ส่วนการซื้อก้อนเชื้อเห็ด ได้สั่งมาจากอำเภอภูเรือ จำนวน 8,000

ในราคา ก้อนละ 6.60 บาท ซึ่งถ้าหากพบก้อนเห็ดเสียหาย เชื้อไม่เดิน เป็นโรค ทางฟาร์มที่เราสั่งจะเคลมให้เราทั้งหมด ทั้งนี้เมื่อได้รับก้อนเชื้อแล้วจะต้องแขวนก้อนเชื้อเห็ดให้เสร็จภายใน 2 วัน งานนี้ถือได้ว่าต้องเร่งมืออย่างมาก ทุกคนต้องช่วยกัน ภายหลังได้ 50 วัน เมื่อเชื้อเดินเต็มก้อน สังเกตได้จากก้อนเชื้อจะมีใยสีขาวเต็มถุง เป็นสัญญาณบอกถึงพร้อมกรีดก้อนเห็ดแล้ว โดยใช้มีดกรีดแนวเฉียงให้ถึงขี้เลื่อย ขนาด 2 เซนติเมตร ด้านข้าง 6 แผล ก้นถุงอีก 2 แผล เพื่อให้เห็ดออกตามแผลที่เรากรีด จากนั้นก็รดน้ำที่พื้นให้ชุ่มทุกวัน ห้ามให้โดนก้อนเชื้อเห็ดที่เราแขวนไว้ ประมาณ 7 วัน รอยแผลเริ่มปิดค่อยรดน้ำได้ หลังแผลเริ่มมีลักษณะคล้ายปลิงแต่ละวันจะต้องเร่งให้น้ำ 4 เวลา และ 75 วัน ก็รอเก็บผลผลิตชุดแรกได้เลย

คุณณัฐรียา เล่าว่า การทำเห็ดหูหนูต้องดูแลอย่างมาก ราวกับเลี้ยงเด็กแรกเกิดเลยก็ว่าได้ เพราะในแต่ละวันต้องดูทั้งเรื่องการรดน้ำ การเปิด-ปิด โรงเรือน เพื่อเอาอากาศเข้าภายในโรงเรือน แถมหากวันไหนมีลมพัด แดดจ้า หรือแดดส่องเยอะ ต้องคลุมผ้าฝั่งที่แดดส่องด้วย เพราะจะทำให้เห็ดแห้ง ไม่สมบูรณ์ ส่วนเรื่องโรคที่มากับเห็ด หลักๆ จะเป็นโรคไรไข่ปลา และโรคราเขียว ต้องสังเกตให้ดีหากรักษาไม่ทัน เชื้อโรคเหล่านี้จะกระจาย ทำลายดอกเห็ดเราเป็นวงกว้าง

ถามว่า คุ้มไหมกับการทำเห็ด ตอบได้เลยว่า “คุ้ม” เพราะขณะเราเก็บรอบแรกก็เห็นกำไรแล้ว แถมมีตลาดรองรับอีกด้วย ล่าสุดเพิ่งเก็บไปรอบแรก ได้ทั้งหมด 1.7 ตัน ขายส่งให้แม่ค้า ในราคากิโลกรัมละ 50 บาท เป็นเงิน 85,000 บาท (ขึ้นอยู่กับกลไกราคาของตลาดในช่วงนั้นๆ) ซึ่งการเพาะเห็ดแต่ละครั้งจะเก็บได้ 4 รอบ โดยประมาณ ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของเห็ดด้วย คาดโรงเห็ดโรงนี้จะเก็บได้ประมาณ 2.5 ตัน

หากพูดถึงเสน่ห์ที่เห็นจากฟาร์มเห็ด คงจะเป็นการช่วยเหลือกันของคนในชุมชน รวมถึงญาติพี่น้อง เมื่อถึงคราวที่เห็ดพร้อมเก็บไปขาย ทุกคนก็จะเรียกกันมาช่วยเก็บ โดยไม่มีการว่าจ้างแต่อย่างใด ถึงมีก็ส่วนน้อย เป็นการ “เอาแรง” ช่วยกัน เมื่อเก็บเห็ดฟาร์มนี้เสร็จ ครั้งต่อไปก็ออกไปช่วยอีกฟาร์มหนึ่ง หมุนเวียนเปลี่ยนกันจนครบทุกคน และเมื่อเก็บเสร็จเรียบร้อย เจ้าของฟาร์มยังแบ่งเห็ดให้คนที่มาช่วยได้นำไปประกอบอาหารอีกด้วย แถมพอตอนเย็น เจ้าของฟาร์มก็จะทำอาหารเลี้ยงผู้ที่มาช่วยงาน ล้อมวงรับประทานอาหารร่วมกัน ถือเป็นการตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ แต่สิ่งเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นความสุขทางใจอีกอย่างเลยก็ว่าได้ กับการใช้ชีวิตในชนบทแบบนี้ ดั่งคำที่เคยกล่าวในข้างต้นไว้ว่า “…สุขใดเล่า จะเท่าบ้านเรา…”

คุณทองพูน วงษา เกษตรกรเจ้าของสวนส้มโอเมืองทอง อำเภอบ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ ประสบความสำเร็จในอาชีพทำสวนส้มโอเงินล้าน โดยมีพื้นที่ปลูกส้มโอ 10 ไร่ เนื่องจากมีเทคนิคการจัดการที่ไม่เหมือนใคร ต้นทุนต่ำแต่ได้ผลผลิตเกรดเอ ขายได้ราคาดี มีตลาดรองรับ และแบ่งพื้นที่ทำเกษตรผสมผสานเสริมรายได้ เก็บผลผลิตขายได้ตลอดปี

เทคนิคการปลูกส้มโอให้ได้คุณภาพ
คุณทองพูน บอกว่า การปลูกส้มโอให้มีคุณภาพดี เริ่มจากการเตรียมแปลง พรวนดินให้ร่วนซุย ยกร่องสวนขนาดใหญ่ ไม่ต้องขุดหลุมลึก ดูระดับถุงชำกิ่งตอนส้มโอพันธุ์ดีก็พอ ปลูกห่างกันต้นละประมาณ 6 เมตร ตามความยาวของร่องสวน โดยมีเทคนิคการปลูกดังนี้

ปลูกแบบกระจายราก หรือ “แพร่ราก” เมื่อได้กิ่งตอนมาแล้ว ให้เอาดินออก ค่อยคลี่ดินออกให้เหลือแต่ราก ล้างรากก่อนนำมาปลูกลงหลุมแบบกระจายรากออกรอบลำต้นทุกทิศทาง ตอกหลักยึดลำต้นมัดให้แน่น แล้วใช้ดินละเอียดค่อยๆ กลบรากให้เต็มหลุมเท่าระดับคอต้นเดิม ใช้ฟางคลุมโคนต้น
2. รดน้ำโดยใช้ระบบสปริงเกลอร์ ช่วงแรกๆ เปิดทุกวัน วันละประมาณครึ่งชั่วโมง รดน้ำในตอนเย็น

3. การใส่ปุ๋ย ในช่วงแรกปลูกไป 1 เดือน จะใส่ปุ๋ยคอก ขี้หมู ขี้วัว หรือขี้ไก่ก็ได้ ใส่เดือนละครั้ง ครั้งละประมาณ 1 กำมือ และใส่ปุ๋ยเคมี สูตรเสมอ 15-15-15 หรือ 16-16-16 ก็ได้ ใส่พอประมาณ เดือนละครั้ง ต้นละ 1 ช้อนโต๊ะ ทุกวัน อย่าเพิ่งใส่เยอะ เพราะต้นยังเล็ก

4. ส้มโอที่ปลูกจากกิ่งตอนจะออกดอกทุกปี ต้องเด็ดดอกออก ไม่ควรไว้ผลตอนต้นยังเล็ก จะทำให้ต้นส้มโอโทรม ไม่แข็งแรง ส่งผลในระยะยาว จะทำให้ผลผลิตไม่มีคุณภาพ ควรจะเริ่มไว้ผลผลิตเมื่อปีที่ 3 แต่ไม่ควรเกิน 30 ผล ต่อต้น ปีที่ 4 ไว้ 30-40 ผล ต่อต้น ปีที่ 5 ไว้ผล 60-70 ผล ต่อต้น ปีต่อๆ ไปก็ไว้ผลมากขึ้นตามความสมบูรณ์ ในสวนคุณทองพูน ส้มโอโตเต็มที่อายุ 10 ปี ไว้ผลผลิตต่อต้น ประมาณ 200 ผล

5. การบำรุงรักษา ตั้งแต่ส้มโอเริ่มออกดอกหรือการกระตุ้นตาดอก เริ่มตั้งแต่ก่อนส้มโอจะอายุได้ 2 ปี ใส่ปุ๋ยคอกโรยรอบโคนต้น ต้นละ 1 ถัง ปุ๋ยเคมี ต้นละ 1 กำมือ ใส่พร้อมกันได้เลย โดยโรยปุ๋ยเคมีก่อนแล้วใช้ปุ๋ยคอกกลบไปเลย เมื่อส้มโอเริ่มติดดอกออกผลให้งดใส่ปุ๋ยคอก เพราะจะทำให้เปลือกส้มโอบวม

6. เทคนิคการเปิดตาดอก หลังจากตัดแต่งกิ่ง หรือเตรียมต้นแล้ว ก่อนเปิดตาดอกให้งดน้ำ 20-30 วัน จากนั้นให้อัดน้ำเต็มที่ แล้วใส่ปุ๋ยเลย ปุ๋ยสูตรแรกที่ใส่คือ 8-24-24 ต้นละ 1 กิโลกรัม พอเริ่มออกดอก ใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 หรือ 16-16-16 ใส่ทุก 2 เดือน หลังจากที่ออกดอกติดผล ใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 ทุก 15 วัน หยุดใส่ปุ๋ยก่อนเก็บเกี่ยว 1 เดือน

7. ส้มโอตั้งแต่ออกดอกจนถึงเก็บเกี่ยวจะมีอายุ 8 เดือน ทางสวนส้มโอเมืองทอง จะยึดวันเตรียมความพร้อมเปิดตาดอกในวันพ่อ และจะเริ่มเก็บขายได้ในวันแม่ของทุกปี ส้มโอมีอายุการเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ยาวนาน ถ้าดูแลให้ดี มีการตัดแต่งกิ่งทุกปี บำรุงทุกปี สามารถเก็บผลผลิตได้ยาวนานถึง 30 ปี

8. การดูแลป้องกันโรคแมลงศัตรูพืช ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญของการทำสวนส้มโอ มักพบแมลงศัตรูพืชในช่วงต้นส้มโอแตกใบอ่อน เช่น แมลงงวงช้าง จะใช้สารเคมีฉีดพ่นไล่แมลง ส่วนโรคพืชที่พบ ได้แก่ โรคโคนเน่ามักพบในช่วงฝนตกชุก หรือน้ำท่วมขัง สามารถแก้ไขโดยโรยปูนขาวรอบโคนต้น ฉีดพ่นยาแก้เชื้อรา หรือโรยยาแก้เชื้อราแล้วแต่ชนิดของยาแก้ นอกจากนี้ สามารถป้องกันได้โดยการสูบน้ำออกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้น้ำท่วมขังในสวนส้มโอ

จบแค่ ป.4 ชีวิตมีสุข ด้วยส้มโอ
คุณทองพูน วงษา เกษตรกรเจ้าของสวนส้มโอเมืองทอง เล่าว่า ผมจบแค่ ป.4 ไม่มีการศึกษามากมาย แต่วันนี้ ผมได้รับเลือกเป็นเกษตรกรดีเด่น อันดับ 1 ของจังหวัดชัยภูมิ เกษตรกรดีเด่น อันดับ 2 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนนี้สวนเราได้รับคัดเลือกจากทางจังหวัด ให้เป็นศูนย์เรียนรู้การปลูกส้มโอ ประจำจังหวัดชัยภูมิ เป็นสวนต้นแบบให้ผู้สนใจทั่วประเทศ ตั้งแต่ทำอาชีพปลูกส้มโอมากว่า 10 ปี รู้สึกมีความสุขมากมาย สบายใจ ได้เพื่อน ได้รู้จักผู้คนมากมาย ได้มีโอกาสเดินทางไปออกงาน ขายผลผลิต ได้รับการสนับสนุนจากส่วนราชการ ได้ไปศึกษาดูงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ผมเริ่มต้นชีวิตจากลูกจ้าง ทำงานมาแบบสู้ชีวิต เก็บเล็กผสมน้อยมาจนผมมาเปิดร้านอะลูมิเนียม จากผู้รับเหมาก็มาเป็นเจ้าของเอง ผมขยายกิจการจนเป็นร้านใหญ่ที่สุดในละแวกนี้ ต่อมาผมขยายกิจการไปสู่โรงงานมูลค่ากว่า 30 ล้านบาท เก็บเล็กผสมน้อยมา สร้างรีสอร์ท ชื่อเมืองทองรีสอร์ท ที่อำเภอภูเขียว เปิดร้านขายอุปกรณ์การเกษตร ปุ๋ย-ยา-เคมีภัณฑ์เพื่อการเกษตรทุกชนิด และอีกหนึ่งธุรกิจคือ ร้านกระจก ผ้าม่าน เปิดโรงเรียนอนุบาล ให้ลูกๆ ที่เรียนจบแล้วเข้ามาดูแลกิจการ พร้อมกับสะสมที่ดินไว้สร้างอนาคตอีกพอสมควร รวมมูลค่าทรัพย์สินและธุรกิจ ประมาณ 100 กว่าล้านบาท ทั้งหมดคือความภูมิใจของผมที่สร้างมาด้วยมือของตนเอง ซึ่งผมเรียนมาแค่ ป.4 ได้เท่านี้ผมก็ภูมิใจสุดๆ แล้วครับ

คุณทองพูน เล่าถึงความสำเร็จของสวนส้มโอเงินล้านว่า เริ่มปลูกส้มโอครั้งแรก ตั้งแต่ ปี 2550 จำนวน 10 ไร่ ชุดแรก 400 ต้น ได้ผลผลิตต้นละประมาณ 200 ผล ต่อ 1 ต้น จะได้ผลผลิตเกรดเอ ประมาณ 100 ผล ขายส่งออก 60% ขายภายในประเทศ 40% ผลเกรดเอ ขายกิโลกรัมละ 45 บาท เกรดรองลงมา ขายกิโลกรัมละ 35 บาท แม่ค้ามารับที่สวนแบบตกเกรด กิโลกรัมละ 25 บาท เหมาหมดพื้นที่ 10 ไร่

สวนส้มโอทำรายได้ต่อปี ไม่น้อย เพราะผมดูแลส้มโอให้มีคุณภาพ 1 ต้น ออกผลเยอะมาก บางต้นออกถึงกว่า 500-800 ลูก แต่ผมจะเด็ดออก คัดลูกที่สวยๆ เก็บไว้ต้นละ 200 ลูก ต่อต้น หากปล่อยให้ติดผลทั้งหมดจะทำให้ลูกเล็ก ผลร่วง คุณภาพไม่ได้ ขายไม่ได้ราคา ผมมีส้มโอตอนนี้ 400 ต้น เกือบ 80,000 ลูก น้ำหนักเฉลี่ยลูกละ 1-1.5 กิโลกรัม ส้มโอผมได้เกรดเอ 60% ขึ้นไป ป้อนตลาดส่งออก โดยมีพ่อค้าส่งออกมารับซื้อถึงสวน ส่วนเกรดรองลงมาก็มีแม่ค้ามารับถึงที่เหมือนกัน

“ส้มโอบ้านแท่น มีผลผลิตออกตลอดปี เพราะส้มโอสามารถทำทะวายได้ บางสวนก็จะทำผลผลิตออกปีละ 2 ครั้ง แต่ผลผลิตจะไม่ค่อยได้คุณภาพเต็มที่ ยิ่งทำส้มโอทะวายลูกจะเล็ก รสชาติจะไม่แน่นอน แต่ก่อนสวนของผมก็ทำปีละ 2 ครั้ง ผมว่ารสชาติไม่อร่อยเหมือนกับส้มโอปี ตอนนี้ผมเลยทำส้มโอออกปีละครั้ง เน้นให้ออกช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน ผลผลิตจะมีคุณภาพ รสชาติดี คือผมจะเริ่มตัดแต่งกิ่งใส่ปุ๋ยเดือนธันวาคมหรือวันพ่อ แล้วเก็บเกี่ยวผลผลิตเดือนสิงหาคม คือวันแม่ เรียกง่ายๆ ตัดกิ่งวันพ่อเก็บเกี่ยววันแม่ครับ” คุณทองพูน กล่าว

นอกจากปลูกส้มโอแล้ว คุณทองพูนยังทำสวนเกษตรผสมผสาน เช่น ปลูกแก้วมังกร 500 หลัก ปลูกกาแฟอะราบิกา แซมสวนส้มโอ อีก 800 ต้น พื้นที่ปลูกข้าวอีก 10 ไร่ และพืชผักอื่นๆ ปลูกผสมไว้อีกหลายชนิด ผลผลิตเริ่มเก็บได้ทุกอย่างตามฤดูกาล ที่สำคัญกิ่งส้มโอสามารถขายได้ตลอดเวลา กิ่งละ 50 บาท ทำเท่าไรก็ไม่พอขาย ผมกล้าพูดได้ว่าอาชีพเกษตร ทำให้ดี ดูแลเขาให้ดี รับรองได้เลยว่าสามารถสร้างรายได้ เลี้ยงชีพได้แน่นอน ที่สำคัญเป็นงานอิสระ ที่สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างสุขได้ครับ” คุณทองพูน กล่าวทิ้งท้าย

การทำเกษตรกรรมในยุคดิจิตอลถูกกำหนดโดยตลาดผู้บริโภคเป็นหลัก จึงมีผลต่อแนวทางหรือวิธีปฏิบัติของเกษตรกรจากเดิมที่เคยปลูกพืชเชิงเดี่ยวต้องปรับเปลี่ยนมาเป็นการปลูกพืชแบบผสมผสาน ช่วยทำให้เกษตรกรมีรายได้แน่นอน มั่นคง ลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางธรรมชาติ

ผลสำเร็จของการลงมือทำเกษตรผสมผสานอาจไม่ใช่เรื่องง่ายหากไม่ปฏิบัติตามกรอบวิธีและแนวทางที่ถูกต้อง ความสำเร็จของการทำเกษตรผสมผสานมีให้เห็นทั่วไป แม้หลายพื้นที่หรือชาวบ้านหลายแห่งอาจบรรลุวัตถุประสงค์ได้ด้วยการคิดนอกกรอบ แต่เหนือสิ่งอื่นใดที่ทุกคนต้องมี นั่นคือ ความใส่ใจและทุ่มเทอย่างจริงจัง จึงนำไปสู่การมีรายได้ที่มั่นคงอันเป็นเป้าหมายสำคัญ

อีกหนึ่งตัวอย่างของความสำเร็จจากการทำสวนเกษตรผสมผสานจนทำให้พลิกสถานการณ์ในการดำรงชีวิต แม้รายได้ที่เกิดขึ้นจะไม่ใช่เงินก้อนโต แต่ก็ทำให้การจับจ่ายใช้สอยทุกวัน ทุกเดือน และตลอดทั้งปีเป็นไปอย่างไม่ขัดสนหรือต้องกู้หนี้ สร้างความผาสุกให้แก่ครอบครัว

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือทุกคนของครอบครัว คุณวัชรีญา มณีรัตน์ หรือ คุณปุ๊ก ที่พักอยู่บ้านเลขที่ 66 หมู่ที่ 6 ตำบลเสนางคนิคม อำเภอเสนางคนิคม จังหวัดอำนาจเจริญ

เดิมครอบครัวคุณปุ๊กมีอาชีพเกษตรกรรมทั้งทำนาและปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ทั้งนี้ รายได้หลักมาจากการขายข้าว ส่วนคุณปุ๊กเดินทางไปทำงานหลายแห่ง กระทั่งเธอพบว่าอาชีพการเป็นลูกจ้างไม่ได้สร้างความมั่นคงหรือสร้างฐานะการเงินมากมาย จึงตัดสินใจเดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อมาตั้งหลักสร้างอาชีพพร้อมกับครอบครัว

คุณปุ๊กศึกษาเรื่องการทำเกษตรตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยมองว่าหลักคิดของทฤษฎีทั้งสองมาจากฐานความคิดเดียวกันคือ ความพออยู่พอกิน ถ้าเหลือแล้วนำไปแจก เมื่อแจกแล้วยังเหลือถึงนำไปขาย แต่ถ้าขายไม่หมดก็เปลี่ยนไปแปรรูป แล้วยังมั่นใจว่าการทำเกษตรแบบผสมผสานจะช่วยให้มีรายได้คล่องตัวกว่าเกษตรเชิงเดี่ยว

ดังนั้น จึงเริ่มจากการซื้อที่ดินจำนวน 4 ไร่ แล้วปรับปรุงพื้นที่เพื่อเริ่มปลูกหญ้าเนเปียร์ให้วัวกิน โดยการปรับปรุงพื้นที่ เริ่มจากไถเบิกหน้าดินผาล 3 ทั้งแปลง แล้วใส่ปุ๋ยคอกให้ทั่วแปลง ในอัตรา 10 กระสอบต่อไร่ พร้อมกับฉีด EM ทั่วแปลงแล้วปล่อยทิ้งไว้ 7 วัน ให้ไถผาล 7 ย่อยกลับหน้าดินทั้งแปลง พร้อมกับฉีด EM แล้วหว่านโดโลไมท์ ในอัตรา 1 กระสอบต่อไร่ พร้อมกับฉีด EM อีกทุก 15 วัน

เมื่อปรับปรุงดินเรียบร้อยจึงหว่านเมล็ดถั่วเขียวเพื่อเพิ่มไนโตรเจนในดิน ให้รดน้ำ แล้วหว่านปุ๋ยในระยะ 3 เดือน แล้วเก็บผลผลิตบางส่วน จากนั้นไถผาล 7 เพื่อกลบต้นถั่วเขียว แล้วฉีด EM แล้วจึงเริ่มปลูกหญ้าเนเปียร์ ทั้งนี้ ในระหว่างที่รอหญ้าโต ได้ขุดสระน้ำขนาดครึ่งไร่ เพื่อใช้เก็บน้ำแล้วเลี้ยงปลา โดยนำดินที่ขุดสระมาถมพื้นที่เพื่อปลูกแก้วมังกร ทำสวนมะนาว แล้วทยอยปลูกพืช ไม้ผลอีกหลายชนิด รวมถึงทำคอกเลี้ยงสัตว์ชนิดต่างๆ ด้วย

สวนเกษตรผสมผสานของคุณปุ๊กถูกวางผังการทำเกษตรกรรมแต่ละชนิดไว้อย่างเหมาะสมและมีคุณภาพ สามารถนำวัตถุดิบของแต่ละส่วน ไม่ว่าจากพืชหรือสัตว์กลับมาใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ ได้อย่างคุ้มค่า จึงทำให้ลดต้นทุนการซื้อปุ๋ยและอาหารสัตว์ได้อย่างมาก

ปัจจุบัน ไม้ผลที่ปลูก ได้แก่ แก้วมังกร ไผ่ มะนาว มะม่วง กล้วยน้ำว้าปากช่อง และมะพร้าวน้ำหอม ส่วนปศุสัตว์ ได้แก่ เลี้ยงวัว เป็ด ไก่ และปลา เธอบอกว่า กิจกรรมเกษตรที่ลงมือทำทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 3 ปี จึงเริ่มเก็บดอกผลไปขายได้ ซึ่งแก้วมังกรเป็นพืชชนิดแรกที่สร้างรายได้และเร็วกว่าที่คาดไว้ จากนั้นก็ได้ผลผลิตจากมะนาว หน่อไผ่ ตามมาด้วยสัตว์ที่เลี้ยงทุกชนิด รวมถึงยังมีไข่ไก่เก็บขายทุกวัน

“เจตนาสำคัญของแนวทางนี้คือ ทุกกิจกรรมต้องสร้างมูลค่าให้มากที่สุด พืชผลทางการเกษตรสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า คุ้มทุน อย่าง ปลูกกล้วย ก็มีรายได้จากการขายผล ขายปลี ส่วนต้นกล้วยนำไปใช้เป็นอาหารของวัว หมู ไก่ และเป็ด ขณะเดียวกัน ได้นำมูลสัตว์มาผลิตเป็นปุ๋ยแล้วกลับไปใส่ต้นหญ้า เนเปียร์ที่ปลูกไว้เป็นอาหารของวัว ทั้งนี้ เพื่อแก้ปัญหาการปล่อยวัวออกไปกินหญ้าที่อื่น ขณะเดียวกัน มูลวัวยังวนกลับมาใส่เป็นปุ๋ยสำหรับใส่หญ้าได้อีก ดังนั้น วิถีการทำเกษตรกรรมจึงมีลักษณะเป็นวงกลม”

ด้านการตลาดจะเน้นขายตามตลาดชุมชนใกล้บ้านเป็นหลัก เพราะต้องการจำหน่ายผลผลิตที่มีความสด ใหม่แก่ผู้บริโภค ซึ่งโดยมากเป็นกลุ่มพืชผักสวนครัว หรือปลาที่แพ็กใส่ถุงขนาดครึ่งกิโลกรัม ขายราคา 50 บาท ลูกค้าชอบมาก เพราะเป็นปลาที่เลี้ยงในบ่อดิน

“ในแต่ละวันตอนเช้าตรู่จะนำสินค้าไปขายที่ตลาดชุมชนเพียงไม่กี่ชั่วโมง โดยมีรายได้เฉลี่ยแล้วอย่างต่ำวันละ 300-700 บาท อีกทั้งการขายใกล้บ้านยังช่วยลดต้นทุนการเดินทาง อย่างไรก็ตาม หากผลผลิตส่วนนี้ยังมีเหลือจำนวนมากจึงนำออกไปขายที่ตลาดแหล่งอื่น”

สำหรับสัตว์ปีกอย่างเป็ด ไก่ ก็นำไปจำหน่ายยังตลาดชุมชนใกล้บ้านเช่นกัน รวมถึงยังมีพ่อค้าเข้ามารับซื้อถึงสวนด้วย ส่วนวัวจะนำไปขายที่ตลาดนัดโค-กระบือ

ในปัจจุบัน ผลผลิตทางการเกษตรอินทรีย์ของครอบครัวคุณปุ๊กได้รับความสนใจจากผู้บริโภคและพ่อค้าเป็นจำนวนมาก เนื่องจากคนเหล่านั้นทราบดีว่าสวนแห่งนี้ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ไว้ใจได้ รวมถึงยังมีประสิทธิภาพตรงตามมาตรฐาน จึงมั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัย ทำให้มียอดสั่งซื้อเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย

คุณปุ๊กใส่ใจและจริงจังกับการทำสวนเกษตรผสมผสานทุกอย่าง สิ่งใดที่ไม่รู้ก็จะขอคำแนะนำจากทางสำนักงานเกษตร รวมถึงยังค้นหาข้อมูลทางเน็ตร่วมด้วย นอกจากนั้น ยังขวนขวายหาความรู้จากภายนอกด้วยการเข้าอบรมในหลักสูตรต่างๆ พร้อมกับยังมีการแลกเปลี่ยนความรู้กับกลุ่มผู้ทำเกษตรอินทรีย์ในฐานะ Young Smart Farmer อีกด้วย

คุณปุ๊ก เผยว่า เมื่อก่อนครอบครัวทำนาปีละครั้ง จำนวน 30 ไร่ ปลูกข้าวหอมมะลิ พอขายข้าวได้ก็ต้องหักหนี้ให้กับ ธ.ก.ส. จึงเหลือไม่พอเลี้ยงครอบครัว ภายหลังที่ปรับวิธีทำเกษตรแบบสวนผสม แล้วจัดทำบัญชีรับ-จ่าย อย่างเป็นระบบ วางกรอบรายได้-รายจ่าย ให้ชัดเจนแล้วสร้างวินัยเรื่องการใช้เงิน กลับพบว่ามีรายได้ทุกวัน ทุกอาทิตย์ และทุกเดือนไม่มีขาดมือ โดยไม่จำเป็นต้องรอขายข้าว อีกทั้งแนวทางนี้ไม่ต้องใช้เงินซื้ออาหาร เพราะมีทุกอย่างแล้ว จึงทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก

“รายได้จากการขายผลผลิตเป็นรายวัน ได้แก่ ไข่เป็ด ไข่ไก่ พันธุ์หญ้า กลุ่มนี้สำหรับเป็นรายได้ใช้จ่ายในบ้าน ส่วนรายได้จากการขายผลิตเป็นรายเดือน ได้แก่ กล้วย เป็ด ไก่ ปลา หมู สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายรายเดือน เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าปุ๋ย อาหารสัตว์ และรายได้จากการขายผลผลิตเป็นรายปี ได้แก่ วัว และข้าว สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อชำระหนี้ของสถาบันต่างๆ ถ้าเหลือก็เก็บ”

“การทำเกษตรแบบผสมผสานมีส่วนสำคัญในการช่วยสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านได้อย่างมาก เพราะถ้าหากมัวแต่ทำเฉพาะเกษตรเชิงเดี่ยว ต้องรอจนกว่าเก็บผลผลิตจึงมีรายได้ แต่เกษตรผสมผสานช่วยให้มีรายได้สำหรับใช้จ่ายตลอดเวลา” คุณปุ๊ก กล่าว

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ballstep2.co.uk คุณปุ๊ก โทรศัพท์ 089-874-7266 หรือเข้าไปส่องภาพกิจกรรมการเกษตรของเธอได้ที่ fb : Watchareeya Maneerat เช้าวันหนึ่งของเดือนมกราคม พ.ศ. 2539 ช่วงนั้นผู้เขียนยังคงรับราชการอยู่ที่กลุ่มงานเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและจัดการพันธุ์ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้รับคำสั่งให้ประสานงานกับทางโรงเรียนโสตศึกษา (ชื่อเดิมคือ โรงเรียนสอนคนหูหนวก) อำเภอเมือง จังหวัดตาก เนื่องจากได้รับแจ้งว่า ในพื้นที่ของทางโรงเรียนมีมะขามป้อมต้นหนึ่ง เจริญเติบโตจากเมล็ด มีผลโต และเป็นผลไม้ของเด็กนักเรียนได้ใช้รับประทานเมื่อติดผล ทางโรงเรียนได้ทดลองขยายพันธุ์ด้วยวิธีการต่างๆ แต่ก็ไม่สำเร็จ หากลองขยายพันธุ์โดยใช้วิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจะได้หรือไม่

ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2539 ผู้เขียนจึงเดินทางไปยังจังหวัดตาก สถานที่ที่ต้นมะขามป้อมต้นดังกล่าวขึ้นอยู่ หลังจากเดินสำรวจรอบต้นดูสภาพแวดล้อมต่างๆ แล้ว พบว่า มะขามป้อมต้นดังกล่าว เข้าสู่ระยะการพักตัวในช่วงฤดูแล้ง

ชิ้นส่วนสำคัญคือ ยอดอ่อนที่มีอายุน้อยๆ ที่ต้องการเก็บเป็นชิ้นส่วนเริ่มต้นสําหรับเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อไม่มีเลย หากต้องการให้เกิดยอดอ่อนเราก็ต้องรอให้ถึงช่วงฤดูฝน ซึ่งก็กินเวลาไปอีก 3-4 เดือน ข้างหน้า และการฟอกฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ยอดมะขามป้อมในช่วงฤดูฝนก็คงยากมาก เนื่องจากความชื้นในบรรยากาศสูง เชื้อจุลินทรีย์โดยเฉพาะเชื้อราและแบคทีเรียจะเจริญได้ดี การทำงานคงมีอุปสรรคมากพอสมควร

มะขามป้อมต้นเป้าหมาย มีความสูงประมาณ 20 เมตร มีกิ่ง (ลำต้น) หลักอยู่ประมาณ 4 กิ่ง ผู้เขียนจึงขออนุญาตท่านอาจารย์บุญเติม ยิ้มแย้ม อดีตรองผู้อำนวยการโรงเรียน ว่าขออนุญาตตัดกิ่งหลักลงมาสัก 1 กิ่ง แล้วทำเป็นท่อนๆ ยาวประมาณ 1.5 เมตร

สำหรับนำไปชําที่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่กรุงเทพฯ อาจเกิดยอดอ่อนให้นำไปเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้ต่อไป หลังจากการชำกิ่งผ่านไปประมาณ 45 วัน ปรากฏว่ามะขามป้อมแต่ละท่อนเกิดยอดอ่อนขนาดเล็กจำนวนมาก สมกับความต้องการ ยอดเหล่านี้จึงถูกนำไปฟอกฆ่าเชื้อจุลินทรีย์เพื่อกำจัดเชื้อราและแบคทีเรียออกไป ซึ่งก็ทําให้ได้ชิ้นส่วนที่ปราศจากเชื้อจุลินทรีย์จำนวนพอสมควร