ส่วนด้านการตลาดคุณแก้วเปิดแฟนเพจเฟซบุ๊ก บ้านสวนเมล่อน

เพื่ออัพเดตสินค้าเกษตรและกิจกรรมต่างในสวนให้ลูกค้าทราบ และให้บริการจัดส่งสินค้าเกษตรทั่วไทยผ่านเคอร์รี่ รวมถึงให้บริการซื้อขายผ่านการโอนเงินหรือใช้คิวอาร์โค้ดภายในสวนได้สอดคล้องกระแสสังคมไร้เงินสด

“การใช้เทคโนโลยีในบ้านสวนเมล่อน นอกจากช่วยให้ทำเกษตรง่ายขึ้นแล้ว ยังสร้างความน่าเชื่อถือของเกษตรกรต่อลูกค้าด้วย ลูกค้าจะมองเราเป็น Smart Farmer เป็นเกษตรกรที่มีความรู้ สามารถผลิตสินค้าเกษตรได้อย่างมีคุณภาพ” นางสาวปคุณากล่าว

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีในการเกษตรเพื่อแก้ปัญหาให้เกษตรกร พร้อมทั้งพัฒนาและขยายโอกาสการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่แก่ YSF และเกษตรกรรายอื่นๆ ต่อไป

กรมส่งเสริมการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น พืชตระกูลข้าวโพด ข้าวฟ่าง อ้อย ข้าว และผัก ให้เฝ้าระวังการระบาดของหนอนศัตรูพืช Fall Armyworm

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร รักษาราชการแทนอธิบดี
กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า ขณะนี้พบหนอนศัตรูพืช Fall Armyworm กำลังแพร่ระบาดอย่างมากในทวีปแอฟริกาและกำลังแพร่ระบาดไปประเทศเยเมนและอินเดีย โดยประเทศสมาชิกได้เรียกร้องให้องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เร่งให้ความช่วยเหลือในการแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วน ซึ่งหนอนศัตรูพืชชนิดนี้ เคยสร้างความเสียหายอย่างมากในพื้นที่เกษตรของสหรัฐอเมริกาและอเมริกาใต้

สำหรับหนอนศัตรูพืช Fall Armyworm (FAW) ที่พบการระบาดมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Spodoptera frugiperda เป็นหนอนศัตรูทำลายพืชเศรษฐกิจกว่า 80 ชนิด เช่น พืชตระกูลข้าวโพด ข้าวฟ่าง อ้อย ข้าว และผัก ที่สร้างความเสียหายมาก ในระยะหนอนกัดกินใบ สามารถแพร่กระจายทางอากาศได้อย่างรวดเร็ว จึงมีโอกาสแพร่เข้ามาระบาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้

ดังนั้น กรมส่งเสริมการเกษตรจึงสั่งการให้สำนักงานเกษตรจังหวัดทั่วประเทศติดตามสถานการณ์และเฝ้าระวังการระบาดศัตรูพืชชนิดนี้อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งแนะนำให้เกษตรกรหมั่นสำรวจพืชที่ปลูก โดยเฉพาะเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น พืชตระกูลข้าวโพด ข้าวฟ่าง อ้อย ข้าว และผัก หากพบว่าพืชแสดงอาการผิดปกติ เกษตรกรสามารถแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอหรือสำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้าน เพื่อหาแนวทางการรับมือและแก้ไขปัญหาต่อไป

อากาศเย็นในระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรชาวสวนลิ้นจี่ให้เฝ้าระวัง ไรกำมะหยี่ลิ้นจี่ เพราะเป็นไรศัตรูลิ้นจี่ที่มีความสำคัญมาก สามารถพบได้ในระยะแตกใบอ่อนจนถึงระยะออกดอก มักพบไรชนิดนี้ชอบดูดทำลายตาดอก ใบอ่อน ยอด และผลของลิ้นจี่ ทำให้ตาดอกไม่เจริญ

ใบที่ถูกไรเข้าทำลายจะมีลักษณะอาการหงิกงอ และโป่งพองขึ้นเป็นกระเปาะ ผิวใบบริเวณที่ไรดูดกินจะสร้างขนสีน้ำตาลขึ้นและสานเป็นแผ่นติดต่อกัน ซึ่งไรจะใช้เป็นที่หลบซ่อนตัวอยู่ในขนที่สร้างขึ้นที่ผิวใบนี้ โดยจะมีลักษณะนุ่มหนาคล้ายพรม เมื่อเริ่มเกิดในระยะแรกจะมีสีเหลืองหรือเขียวอ่อน และกลายเป็นสีน้ำตาลเข้มในเวลาต่อมา จากนั้น ไรจะเริ่มเคลื่อนย้ายหาใบใหม่เพื่อดูดทำลายต่อไป ใบและยอดที่ถูกทำลายจะแห้งและร่วง ต้นที่ถูกไรทำลายรุนแรง จะแคระแกร็น และไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร บางครั้งจะพบปื้นขนสีน้ำตาลเกิดขึ้นที่ช่อดอกและผลอ่อนด้วย

เกษตรกรควรหมั่นสำรวจส่องดู ไรกำมะหยี่ลิ้นจี่ ในแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบมีการระบาดของไรรุนแรงจนมีความจำเป็นต้องใช้สารเคมี ให้เกษตรกรตัดแต่งกิ่งที่ใบและยอดที่ถูกไรทำลายนำไปเผาทิ้งนอกแปลงปลูกก่อน เพื่อจะช่วยลดการระบาดของไรลงได้ จากนั้น ให้พ่นสารกำจัดไรในครั้งแรกด้วยสารอะมิทราซ 20% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร ซึ่งพบว่าสารกำจัดไรชนิดนี้ใช้ได้ผลดีในการกำจัดไร หรือใช้กำมะถัน 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นให้ทั่วทั้งหน้าใบและหลังใบ

นอกจากนี้ ในการพ่นสารกำจัดไร ครั้งที่ 2 ให้เกษตรกรพ่นสารกำจัดไรเมื่อลิ้นจี่เริ่มแตกใบอ่อน จากนั้นให้พ่นซ้ำอีก 2 ครั้ง ห่างกัน 4 วัน สำหรับการปลูกต้นลิ้นจี่ในแปลงที่ปลูกใหม่ ให้เกษตรกรเลือกใช้ลิ้นจี่พันธุ์ต้านทาน ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ลิ้นจี่พันธุ์ฮงฮวย มีความต้านทานต่อการทำลายของไรกำมะหยี่ได้ดีกว่าพันธุ์โอเฮี๊ยะ

ในระยะนี้มีอากาศเย็น และมีอุณหภูมิลดต่ำลง กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกสตรอเบอรี่เฝ้าระวังการระบาดของ 2 โรค คือ โรคราแป้ง และ โรคแอนแทรคโนส สามารถพบได้ในทุกระยะการเจริญเติบโตของสตรอเบอรี่

สำหรับ โรคราแป้ง จะพบเชื้อรามีลักษณะเป็นผงสีขาวคล้ายผงแป้งขึ้นกระจัดกระจายตามส่วนต่างๆ ของพืช เมื่ออาการรุนแรงจะทำให้เกิดแผลใต้ใบสตรอเบอรี่เปลี่ยนเป็นสีม่วง และใบบิดม้วนขึ้น ถ้าเป็นที่ผลจะทำให้ผลมีขนาดเล็กและสีไม่สม่ำเสมอกัน

เกษตรกรต้องหมั่นดูแลและบำรุงรักษาต้นสตรอเบอรี่ให้มีความแข็งแรง สมบูรณ์ หมั่นกำจัดวัชพืชในแปลงปลูก เพื่อลดการระบาดของโรค และควรหมั่นสำรวจตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบโรคให้รีบเก็บใบหรือส่วนที่เป็นโรคนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที จากนั้น ให้พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเบโนมิล 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 6 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 5–7 วัน

ส่วน โรคแอนแทรคโนส มักพบ อาการบนก้านใบและลำต้น มีแผลสีม่วงแดงขนาดเล็กขยายลุกลามไปตามความยาวของก้านใบและลำต้น ต่อมาเปลี่ยนเป็นแผลสีน้ำตาล เนื้อเยื่อบริเวณแผลแห้ง ทำให้เกิดรอยคอด หากอาการรุนแรง ต้นจะเหี่ยว และตายในที่สุด อาการบนผล พบแผลฉ่ำน้ำสีน้ำตาลเข้ม เนื้อเยื่อรอบขอบแผลสีซีด แผลยุบตัวลง หากอาการรุนแรง แผลจะขยายใหญ่จนทำให้ผลเน่า และในสภาพที่มีอากาศชื้นอาจพบกลุ่มสปอร์สีส้มของเชื้อราอยู่บริเวณแผล และยังสามารถพบอาการของโรคได้ที่ใบ ก้านใบ โคนต้น และรากได้

อาการบนไหล จะมีแผลเล็กสีม่วงแดงขยายลุกลามไปตามความยาวของสายไหล ต่อมาแผลที่ขยายยาวจะเปลี่ยนเป็นแผลสีน้ำตาล ทำให้เกิดรอยคอดของไหลบริเวณที่เป็นแผล เมื่อย้ายต้นจากไหลที่มีการติดเชื้อมาปลูกหากสภาพอากาศเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของเชื้อ สตรอเบอรี่จะแสดงอาการใบเฉา ต่อมาจะเหี่ยวอย่างรวดเร็ว และพบว่ากอด้านในมีลักษณะเน่าแห้งสีน้ำตาลแดง หรือบางส่วนเป็นแผลขีดสีน้ำตาลแดง และต้นจะตายในที่สุด

สำหรับแนวทางในการป้องกันกำจัด เกษตรกรต้องตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบโรคให้ตัดส่วนที่เป็นโรคไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก และพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชฟลูโอไพแรม+ไตรฟลอกซีสโตรบิน 25%+25% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟลูโอไพแรม+ทีบูโคนาโซล 20%+20% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 5 วัน

กรณีพบโรคเริ่มระบาดให้งดการให้น้ำแบบพ่นฝอย ควรให้น้ำแบบระบบน้ำหยด ส่วนแปลงที่พบการระบาดของโรค หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ให้เก็บซากพืชไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก และหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตสตรอเบอรี่แล้ว ให้เก็บซากพืชไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก และเลือกใช้ส่วนขยายพันธุ์ที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค

เห็ด ในโลกนี้มีจำนวนประมาณ 2,000 ชนิด ที่สามารถกินได้ และคนก็กินกันมาเป็นเวลาช้านานแล้ว เพราะเห็ดมีคุณค่าทางอาหารสูง เนื่องจากมีแคลอรีต่ำแต่มีคาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร วิตามิน แร่ธาตุและกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อสุขภาพร่างกาย และเห็ดส่วนหนึ่งในจำนวนนี้ซึ่งไม่มากนักมีสารที่มีประโยชน์ในการป้องกันและรักษาโรคตามตำราการแพทย์แผนตะวันออก และมีการขนานนามเห็ดที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพเหล่านี้ว่า “เห็ดทางการแพทย์”

ซึ่งเห็ดเหล่านี้มีสารอาหารที่สำคัญ เช่น เบต้ากลูแคน ไกลโคโปรตีน โพลีแซ็กคาไรด์ เป็นต้น สารเหล่านี้สามารถเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกายในการต้านจุลชีพ เชื้อรา และปรับสมดุลความดันโลหิต ลดระดับคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด ลดผลข้างเคียงของเคมีบำบัดและการฉายรังสี เมนูการใช้เห็ด 3 อย่าง ในการประกอบอาหาร จึงเป็นเมนูที่คนรักสุขภาพนิยมกินกันเป็นอย่างยิ่ง

เห็ดฟาง เป็นเห็ดที่นิยมกินกันอยู่ในชีวิตประจำวันสำหรับบ้านเรา และมีให้กินกันทุกฤดูกาล ในฉบับนี้จะพาไปเรียนรู้เทคนิคการเพาะเห็ดนมสด ของคุณสุพจน์ เจริญผล อยู่บ้านโคกสง่า ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา คุณสุพจน์ได้เรียนรู้เรื่องการเพาะเห็ดจาก คุณป้าสมบูรณ์ ที่สีคิ้ว ปรมาจารย์ทางด้านเห็ดที่มีความเชี่ยวชาญด้านเห็ดฟาง มานานกว่า 20 ปี ท่านได้ถ่ายทอดวิชาการเพาะเห็ดฟางให้อย่างไม่ปิดบังเลย

เพื่อประหยัดต้นทุน

บนพื้นที่ 3 งาน คุณสุพจน์ ขึ้นโรงเรือนเพาะเห็ดแบบง่ายจำนวน 3 โรง โรงเรือนมีขนาด กว้าง 5.60 เมตร ยาว 7.2 เมตร หลังคามุงด้วยจาก เพื่อระบายอากาศได้ดีในช่วงฤดูร้อน ไม่ทำให้อุณหภูมิในโรงเรือนสูงเกินไป ในโรงเรือนแบ่งโต๊ะออกเป็น 3 โต๊ะ กว้างประมาณ 1 เมตร ยาวเกือบตลอดโรงเรือน แต่ก็จะมีพื้นที่ทางเดินสำหรับเก็บเห็ดได้รอบทุกโต๊ะ แต่ละโต๊ะทำชั้นไว้ 4 ชั้น รวมทั้งโรงเรือนเป็น 12 ชั้น โดยเรียกว่า 12 ถาด

วัสดุที่ใช้ทำโต๊ะก็ง่ายๆ โดยใช้ไม้กระถินเป็นเสาหลัก และไม้ไผ่เลี้ยงตัดวางห่างๆ ไว้เป็นโต๊ะสำหรับรองรับวัสดุเพาะ โดยมีตาข่ายอวนขึงไว้ตลอดโต๊ะ ความสูงของหลังคา ประมาณ 2.50 เมตร มีประตูเปิดเข้าทางด้านหน้า ส่วนด้านข้างซ้าย-ขวา เป็นช่องเตี้ยๆ ไว้สำหรับเปิดระบายอากาศ

นอกจากนี้ ใต้หลังคายังเป็นพลาสติกใสอีกชั้นหนึ่ง เพื่อรักษาอุณหภูมิ โดยมีช่องระบายขนาดใหญ่ประมาณชามข้าว ซึ่งสามารถ เปิด-ปิด ได้ง่ายด้วยการใช้เชือกมัด โดยรวมของโรงเรือนออกแบบให้สามารถเปิดและปิดได้ในการทำงานทุกขั้นตอน คุณสุพจน์ลงทุนทำโรงเรือนแบบง่ายๆ เพื่อประหยัดต้นทุน ใช้งานได้สัก 3 ปีก็ต้องรื้อทำใหม่ แต่ก็คุ้มค่าในทางเศรษฐกิจ

วิธีหมักวัสดุสำหรับเพาะเห็ด

สูตรวิธีหมักวัสดุเพาะเห็ดฟางของคุณสุพจน์ จะใช้ฟางปูลงบนพื้น เนื้อที่ประมาณ 10 ตารางเมตร ก่อน โรยปูนขาวให้ทั่วกองฟาง เพื่อป้องกันเชื้อรากับฟาง และเป็นการปรับสภาพความเป็นกรด-ด่าง แล้วจึงนำกากมันสำปะหลัง ซึ่งกากมันสำปะหลังจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ กากเปลือกมันสำปะหลังและกากแป้ง โดยกากเปลือกมันสำปะหลังจะช่วยในการย่อยสลาย

ส่วนกากแป้งจะให้ความชื้นในกอง จำนวนกากมันทั้ง 2 อย่าง จะใช้เท่าๆ กัน มีน้ำหนักประมาณ 2.5 ตัน โรยกากมันทั้ง 2 อย่าง บนกองฟาง ประมาณ 700-800 กิโลกรัม ใช้อาหารเสริมของเห็ด ภูไมต์ แร่ถุงเงิน ขี้วัวแห้ง (60 กิโลกรัม) รำอ่อน (1 ถังสี) โรยทับบนกากมัน แล้วนำ อีเอ็ม กับกากน้ำตาล ผสมน้ำ 100 ลิตร รดให้ชุ่ม ทำแบบนี้จนครบ 3 ชั้น คลุมผ้าพลาสติกดำ ทิ้งไว้อย่างน้อยประมาณ 7 วัน เพื่อให้วัสดุเพาะย่อยสลาย วัสดุเพาะเห็ด 1 กอง ใช้ได้สำหรับ 1 โรงเรือน

ทำความสะอาดโรงเรือน

เป็นเรื่องสำคัญ

การทำความสะอาดโรงเรือนที่เพาะเห็ดหลังจากสิ้นสุดการเก็บเห็ดเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะการลงเชื้อเห็ดใหม่แต่ละครั้ง หลังจากมีการขนวัสดุเพาะเห็ดออกจากโรงเรือนหมดแล้ว ก็จะทำความสะอาดในโรงเรือนทั้งหมดให้เกลี้ยงเกลาที่สุด

ส่วนที่เป็นโต๊ะก็จะใช้แปรงขัดด้วยน้ำเปล่า ห้ามใช้ผงซักฟอกเด็ดขาด เนื่องจากมีโซดาไฟที่ทำลายเชื้อเห็ด ต่อมาจะใช้ไตรโคเดอร์ม่า 20 ซีซี ผสมกับน้ำ 20 ลิตร ใส่เครื่องฉีดพ่นยาแบบสะพายหลังฉีดให้ทั่ว เพื่อแก้ปัญหาราเขียว ราขาว ราเทา และราส้ม ทิ้งไว้ประมาณ 3-5 วัน กรณีที่มีเชื้อโรคมากก็จะทิ้งไว้นานกว่านั้น

ขั้นตอนต่อไปให้เอาฟางมาวางบนโต๊ะ ซึ่ง 1 โรงเรือน จะใช้ประมาณ 4-5 ก้อน หลังจากนั้น จะโรยปูนขาวบนฟางให้ทั่ว แล้วจึงนำวัสดุเพาะที่หมักจนได้ที่แล้วมาโรยให้หมดกอง ปิดโรงเรือนทิ้งไว้ 2 วัน แล้วอบไอน้ำด้วยการต้มน้ำด้วยถัง 200 ลิตร 3 ถังที่ต่อไว้ โดยจะมีท่อที่ต่อไว้ อุณหภูมิที่ใช้ในการอบคือ 65-70 องศา นานประมาณ 4 ชั่วโมง แต่อุณหภูมิที่ได้น้อยกว่าก็ให้ยืดเวลาไปเป็น 5-6 ชั่วโมง ทิ้งไว้ 1 คืน จึงมาเปิดช่องทั้ง 3 ด้าน ระบายออก

นำก้อนเชื้อเห็ดฟางมาขยี้โรยบนวัสดุเพาะให้ครบทุกชั้น หลังจากนี้ จะปิดโรงเรือนไว้ 4 วัน เมื่อเปิดมาจะพบว่าเส้นใยขาวๆ ของเห็ดจะกระจายไปทั่วโต๊ะ ใช้สายยางรดน้ำรดบนโต๊ะให้ใยยุบลงไป เรียกว่า การตัดใย การทำแบบนี้เพื่อให้เส้นใยจับเป็นเม็ดเร็วขึ้น ช่วงนี้จะเปิดโรงเรือนให้อากาศถ่ายเท เมื่อเห็ดฟางเป็นตุ่มเท่าเมล็ดงา ก็จะเริ่มให้ฮอร์โมน จนตุ่มมีขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียว จะใช้นมสด 1 ช้อนแกง ผสมกับน้ำ 15 ลิตร ใส่เครื่องฉีดพ่นยาแบบสะพายหลังฉีดให้ทั่วในตอนเช้าติดต่อกัน 3 วัน

วันที่ 4-5 ก็จะเริ่มเก็บเห็ดได้แล้ว เห็ดจะขึ้นติดต่อกันประมาณ 19 วัน จึงจะรื้อออกและเริ่มต้นทำใหม่อีก ผลผลิตของคุณสุพจน์จะได้ประมาณ 200-350 กิโลกรัม ต่อ 1 โรงเรือน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับเชื้อเห็ดและการจัดการในโรงเรือนเป็นสำคัญ ในช่วงหน้าร้อนจะเป็นหน้าที่เห็ดฟางดีให้ผลผลิตดีที่สุด แต่ราคาจะต่ำที่สุด เนื่องจากสภาพอากาศเหมาะสมเป็นใจ ผลผลิตของทุกฟาร์มจึงประดังประเดกันออกมา ทำให้เห็ดมีราคาถูกลง

การตลาด ต้องมาก่อน

คุณสุพจน์ เป็นเกษตรกรหัวก้าวหน้าที่มองการตลาดก่อน ในครั้งแรกได้ติดต่อให้พ่อค้าที่วิ่งรวบรวมซื้อเห็ดมาเป็นผู้รับซื้อก่อน ตอนแรกให้ราคาดี ทำไปๆ ก็เริ่มกดราคา จึงแก้ปัญหาด้วยการติดต่อแม่ค้าตามตลาดนัด ตลาดสด และร้านอาหารเอง โดยตามตลาดนัดจะเป็นเห็ดคละขนาด ส่งอยู่ในราคากิโลกรัมละ 60 บาท ส่วนร้านอาหารจะใช้เห็ดขนาดใหญ่ที่คัดเป็นพิเศษจะได้ราคาถึงกิโลกรัมละ 80 บาท คุณสุพจน์ไม่จับตลาดใหญ่ แต่เน้นเจาะตลาดถึงผู้บริโภคโดยตรง ในรัศมีระยะทางไม่เกิน 20 กิโลเมตร

ใช้แรงงานในครอบครัว และลงแขกกันในกลุ่ม

แรงงานเป็นปัญหาในการทำเกษตร ฟาร์มเห็ดของคุณสุพจน์และในกลุ่มไม่ได้จ้างแรงงานภายนอกมาทำงาน ยกเว้นการนำวัสดุเพาะเข้าและออกจากโรงเรือนเท่านั้น แต่ในการทำงานทั่วไปทุกวันจะมีคุณสุพจน์และพ่อกับแม่เท่านั้น ที่ทำงานอยู่ โดยจะเริ่มเก็บเห็ดตอนเช้าจนถึง 9 โมง ก่อนจะเริ่มตัดแต่งเห็ด ในเวลาบ่าย 2 โมงของทุกวัน เห็ดฟางนมสดจะถึงมือแม่ค้าและร้านอาหาร แต่ในช่วงที่เห็ดมีจำนวนมาก ก็จะประสานกับคนในกลุ่มเข้ามาช่วย ซึ่งจะเป็นการลงแขกกัน ช่วยกันทำภายในกลุ่ม เพราะแต่ละโรงเรือนผลผลิตจะไม่มากพร้อมๆ กัน จึงมีเวลาเหลือที่จะช่วยกันได้

คุณยงยุทธ เทียนรุ่งเรือง เป็นหนึ่งในกลุ่มชาวนาตัวอย่าง ที่ทรงคุณค่าสร้างคุณประโยชน์มากมายต่อวงการข้าว พยายามผลักดันและเชิดชูให้ชาวนาเป็นผู้มีความสำคัญในระดับแถวหน้าอย่างภาคภูมิใจ ส่งเสริม อนุรักษ์ ตลอดจนพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวท้องถิ่นเพื่อให้มีคุณภาพ นอกจากนั้น ยังมีบทบาทในฐานะตัวแทนชาวนาในการประชุมในเวทีต่างๆ ทั้งระดับท้องถิ่น เขต และระดับจังหวัดอีกด้วย

คุณยงยุทธ เป็นแกนนำชาวนาในพื้นที่คลองสามวาตะวันออก นำมาสู่การจัดตั้งเป็น “ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร” เพื่อช่วยเหลือ แก้ไขปัญหาของพี่น้องร่วมอาชีพในการทำนาอันมาจากสภาวะทางธรรมชาติ และจัดตั้ง”ศูนย์พัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวคลองสามวา” เพื่อขายให้แก่เกษตรกรชาวนาในราคาถูก เพื่อให้ชาวนามีพันธุ์ข้าวที่ดีมีคุณภาพ ปลูกแล้วนำผลผลิตไปขายราคาสูงต่อไป

คุณยงยุทธ เกิดที่คลองสามวา บ้านเลขที่ 189 ซอยนิมิตใหม่ 47 แขวงสามวาตะวันออก เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ การศึกษาจบมัธยมปลายสายสามัญ มีบุตรจำนวน 3 คน ครอบครัวของคุณยงยุทธ มีอาชีพทำนา ในผืนดินจำนวน 100 ไร่ ดังนั้น ด.ช. ยงยุทธ ในวัย 10 ขวบ จึงถูกถ่ายทอดความรู้การทำนาโดยตรงจากปู่ เมื่อความชำนาญถูกบ่มเพาะไม่นานเขาจึงลงมือช่วยครอบครัวทำนาสร้างรายได้อีก 1 คน พอถึงช่วงเกณฑ์ทหาร เขาพักการช่วยงานของครอบครัวไประยะหนึ่ง จากนั้นไปประกอบอาชีพรับจ้างและค้าขายอยู่เป็นเวลา 14 ปี แล้วจึงกลับมายึดอาชีพทำนาอีกครั้งจนถึงปัจจุบัน

ผุด ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร
ช่วยชาวนาสู้ภัยธรรมชาติ คุณยงยุทธ เป็นแกนนำชาวบ้าน จัดตั้งศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรขึ้น เมื่อ ปี 2547 เพื่อให้ความรู้ แนะนำ ส่งเสริม แล้วเชื่อมโยงชาวนาหันมาปลูกข้าวด้วยวิธีการและเทคโนโลยีเครื่องมือที่ถูกต้อง มีการให้ความรู้เรื่องการใช้ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืชที่ถูกต้องและปลอดภัย ศูนย์แห่งนี้มีการจัดตั้งเป็นระบบคณะกรรมการทำงานที่ชัดเจน โดยมาจากตัวแทนของชาวบ้านในชุมชนต่างๆ ในเขตคลองสามวาตะวันออก มีวาระการประชุมเดือนละครั้งเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ หรือแจ้งข้อมูลด้านการเกษตรต่างๆ ให้ผู้แทนได้รับทราบเพื่อนำไปบอกกับชาวบ้านอีกต่อ

อย่างไรก็ตาม ในบางโอกาสอาจเชิญหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องมาให้ความรู้ด้านเกษตรหรือความรู้ด้านอื่น และศูนย์แห่งนี้เสมือนเวทีของชาวบ้าน มีข้อมูลปัญหาอะไรสามารถแวะมาคุยหารือแลกเปลี่ยนหรือแม้แต่แสดงความเห็นในมุมมองต่างๆ ได้ ปัจจุบันศูนย์มีสมาชิกเกือบ 500 คน

สิ่งที่ชาวบ้านได้รับเมื่อเป็นสมาชิกศูนย์ คือ
1. ได้ข้อมูลที่ชัดเจนและรวดเร็ว
2. แนวทางหรือการช่วยเหลือเมื่อมีปัญหาหรือมีความพร้อมในการพัฒนาวิถีการเกษตรที่ยั่งยืน ตลอดจนการอำนวยความสะดวกทางด้านงานเอกสารหลักฐานที่ได้รับสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับข้าว

คุณยงยุทธกล่าวว่า การทำนาสมัยก่อนไม่มีรูปแบบที่แน่นอนอย่างในปัจจุบัน ชาวนาส่วนใหญ่ต้องใช้วิธีลองผิดลองถูกในอาชีพนี้ พอทำนาเสร็จแต่ละครั้งก็เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ ต่อมาเมื่อเทคโนโลยี รวมถึงความรู้เกี่ยวกับการเกษตรถูกถ่ายทอดให้แพร่หลาย การพัฒนาแนวคิดของเกษตรกรชาวนาจึงมีการเปลี่ยนแปลง ได้มีการริเริ่มพัฒนาพันธุ์ข้าวกันเองภายในกลุ่มอย่างมีระบบ เพื่อให้สอดคล้องและเหมาะสมกับสภาพความเป็นจริงของธรรมชาติ

“เมื่อก่อนในอดีตเมื่อผมเป็นเด็ก มักพบเห็นชาวบ้านที่ปลูกข้าวแล้วเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ พอยุคต่อมาการทำนาเริ่มเปลี่ยนเพราะระบบทุนนิยมมีความเข้มข้นมากขึ้น ดังนั้น จึงมุ่งเน้นไปทางด้านธุรกิจเสียมากกว่า ต้องทำนาบ่อยขึ้นเพื่อให้ได้เงินเร็วและมากขึ้น ไปหาพันธุ์ข้าวมาจากพ่อค้า แต่ไม่มีใครรับประกันได้ว่าพันธุ์เหล่านั้นดีหรือไม่ หากใครได้ของแท้ก็โชคดีไป แต่สำหรับคนที่โชคร้ายจะทำให้ผืนนาแปลงนั้นเสียหาย”

ดังนั้น พอเกิดเรื่องอย่างนี้ ทำให้ชาวบ้านมีความเห็นร่วมกันว่าการนำเมล็ดพันธุ์มาจากแหล่งที่ไม่รู้จักเป็นการเสี่ยงต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น จึงหันกลับมาหาวิธีการแบบดั้งเดิมของคนโบราณที่ใช้ภูมิปัญญาในการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ข้าว

ขณะเดียวกันถือเป็นการพัฒนาและปรับปรุงการทำนาแบบบูรณาการ จึงเป็นความเห็นพ้องกันว่าควรมีการจัดตั้งเป็น “ศูนย์พัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวคลองสามวา” เพื่อเป็นการตอบสนองความต้องการของชาวบ้านที่ต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีมีคุณภาพ ที่ผ่านการพัฒนามาจากชาวนามืออาชีพในท้องถิ่น ทั้งนี้มิใช่เฉพาะพัฒนาพันธุ์ข้าวท้องถิ่นเท่านั้น แต่รวมไปถึงพันธุ์ข้าวอื่นที่น่าสนใจและเกิดประโยชน์ด้วย

จากที่เป็นผู้ให้ความใส่ใจเกี่ยวกับอาชีพการทำนา หรือแม้แต่ความพยายามที่พัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวให้มีคุณภาพด้วยวิถีแบบโบราณ รวมไปถึงบุคลิกภาพที่โดดเด่นในการเป็นผู้แทนเพื่อเข้าประชุมในระดับต่างๆ จึงทำให้คุณยงยุทธได้รับตำแหน่งเป็นประธานศูนย์ข้าวชุมชน เขตคลองสามวา

ประธานศูนย์ข้าวฯ อธิบายว่า ในขณะที่ชาวนากำลังสนใจ ทุ่มเทสรรพกำลังเพื่อการทำนาที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้น จึงเห็นว่าเมล็ดพันธุ์ที่ถูกพัฒนาแล้วควรนำส่วนหนึ่งไปปลูกในแปลงเฉพาะ พอได้ผลผลิตแล้วจึงนำไปขายให้กับชาวบ้านในราคาถูกเพื่อให้พวกเขานำไปทำพันธุ์ จากนั้นจะนำเมล็ดพันธุ์อีกส่วนที่ผ่านกระบวนการเก็บไว้ที่ศูนย์พัฒนาเมล็ดพันธุ์แห่งนี้เพื่อใช้ต่อยอดในการพัฒนาปรับปรุงในคราวต่อไปหรืออาจมีชาวนาบางคนยังต้องการเมล็ดพันธุ์เพิ่มเติมอีก

“จุดเริ่มต้นมาจากเมล็ดพันธุ์ก่อน หากชาวบ้านไปหาซื้อตามร้านหรือในตลาดจะต้องซื้อในราคากิโลกรัมละ 22-25 บาท แต่เมื่อมาซื้อที่ศูนย์ สามารถซื้อได้ในราคา 10-20 บาท เท่านั้น เหตุผลนี้จึงทำให้ชาวบ้านหันมาสนใจ เพราะถือเป็นทางเลือกในการหาซื้อเมล็ดพันธุ์ ทำให้มีความมั่นใจสูง เพราะอย่างน้อยเปอร์เซ็นต์เสี่ยงมีน้อยกว่า ส่วนการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ครั้งที่ผ่านมามีจำนวนถึง 30 กว่าตัน ส่วนครั้งที่จะถึงนี้คาดว่าจะมีมากกว่า แต่ต้องเป็นตัวเลขที่แน่นอนในช่วงเก็บเกี่ยวประมาณเดือนมีนาคม”

คุณยงยุทธชี้ว่า ในอนาคตชาวบ้านที่ทำนาต้องให้ความสำคัญกับพันธุ์ข้าวของตัวเอง และบอกต่ออีกว่าความจริงชาวบ้านคงคิดเรื่องการเก็บเมล็ดพันธุ์กันมาบ้างแล้ว เมื่อถูกจุดประกายขึ้นจึงทำให้พวกเขาสนใจขึ้นมาทันที แล้วเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมอย่างจริงจัง เขาพยายามให้น้ำหนักและเน้นย้ำว่าชาวนามืออาชีพว่าควรเป็นบุคคลที่มีการพัฒนาตัวเองอยู่ตลอด

จากการจัดตั้งศูนย์ทั้งสอง สร้างความมั่นใจให้กับชาวบ้านที่เดือดร้อนจากการประกอบอาชีพเกษตรกรรมโดยเฉพาะเรื่องข้าวได้อย่างมาก ชาวบ้านมีที่พึ่งพาทั้งด้านความรู้ และข้อมูลข่าวสาร พอภายหลังที่ได้มีการประเมินผลการทำงานแล้ว ปรากฏว่าทุกอย่างเป็นไปได้อย่างดี จึงได้มีการขยายขอบเขตความรับผิดชอบออกไปจากเขตสามวาตะวันออกไปจนถึงสามวาตะวันตก ขยายไปถึงลำผักชีและหนองจอก

คุณยงยุทธเผยว่า ข้าวไทยมีเวียดนามเป็นคู่แข่ง แล้วเราควรทำอย่างไรจึงจะสู้ได้ เขาแนะว่าเกษตรกรชาวนาควรเริ่มทำในสิ่งต่อไปนี้ก่อน คือ

1. การลดต้นทุน พวกเรารู้ต้นทุนที่แท้จริงในการทำนาแต่ละครั้ง จึงสามารถควบคุมหรือทำให้ต้นทุนเหล่านั้นอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมได้ ผลจากตรงนี้ทำให้เห็นตัวเลขต้นทุนที่แท้จริง กำไรที่แท้จริง หรือขาดทุนที่แท้จริง ซึ่งทุกขั้นตอนจะผ่านวิธีการจดบันทึกแสดงสถิติ

2. การเพิ่มผลผลิต ที่ควรจะทำทั้งประเทศให้ได้ แต่สำหรับที่ศูนย์มีแนวทางการเพิ่มผลผลิตด้วยการเอาใจใส่ ดูแลการให้ปุ๋ย มีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ

3. ต้องผลิตสินค้าให้มีคุณภาพ เพราะโลโก้ประเทศไทยคือคุณภาพข้าวที่ดีที่สุด ทุกครั้งที่มีการขายข้าวไปยังต่างประเทศ ข้าวไทยขายได้ดีแม้จะมีราคาสูงกว่าหลายประเทศคู่แข่ง นั่นมิใช่เพราะคุณภาพข้าวที่สะสมมายาวนานหรือ?

“จึงขอบอกว่าทั้ง 3 ข้อ ถือเป็นธงที่ต้องปักไว้ให้ได้ อย่างน้อยที่ศูนย์แห่งนี้ได้ปักธงทั้ง 3 ไว้เรียบร้อยแล้ว และหากนำจุดเล็กๆ หลายจุดรวมกันก็จะสร้างเป็นจุดใหญ่ที่มีพลังอย่างมาก”

ชี้ ชาวนาไม่รวย แต่ไม่เคยอด

ประธานศูนย์ข้าวฯ มองอาชีพชาวนา ณ วันนี้ว่า ชาวนาที่ยึดอาชีพนี้จริงจังหรือจัดเป็นพวกมืออาชีพจะมีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าทุกสาขาอาชีพในบรรยากาศแบบนี้ โดยเฉพาะพวกมนุษย์เงินเดือนที่มีความย่ำแย่อยู่ขณะนี้

คุณยงยุทธบอกว่า ที่กล้าพูดเช่นนี้เพราะชาวนามีรายได้เป็นกอบเป็นกำ หรืออย่างน้อยมีข้าวกินทุกวันไม่เคยขาด แล้วบางรายยังเลี้ยงปลา ทำเกษตรกรรมไว้บริโภคในครัวเรือน แถมยังมีเหลือนำไปจำหน่ายสร้างรายได้อีก

“สรุปว่า วิถีชีวิตของชาวนาไม่มีความร่ำรวย zunescene.mobi แต่ขณะเดียวกันพวกเขาก็ไม่เคยจนเช่นกัน แต่บางรายอาจไปถึงการมีวิถีชีวิตที่ดีก็มี อันนี้ต้องเป็นระดับมืออาชีพที่ต้องขีดเส้นใต้ว่า ต้องทำจริงจัง เอาใจใส่จริงเท่านั้น เพราะเกษตรกรเท่านั้นที่รู้ตัวดีว่าพวกเขามีอาชีพทำเกษตรต้องอยู่แต่ในแปลงเท่านั้น ไม่ใช่พวกที่ชอบออกไปเที่ยวเตร่ ฉะนั้นภาพที่เห็นตรงหน้าคือเรื่องจริง เป็นความจริงที่มนุษย์ทุกคนต้องกินอาหาร จึงสรุปได้ว่าถ้าเป็นชาวนาในกรุงเทพฯ มีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่ราบเรียบและดีกว่าทุกอาชีพ”

ชาวนามืออาชีพ
หมั่นพัฒนาตัวเองตลอดเวลา

เขาจัดกลุ่มชาวนาออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ กลุ่มแรก เป็นกลุ่มที่ทำนาในเชิงธุรกิจ กลุ่มสอง เป็นพวกทำนาและทำอาชีพเสริมควบคู่ไปด้วย และกลุ่มสุดท้าย คือชาวนามืออาชีพ เป็นชาวนาที่ทำนามาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ จนถึงปัจจุบันที่ยังคงทำด้วยความใส่ใจจริง

“ในกลุ่มสุดท้ายนี้แหละที่รัฐบาลต้องให้ความสนใจมาก ควรเก็บรักษาเสมือนไข่ในหิน อย่าทอดทิ้งเด็ดขาด มิเช่นนั้นโลโก้ของประเทศที่มีข้าวเป็นสัญลักษณ์หายไปทันที แล้วพวกที่สร้างปัญหามากที่สุดคือ กลุ่มแรก เพราะเป็นนายทุนมาทำนา แต่ไม่ได้ทำเองไปจ้างคนอื่นที่ไม่ใช่พวกอาชีพจริงมาทำ”

ในเรื่องมุมมองอนาคตชาวนาไทย คุณยงยุทธมีความเห็นว่าปัญหาของเกษตรกรชาวนาไทย มี 2 ข้อ คือ ข้อแรก ชาวนาไม่มีที่ดินทำกิน อย่างกลุ่มมืออาชีพในกลุ่มที่สามนี้ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง ต้องไปรับจ้าง เพราะนายทุนซื้อที่ดินไปแล้ว

ข้อสอง สินค้าทางการเกษตรในอนาคตจะถูกปฏิเสธการซื้อ อย่างกรณีของข้าวทางโรงสีมักบอกว่าเต็มแล้วบ้าง หมุนเงินไม่ทันบ้าง ขอให้ไปที่อื่นก่อน ถ้าเป็นเช่นนี้จะทำอย่างไรในเมื่ออายุข้าวสามารถอยู่ได้ไม่กี่วันก็ต้องเสียหาย เหตุผลเพราะมีข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีราคาถูกกว่าเข้ามา ดังนั้น ทางโรงสีไปซื้อราคาถูกแล้วขายได้กำไรมากไม่ดีกว่าหรือ?

ควรแบ่งคุณภาพข้าว
มุ่งให้ชาวนาแข่งขันเต็มที่

คุณยงยุทธระบุว่า เกษตรกรควรทำแปลงนาให้สะอาดบริสุทธิ์ หากแปลงนามีความสกปรก ถึงแม้จะใช้พันธุ์ข้าวที่ดีมีคุณภาพ ผลออกมาก็ไม่ได้ดี จุดนี้เองที่ทำให้เราแพ้เวียดนาม เขาบอกเคยเสนอว่าโรงสีควรจัดชั้นคุณภาพข้าว อย่างสมัยก่อนยังมียุ้งฉางที่ 1, 2, 3, 4 และ 5 นั่นเป็นการแบ่งเกรดข้าว หรือแบ่งคุณภาพข้าวในแต่ละครั้งที่ได้ผลผลิต