ส่วนการตัดชำ มีเปอร์เซ็นต์การออกรากต่ำมาก นอกจากนั้น

ยังมีวิธีขยายพันธุ์ผักหวานป่าแบบซาดิสม์ที่เรียกว่าวิธีการสกัดราก ซึ่งเป็นวิธีการเพิ่มจำนวนต้นผักหวานป่า ที่เหมาะสำหรับผู้ที่มีต้นผักหวานป่าที่มีอายุหลายปีแล้ว และมีรากบางส่วนโผล่ขึ้นมาบนดินใช้สันมีดหรือจอบทุบลงไปบนรากที่โผล่ขึ้นมาให้เปลือกที่หุ้มรากแตก ประมาณ 1 เดือน ต้นผักหวานป่าจะแตกขึ้นมาเป็นต้นใหม่ได้

ส่วนการชำราก เป็นวิธีที่เหมาะกับผักหวานป่าที่มีอายุมากกว่า 10 ปีขึ้นไป โดยใช้วิธีการเปิดหน้าดินแล้วตัดรากขนาดใหญ่เป็นท่อนๆ นำไปเพาะในถุงดำ ประมาณ 1-2 เดือน รากจะแทงรากใหม่แล้วแทงยอดขึ้นมาเป็นต้นกล้า หรืออีกวิธีใช้การขยายพันธุ์แบบแยกหน่อ คือการตัดรากขนาดใหญ่ให้เป็นแผลแล้วทาแผลด้วยปูนกินหมาก เมื่อปูนแห้งจึงกลบดินกลับเหมือนเดิม รดน้ำสม่ำเสมอ ประมาณ 1-2 เดือน ก็จะมีหน่อผักหวานแทงขึ้นมา เมื่อหน่อโตก็ให้ขุดย้ายมาชำในถุงต่ออีก

แต่วิธีการขยายพันธุ์โดยใช้รากทั้งหลายที่บอกมา เกษตรกรจะต้องมีต้นแม่พันธุ์ในปริมาณมาก จึงจะขยายพันธุ์ได้มาก และการขยายพันธุ์ด้วยรากแบบนี้อาจทำได้ไม่มาก เนื่องจากจะทำให้ต้นแม่พันธุ์โทรมเร็วและเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรค

การขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด
การขยายพันธุ์ผักหวานป่าด้วยวิธีการเพาะเมล็ดเป็นอีกวิธีที่นิยมทำกัน ผลของผักหวานป่าเป็นผลเดี่ยวที่มีรูปไข่ ถึงค่อนข้างกลม ผลอ่อนสีเขียว มีนวลเคลือบโดยรอบต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองครีมหรือเหลืองอมส้มเมื่อแก่ เปลือกบาง เนื้อฉ่ำน้ำ มีเมล็ดเดี่ยว วิธีเพาะเมล็ดผักหวานป่าโดยทั่วไปคือ ใช้เมล็ดผักหวานป่าที่สุกแล้วเปลือกจะมีสีเหลืองสด นำมาเอาเนื้อของผลผักหวานป่าออก แล้วเพาะในภาชนะที่เตรียมไว้ประมาณ 2 เดือน จึงจะเริ่มงอก

ปัญหาจากการขยายพันธุ์ผักหวานป่าโดยการใช้เมล็ดก็คือ เปอร์เซ็นต์การงอกต่ำ นอกจากนั้น การที่รากผักหวานจะเจริญเติบโตได้เร็วจะทำให้รากผักหวานป่าโค้งงอภายในภาชนะที่ใช้เพาะชำ ซึ่งสิ่งนี้ส่งผลเสียอย่างมากเมื่อนำผักหวานป่าไปปลูกในสภาพแปลง เพราะจะทำให้ต้นกล้าชะงักการเจริญเติบโตเป็นเวลานาน

เพาะเมล็ดผักหวานป่าในขวดน้ำพลาสติกใส วิธีง่ายๆ แต่ได้ผล

ที่กาญจนบุรี มีนักวิชาการท่านหนึ่งคือ ว่าที่ร้อยตรีสมยศ นิลเขียว นักวิชาการเกษตรของมหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี ประยุกต์ใช้วิธีง่ายๆ ในการเพาะขยายพันธุ์ผักหวานป่า

“ผมพบว่า การเพาะขยายพันธุ์ผักหวานป่าด้วยเมล็ดในขวดน้ำพลาสติกใส นอกจากจะเป็นการช่วยโลกนำพลาสติกกลับมาใช้ใหม่และช่วยให้เกษตรกรมีทางเลือกในการเพาะขยายพันธุ์พืชชนิดนี้ด้วย”

เทคนิคการเพาะเมล็ดผักหวานป่าของ ว่าที่ร้อยตรีคุณสมยศ ทำได้ง่ายๆ ดังนี้ อุปกรณ์
1. ชวดน้ำพลาสติกใส ขนาด 1.5 ลิตร
2. เมล็ดผักหวานป่าเท่ากับจำนวนของขวด
3. ดินผสมที่ใช้ในการเพาะ (ดินร่วน 1 ส่วน ทราย 1 ส่วน ขี้เถ้าแกลบ 1 ส่วน)
4. มีดปอกผลไม้
5. ตะปู หรือเหล็กแหลม เพื่อใช้ในการเจาะรู

วิธีการเพาะ
1. นำผลสุกมาแช่น้ำไว้ 1-2 ชั่วโมง เพื่อที่จะทำให้เปลือกและเนื้อของเมล็ดผักหวานหลุดออกได้ง่าย

2. ล้างน้ำขยี้เปลือกและเนื้อของผลเททิ้งให้เหลือเฉพาะเมล็ดลักษณะคล้ายเมล็ดบัว

3. ล้างให้สะอาดอีกครั้ง เพื่อความมั่นใจว่าเนื้อลอกออกไปหมดแล้ว เพราะเนื้อผลผักหวานมีรสหวาน มดแมลงชอบเข้ามากัดกิน ทำให้เมล็ดไม่สมบูรณ์ อีกอย่างก็คือ เชื้อรา ถ้าเกิดเชื้อราแล้วเมล็ดจะไม่ค่อยงอกหรืออาจจะเสียได้

4. นำเมล็ดที่ล่อนแล้วไปผึ่งลมให้แห้ง สามารถเก็บไว้ได้ 15 วัน (ห้ามโดนแดด) ผสมวัสดุปลูกให้เข้ากัน

5. เจาะรูที่บริเวณก้นขวด เพื่อให้มีการระบายน้ำและใช้มีดปาดที่คอขวด แต่ไม่ให้ขาดเพื่อจะได้ใส่ดินให้สะดวกมากยิ่งขึ้น

6. นำดินที่ผสมดีแล้ว ใส่ลงไปในขวดจนถึงบริเวณคอขวดที่ตัด แล้วรดน้ำให้ชุ่ม

7. นำเมล็ดลงปลูกลงในขวด ฝังให้แค่พอมิด รดน้ำให้ชุ่ม ประมาณ 1 เดือน รากของเมล็ดผักหวานป่าจะงอก

8. เมื่อต้นผักหวานป่ามีอายุได้ประมาณ 2 เดือนครึ่งถึง 3 เดือน สามารถที่จะนำไปปลูกลงแปลงได้

ข้อได้เปรียบของการเพาะเมล็ดผักหวานป่า
ในขวดน้ำพลาสติกใส
ว่าที่ร้อยตรีสมยศเล่าว่า ข้อดีของการเพาะเมล็ดผักหวานป่าในขวดพลาสติกมีหลายอย่าง นอกจากจะเป็นการรียูธ เอาขวดพลาสติกกลับมาใช้ประโยชน์ช่วยลดขยะแล้ว สิ่งสำคัญที่เกษตรกรจะได้ประโยชน์จากการขยายพันธุ์ผักหวานป่าวิธีนี้คือ การเพาะเมล็ดผักหวานป่าในขวดพลาสติกใสทำให้รากไม่งอ เพราะการเพาะเมล็ดผักหวานป่าในถุงเพาะชำสีดำที่เราเคยชินนั้น เราจะมองไม่เห็นรากว่าเจริญเติบโตไปขนาดไหนแล้ว

ผักหวานป่า เป็นพืชป่าที่มีระบบรากแข็งแรงและลงรากลึกเมื่อเพาะเมล็ดจนงอกแล้วรากของผักหวานจะเจริญได้เร็ว หากมีสิ่งกีดขวางจะทำให้รากคดงอทำให้เกิดปัญหาเมื่อนำไปปลูกลงดินในสภาพสวน เพราะจะเจริญเติบโตช้า แต่การเพาะเมล็ดผักหวานป่าในขวดน้ำพลาสติกใสจะมองเห็นการเจริญของราก ซึ่งจะช่วยลดปัญหารากคดงอไปได้ระดับหนึ่ง นอกจากนั้น การที่มีคอขวดเป็นฝาปิดจะช่วยปกป้องต้นอ่อนผักหวานป่าไม่ให้โดนแมลงมารบกวนได้อีกทางหนึ่งด้วย

“ผมมีแปลงผักหวานป่าที่ปลูกไว้ในพื้นที่ประมาณ 2 ไร่ เป็นต้นผักหวานป่าที่ได้จากการเพาะเมล็ดในขวดน้ำพลาสติกทั้งหมด ซึ่งพบว่ามีการเจริญเติบโตดีในสภาพแปลงปลูกที่ปล่อยให้เป็นลักษณะธรรมชาติ ไม่ต้องมีการดูแลรักษามากนัก”

ว่าที่ร้อยตรีสมยศ ฝากบอกทิ้งท้ายว่า “ผมทดลองการเพาะเมล็ดผักหวานป่าในขวดน้ำพลาสติกมาหลายปีแล้ว พอจะสรุปผลได้ว่าเป็นทางเลือกหนึ่งที่ใช้ได้ผลในเรื่องการแก้ปัญหางอกยาก รากงอ โตช้า ของผักหวานป่า ใครที่สนใจจะนำวิธีการนี้ไปใช้ก็ได้ไม่ว่ากัน”

หรือใครสนใจต้นกล้าผักหวานป่า หรือจะพูดคุยกับ มะคาเดเมีย เป็นไม้ผลยืนต้นประเภทไม้ผลัดใบ เปลือกนอกสีเขียวเมื่อลอกเปลือกนอกออกจะเป็นเมล็ดสีน้ำตาลเข้ม ลักษณะแข็งมาก เรียกว่า “นัท” เป็นถั่วเปลือกแข็ง เนื้อในมีสีขาวปนเหลือง รสชาติอร่อย มัน กรอบ ประกอบด้วยน้ำมัน ซึ่งเป็นไขมันอิ่มตัวไม่มีคอเลสเตอรอลช่วยลดไขมันในเส้นเลือด ช่วยลดอัตราการเป็นโรคหัวใจและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง จึงเป็นที่นิยมของผู้รักสุขภาพ ปัจจุบัน มะคาเดเมีย จึงถูกนำมาแปรรูปหลากหลายชนิด สร้างงานอาชีพแก่ชุมชนเช่นเดียวกับ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปมะคาเดเมียดอยช้าง บ้านดอยช้าง ต.วาวี อ.แม่สรวย จ.เชียงราย

คุณสุพจน์ วินิจวงษ์พนา ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปมะคาเดเมียดอยช้าง กล่าวถึงที่มาของโครงการแปรรูปและปลูกมะคาเดเมียว่า พื้นที่บ้านดอยช้างเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกมะคาเดเมีย เพราะมีความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่น้อยกว่า 700 เมตร มีแหล่งน้ำที่สามารถให้น้ำได้ตลอดทั้งปี ดินเป็นดินโปร่งสามารถระบายน้ำได้ดี สภาพอากาศที่เหมาะในการปลูกมะคาเดเมีย ชาวบ้านบ้านดอยช้างจึงปลูกต้นมะคาเดเมียไว้ เพื่อเป็นเป็นร่มเงาให้ต้นกาแฟ พร้อมสร้างรายได้เสริมจากการปลูกต้นกาแฟ

ภายหลังจากที่จำนวนต้นมะคาเดเมียมากขึ้น ผลผลิตของมะคาเดเมียก็เพิ่มตามมา ดังนั้น ทางกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปมะคาเดเมียดอยช้าง จึงนำผลมะคาเดเมียมาแปรรูปให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำรายได้ให้กับชุมชนบ้านดอยช้าง นอกจากนี้ ยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น เพราะมะคาเดเมียเป็นไม้ยืนต้นและมีลำต้นขนาดใหญ่ โดยใช้ชื่อผลิตภัณฑ์ว่า “มะคาเดเมีย ลีซอ” มีผลิตภัณฑ์ 2 ชนิด คือ มะคาเดเมียอบแห้ง มีทั้งรสธรรมชาติและอบเกลือ อีกชนิดคือ น้ำมันมะคาเดเมีย ใช้สำหรับทาผิว ให้ผิวนุ่มชุ่มชื่นและยังมีความเข้มข้นของกรดไขมัน ปาล์มโตเลอิกค่อนข้างสูง ซึ่งกรดไขมันนี้เป็นไขมันชนิดเดียวกันกับต่อมไขมันในร่างกายที่ขับออกมา จึงสามารถซึมซาบเข้าสู่ผิวได้อย่างง่ายดาย

คุณสุพจน์ เปิดเผยเพิ่มเติม ถึงขั้นตอนการผลิตมะคาเดเมียอบแห้งว่า เริ่มจากการรวบรวมเมล็ดมะคาเดเมียจากชาวบ้านที่นำมาขายให้กลับกลุ่มฯ จากนั้นกะเทาะเปลือกเขียวออกก่อนจะได้กะลามะคาเดเมียที่เป็นสีน้ำตาลเข้มเปลือกมะคาเดเมียแข็งมาก พอได้กะลาแล้วนำไปแยกขนาดโดยใช้เครื่องคัดแยกเป็น 3 ขนาด คือ เล็ก กลาง ใหญ่ จากนั้นนำมาตากในที่ร่มไว้ ประมาณ 1 สัปดาห์ ให้แห้งเพื่อลดความชื้น แล้วนำกะลามะคาเดเมียไปอบ หลังจากนั้น นำมะคาเดเมียที่อบแล้วมากะเทาะกะลาออกด้วยเครื่องกะเทาะกะลาจะได้เนื้อในมะคาเดเมียที่มีเนื้อในสีขาวปนเหลือง นำมาแยกเนื้อมะคาเดเมียที่เต็มเมล็ดและครึ่งเมล็ดออกจากกัน เพราะเนื้อในของมะคาเดเมียที่เต็มเมล็ดจะมีราคาดีกว่า หลังจากนี้นำไปอบโดยอบต่อเนื่อง 48 ชั่วโมงหรือ 2 วัน จากนั้นนำมาบรรจุใส่ถุงสุญญากาศแล้วแช่เย็นเพื่อคงความอร่อยและคงสภาพไว้ได้นาน ก่อนจำหน่ายจะนำมาแพ็กใส่ถุงจำหน่ายตามที่ลูกค้าสั่ง

สำหรับผู้สนใจมะคาเดเมีย ลีซอ สามารถซื้อได้ที่จุดขายของฝากจังหวัดเชียงราย ขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ สนามบินเชียงใหม่ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปมะคาเดเมียดอยช้าง 562 หมู่ที่ 3 บ้านดอยช้าง ต.วาวี อ.แม่สรวย จ.เชียงราย โทร. 084-739-2418

ผู้เขียนได้มีโอกาสไปดูงานการเกษตรที่ไต้หวันบ่อยครั้ง ระหว่างดูงานผลไม้ที่เสิร์ฟหลังอาหารทุกมื้อจะเป็น “แตงโม” คณะผู้ร่วมดูงานทุกคนต่างให้ความเห็นตรงกันว่า แตงโม ที่ปลูกในไต้หวันมีรสชาติหวาน กรอบ อร่อยมาก บางคนถึงกลับบอกว่าไม่เคยรับประทานแตงโมที่มีรสอร่อยเช่นนี้มาก่อน

ผู้เขียนยังได้สังเกตต่อไปว่า แตงโมที่นำมาให้รับประทานนั้น จะเฉือนเป็นชิ้นติดเปลือก ซึ่งเมื่อสังเกตแล้วคาดจากสายตาว่าน่าจะเป็นแตงที่มีขนาดผลใหญ่มาก แตกต่างจากแตงโมที่นิยมปลูกในประเทศไทย ซึ่งมีขนาดของผลเล็กกว่า ระหว่างการเดินทางดูงานเกษตรที่ไต้หวันได้มีโอกาสแวะชมตลาดขายผลไม้ตามอำเภอต่างๆ ได้พบเห็นแตงโมมีวางขายเป็นจำนวนมากและมีขนาดของผลใหญ่มาก น้ำหนักผลเฉลี่ย 15-30 กิโลกรัม และนี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้เขียนให้ความสนใจที่จะหาซื้อเมล็ดแตงโมยักษ์ไต้หวันสายพันธุ์นี้มาทดลองปลูกในประเทศไทย

แตงโมยักษ์ไต้หวัน มีพื้นที่ปลูกมาก ที่จังหวัดอิ๋นหลิน

อิ๋นหลิน (Yunlin) เป็นแหล่งเกษตรกรรมที่สำคัญของไต้หวันจังหวัดหนึ่ง พื้นที่อยู่ทางทิศตะวันตกของเกาะไต้หวัน แตงโมยักษ์มีพื้นที่ปลูกมากที่จังหวัดนี้คือ มีพื้นที่ปลูก ประมาณ 6,250 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ยปีละประมาณ 16,000 ตัน โดยมีช่วงฤดูกาลปลูกจะอยู่ระหว่างเดือนพฤษภาคม-เดือนสิงหาคมของทุกปี สภาพพื้นที่ปลูกที่เหมาะสมที่สุดคือ ดินร่วนปนทราย ลักษณะเด่นของแตงโมยักษ์ไต้หวันจัดเป็นแตงโมขนาดผลใหญ่ ถ้ามีการบำรุงรักษาที่ดีน้ำหนักผลจะมีน้ำหนักได้ถึง 30 กิโลกรัม รูปทรงผลรีคล้ายลูกรักบี้ เปลือกมีสีเขียวอ่อนและมีลายทั่วผล เนื้อมีสีแดงเข้ม การขายผลผลิตแตงโมยักษ์ในไต้หวันถ้าขายแบบยกผล จะมีราคาเฉลี่ย กิโลกรัมละ 20-30 บาท แต่ส่วนใหญ่พ่อค้าที่นำมาขายปลีก จะผ่าขายเป็นชิ้นๆ

มาทดลองปลูกที่ประเทศไทย

ในที่สุดได้นำเข้าเมล็ดแตงโมยักษ์ไต้หวันมาทดลองปลูกที่ สวนคุณลี อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โทร. 081-901-3760 โดยเริ่มต้นจากการเพาะกล้าด้วยการนำเมล็ดแตงโมมาแช่ในน้ำอุ่น นานประมาณ 30 นาที จากนั้นให้นำเอาเมล็ดมาบ่มในผ้าขาวบางที่เก็บความชื้น เก็บไว้ในอุณหภูมิห้อง ประมาณ 2-3 วัน เมล็ดจะเริ่มแทงรากออกมา นำเมล็ดไปเพาะในกระบะเพาะกล้า รดน้ำทุกวันจนต้นกล้ามีอายุได้ 10-13 วัน จึงย้ายต้นกล้าแตงโมยักษ์ลงปลูกในแปลง (มีข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับการปลูกแตงโมในช่วงฤดูหนาว มีเกษตรกรบางรายหยอดเมล็ดลงปลูกในหลุมเลย จะพบว่า เมล็ดงอกช้ามากหรือไม่งอกเลย เนื่องจากถ้าอุณหภูมิของดินปลูกต่ำกว่า 15.5 องศาเซลเซียส เมล็ดแตงโมจะไม่งอกโดยธรรมชาติ แก้ปัญหาด้วยการหุ้มเมล็ด แช่เมล็ดแตงโมในน้ำอุ่น ทิ้งไว้ 1 วัน กับ 1 คืน แล้วเอาผ้าเปียกห่อวางไว้ในที่ร่ม จะช่วยทำให้เมล็ดแตงโมงอกได้เร็วขึ้น)

ได้มีการเตรียมแปลงด้วยการขึ้นแปลงแบบคู่กัน โดยให้มีความกว้างของแปลง ประมาณ 1 เมตร สำหรับความยาวของแปลงขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และความสะดวกในการจัดการ แปลงปลูกแตงโมแต่ละคู่จะให้ห่างกันประมาณ 7-10 เมตร เพื่อให้เป็นพื้นที่ให้เถาแตงโมได้เลื้อยและติดผล สภาพของดินปลูกถ้าเลือกสภาพดินได้ควรเป็นดินร่วนปนทรายจะเหมาะสมที่สุด เนื่องจากมีการระบายน้ำที่ดี จะต้องปรับสภาพค่าความเป็นกรด-ด่าง ให้มีค่า pH เฉลี่ยอยู่ที่ 6-6.5 ถ้าดินมีสภาพความเป็นกรดให้ใส่ปูนขาว เนื่องจากเป็นแตงโมที่มีขนาดของผลใหญ่มาก ระบบการให้น้ำจะต้องดีและมีประสิทธิภาพ จึงใช้ระบบน้ำหยด ต้นละ 1 หัว และแปลงปลูกจะคลุมแปลงด้วยพลาสติก โดยให้ด้านสีบรอนซ์อยู่ด้านบน ซึ่งจะมีส่วนช่วยไล่แมลงศัตรูแตงโมได้ระดับหนึ่ง ก่อนย้ายต้นกล้าลงปลูกควรจะรองก้นหลุมด้วยสาร สตาร์เกิล จี อัตรา 2 กรัม ต่อหลุม

การไว้เถา และการเด็ดตาข้างของการปลูกแตงโมยักษ์ไต้หวัน

ความจริงแล้วในการทดลองปลูกแตงโมยักษ์ไต้หวันนั้น ในการเตรียมแปลง, การปลูก และการบำรุงรักษาใช้วิธีการเดียวกับการปลูกแตงโมในบ้านเรา แต่มีรายละเอียดปลีกย่อยและเทคนิคที่มีความแตกต่างกันบางประการเท่านั้น อาทิ ในแต่ละต้นหรือแต่ละหลุมปลูกจะปล่อยให้ผลแตงโมยักษ์ติดเพียงผลเดียวเท่านั้น ในขณะที่การปลูกแตงโมของเกษตรกรไทยจะปล่อยให้ติดหลายผล อย่างน้อย 2-3 ผล ต่อ 1 ต้น หลังจากที่ปลูกต้นกล้าแตงโมยักษ์ลงแปลง มีการแตกใบใหม่ออกมา 2-3 ใบ ให้เด็ดยอดแตงโมออกเพื่อให้แตกออกเป็น 2 ตา ซึ่ง 2 ตา ข้างต้นดังกล่าวจะเจริญเติบโตเป็นเถา 2 เถา และจะให้แตงโมติดผลเพียงเถาเดียวเท่านั้น ส่วนอีกเถาหนึ่งให้สังเคราะห์แสงเพื่อช่วยเลี้ยงผลเท่านั้น

ในการเด็ดตาข้าง จะเด็ดตาข้างตั้งแต่ตาข้างที่ 1-19 ของทั้งสองเถาและจัดการเถาให้เลื้อยไปในแนวทางเดียวกัน มีการจัดเถาให้เลื้อยไปในแนวทางเดียวกัน เพื่อไม่ให้เถาพันกันและง่ายต่อการจัดการ ตั้งแต่ตาข้างที่ 20 เป็นต้นไป ไม่จำเป็นจะต้องเด็ดทิ้ง มีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ทุกข้อที่มีตาข้างจะมีรากแทงออกมา จึงควรเจาะพลาสติกเพื่อให้รากแทงลงไป ยิ่งมีจำนวนรากมากเท่าไร จะมีส่วนช่วยให้ผลแตงโมมีขนาดใหญ่ขึ้นด้วย

การผสมดอกมีส่วนสำคัญของการปลูกแตงโมยักษ์ ถ้าเป็นไปได้เมื่อผสมดอกจนติดผลแล้วควรเลือกผลที่ 3 หรือ 4 โดยนับจากการติดผลแรกจะดีที่สุด ช่วงเวลาในการผสมดอกคือ ช่วงเวลาเช้า 06.00-09.00 น.

การกำจัดวัชพืช…หลีกเลี่ยงการกำจัดวัชพืช และการเข้าไปย่ำในแปลงปลูกแตงโม ก่อนปลูกควรมีการฉีดยาคลุมวัชพืชให้ดี และหลีกเลี่ยงการเข้าไปขยับเถา เนื่องจากตาข้างของทุกเถาจะมีรากที่แทงออกมาช่วยในการหาอาหารส่งไปเลี้ยงผล หรือจะใส่ปุ๋ยช่วยบริเวณที่มีรากแทงออกมา ดังนั้น การเด็ดตาข้างจึงควรใช้มีดตัดที่ตาข้าง หรือเด็ดตอนที่ตาข้างเริ่มแตกออกมาจะดีที่สุด และไม่ควรยกเถาขึ้นโดยเด็ดขาด

การให้น้ำและการให้ปุ๋ย

ในการให้น้ำแตงโมยักษ์ในช่วงการเจริญเติบโต ควรให้น้ำโดยให้มีความชื้นในแปลงอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่ควรให้แปลงปลูกแห้ง หรือชื้นแฉะเกินไป การให้น้ำไม่สม่ำเสมอจะส่งผลทำให้ผลแตงโมแตกได้ โดยเฉพาะในช่วงที่แตงโมผสมติด ผลแตงโมจะตอบสนองต่อการให้น้ำได้ดี ดังนั้น เกษตรกรควรหมั่นตรวจสอบแปลงและการให้น้ำที่เหมาะสมทุกวัน

ก่อนการเก็บเกี่ยว ประมาณ 5-7 วัน ควรงดการให้น้ำหรือให้น้ำน้อยลง เพื่อให้แตงโมมีความหวานกรอบ อร่อย หลังจากปลูกแตงโมยักษ์ไปได้ 3-5 วัน สำรวจและปลูกซ่อมต้นที่ตายไป
การให้ปุ๋ยแตงโมยักษ์ มีดังนี้ อายุต้น 5-8 วัน หลังจากลงหลุมปลูกผสมปุ๋ยยูเรีย 20 กรัม สารเมทาแลกซิล 30 กรัม และสารรีเฟส (กระตุ้นการเจริญเติบโตของราก ทำให้รากสมบูรณ์ แข็งแรง ดูดซึมแร่ธาตุและสารอาหารได้ดีขึ้น และสามารถเคลื่อนย้ายสารอาหารให้แพร่กระจายทั่วทั้งต้นพืชได้รวดเร็ว) 30 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร (รดที่โคนต้นแตงโม ต้นละ 10-20 ซีซี) ช่วยเร่งการเจริญเติบโต รากแข็งแรง และป้องกันโรคทางดิน

อายุต้น 10-20 วัน ผสมปุ๋ยยูเรีย หรือ 15-0-0 (อัตรา 1 กรัม ต่อต้น) ทุกวัน โดยการผสมน้ำรดโคนต้น และบริเวณเถาที่ติดราก อายุต้น 20-30 วัน ใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ เช่น 16-16-16 (อัตรา 5-10 กรัม ต่อต้น) ร่วมกับปุ๋ยเกล็ด สูตร 21-21-21 อัตรา 3 กรัม ต่อต้น ผสมน้ำแล้วรดทางดินจะช่วยให้พืชนำไปใช้ได้เร็วขึ้น ช่วยให้การติดดอกและการผสมดอกดีขึ้น อายุต้นหลังการผสมดอก ประมาณ 45 วัน (ช่วงติดผลเท่าไข่ไก่-หัวเด็ก) ใส่ปุ๋ย สูตร 13-13-21 อัตรา 10 กรัม ต่อต้น

อายุต้น 45-50 วัน (ผลเริ่มเข้าสีขนาด 5-8 กิโลกรัม) ช่วงนี้แตงโมต้องการใช้อาหารไปเพื่อเพิ่มขนาดของผลอย่างรวดเร็ว ควรให้ปุ๋ย สูตร 13-0-46 อัตรา 3 กรัม ต่อต้น+แคลเซียมไนเตรต อัตรา 1 กรัม ต่อต้น สลับกับปุ๋ย สูตร 0-0-50 อัตรา 3 กรัม ต่อต้น+แคลเซียมไนเตรต 1 กรัม ต่อต้น ผสมน้ำรดสลับกันทุกวัน

อายุต้น 53 วัน-เก็บเกี่ยว ใส่ปุ๋ย สูตร 0-0-50 อัตรา 5 กรัม ต่อต้น ผสมน้ำรดแตงโมก่อนเก็บเกี่ยว รวม 3 ครั้ง หลังจากนั้นควรงดการให้น้ำก่อนการเก็บเกี่ยว 5-7 วัน

ปลูกแตงโมยักษ์ในไทย : ตลาดอยู่ที่ไหน

จริงอยู่พฤติกรรมในการบริโภคแตงโมของคนไทยมักจะคุ้นเคยกับแตงโมที่มีขนาดผลไม่ใหญ่มากนัก มีน้ำหนักผลเฉลี่ย 3-5 กิโลกรัม เท่านั้น ในขณะที่ผู้บริโภคตามเมืองใหญ่ๆ เช่น กรุงเทพมหานคร, เชียงใหม่ ฯลฯ หรือเมืองท่องเที่ยว เช่น พัทยา, ภูเก็ต ฯลฯ พ่อค้าซื้อแตงโมยักษ์ไปแบ่งผ่าเป็นชิ้นๆ ขายเหมือนกับที่ไต้หวัน จึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งทางการตลาดในอนาคต ความจริงแล้วตามโรงแรมหรือการจัดงานเลี้ยงตามสถานที่ต่างๆ มีความต้องการแตงโมที่มีขนาดของผลใหญ่ ขอเพียงแต่แตงโมมีรสชาติหวานกรอบและอร่อยเป็นอันใช้ได้ ทางสวนคุณลีได้นำผลผลิตแตงโมยักษ์บางส่วนมาทดลองคั้นน้ำแยกกาก เพื่อทำเป็นน้ำแตงโมสด 100% (ตามห้องอาหารโรงแรมใหญ่ๆ ในกรุงเทพมหานคร จะมีน้ำแตงโมสดบริการแขกที่มาใช้บริการ)

ผลปรากฏว่าแตงโมยักษ์ที่มีน้ำหนักผลประมาณ 15 กิโลกรัม เมื่อทำเป็นน้ำแตงโมสด 100% บรรจุขวดละ 200 ซีซี ได้จำนวน 50 ขวด เป็นอย่างน้อย และนำมาจำหน่ายถึงผู้บริโภค ในราคาขวดละ 10 บาท นั่นแสดงให้เห็นว่าแตงโมยักษ์ผลหนึ่งจะทำรายได้ถึงผลละ 400-500 บาท

จากการปลูกและเก็บเกี่ยวผลผลิตแตงโมยักษ์ไต้หวันมานานเกือบ 10 ปี ปลูกที่สวนคุณลี อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร ซึ่งปลูกในสภาพไร่พื้นราบและมีอุณหภูมิเหมือนกับพื้นที่ที่ปลูกแตงโมทั่วไป

สรุปข้อมูลว่า สามารถปลูกและให้ผลผลิตมีขนาดผลใหญ่ได้เหมือนกับที่ปลูกในไต้หวัน ในเรื่องของรสชาติ โดยเฉพาะการปลูกในช่วงฤดูฝนปริมาณน้ำฝนอาจจะมีผลต่อรสชาติบ้าง แต่หากคุมปุ๋ยให้ดีก็จะไม่มีปัญหาเรื่องของรสชาติ แต่ผลผลิตที่ปลูกในรุ่นถัดมาคือ ช่วงปลายฝนต้นหนาวตลอดไปถึงช่วงหน้าแล้ง ซึ่งสามารถควบคุมปริมาณน้ำได้และเป็นช่วงหมดฝน รสชาติของผลผลิตมีความหวานและกรอบมาก

ในเรื่องของโรคและแมลงแตงโมยักษ์เหมือนกับการปลูกแตงโมทั่วไป สิ่งที่จะต้องระวังเป็นพิเศษคือ โรคเถาเหี่ยว ที่เกิดจากเชื้อราฟิวซาเรียม ซึ่งโรคนี้เป็นปัญหาหลักของการปลูกแตงโมในบ้านเรา โรคนี้จะระบาดมากในช่วงแตงโมออกดอก, การปลูกแตงโมซ้ำที่เดิม และสภาพดินเป็นกรดจัด และเรื่องของเพลี้ยไฟที่มักจะทำลายยอดแตงโมเสียหาย

เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีโอกาสเข้าร่วมรับฟัง คุณส่งศักดิ์ คำชัยลึก และ คุณปริวรรต ปัญจะ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรของศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านแมลงเศรษฐกิจ จังหวัดเชียงใหม่ บรรยายความรู้เรื่องการเลี้ยงชันโรง ภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพทางการเกษตรแก่เกษตรกร นึกไม่ถึงเลยว่าแมลงพื้นบ้านธรรมดา ที่เดิมชาวบ้านใช้ประโยชน์จากชันเพื่ออุดรอยรั่วต่างๆ และใช้อุดใต้ฐานพระนั้น จะมีคุณค่าอนันต์มากมาย

ผึ้งที่ว่าผสมเกสรเก่งแล้ว ยังไม่เท่าชันโรง เพราะผึ้งเมื่อเก็บเกสรจากดอกไม้แล้วจะปล่อยฟีโรโมนหรือกลิ่นตัวของมัน ทำให้ผึ้งตัวต่อไปไม่มาตอมหรือเก็บเกสร แต่ชันโรงไม่สนใจถึงใครจะดอมดมเก็บเกสรแล้ว มันยังคงเข้าเก็บเกสรทุกดอกทุกรวง เพราะนิสัยของชันโรงชอบเก็บเกสรเข้ารังถึง 80% ทำให้สามารถช่วยผสมเกสรให้กับพืชต่างๆ ได้ดีสุดยอด

ในส่วนการเก็บน้ำหวาน จะเก็บเข้ารังเพียง 20% จึงทำให้มีราคาสูงกว่าน้ำผึ้งทั่วไป 10-20 เท่าตัว ซึ่งน้ำผึ้งชันโรงนั้น จะมีชันผึ้งละลายปะปนอยู่ สีจึงค่อนข้างดำหรือสีเข้ม มีความเป็นกรดค่อนข้างสูง จึงมีรสเปรี้ยว ที่สำคัญมีคุณสมบัติเป็นสารยับยั้งการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ ใช้เป็นสารปฏิชีวนะในการรักษาโรคระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหาร โรคผิวหนัง ฆ่าเชื้อโรค ล้างไขมัน บำรุงผิวพรรณ บำรุงสายตา บำรุงประสาท ต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันมะเร็ง เบาหวาน ความดัน รักษาอาการเจ็บคอและอื่นๆ อีกมากมาย

จากผลการวิจัยของสำนักวิทยาศาสตร์ต่างๆ Royal Online ในประเทศไทย พบว่า น้ำผึ้งและชันจากชันโรง มีวิตามินบี 1 วิตามินบี 6 สารไนอะซิน สารต้านอนุมูลอิสระ ต้านเชื้อโรค เพิ่มภูมิคุ้มกัน ตลอดจนสารยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานินที่ผิวหนัง

ชันโรง เป็นแมลงจำพวกผึ้งชนิดหนึ่งที่ไม่มีเหล็กไน จึงไม่ต่อยแต่กัดได้ พบโดยทั่วไปในเขตร้อน ตลอดจนบริเวณใกล้เคียงที่ติดกับเขตร้อนและมีอยู่ในท้องถิ่นทั่วไปในประเทศไทยมานานแล้ว ภาคเหนือเรียกชันโรงตัวเล็กว่า “ขี้ตังนี หรือ ขี้ตึง” ถ้าตัวใหญ่เรียกว่า ขี้ย้าดำ ถ้าเป็นชันโรงยักษ์เรียกว่า ขี้ย้าแดง ภาคใต้เรียก แมลงอุ่ง ภาคตะวันออก เรียกว่า ตัวชำมะโรง หรือ อีโลม ภาคอีสานเรียกว่า ขี้สูด ภาคตะวันตก เรียก ตัวตุ้งติ่ง หรือ ติ้ง ชันโรงจัดเป็นแมลงสังคมชั้นสูง ภายในรังประกอบด้วยวรรณะ 3 วรรณะ คือ วรรณะนางพญา (Queen) วรรณะชันโรงงาน (Worker) วรรณะเพศผู้ (Drone) โดยแต่ละวรรณะทำหน้าที่แตกต่างกันภายในรัง และชันโรงมีวงจรชีวิตเช่นเดียวกับผึ้ง คือ ระยะไข่ (6-7 วัน) ระยะตัวอ่อน/หนอน (6-7 วัน) ระยะดักแด้ (26 วัน) และระยะตัวเต็มวัย (210 วัน)

ชันโรงนางพญา เปรียบเสมือนหัวหน้าครอบครัว มีหน้าที่หลักคือ วางไข่และดูแลชันโรงทุกตัวภายในรังให้อยู่ด้วยความเรียบร้อย นางพญาจะผสมพันธุ์เพียงครั้งเดียวตลอดชีวิต โดยชันโรงงานภายในรังจะพยายามกันชันโรงตัวผู้ที่เป็นเครือญาติเดียวกัน ไม่ให้ผสมกับนางพญา แต่จะนำชันโรงตัวผู้ที่อยู่รังอื่นเข้ามาผสมพันธุ์กับนางพญา เป็นวิธีการป้องกันเลือดชิดหรือจะผสมพันธุ์กับชันโรงตัวผู้รังอื่นๆ ระหว่างนางพญาบินไปหารังใหม่ ซึ่งอีกประมาณ 2 สัปดาห์ นางพญาชันโรงจะวางไข่ในรังใหม่ต่อไป

นางพญาจะวางตัวอ่อนในหลอดรวง โดยมีชันโรงงานคอยปิดผนึกไข่จนพัฒนาเป็นดักแด้และตัวเต็มวัยในที่สุด ไข่จะพัฒนาไปเป็นชันโรงวรรณะใด ขึ้นอยู่กับการได้รับการผสมจากน้ำเชื้อหรือไม่ ถ้าไม่ได้รับการผสม ก็จะพัฒนาเป็นชันโรงตัวผู้ แต่ถ้าได้รับการผสม ก็จะพัฒนาไปเป็นชันโรงเพศเมีย คือวรรณะชันโรงงานและนางพญา การพัฒนาจะเป็นชันโรงงานหรือนางพญา ขึ้นอยู่กับขนาดของรวงรังและปริมาณอาหาร รวงรังของตัวอ่อนที่จะเจริญเป็นนางพญาจะต้องมีขนาดใหญ่และได้รับอาหารที่มากกว่า