ส่วนผู้ที่ต้องจำกัดปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือดนั้นแนะนำว่า

การบริโภคไข่แดงควบคู่ไปกับการหลีกเลี่ยงอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูงชนิดอื่นร่วมด้วย เช่น เครื่องในสัตว์ ไขมันสัตว์ แต่ยังสามารถรับประทานไข่ทั้งฟองได้สัปดาห์ละ 3 ฟอง และสามารถรับประทานไข่ขาวได้ทุกวัน นอกจากนี้ มีหลายงานวิจัยยืนยันตรงกันว่าการบริโภคไข่ขาวเพิ่มขึ้น ช่วยลดภาวะโภชนาการที่ผิดปกติจากการขาดโปรตีนได้ ขณะที่การบริโภคไข่ทั้งฟองเพิ่มขึ้น สามารถช่วยลดภาวะทุพโภชนาการอย่างได้ผล

“จากรายงานการศึกษาการรับประทานผลิตภัณฑ์ที่ทำจากไข่ขาว พบว่ามีผลดีต่อสภาวะโภชนาการของผู้ที่ร่างกายต้องการโปรตีนในปริมาณมากกว่าคนปกติ เช่น ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ต้องฟอกเลือด หรือล้างไตทางช่องท้อง ผู้ป่วยโรคมะเร็ง และผู้ติดเชื้อ HIV และปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์จากไข่ขาวให้เลือกมากมาย ทั้งไข่ขาวดิบบรรจุขวดและไข่ขาวพร้อมดื่ม หรือไข่ขาวผ่านการแปรรูป เช่น ไข่ขาวผง และไข่ขาวผงปรุงรส เป็นต้น ทั้งนี้ในการปรุงอาหารควรคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัย อาหารต้องปรุงให้สุก และเน้นความสะอาดถูกสุขอนามัย” ผศ.ดร.ชนิดา กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.ชาลีดา บรมพิชัยชาติกุล ภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร คณะวิทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ที่ผ่านมาผู้บริโภคต่างรับรู้ถึงคุณประโยชน์ของไข่ไก่ แต่กลับพบว่าคนไทยมีอัตราการบริโภคไข่ไก่เพียง 220 ฟองต่อคนต่อปีเท่านั้น ซึ่งถือเป็นอัตราที่ต่ำมากเมื่อเทียบประเทศอื่นๆ อย่างเช่น จีน 340 ฟอง, ญี่ปุ่น 330 ฟอง, มาเลเซีย 300 ฟอง และ สหรัฐฯ 290 ที่เป็นเช่นนี้ อาจเป็นเพราะบางคนยังกังวลเกี่ยวกับไขมันและคอเลสเตอรอลในไข่ ซึ่งที่ผ่านมามีหลายงานวิจัย ที่สรุปว่า การบริโภคไข่ ไม่ได้มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจในกลุ่มคนที่สุขภาพดี ข้อค้นพบดังกล่าวมีผลให้สมาคมโรคหัวใจของสหรัฐอเมริกา (American Heart Association : AHA) ได้เปลี่ยนแปลงข้อแนะนำการบริโภคไข่ จากเดิมที่แนะนำไว้ว่าไม่ควรทานเกิน 3 ฟองต่อสัปดาห์ เป็นสามารถทานได้วันละ 1 ฟอง ยกเว้นผู้ป่วยโรคเบาหวาน และผู้ที่ต้องควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ไม่ควรรับประทานไข่แดงเกิน 3 ฟองต่อสัปดาห์ และควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์

“ไข่ไก่เป็นอาหารที่มีประโยชน์มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนและราคาประหยัดทุกคนสามารถเข้าถึงได้ คนไทยควรบริโภคไข่มากขึ้นเพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงได้อย่างปลอดภัย” ผศ.ดร.ชาลีดา กล่าว

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ หรือเอ้กบอร์ด (Egg Board) จัดทำโครงการรณรงค์บริโภคไข่ไก่ ตามแผนยุทธศาสตร์ไก่ไข่ฉบับที่ 2 พ.ศ.2557–2561 เพื่อกระตุ้นการบริโภคและส่งเสริมการแปรรูปไข่ไก่เพิ่มขึ้นเป็น 300 ฟองต่อคนต่อปี ภายในปี 2561 ที่จะช่วยผลักดันให้อุตสาหกรรมไก่ไข่และผลิตภัณฑ์เติบโตอย่างยั่งยืน โดยปี 2559 รณรงค์ภายใต้แคมเปญ “กินไข่ทุกวัน กินไข่ทุกวัย กินอะไรใส่ไข่ด้วย” ด้วยการให้ความรู้กับผู้บริโภค เรื่องคอเลสเตอรอลจากไข่ไก่ไม่ใช่สาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งหากคนไทยบริโภคไข่วันละ 1 ฟอง ก็จะบริโภคถึง 365 ฟองต่อปี ทัดเทียมกับประเทศพัฒนาแล้ว

ตลอดระยะเวลา 44 ปี ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ขับเคลื่อนเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ ให้แก่ประชาชนทั่วไป ส่งเสริมให้เกิดการนำไปใช้ในการรวมกลุ่ม เพื่อให้สหกรณ์เป็นองค์กรของสมาชิก ที่มีการรวมกลุ่มกันจัดตั้งขึ้นมาด้วยความสมัครใจภายใต้การปกครองตนเองตามระบบประชาธิปไตย ตอบสนองความต้องการที่จำเป็นในชีวิต รวมทั้งช่วยแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมร่วมกัน โดยอยู่บนพื้นฐานแห่งความรับผิดชอบต่อตนเอง ช่วยตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ตั้ง เพื่อให้สมาชิกมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ภายใต้นโยบายของรัฐบาลที่ได้ให้ความสำคัญต่อระบบสหกรณ์ โดยเฉพาะนโยบายหลักของ พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เน้นให้พัฒนาสหกรณ์เป็นองค์กรที่มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน สามารถสร้างความมั่นคงในอาชีพและชีวิต การเข้าถึงแหล่งทุน รายได้สูงขึ้น ส่งผลถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของครอบครัวสมาชิกสหกรณ์

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า ในปี 2559 กรมได้แนะนำ ส่งเสริม สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร 13,522 แห่ง สมาชิกมีส่วนร่วมในการดำเนินธุรกิจ 5,488,202 ราย ปริมาณธุรกิจเพิ่มขึ้น 186,482 ล้านบาท ปริมาณธุรกิจรวมทั้งสิ้น 2.159 ล้านล้านบาท ได้มุ่งทิศทางทั้งในด้านการพัฒนาความเข้มแข็ง เพิ่มความเข้มข้นด้านการกำกับ ตรวจสอบ และส่งเสริม ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ สามารถยกระดับชั้นสหกรณ์ในภาพรวม ได้ 829 สหกรณ์ พัฒนาจากชั้น 2 เป็น ชั้น 1 จำนวน 594 สหกรณ์ และพัฒนาจาก ชั้น 3 ขึ้นเป็นชั้น 2 จำนวน 235 สหกรณ์ ส่งผลให้มีการบริหารจัดการและควบคุมภายในที่ดีขึ้น มีเสถียรภาพทางการเงิน รวมทั้งได้แก้ไขข้อบกพร่องในด้านต่างๆ มากถึง 1,604 สหกรณ์ สามารถแก้ได้แล้ว 962 สหกรณ์

ในส่วนของงานขับเคลื่อนตามนโยบายนั้น ในฐานะเลขานุการคณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ ภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร ได้ส่งเสริมอาชีพในพื้นที่ของรัฐที่จัดสรรให้มีการตั้งสหกรณ์แล้วทั้ง 7 พื้นที่ เกษตรกรสมัครเป็นสมาชิก 1,068 ราย

การขับเคลื่อนสหกรณ์เป็นกลไกในการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร และป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรในเขตชายแดน ดำเนินการใน 5 สหกรณ์ มีการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเมียนมา 5,090 ตัน มูลค่า 39.228 ล้านบาท นำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศกัมพูชา 3,200 ตัน มูลค่า 22.56 ล้านบาท เพื่อนำมาแปรรูปเป็นอาหารสัตว์

ปัญหาด้านราคาสินค้าเกษตร รัฐบาลได้สนับสนุนโดยใช้แหล่งทุนจาก ธ.ก.ส. กองทุนพัฒนาสหกรณ์ และกองทุนต่างๆ รวม 20,068 ล้านบาท เพื่อเป็นทุนในการรวบรวมผลผลิตและรักษาระดับราคาสินค้าเกษตรที่สำคัญ

การช่วยลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการแข่งขันสินค้าเกษตร ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้จัดการแปลงใหญ่ 18 แปลง ใน 8 จังหวัด และสำนักงานสหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัดเป็นเจ้าภาพด้านการตลาดทั้ง 268 แปลง เชื่อมโยงตลาดสินค้าแล้ว 237 แปลง

ด้านสนับสนุนเครื่องจักรกลทางการเกษตรเพื่อลดต้นทุน ระยะแรกได้ให้การสนับสนุนแก่ 20 สหกรณ์ จัดหารถเกี่ยวนวดข้าว และเครื่องสีข้าวโพด ให้บริการสมาชิกได้ 4,800 ราย พื้นที่การเกษตร 72,000 ไร่ ลดต้นทุนการเก็บเกี่ยวข้าว 150 บาท ต่อไร่ ลดต้นทุนการเก็บเกี่ยวข้าวโพด 200 บาท ต่อตัน สมาชิก 800 ราย ที่ร่วมโครงการลดต้นทุนได้ถึง 1,047,300 บาท

การแก้ไขปัญหาและป้องกันผลกระทบจากภัยแล้ง สนับสนุนเงินกองทุนพัฒนา 264 ล้านบาท ใน 19 จังหวัด ลดภาระดอกเบี้ยสมาชิกที่ประสบภัย 6.605 ล้านบาท และให้เงินกู้อีก 118 สหกรณ์ 51.38 ล้านบาท เพื่อให้สมาชิกกู้รวม 2,620 ราย เพื่อขุดสระน้ำ 952 ราย เจาะบ่อบาดาล 1,174 ราย และพัฒนาแหล่งน้ำในไร่นาอีก 494 ราย พร้อมเดินหน้าขอใช้เงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร 300 ล้านบาท เป็นทุนหมุนเวียนสร้างระบบน้ำในไร่นา ซึ่งผ่านความเห็นชอบจาก ครม. เรียบร้อยแล้ว ขณะเดียวกัน ได้ถ่ายทอดความรู้ในพื้นที่ศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร 882 ศูนย์ มีผู้ได้รับความรู้ 221,300 ราย และอบรมการบำรุงรักษาเครื่องจักรกลการเกษตรขนาดเล็กอีก 1,000 คน มีเกษตรกรสนใจในการดำเนินกิจกรรมกลุ่ม 741 กลุ่ม

สร้างความร่วมมือระหว่างหอการค้าและสหกรณ์ ภายใต้โครงการ 1 หอการค้า 1 สหกรณ์การเกษตร พัฒนาเพิ่มช่องทางการตลาดและจำหน่ายสินค้า พัฒนาแบรนด์ และประสิทธิภาพการผลิต เกิดความร่วมมือแล้วใน 60 จังหวัด

มีการจัดตั้งธนาคารโคนมทดแทน 3 แห่ง จำนวนสมาชิกเข้าร่วม 299 ราย ให้บริการรับฝากโคนม 611 ตัว และธนาคารข้าวใน 10 สหกรณ์ สมาชิกเข้าร่วม 697 ราย มีสมาชิกมาใช้บริการแล้ว 60 ราย มูลค่าปัจจัยการผลิตที่ให้ยืม 166,000 บาท นอกจากนี้ ส่งเสริมให้ปรับเปลี่ยนการทำเกษตรให้เหมาะสมกับพื้นที่ ตามแผนที่ Agri-map ในพื้นที่ นิคมสหกรณ์ทับเสลา จังหวัดอุทัยธานี นิคมสหกรณ์พิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ นิคมสหกรณ์สตึก จังหวัดบุรีรัมย์ สมาชิก 140 ราย พื้นที่รวม 1,040 ไร่ เพื่อเปลี่ยนมาเลี้ยงโคขุน ไก่พื้นเมือง และปลูกพืชอาหารสัตว์ซึ่งใช้น้ำน้อยกว่าการปลูกพืชเดิม

ในการก้าวสู่ปีที่ 45 กรมส่งเสริมสหกรณ์ จะดำเนินงานตามแนวคิด “Back to Members” โดยดำเนินการภายใต้กรอบ 3 ด้าน คือ การพัฒนาความเข้มแข็งสหกรณ์ การเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร และโครงการอื่นๆ สามารถบริการแก่สมาชิกได้มากยิ่งขึ้น มุ่งพัฒนาบุคลากรให้เป็น SMART Officer พัฒนาสหกรณ์ให้เป็น SMART COOP ด้วยการพัฒนาศักยภาพการดำเนินธุรกิจ SMART Business สู่การพัฒนาเครือข่ายเพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่ขบวนการสหกรณ์ทั้งระบบ SMART Network เพื่อพัฒนาสมาชิกสหกรณ์เข้มแข็ง SMART Members

เป้าหมายสำคัญคือ พัฒนาให้สหกรณ์สามารถดูแลและบริการให้สมาชิกมีความกินดี อยู่ดี มีความสุข ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ คุณภาพชีวิตดีขึ้น สินค้าสหกรณ์มีมาตรฐาน “เมื่อสมาชิกเข้มแข็ง สหกรณ์จะเข้มแข็งอย่างยั่งยืน”

ลุ่มน้ำปากพนัง มีลักษณะพิเศษกว่าลุ่มน้ำอื่นๆ ในแถบชายทะเลภาคใต้ด้านอ่าวไทย กล่าวคือ แนวทิวเขานครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำปากพนังมีแนวเกือบขนานกับแนวชายทะเล จากแหลมตะลุมพุกลงไปจนจดเขตอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ลักษณะภูมิประเทศของลุ่มน้ำทางด้านตะวันตกเป็นเขาสูงทอดตัวในแนวเหนือ-ใต้ เริ่มจากเขาหลวง เขาวังหีบ ในเขตอำเภอลานสกา เขามุดและควนหิน ในเขตอำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีแนวเกือบขนานกับแนวชายฝั่งทะเล สภาพภูมิประเทศโดยทั่วไปลาดเทจากเขาลงสู่แนวชายทะเลทางทิศตะวันออก

สภาพภูมิประเทศอาจแบ่งได้เป็น 3 ลักษณะ คือ ตอนบนทางด้านตะวันตกเป็นภูเขาสูงมีความลาดชันมาก ประมาณ 1 : 200-1 : 400 ตอนล่างถัดจากเชิงเขาลงไปเป็นพื้นที่ควนสลับซับซ้อน และมีพื้นที่ราบสูงแปลงเล็กๆ สลับกันไปถัดจากพื้นที่ควนลงไปเป็นพื้นที่ราบลาดเทลงสู่แม่น้ำปากพนังฝั่งตะวันตก ส่วนตอนล่างพื้นที่ระหว่างแม่น้ำปากพนังกับสันทรายริมทะเลเป็นพื้นที่ราบลุ่ม แอ่งที่ลุ่มอยู่ค่อนไปทางสันทรายและมีแนวเกือบขนานกับสันทราย พื้นที่ส่วนใหญ่ทางด้านตะวันตกของแม่น้ำปากพนังในเขตอำเภอวิเชียรใหญ่ และอำเภอปากพนัง เป็นที่ราบลาดเทจากควนลงสู่แม่น้ำปากพนัง มีพื้นที่พรุเป็นแห่งๆ ในเขตอำเภอชะอวด อำเภอเชียรใหญ่ และอำเภอร่อนพิบูลย์ ส่วนพื้นที่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปากพนังกับสันทรายในเขตอำเภอปากพนังและอำเภอหัวไทรเป็นที่ราบลุ่ม ด้านที่ชิดกับสันทรายเป็นแอ่งน้ำซึ่งมีน้ำท่วมขัง มีน้ำเค็มรุกล้ำไม่สามารถทำการเกษตรได้

การบริหารโครงการส่งเสริมการเกษตรในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง

การพัฒนาอาชีพทางการเกษตรในเขตลุ่มน้ำปากพนัง ได้เริ่มจริงจังเมื่อครั้ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จแปรพระราชฐาน ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ และได้โปรดพระราชทานพระราชดำริให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วนในเขตลุ่มน้ำปากพนัง ในเรื่องการป้องกันน้ำเค็มรุกล้ำและการเก็บกักน้ำจืดในลำน้ำ เพื่อให้ราษฎรได้ใช้ประโยชน์ทางการเกษตรและการอุปโภค บริโภค รวมทั้งการพัฒนาความเป็นอยู่ของราษฎรในเขตนี้ให้ดีขึ้น

เมื่อวันที่ 9 และ 11 ตุลาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ สรุปความได้ว่า งานที่จะต้องดำเนินการ มีอยู่ 2 ส่วน คือ

งานด้านชลประทาน ซึ่งเป็นงานที่สำคัญและเป็นพื้นฐานของการแก้ปัญหา ทั้งนี้ ควรมีการพิจารณาวางโครงการและก่อสร้างประตูระบายน้ำในแม่น้ำปากพนัง ณ จุดห่างจากอำเภอปากพนังไปทางทิศใต้ ประมาณ 3-5 กิโลเมตร อย่างเร่งด่วนเพื่อป้องกันน้ำเค็มรุกล้ำและเก็บกักน้ำไว้ในลำน้ำให้ราษฎรได้ใช้ประโยชน์ทางการเกษตรและอุปโภค บริโภค รวมทั้งเป็นแหล่งน้ำดิบสำหรับใช้ผลิตน้ำประปาของอำเภอปากพนัง พร้อมทั้งก่อสร้างระบบระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมลงทะเลให้เร็วที่สุด
งานด้านกิจกรรมต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือราษฎรในการประกอบอาชีพและพัฒนาความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น ควรให้เจ้าหน้าที่ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งฝ่ายทหารร่วมช่วยกันพัฒนาให้เกิดผลควบคู่ไปกับการดำเนินการด้านแหล่งน้ำ

กรมส่งเสริมการเกษตร ได้สนองพระราชดำริ โดยเป็นองค์กรที่รับผิดชอบในด้านการส่งเสริมอาชีพทางการเกษตรในพื้นที่ ได้ปฏิบัติงานให้ความช่วยเหลือเกษตรกรตลอดมา แต่เนื่องจากความจำกัดของงบประมาณและทรัพยากรต่างๆ ซึ่งจำเป็นต้องกระจายการบริการให้ครอบคลุมเกษตรกรทั่วทั้งจังหวัด จึงทำให้ไม่สามารถพัฒนาและบริการแบบเน้นหนักเป็นการเฉพาะในพื้นที่ดังกล่าวได้เท่าที่ควร

ดังนั้น เมื่อปัญหาในสภาพปัจจุบันเกิดขึ้นอย่างรุนแรง และมีผลกระทบต่อเกษตรกรเป็นอันมาก กรมส่งเสริมการเกษตรจึงจำเป็นต้องปรับระบบการบริหารงานส่งเสริมการเกษตรในเขตพื้นที่ลุ่มแม่น้ำปากพนังใหม่ เพื่อให้การพัฒนาและการบริการถึงมือเกษตรกรได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพโดยดำเนินการ ดังนี้

จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการโครงการส่งเสริมการเกษตรในเขตพื้นที่ลุ่มแม่น้ำปากพนังขึ้นเป็นการเฉพาะ โดยสำนักงานตั้งอยู่ ณ สำนักงานส่งเสริมการเกษตรภาคใต้ จังหวัดสงขลา ซึ่งจะประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับส่วนกลาง ระดับภาค และระดับจังหวัด
จัดให้มีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรในระดับนักวิชาการเกษตรในระดับนักวิชาการเกษตรปฏิบัติงานเน้นหนักร่วมกับเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรในระดับอำเภอเพิ่มขึ้น ในพื้นที่โครงการ อำเภอละ 1 คน
จัดให้มีงบประมาณการส่งเสริมการเกษตรในเขตโครงการเป็นพิเศษ แยกออกจากงบฯ ปกติพื้นที่ทั่วไป
จัดให้มีวัสดุอุปกรณ์ ยานพาหนะ สิ่งอำนวยความสะดวกต่อการปฏิบัติงานในเขตพื้นที่โครงการอย่างเพียงพอ เพิ่มเติมจากงบฯ ปกติที่ส่วนภูมิภาคได้รับในแต่ละปีงบประมาณ
จัดให้มีระบบการติดตามนิเทศ ประเมินผล และรายงานการส่งเสริมการเกษตรในเขตพื้นที่โครงการในรูปคณะทำงานติดตามประเมินผล
ใน ปี 2537 ได้มีการผนวกพื้นที่โครงการพรุควนเคร็งเข้าเป็นส่วนหนึ่งของโครงการด้วย พรุควนเคร็งเป็นพรุน้ำจืดตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทะเลสาบสงขลา ตอนบนของทะเลน้อย ปกติพรุควนเคร็งมีลำน้ำถ่ายเทน้ำในบริเวณโดยรอบ 3 ทาง คือ ผ่านคลองแดนอ่าวไทย ผ่านคลองตะโคร่งสู่ทะเลน้อย และผ่านคลองควนไหลสู่แม่น้ำปากพนัง พื้นที่พรุครอบคลุมพื้นที่ 195,845 ไร่ จากการศึกษาพบว่า จากประชากรที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาพรุควนเคร็งในพื้นที่ 3 จังหวัด คือ จังหวัดนครศรีธรรมราช (อำเภอชะอวด, หัวไทร, เชียรใหญ่) จังหวัดสงขลา (อำเภอระโนด) และจังหวัดพัทลุง (อำเภอควนขนุน) ประมาณ 22,990 คน ในบริเวณพื้นที่ราบๆ พรุทางด้านตะวันตกของพรุควนเคร็งในเขตอำเภอควนขนุน ซึ่งจะได้รับอิทธิพลจากการพัฒนาอ่างเก็บน้ำและการเก็บกักน้ำในบริเวณพรุ และพื้นที่บริเวณพรุควนเคร็งทั้งหมด 195,845 ไร่

แนวทางการดำเนินงานพัฒนาการเกษตรเพื่อให้การดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังตามแนวพระราชดำริ บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายในการยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกร จึงกำหนดแนวทางการดำเนินงานโดยยึดหลักการ ดังนี้

หลักการ “การปฏิบัติงานตามระบบส่งเสริมการเกษตร” ของกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อเพิ่มรายได้และเพิ่มคุณภาพชีวิตให้แก่เกษตรกรพัฒนาแผนการผลิตที่เหมาะสมให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและความพร้อมของเกษตรกร เน้นการพัฒนาตัวเกษตรกร (Farmer Oriented) ให้พึ่งพาตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยกระบวนการกลุ่มเกษตรกร
หลักการ “ทฤษฎีใหม่” ของมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อปรับระบบการผลิตทางการเกษตรในเขตพื้นที่ ณ ลุ่มแม่น้ำปากพนังตามศักยภาพของพื้นที่ โดยจะใช้ “ทฤษฎีใหม่” ของมูลนิธิชัยพัฒนาเป็นแนวคิดและต้นแบบ (Model) ในการพัฒนาการผลิตในระดับครัวเรือนเกษตรกรในแต่ละชุมชน
หลักการ “ความสมัครใจของเกษตรกร” เพื่อให้เกษตรกรเป็นผู้ตัดสินใจด้วยตนเองในการเปลี่ยนแปลงกิจกรรมที่เคยปฏิบัติและประสบปัญหา โดยพิจารณาจากข้อมูลทางเลือกการเกษตร จากข้อมูลข่าวสารที่เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรได้จัดทำเพื่อประกอบการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงไปสู่กิจกรรมการผลิตใหม่ที่เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ และตัวผลตอบแทนต่อการลงทุนดีกว่ากิจกรรมเดิม
หลักการ “พัฒนาการมีส่วนร่วม” เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรร่วมกันทำแผนการผลิตในลักษณะการพัฒนาพื้นที่การเกษตรของหมู่บ้านหรือของกลุ่ม รวมทั้งการร่วมดำเนินการตามขั้นตอนและวิธีการต่างๆ เพื่อให้บรรลุผลตามแผนการผลิต โดยคำนึงถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สภาพแวดล้อมการใช้ที่ดินต้นน้ำลำธารให้เหมาะสมกับศักยภาพ และให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
หลักการ “ปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่” เพื่อให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรมีบทบาทในการสนับสนุนข้อมูลทางเลือกการเกษตรแก่เกษตรกร และมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือเกษตรกรวางแผนพัฒนาพื้นที่ และทำแผนการผลิตอย่างเหมาะสม โดยสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์การปฏิบัติงานตามความจำเป็น
หลักการ “สนับสนุนของรัฐ” เพื่อให้เกษตรกรสามารถเพิ่มรายได้และมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น โดยการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนในการสนับสนุนการดำเนินงานปรับระบบการผลิตในระดับครัวเรือนและระดับหมู่บ้าน ตลอดจนสนับสนุนการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ปัจจัยการผลิตและเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสม

เพื่อแก้ปัญหาการประกอบอาชีพการเกษตรของเกษตรกรส่วนใหญ่ในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ซึ่งมีอาชีพการทำนา ร้อยละ 75.17 ที่ประสบปัญหาจากการผลิตข้าว ให้มีการปรับระบบบการผลิตโดยเปลี่ยนพื้นที่บางส่วนจากการผลิตข้าวไปดำเนินกิจกรรมการเกษตรอื่นๆ ตามความเหมาะสม กรมส่งเสริมการเกษตรได้กำหนดขั้นตอนการดำเนินงาน ดังนี้

การวิเคราะห์พื้นที่และชุมชน ดำเนินการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลพื้นที่ทางด้านการผลิต การตลาดและสภาพสังคมแล้วจัดทำแนวทางการพัฒนาอาชีพการเกษตร ตามข้อมูลศักยภาพของพื้นที่เพื่อใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่
การจัดทำทางเลือกของเกษตรกร ดำเนินการวิเคราะห์เพื่อกำหนดแนวทางการประกอบอาชีพที่เหมาะสมของพื้นที่ เพื่อนำเสนอเป็นทางเลือกให้แก่เกษตรกรประกอบการตัดสินใจวางแผนการผลิตของตนเอง โดยกำหนดประเภทและกิจกรรมที่เหมาะสม เหตุผล เงื่อนไข ต้นทุนและผลตอบแทนที่ควรจะได้รับเมื่อดำเนินกิจกรรมแต่ละประเภท
การจัดทำทะเบียนครัวเรือนเกษตรกร ใช้วิธีการพบปะเกษตรกรเป็นรายครัวเรือน เพื่อรวบรวมข้อมูลพื้นฐานของเกษตรกรและปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วจำแนกระดับฐานะของเกษตรกรเพื่อพิจารณาให้การสนับสนุนตามความจำเป็น รวมทั้งดำเนินการจัดกลุ่มเกษตรกรที่มีลักษณะการผลิตที่มีรูปแบบคล้ายคลึงกัน เพื่อสะดวกในการให้การแนะนำสนับสนุนและการดำเนินการในรูปกลุ่ม
การนำเสนอทางเลือกแก่เกษตรกร ใช้ข้อมูลวิชาการและผลของการวิเคราะห์แนวทางการพัฒนาอาชีพเสนอแก่เกษตรกร เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ และเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจวางแผนการผลิตของเกษตรกรในการปรับโครงสร้างการผลิตที่เหมาะสม
การช่วยเกษตรกรทำแผนการผลิต สนับสนุนและให้ความช่วยเหลือเกษตรกรในการวางแผนการผลิต โดยแนะนำให้เกษตรกรจัดทำรายละเอียดแผนการผลิตที่ชัดเจน ตั้งแต่ขนาดของกิจกรรมที่จะดำเนินการ ขั้นตอนต่างๆ ในการดำเนินตามกิจกรรม ทุนและปัจจัยการผลิตจะใช้ในแต่ละขั้นตอน
การสนับสนุนแผนการผลิตของเกษตรกร ดำเนินการรวบรวมแผนการผลิตของเกษตรกรในโครงการแล้ว ดำเนินการวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ในทางวิชาการเพื่อให้คำแนะนำ สนับสนุนปัจจัยการผลิตที่จำเป็น รวมทั้งสินเชื่อเพื่อการผลิตและเพื่อเตรียมการประสานงานในด้านการตลาดในระยะต่อไป
จากการประเมินผลสำเร็จเบื้องต้นของโครงการ ตั้งแต่เริ่มต้นจนปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลง ดังนี้

การปรับระบบการผลิตการเกษตร
เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการมีพื้นที่ทำการเกษตร ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่นาเสีย 15.3 ไร่ พื้นที่ถือครองการเกษตรส่วนใหญ่เป็นของตนเอง มีสมาชิกในครัวเรือนเฉลี่ย 5 คน และสมาชิกทำการเกษตรเฉลี่ย 3 คน ร้อยละ 84.0 ใช้เงินทุนตนเองในการทำการเกษตร รายได้ของครัวเรือนส่วนใหญ่มาจากภาคเกษตรโดยมีรายได้ต่อครัวเรือนเฉลี่ย 54,475.37 บาท การตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ เกษตรกรร้อยละ 74 คาดว่าจะมีรายได้ดีขึ้น ร้อยละ 66.7 ต้องการเปลี่ยนระบบการเกษตรจากเดิมไปสู่กิจกรรมอื่น

การสนับสนุนปัจจัยการผลิต เกษตรกรทุกรายได้รับสนับสนุนปัจจัยการผลิต โดยเกษตรกรส่วนใหญ่เห็นว่าปัจจัยการผลิตที่ได้รับเพียงพอและทันเวลา เกษตรกร ร้อยละ 92.0 ได้รับการถ่ายทอดความรู้ โดยเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำและฝึกอบรม

การเปลี่ยนแปลงกิจกรรมการเกษตร เกษตรกรมีการทำกิจกรรมการเกษตรเพิ่มมากขึ้นจากเดิม ร้อยละ 82.3 ทำกิจกรรมการเกษตรเพียง 1 กิจกรรม เป็น 2 กิจกรรม ร้อยละ 75.4 และ 3 กิจกรรม ร้อยละ 6.9 รูปแบบการทำฟาร์มของเกษตรกร ร้อยละ 79.8 ปลูกไม้ผลร่วมกับพืชผัก โดยไม้ผลที่ปลูกเป็นพืชหลักเรียงตามลำดับ คือ กระท้อน มะม่วง และส้มโอ

สำหรับพืชผักที่ปลูกเป็นพืชเสริมรายได้ เรียงตามลำดับ คือ พริก ถั่ว หรือผักพื้นบ้าน แตงกวา ผักชี และผักเสี้ยน

เกษตรกร ร้อยละ 13.2 มีการขยายพื้นที่เพิ่ม ร้อยละ 46.2 คิดจะขยายเพิ่ม ซึ่งจะเห็นได้ว่า เกษตรกรมีความสนใจและมีแนวโน้มที่จะปรับระบบการผลิตด้วยตนเอง และเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ร้อยละ 93.8 ระบุว่า เมื่อเข้าร่วมโครงการแล้ว ใช้ระยะเวลาการทำงานในฟาร์มเพิ่มมากขึ้น เกษตรกรมีรายได้จากแปลงไร่นาสวนผสมสูงกว่าเดิมที่เคยปลูกข้าวถึง 3.1 เท่าตัว โดยมีรายได้เฉลี่ย 13,221.25 บาท และเมื่อคิดเป็นกำไร (รายได้-รายจ่าย) เกษตรกรมีกำไรมากกว่าเดิมถึง 3.5 เท่าตัว กล่าวคือ ก่อนเข้าร่วมโครงการมีกำไรเฉลี่ย 2,786.06 บาท และเมื่อเข้าร่วมโครงการ มีกำไรเฉลี่ย 9,861.15 บาท ซึ่งสอดคล้องกับความคิดเห็นของเกษตรกร ส่วนใหญ่ระบุว่า รายได้เพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับกิจกรรมเดิมก่อนเข้าร่วมโครงการ

การปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิต
2.1 การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว yourplanforthefuture.org พื้นที่ทำนาปีส่วนใหญ่เป็นของตนเอง เฉลี่ย 13.7 ไร่ ร้อยละ 16.2 มีพื้นที่นาปรังเป็นของตนเอง เฉลี่ย 2.9 ไร่ เกษตรกร ร้อยละ 83.1 ที่เข้าร่วมโครงการต้องการเปลี่ยนพันธุ์ข้าวให้เป็นพันธุ์ดี และทุกรายได้รับการสนับสนุนปัจจัยการผลิต ร้อยละ 60.6 ของผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เข้ารับการอบรมความรู้ และเทคโนโลยีในการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตข้าว สำหรับการปฏิบัติของเกษตรกรไม่มีความแตกต่างกันระหว่างก่อนและหลังเข้าร่วมโครงการ ในเรื่องการใส่ปุ๋ย การป้องกันและกำจัดศัตรูข้าว แต่มีแนวโน้มการใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ข้าวต่อไร่ หลังเข้าร่วมโครงการใกล้เคียงกับอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ตามคำแนะนำของกรมส่งเสริมการเกษตร ทั้งนี้ เนื่องมาจากได้มีการส่งเสริมให้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตข้าวได้เพียงปีเดียวและเกษตรกรบางส่วนประสบปัญหาแมลงศัตรูข้าวระบาด และประสบกับภาวะน้ำท่วม

2.2 การปรับปรุงสวนเดิม สวนไม้ผลที่เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่เป็นสวนส้มโอ ซึ่งมีลักษณะเป็นสวนไม้ผลเศรษฐกิจ เกษตรกรที่เข้าร่วมกิจกรรมทุกรายได้รับการสนับสนุนปัจจัยการผลิต ได้แก่ ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 และสารเคมีกำจัดวัชพืช เกษตรกรที่เข้าร่วมกิจกรรม ร้อยละ 61.1 ต้องการความรู้และเทคนิคในการผลิตไม้ผล รองลงมาคือ ต้องการปัจจัยการผลิต การปฏิบัติปรับปรุงสวนไม้ผลของเกษตรกรระหว่างก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรม ไม่มีความแตกต่างกันในเรื่องการใส่ปุ๋ย การให้น้ำ การป้องกันกำจัดศัตรูไม้ผลและการคัดเกรดไม้ผลก่อนการจำหน่าย แต่มีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการปฏิบัติในการตัดแต่งกิ่งไม้ผลเพิ่มขึ้น จากร้อยละ 63.2 ก่อนเข้าร่วมกิจกรรม เป็นร้อยละ 94.4 ภายหลังเข้าร่วมกิจกรรม ทั้งนี้ อาจเนื่องมาจากได้มีการส่งเสริมการปรับปรุงสวนไม้ผลเป็นปีแรก จึงยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้านการปฏิบัติที่ชัดเจน

การเสริมรายได้
กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการกว่าครึ่งหนึ่งเป็นกลุ่มที่จัดตั้ง ใน ปี 2539 โดยสมาชิกกลุ่มเฉลี่ย 24 ราย และกลุ่มที่เริ่มดำเนินการแปรรูปผลิตภัณฑ์ครั้งแรก ใน ปี 2539 มีทุนเรือนหุ้นโดยเฉลี่ย 2,361.11 บาท และทุนให้เปล่าหรือเงินยืมปลอดดอกเบี้ย เฉลี่ย 8,666.67 บาท ทุกกลุ่มได้รับการสนับสนุนปัจจัยการผลิต ได้แก่ วัตถุดิบ เครื่องมือ อุปกรณ์ และบรรจุภัณฑ์ ตลอดจนได้รับการสนับสนุนความรู้เกี่ยวกับการแปรรูปอาหารและการพัฒนาผลิตภัณฑ์

ผลิตภัณฑ์ที่กลุ่มดำเนินการผลิต มีจำนวน 12 ชนิด มีรายได้เฉลี่ย 104,163.3 บาท ผลิตภัณฑ์ที่ทำรายได้สูงสุด ได้แก่ การสานเข่งปลาทู รองลงมาคือ ผลิตภัณฑ์จากกระจูด ขนมทองม้วน และปลาร้า และผลิตภัณฑ์ที่กลุ่มผลิตได้จำหน่ายในตลาดท้องถิ่น หมู่บ้าน และที่ทำการกลุ่ม

ใน ปี 2542 กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ดำเนินการพัฒนาระบบตลาดของผลผลิตการเกษตรในพื้นที่โครงการด้วยการสร้างศูนย์รวบรวมผลผลิตเพื่อให้เป็นจุดนัดพบระหว่างพ่อค้าคนกลาง กับเกษตรกรผู้ปลูกผัก ผลไม้ ได้ซื้อขายคัดเกรด ต่อรองราคา รวมทั้งการให้ข้อมูลในการวางแผนการผลิตล่วงหน้าแก่เกษตรกร ทั้งสิ้น 11 ศูนย์ ด้วยงบประมาณ 2.40 ล้านบาท นอกจากนั้น ในแปลงไร่นาสวนผสมเดิมซึ่งได้ปรับเปลี่ยนจากพื้นที่นามาปลูกไม้ผลเป็นพืชหลักนั้น กรมส่งเสริมการเกษตรได้ให้การสนับสนุนในการจัดทำแปลงสาธิต การจัดระบบน้ำในสวนผลไม้ทั้งสิ้น 135 แปลง ในวงเงิน 2.84 ล้านบาท เพื่อเป็นตัวอย่างให้เกษตรกรในการปรับปรุงการผลิตไม้ผลในเขตโครงการให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพมากยิ่ง

การดำเนินงานในระยะต่อไป หลังจากการก่อสร้างประตูระบายน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว กรมส่งเสริมการเกษตร มีแผนที่จะขยายการส่งเสริมการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตข้าวทั้งโดยการสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกข้าวพันธุ์ดี และสาธิตเทคโนโลยีอื่นๆ ที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มผลผลิตข้าวปีละ 40,000 ไร่ ได้แก่ การใช้ปุ๋ยพืชสดเพื่อปรับปรุงดิน การใช้ระบบ IPM ในการบริหารจัดการศัตรูข้าวพันธุ์ดีจากกรมส่งเสริมการเกษตร จะสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้ทำพันธุ์และขยายพันธุ์ที่ปลูกไปได้อีกไม่น้อยกว่า 3 ฤดูปลูก ซึ่งจะสามารถทำให้เกษตรกรเพิ่มผลผลิตข้าวในลุ่มแม่น้ำปากพนังได้มากยิ่งขึ้น สมเป็นอู่ข้าวอู่น้ำแห่งด้ามขวานทอง ดังเช่นที่เคยเป็นมาแต่อดีตกาล ข้อมูลจาก : อมรศรี ตุ้ยระพิงค์ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กองเกษตรสัมพันธ์ กรมส่งเสริมการเกษตร