ส่วนบรรยากาศงานนับเป็นต้นแบบที่ดีของการจัดงานที่

ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนสามารถนำไปทำต่อได้เพราะมีการจัดเป็นพื้นที่9โซนกิจกรรมแบ่งตามความสนใจที่แตกต่างกัน ได้แก่ โซนจุดลงทะเบียน แจกฟรีข้าวไรซ์เบอร์รี่อินทรีย์ คนละ1 กิโลกรัม จากคุณประกิต สุนประชา เกษตรกรเครือข่ายสามพรานโมเดล ซึ่งบริจาคข้าวให้จำนวน 1 ตัน , โซน ร้านค้าผลิตภัณฑ์อินทรีย์ มีผลผลิตอินทรีย์สดจากไร่ และผลิตภัณฑ์แปรรูปหลากชนิดมาให้เลือกซื้อ , โซนWork Shop การสอนการทำเกษตรอินทรีย์ครบวงจร ปั่นน้ำผักผลไม้จากพลังงานจักรยาน ผ้ามัดย้อมด้วยสีจากธรรมชาติ ทำสมุนไพรลูกประคบ,โซนตลาดสุขใจ มีอาหารอินทรีย์หลากหลายเมนูให้ลิ้มลอง , โซนเวทีกลาง ผู้เข้าชมงานได้ฟังเรื่องเล่าดีๆ จากคนต้นแบบเกษตรอินทรีย์ที่มาร่วมแชร์ประสบการณ์ตรง โดยบอกเล่าศรัทธา ที่มีต่อเกษตรอินทรีย์ และ ผลความสำเร็จที่ได้ทำ เพื่อสร้างแรงบัลดาลใจให้กับประชาชนคนไทยทั่วประเทศในการเปลี่ยนวิถีชีวิตสู่ความพอเพียง

ส่วนเกษตรกรต้นแบบ อาทิ คุณโจน จันใด ผู้ก่อตั้ง พันพรรณ , คุณวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี และคุณวิฑูรย์ เรืองเลิศปัญญากุล ผู้อำนวยการกรีนเน็ต (Greennet) รวมทั้งภายในงาน ททท.มีนิทรรศการต้นแบบ อย่างเช่นนิทรรศการท่องเที่ยวตามรอยพระบาท และ นิทรรศการแนะนำแหล่งท่องเที่ยวแบบอีโค่ ทัวร์ริสต์ซึ่ม ( Eco Tourism )ในพื้นที่ภาคกลาง พร้อมแจกหนังสือคู่มือ 70 เส้นทางตามรอยพระบาทฟรี!! กว่า 20,000 เล่ม มีการจัด นอกจากนี้งานนี้ยังมีความน่าสนใจ โดยให้คุณติ๊ก เจษฎาภรณ์ ผลดี ซึ่งเป็นพรีเซ็นเตอร์โครงการ “ท้าเที่ยวข้ามภาค” ร่วมแชร์ประสบการณ์ท่องเที่ยวในโครงการพระราชดำริ และร่วมกิจกรรมเวิร์คช้อป พร้อมบทเพลงพระราชนิพนธ์จากคุณโก้ มิสเตอร์แซก แมน ซึ่งภาพรวมการจัดงานนับว่าสามารถเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับภาครัฐและภาคเอกชน ในการจะจัดกิจกรรมเกี่ยวกับพระราชดำริ “เศรษฐกิจพอเพียง” ของในหลวง รัชกาลที่ 9 ในครั้งต่อๆไปได้

ผู้สนใจต้องการเชื่อมโยงวิถีเกษตรที่ทำอยู่เข้าสู่เกษตรอินทรีย์กับการท่องเที่ยว เพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเองและชุมชน รวมทั้งตามรอยพระบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหลวง รัชกาลที่ 9 ด้วยวิธีศึกษาจากโครงการสามพรานโมเดล ตามแนวทางพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง ติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์พัฒนาเกษตรอินทรีย์สุขใจ โทร 034-322588-93 หรือ Facebook/สามพรานโมเดล

กรมส่งเสริมสหกรณ์ตั้งศูนย์ประสานงานในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคใต้เพื่อรับแจ้งความเสียหายและ ความเดือดร้อนจากสมาชิกสหกรณ์ที่ประสบปัญหาน้ำท่วม พร้อมระดมความช่วยเหลือจากขบวนการสหกรณ์ ทั่วประเทศ บริจาคเงินจัดซื้อถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบภัย เตรียมพร้อมมาตรการชดเชยดอกเบี้ยให้สมาชิกสหกรณ์ที่น้ำท่วมพื้นที่การเกษตรร้อยละ 3 ต่อปี เป็นเวลา 6 เดือน วงเงินทั้งสิ้น 102 ล้านบาท

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สั่งการให้สำนักงานสหกรณ์จังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ทั้ง 10 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง กระบี่ สงขลา ยะลา ปัตตานีและนราธิวาส ตั้งศูนย์ประสานงานเพื่อรับแจ้งความเสียหายและความเดือดร้อนจากสมาชิกสหกรณ์ที่ประสบน้ำท่วมบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตรในขณะนี้ ว่าสมาชิกสหกรณ์ได้รับความเสียหายในเรื่องใดบ้าง และต้องการรับความช่วยเหลือในด้านใดเป็นการเร่งด่วน พร้อมทั้งให้รายงานความเดือดร้อนและสิ่งที่ต้องการให้ความช่วยเหลือเข้ามายังส่วนกลาง เพื่อกรมฯจะประสานหน่วยงานต่าง ๆ เข้าไปให้ความช่วยเหลือได้ทันท่วงที

จากการสำรวจเบื้องต้นผู้ประสบภัยส่วนใหญ่มีความต้องการถุงยังชีพ กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้ประสานกับสำนักงานสหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัดให้ระดมความช่วยเหลือจากขบวนการสหกรณ์ในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันบริจาคเงินสมทบทุนช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ในจังหวัดภาคใต้ โดยสามารถโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาเทเวศร์ ชื่อบัญชี เงินช่วยเหลือผู้ประสบภัย กรมส่งเสริมสหกรณ์ เลขบัญชี 070-0-03233-9 ขณะนี้มียอดบริจาคจากขบวนการสหกรณ์ในภาคต่าง ๆ ทยอยเข้ามาแล้ว มีทั้งเงินและข้าวสารจำนวน 35 ตัน ซึ่งทางกรมฯจะนำไปจัดซื้อของใช้ที่จำเป็นและจัดหาถุงยังชีพ ประกอบด้วย ข้าวสาร ปลากระป๋อง น้ำปลา ยาสีฟัน และสบู่ จำนวน 10,000 ถุง เพื่อจัดส่งไปให้กับสมาชิกสหกรณ์และประชาชน ในภาคใต้ โดยได้เริ่มแจกจ่ายไปแล้วที่จังหวัดพัทลุงและจะทยอยแจกให้ถึงมือผู้ประสบภัยทั้ง 10 จังหวัดอย่างทั่วถึง

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ยังมีมาตรการให้ความช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่ประสบอุทกภัยน้ำท่วมพื้นที่การเกษตรจนได้รับความเสียหาย บรรเทาภาระด้านหนี้สินที่ยังติดค้างอยู่กับสหกรณ์ โดยกองทุนพัฒนาสหกรณ์ได้เตรียมมาตรการให้ความช่วยเหลือโดยให้สหกรณ์ขยายเวลาการชำระหนี้เป็นเวลา 6 เดือน ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์จะชดเชยดอกเบี้ยแทนสมาชิกสหกรณ์ในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี วงเงินที่ได้รับการจัดสรรจำนวน 102 ล้านบาท ขณะนี้สำนักงานสหกรณ์จังหวัดที่อยู่ในเขตประสบอุทกภัยอยู่ระหว่างการสำรวจจำนวนสมาชิกที่จะเข้าร่วมโครงการ ซึ่งกำหนดให้ทุกจังหวัดรายงานข้อมูลเพื่อจะได้เร่งจัดสรรเงินชดเชยดอกเบี้ยให้กับทางสหกรณ์ ภายในวันที่ 16 มกราคม 2560 นี้

เมื่อวันที่ 10 ม.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณ ทางขึ้นภูลมโล อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ม.10 ต.เนินเพิ่ม อ.นครไทย จ.พิษณุโลก มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวแบบเดินป่า โดยออกเดินเท้าเป็นระยะทาง 2 กิโลเมตร เพื่อไปชมใบเมเปิล และแวะกราบสักการะรอยพระพุทธบาท บริเวณผาทัพพลพระขันธ์เพชร ท่ามกลางสภาพอากาศที่หนาวเย็น อุณหภูมิ 15 องศา ซึ่งในช่วงนี้นักท่องเที่ยวจะพบกับใบเมเปิล หรือดอกเสือไฟเดือนที่ห้า ผลัดใบเปลี่ยนสีเป็นสีแดงเต็มต้น และร่วงหล่นสู่พื้นเป็นทิวสีแดงเหลืองสวยงาม

นายธนกร เฉลิมศรี ครูโรงเรียนบ้านห้วยน้ำไซ สาขาร่องกล้าวิทยา เปิดเผยว่า บริเวณผาทัพพลพระขันธ์เพชร แห่งนี้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ชาวบ้านมักจะเดินป่าเพื่อมากราบไหว้ขอพร คือรอยพระพุทธบาท จำนวน 3 จุด โดยเป็นรอยขนาดเล็กด้านบนหน้าผา ขนาดความกว้างประมาณ 10 เซนติเมตร สูงประมาณ 1 ฟุต จำนวน 2 รอย และบริเวณหน้าผาด้านล่าง เป็นรอยพระพุทธบาทขนาดใหญ่ กว้าง 50 เซนติเมตร สูง 1 เมตร เรียกได้ว่าสถานที่แห่งนี้เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านละแวกนี้อีกแห่งหนึ่ง นอกจากที่บริเวณผาทัพพลพระขันธ์เพชร แห่งนี้จะทีรอยพระพุทธบาท และมีใบเมเปิลสีแดงให้ได้ชมแล้ว แต่ยังมีใบเมเปิลสีทอง ที่ผลัดใบเป็นสีเหลืองทองอร่ามเต็มต้น และร่วมหล่นสู่พื้นเป็นทิวสีเหลืองกระจายทั่วบริเวณ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวยอมเดินเท้าเข้าสู่ป่าเพื่อมาชม และเก็บภาพความสวยงามไว้เป็นที่ระลึก เพราะเมเปิลสีทอง หาชมได้ยาก มีเพียงที่นี่ที่เดียวในประเทศไทย

นายธนกร กล่าวว่า ถึงแม้สถานที่แห่งนี้จะยังไม่ได้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าเที่ยวชมอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีนักท่องเที่ยวบางกลุ่มที่ได้เข้าไปสัมผัส และบอกต่อๆกัน เผยแพร่ทางโลกโซเชียลมีเดียอย่างแพร่หลาย เลยทำให้ฤดูหนาวปีนี้ นักท่องเที่ยวที่ตั้งใจมาชมดอกซากุระบานบนภูลมโล อดใจไม่ได้ที่จะแวะไปเที่ยวชมเมเปิลสีทอง และกราบสักการะรอยพระพุทธบาท เป็นจำนวนมาก ซึ่งเส้นทางการเดินทางไม่ลำบากอะไรมาก เป็นทางราบระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร ก็จะพบกับเมเปิลสีทอง และสีแดงผลัดใบร่วงหล่นสู่พื้นจำนวนมาก

หากนักท่องเที่ยวท่านใดที่สนใจและชื่นชอบการท่องเที่ยวแนวเดินป่า สามารถมาเที่ยวชมใบเมเปิลสีทองที่หาชมได้ยาก มีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ที่บนอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า

วันที่ 11 มกราคม 2560 เมื่อเวลา 07.00 น. นายเดชณรงค์ พลพันธ์ นายกเทศมนตรีตำบลดอนหญ้านาง ร่วมกับเกษตรอำเภอพรเจริญ กรรมการบัวริมบึงและลูกจ้างพนักงานเทศบาลดอนหญ้านาง ร่วมกันออกฉีดพ่นเชื้อราบิวเวอเรีย และฉีดพ่นน้ำยาล้างจานเพื่อกำจัดและชะลอการกระจายของเพลี้ยอ่อนบริเวณบัวริมบึงในหนองเลิง แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของอำเภอพรเจริญ ที่กำลังแพร่ระบาดกัดกินลำต้นและดอกของบัวแดง หลังจากในหลายพื้นที่ของจังหวัดบึงกาฬต้องเจอกับสภาพอากาศที่แปรปรวนตั้งแต่ต้นปี 60 ที่ผ่านมาส่งผลกระทบในหลายพื้นที่

นายชาญ ยอดบุนอก เกษตรอำเภอพรเจริญ กล่าวว่า เพลี้ยอ่อน มักระบาดในฤดูแล้ง จะดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณโคนก้านดอก ก้านใบ ใต้และบนใบอ่อนที่โผล่เหนือน้ำเป็นกระจุกสีน้ำตาลดำกระจายทั่วไปตามเส้นใบ ทำให้ดอกตูมและใบมีขนาดเล็ก สีเหลืองซีดและแห้งตาย หลังได้รับรายงานสำนักงานเกษตรจังหวัดบึงกาฬโดยกลุ่มงานอารักขาพืชได้ลงพื้นที่พร้อมกับเจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอพรเจริญ มาให้ความรู้ในการเพาะเชื้อราบิวเวอเรียให้กับทางเทศบาลและชาวบ้าน พร้อมแนะนำขั้นตอนในการดูแลรักษาบัวแดงในช่วงที่อากาศแปรปรวน การผลิตขยายเชื้อรา วิธีป้องกันและกำจัดให้ทันท่วงทีพร้อมวางแผนจัดการในฤดูกาลถัดไป ซึ่งการพ่นเชื้อราและน้ำยาล้างจานทางเกษตรอำเภอและเทศบาลจะร่วมกันฉีดพ่นทุกวันและเฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลา หลังจากนี้ 7-10 วันบัวแดงก็จะโผล่ขึ้นมาสวยงามอีกครั้งนักท่องเที่ยวไม่ต้องวิตกกังวล

ด้านนายเดชณรงค์ กล่าวว่า การฉีดพ่นเชื้อราบิวเวอเรีย และน้ำยาล้างจาน บริเวณบัวริมบึง จะไม่เป็นอันตรายต่อนักท่องเที่ยวอย่างแน่นอนเพราะเป็นเชื้อราชีวภาพ ปลอดภัยต่อสุขภาพ ในช่วงนี้ถึงบัวแดงจะน้อยไปบ้าง แต่ก็เป็นเพียงบางส่วนเท่านั้น อีกส่วนก็ยังสวยงามเหมือนเดิม ก็อยากจะเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนมาเที่ยวชมบัวแดง หรือบัวริมบึง@หนองเลิง นอกจากนี้ยังมีแพไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ล่องชมความงดงามของธรรมชาติในบริเวณโนนหนองเลิง พร้อมกับรสชาติอาหารที่เอร็ดอร่อย

เมื่อวันที่ 11 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดพะเยาว่า สืบเนื่องจากสถานการณ์ราคากระเทียมพื้นเมืองในขณะนี้มีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากต้นเดือนมกราคม 2560 ที่ผ่านมา กก.ละ 130-150 บาท ผ่านมากว่า 1 สัปดาห์ราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กก.ละ 230-250 บาท ส่งผลให้พ่อค้าแหนม แม่ค้าแปรรูปน้ำพริกต่างแบกรับภาระกระเทียมราคาแพงอย่างหนัก ขณะที่เกษตรกรทำนาในพื้นที่ อ.ภูซาง อ.เชียงคำ หันมาใช้พื้นที่ทำนาปลูกกระเทียมกันมากขึ้น

นายสรรเพชญ บุญเรือง เจ้าของแหมหูหมูชื่อดังของเมืองพะเยา เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ประสบปัญหาราคาวัตถุดิบในการทำแหนมที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกระเทียมพื้นเมืองที่ใช้เป็นส่วนผสมของแหนม จากราคา กก.ละ 100 บาท สูงขึ้นมาต่อเนื่องจนถึงขณะนี้ราคาขายปลีก กก.ละ 250 บาท จากวันที่ผ่านมาหนึ่งวัน ราคาขึ้น กก.ละ 20 บาท จะเห็นได้ว่าราคากระเทียมปรับตัวขึ้นเป็นรายวัน นอกจากนี้ ยังมีพริกขี้หนูที่ใช้เคียงแหนม กก.ละ 150 บาท ตนต้องใช้กระเทียมทำแหนมเฉลี่ยวันละ 3-4 กก. ถือได้ว่าราคาสูงกว่าเนื้อหมูและหูหมูอย่างมาก

“คาดว่าจะยื้อใช้กระเทียมพื้นเมืองไปจนกว่ารอถึงฤดูกาลใหม่ที่กระเทียมจะออกมาในฤดูกาลหน้าอีก 3-4 เดือน ซึ่งไม่รู้ว่าจะแบกรับภาระต้นทุนได้นานเพียงใด เรื่องการใช้กระเทียมจีนยังไม่ได้คิด เพราะเราต้องยึดความนิยมของลูกค้าและเน้นคุณภาพเป็นหลัก” เจ้าของแหนมหูหมูกล่าว

ด้าน จ.ส.อ.นิวัติ จำรัส ผู้ประกอบการปลาส้มแม่ทองปอน จังหวัดพะเยา กล่าวว่า แม้นว่ากระเทียมที่ใช้เป็นส่วนผสมในการทำปลาส้มจะต้องใช้กระเทียมพื้นเมืองที่ราคาสูงในขณะนี้ แต่ตนได้มีกระเทียมพื้นเมืองไว้ก่อนหน้านั้นเป็นต้นทุน ซึ่งราคา กก.ละกว่า 100 บาท จึงสามารถผลิตปลาส้มโดยใช้กระเทียมพื้นเมืองต่อไปได้ และสามารถพยุงราคาปลาส้มอยู่ในระดับเดิม ไม่มีการปรับขึ้นราคาหรือลดปริมาณแต่อย่างใด

ขณะที่ ร้านค้าของชำในเมืองเชียงคำ เปิดเผยว่า สาเหตุที่ราคากระเทียมพื้นเมืองสูงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากกลุ่มพ่อค้าที่เป็นทุนใหญ่กักตุนกระเทียมไม่เปิดโกดัง จึงทำให้ราคากระเทียมพื้นเมืองสูงขึ้นอย่างมาก และสูงกว่าทุกปีที่ผ่านมา ขณะที่กลุ่มผู้ผลิตน้ำพริกในพื้นที่ จ.พะเยา บางรายได้หันมาใช้กระเทียมจากจีนเป็นวัตถุดิบผลิตน้ำพริกต่างๆ เนื่องจากได้เนื้อมากกว่าและเรื่องกลิ่นก็ถือว่าใกล้เคียงกับกระเทียมพื้นบ้าน ที่สำคัญราคาประหยัดกว่าถึง 50% ซึ่งราคากระเทียมจีนขณะนี้เฉลี่ยอยู่ที่ ราคาส่ง กก.ละ 90-100บาท ราคาขายปลีก กก.ละ 120-150 บาท ขึ้นอยู่กับว่าเป็นหัวหรือเป็นกลีบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ด้านเกษตรกรทำนาในพื้นที่ อ.ภูซาง และ อ.เชียงคำ ได้มีการปลูกกระเทียมกันมากขึ้น เพราะมีความต้องการในตลาดสูงในขณะนี้ เมื่อเวลา 10.20 น. วันที่ 11 มกราคม 2559 พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงเกษตรฯ ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์อุทกภัยภาคใต้ ณ จังหวัดนครศรีธรรมชาติ และ จ.ตรัง เพื่อรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์น้ำ และการให้ความช่วยเหลือ ณ องค์การบริหารส่วนตำบลช้างซ้าย อ.พระพรหม จ.นครศรีธรรมราช ก่อนเดินทางต่อไปยังบ้านชะเมา หมู่ 6 ต.ท่าเรือ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช เพื่อพบปะเกษตรกรเลี้ยงโค และสวนยางพารา เพื่อมอบถุงยังชีพ และเสบียงสัตว์ จากนั้นคณะได้เดินทางต่อไปยังศาลากลางจังหวัดตรัง เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปการบริหารจัดการน้ำท่วม และการก่อสร้างระบบผันน้ำเลี่ยงเมือง และตรวจเยี่ยมจุดก่อสร้างระบบผันน้ำเลี่ยงเมืองของจังหวัดตรัง

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า ในขณะนี้สถานการณ์น้ำท่วมพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช ถือว่าหนักสุดเนื่องจากฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน มี 2 พื้นที่ คือ อ.เมือง ซึ่งน้ำมาจากเทือกเขาหลวง ไหลผ่านคลองท่าดี ลงทะเล แต่คลองเล็กระบายไม่ทัน ขณะนี้น้ำเริ่มลดลงมา ส่วนอีกพื้นที่หนึ่ง คือ ลุ่มน้ำปากพนัง ซึ่งครอบคลุมหลายอำเภอ มีมวลน้ำรอการระบาย ประมาณ 800 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ซึ่งได้สั่งการให้กรมชลประทานประสานกับทางจังหวัดติดตั้งและดูแลเรื่องไฟฟ้าในการติดตั้งเครื่องสูบน้ำที่มีขนาด 3 ลบ.ม. ซึ่งมีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเลให้แล้วเสร็จภายใน 7 – 10 วัน ก่อนที่ฝนรอบใหม่ที่คาดการณ์จะมาในช่วงวันที่ 20 มกราคมนี้

“มาตรการเร่งด่วนขณะนี้ คือ เร่งระบายน้ำให้เร็วที่สุด โดยเพิ่มเติมจุดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ และเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อระบายออกทะเลให้เร็วที่สุด ขณะเดียวกัน ต้องพิจารณาเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งด้วย พร้อมทั้งจัดทำแผนระยะกลางและระยะยาวในการแก้ปัญหา เช่น การผันน้ำเลี่ยงเมือง ซึ่งเริ่มทำแล้วที่หาดใหญ่ และ ตรัง กำลังจะดำเนินการที่นครศรีธรรมราช ในส่วนลุ่มน้ำปากพนัง บางส่วนได้ทำแล้วมีแผนแล้ว 3 แห่ง ยังขาดอีก 1 แห่ง เนื่องจากติดปัญหาที่ดิน ดังนั้น ทางจังหวัดต้องช่วยเจรจากับประชาชนในพื้นที่ และพิจารณาจัดทำคลองระบายน้ำเพิ่มเติมเพื่อให้สามารถบริหารจัดการน้ำทั้งหน้าฝนและหน้าแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ” พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า ขณะที่มาตรการช่วยเหลือทั้งระยะเร่งด่วนเฉพาะหน้า และการฟื้นฟู เยียวยานั้น ได้ออกคำสั่งแต่งตั้งผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ 11 ท่านประจำในพื้นที่ภาคใต้ 11 จังหวัดเพื่อบูรณาการทำงานกับจังหวัดในการจัดทำแผนฟื้นฟูเยียวยาเกษตรกรให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน ทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ ซึ่งเบื้องต้นขณะนี้ได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์เพิ่มทีมเฉพาะกิจจากส่วนกลางกว่า 200 นาย ลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือให้สัตว์กลับที่โดยเร็ว และแนะนำการทำคอกสัตว์ให้ปลอดเชื้อ ป้องกันโรคที่อาจเกิดขึ้นจากน้ำท่วมไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดด้วยในส่วนของพืชให้หน่วยในกระทรวงเกษตรฯ จะเข้าไปดูผลกระทบของพืชโดยเฉพาะพืชสวน เช่น ปาล์ม ยาง ในพื้นที่น้ำท่วม แนะนำเกษตรกร วางแผนการฟื้นฟู รวมทั้งบางพื้นที่อาจจะต้องวางแผนการปรับเปลี่ยนการทำการเกษตร วงรอบการเพาะปลูก การเร่งรัดเบิกจ่ายเงินตามระเบียบทางราชการต่างๆ จะต้องดำเนินการโดยเร็ว

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า ด้านศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร ระบุว่า ผลกระทบด้านการเกษตร จากอุทกภัยในช่วงวันที่ 1 ธันวาคม 2559 – 11 มกราคม 2560 ด้านพืช เกษตรกร 392,797 ราย พื้นที่คาดว่าเสียหาย 938,473 ไร่ ข้าว 249,446 ไร่ พืชไร่ 22,744 ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 666,283 ไร่ เป็น ยางพารา 531,876 ไร่ ด้านประมง เกษตรกร 25,084 ไร่ พื้นที่เสียหาย 38,382 ไร่ บ่อปลา 30,365 ไร่ บ่อกุ้ง 8,017 ไร่ กระชัง 102,873 ตร.ม. ด้านปศุสัตว์ เกษตรกร 107,640 ราย สัตว์ที่ได้รับผลกระทบ 7,570,365 ตัว โค-กระบือ 295,157 ตัว สุกร 280,487 ตัว แพะ-แกะ 60,855 ตัวสัตว์ปีก 6,933,866 ตัว แปลงหญ้า 18,114 ไร การให้การช่วยเหลือพื้นที่ภาคใต้ กรมชลประทาน สนับสนุนเครื่องสูบน้ำ 235 เครื่อง ติดตั้งแล้ว 97 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำ 61 กรมฝนหลวง เฮลิคอปเตอร์ 5 ลำ กรมประมง เรือ 60 ลำ กรมปศุสัตว์ แจกเสบียงสัตว์แล้ว 300,975 กก. ยังมีพร้อมสนับสนุนอีก 1,200,000 กก. หรือสามารถใช้ได้อีก 1 เดือน

สถานการณ์น้ำที่ท่วมขังในพื้นที่ริมทะเลสาบสงขลาต่อเนื่องมาประมาณ 1 สัปดาห์ ส่งผลให้ควายน้ำ ที่เกษตรกรเลี้ยงเอาไว้ในพื้นที่ตำบลบ้านขาว อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา กับตำบลทะเลน้อย อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง ซึ่งมีอยู่กว่า 6,000 ตัว ทยอยล้มตายลงไป โดยเฉพาะลูกควาย เนื่องจาก ต้องแช่น้ำนาน ขาดอาหาร เนื่องจากน้ำท่วมทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ที่เป็นแหล่งอาหารจนจมมิดทั้งหมด ทั้งให้ควายเหล่านี้ไม่สามารถดำลงไปกินหญ้าใต้น้ำได้เหมือนเดิม โดยนายวรรณรพ ส่องสว่าง นายก อบต.บ้านขาว อ.ระโนด กล่าวว่า ขณะนี้ได้บอกให้เจ้าของฝูงควายน้ำ นำควายขึ้นมาอาศัยอยู่บนถนน บนถนนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 หลังจากต้องยืนแช่น้ำอยู่ริมถนนที่เต็มไปด้วยน้ำมาหลายวัน หลังระดับน้ำบนถนนเริ่มลดลง โดยพบว่าควายน้ำเหล่านี้ได้ล้มตายไปแล้วไม่น้อยกว่า 100 ตาย และเกรงว่าหลังน้ำลดก็จะทำให้ควายน้ำเหล่านี้ล้มตายเพิ่มมากขึ้นอีก เนื่องจากหญ้าที่เป็นแหล่งอาหารตายทั้งหมด และพบว่าควายเริ่มซูบผอม และมีอาการอ่อนเพลีย

ทั้งนี้ควายน้ำเป็นควายที่เกษตรกรเลี้ยงไว้ในป่าพรุแถบรอบลุ่มทะเลสาบสงขลาประกอบด้วยตำบลพนางตุง ตำบลทะเลน้อย จ.พัทลุง และตำบลบ้านขาว อ.ระโนด สงขลา ในขณะนี้เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมเลี้ยงควายเนื่องจากมีราคาดี

เวลา 14.00 น . ที่วัดทุ่งสงวน ตำบลคลองแดน และที่ศาลาประชาคมอำเภอระโนด อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา นายกองเอก วิลาศ รุจิวัฒนพงศ์ กรรมการบริหาร ประธานฝ่ายบรรเทาทุกข์ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ อัญเชิญถุงยังชีพพระราชทาน และพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มอบแด่พระภิกษุสงฆ์และผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่อำเภอระโนด จำนวน 2,000 ชุด ประชาชนในพื้นที่ต่างรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น และสร้างขวัญกำลังใจในการดำเนินชีวิตให้กับประชาชนผู้ประสบอุทกภัยเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ ก่อนพิธีมอบถุงยังชีพพระราชทานได้มีการร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี , การกล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และการยืนสงบนิ่งแสดงความอาลัยเป็นเวลา 89 วินาที ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

นายอนุรัฐ ไทยตรง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลากล่าวว่า ในช่วงตั้งแต่วันที่ 31 ธ.ค. 59 จนถึงวันที่10 ม.ค.60 จังหวัดสงขลามีฝนตกหนักติดต่อกันในหลายพื้นที่ทำให้เกิดอุทกภัยใน 12 อำเภอ 55 ตำบล 333หมู่บ้าน ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 33,264 ครัวเรือน จำนวน 103,883 คน ประกอบกับน้ำในทะเลสาบสงขลาหนุนสูง เนื่องจากน้ำท่วมมาจากจังหวัดพัทลุงระบายผ่านทะเลสาบสงขลา ลงสู่อ่าวไทยตั้งแต่วันที่ 31 ธ.ค.59 จนถึงวันที่ 10 ม.ค.60 ทำให้ยังมีน้ำท่วมขังที่ราบลุ่มต่ำและน้ำล้นตลิ่ง บริเวณพื้นที่ติดกับทะเลสาบสงขลาในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่อำเภอกระแสสินธุ์ อำเภอระโนด อำเภอสิงหนคร และอำเภอสทิงพระ โดยในเขตพื้นอำเภอระโนดประสบอุทกภัยจำนวน 11 ตำบล 68 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 22,681 ครัวเรือน 63,948 คน มีการอพยพราษฎร 15 ครัวเรือน 36 คน ซึ่งตำบลแดนสงวน มีน้ำท่วม 5 หมู่บ้าน มีน้ำท่วมสูงโดยประมาณ 1 เมตร เส้นทางเข้าหมู่บ้านมีน้ำขังไม่สามารถสัญจรไปมาได้ ส่งผลให้การช่วยเหลือด้านเครื่องอุปโภคบริโภค เป็นไปอย่างยากลำบาก

วันที่ 11 มกราคม แบบจำลองสภาพอากาศ(วาฟ) knifelesstechsystems.com ของสถาบันสารสนเทศน้ำและการเกษตร(สสนก.) รายงานสภาพอากาศ ช่วงวันที่ 11-13 มกราคม ว่า บริเวณความกดอากาศสูงที่แผ่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนยังคงมีกำลังอ่อน ประกอบกับจะมีกระแสลมตะวันตกในระดับลมชั้นบนพัดปกคลุมภาคเหนือ ส่งผลให้ภาคเหนือจะมีฝนเกิดขึ้น ส่วนหย่อมความกดอากาศต่ำในทะเลอันดามันจะเคลื่อนตัวออกไปยังอ่าวเมาะตะมะ ทำให้ลมที่พัดปกคลุมภาคใต้มีกำลังอ่อนลง ส่งผลให้ภาคใต้มีฝนลดลง

วาฟระบุอีกว่า ช่วงวันที่ 13-16 มกราคม บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนจะเริ่มแผ่กลับลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ในช่วงวันที่ 15 มกราคม ทำให้ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกลับมามีกำลังแรงขึ้น ประกอบกับหย่อมความกดอากาศต่ำได้เคลื่อนตัวผ่านประเทศฟิลิปปินส์ตอนล่างเข้าสู่ทะเลจีนใต้และจะเคลื่อนตัวเข้าสู่ชายฝั่งประเทศเวียดนามตอนล่าง โดยจะอ่อนกำลังลงและเคลื่อนตัวเข้ามายังอ่าวไทย จากนั้นจะเคลื่อนตัวผ่านภาคใต้ในช่วงวันที่ 15 มกราคม ส่งผลให้ภาคใต้กลับมามีฝนเพิ่มขึ้นและตกหนักบางแห่งในช่วงวันที่ 15-16 มกราคม โดยขอให้เฝ้าติดตามการคาดการณ์อย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้เฝ้าติดตามการเคลื่อนตัวของหย่อมความกดอากาศต่ำอีกลูกหนึ่งบริเวณด้านตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์ตอนล่าง โดยมีแนวโน้มทวีกำลังแรงขึ้นและอาจเคลื่อนตัวเข้าสู่ทะเลจีนใต้ตอนล่างและประเทศมาเลเซียตอนบนในลำดับถัดไป

วันที่ 12 มกราคม 2560 พื้นที่ จ.ลำปาง ยังคงมีเมฆฝนปกคลุมหนาแน่นเต็มท้องฟ้า และเกิดฝนตกลงมาเข้าสู่วันที่ 5 แล้ว โดยมีฝนตกหนักเป็นบางแห่ง ซึ่งจากการตรวจวัดปริมาณน้ำฝนในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาพบว่าพื้นที่ จ.ลำปาง ได้เกิดฝนตกลงมารวมกว่า 100 มิลลิเมตรแล้ว โดยสถานีอุตุนิยมวิทยาลำปาง ที่ตั้งอยู่ในเขตตัวเมืองลำปาง วัดได้ 51.4 มิลลิเมตร ซึ่งทางศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือรายงานว่าเป็นปริมาณการเกิดฝนตกหนักมากสุดในภาคเหนือตอนบน โดยพื้นที่ตามอำเภอรอบนอก โดยเฉพาะในหุบเขา และยอดดอยในพื้นที่ตอนบนของ จ.ลำปาง ยังคงมีฝนตกหนักลงมา

นอกจากนี้ มีรายงานว่า พบน้ำป่าไหลหลากลงมาบ้างแต่ไม่หนักมาก ยังไม่กระทบต่อบ้านเรือนที่ตั้งอยู่ใกล้เชิงเขา และทางน้ำไหลผ่าน แต่ทางสำนักงานป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย จ.ลำปาง สาขาวังเหนือ ซึ่งดูแลพื้นที่อำเภอทางตอนบนของ จ.ลำปาง ได้แก่ อ.เมืองปาน แจ้ห่ม และวังเหนือ ก็ได้ย้ำเตือนให้บ้านเรือนที่ตั้งอยู่บริเวณที่เสี่ยงให้ระวังภัยทางธรรมชาติจากน้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมฉับพลันไว้ด้วย จากฝนที่ตกลงมาในพื้นที่ต่อเนื่องระยะนี้