนึ่ง ผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า พบโปรตีนที่มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ HIV หรือเชื้อเอดส์ และยับยั้งเซลล์มะเร็ง มีคนเล่าว่า ที่ปักษ์ใต้ กินแกงฟักข้าวใส่ปลากระทิง สามารถลดน้ำตาลและรักษาโรคเบาหวานได้ผลด้วย

การนำฟักข้าวมาปรุงเป็นอาหาร นิยมผลอ่อนและยอด ใช้เป็นผัก โดยนำไปนึ่ง ลวกให้สุก กินเป็นผักเครื่องเคียงน้ำพริก ผลอ่อนจะหั่นเป็นชิ้นตามยาวหรือตามขวางก็ได้ สำคัญอย่าทิ้งเปลือกที่มีหนามอ่อน และเยื่อสีแดงส้ม มีประโยชน์มากหลาย ทางเหนือจะนิยมเอาลูกอ่อนไปแกงร่วมกับปลาย่าง ชะอม ชะพลู ผักเชียงดา เป็นแกงแค แต่ไม่ค่อยนิยมใช้ยอดแกง เพราะจะขมนิดๆ เมล็ดจากผลแก่จะอร่อยมาก มีน้ำมันที่มากประโยชน์ เปลือกเมล็ดกรอบ ขบแตกง่าย เมล็ดของผลอ่อนจะนิ่ม หวานอร่อย กินผลฟักข้าวช่วยบรรเทาอาการร้อนในร่างกาย ผลฟักข้าว 1 ขีด หรือ 100 กรัม ให้พลังงาน 28 กิโลแคลอรี ประกอบด้วยเส้นใย 0.8 กรัม แคลเซียม 50 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 9 มิลลิกรัม เหล็ก 0.4 มิลลิกรัม วิตามินเอ 202 IU วิตามินบีหนึ่ง 0.11 มิลลิกรัม วิตามินบีสอง 0.14 มิลลิกรัม ไนอะซิน 0.6 มิลลิกรัม วิตามินซี 178 มิลลิกรัม

ก็อย่างที่บอกไว้ว่า “ฟักข้าว” เป็นพืชที่มหัศจรรย์ มากมายด้วยคุณประโยชน์ ยังมีหลายพื้นที่ตัดต้นทิ้งเพราะรก ขึ้นพันต้นไม้ บางพื้นที่ก็ยังมีอยู่มาก ขึ้นอยู่กับความนิยมชมชอบของคนเรา คนเรานี่ก็แปลกนะ เมื่อของมีจำกัด ก็เร่งขวนขวายเสาะหา ถ้าของมีมากไม่ชายตามอง คนวัยเด็ก วัยหนุ่มสาวไม่รู้จักกันเลย ในสื่อการเกษตรต่างๆ ก็ไม่ค่อยจะเผยแพร่มากนัก