ส่วนมากบริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล

วันที่ 29 เมษายน 2560 เวลา 10.30 น. พื้นที่ทำการเกษตรของเกษตรกร จากสภาพความแห้งแล้งในช่วงฤดูแล้งนี้ พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกปล่อยทิ้งร้าง ต้องทำการงดเว้นการทำนาปลูกข้าว หรือพืชไร่ต่างๆ เนื่องจากแหล่งน้ำที่ใช้ในการทำการเกษตรนั้นยังคงมีไม่เพียงพอที่จะสามารถใช้หล่อเลี้ยงพืชผลให้เติบโตไปจนสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ เช่นที่ บ้านหนองโมก หมู่ที่ 2 ตำบลทุ่งพง อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ประชาชนในพื้นที่ต้องเตรียมตัวรับมือเรื่องน้ำใช้อุปโภคบริโภคเป็นหลักกว่าพื้นที่อื่น

เนื่องจากในหมู่บ้านนั้นยังไม่มีระบบประปาหมู่บ้าน โดยมีบ่อน้ำบาดาลหนึ่งแห่งที่ประชาชนในพื้นที่นั้นใช้ตักและสูบน้ำขึ้นมาเพื่อใช้อุปโภคบริโภคกันในครัวเรือน และรับน้ำจากรถบริการส่งน้ำจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ ซึ่งยังคงสามารถบริหารจัดการน้ำใช้อุปโภคบริโภคได้อย่างพอเพียง ยกเว้นช่วงฤดูแล้งที่บ่อน้ำบาลดาลหลักจะมีน้ำไหลออกมาน้อยกว่าปกติ แต่ปริมาณความต้องการใช้น้ำของประชาชนยังคงอยู่เท่าเดิม จึงอาจจะส่งผลให้บางครัวเรือนต้องใช้เตรียมรับมือกักตุนน้ำเพื่อไม่ให้เดือดร้อนและขาดแคลน

อุณหภูมิต่ำสุด 21-26 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิสูงสุด 33-34 องศาเซลเซียส

ลมตะวันตก ความเร็ว 15-30 กม/ชม.

ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อากาศร้อน โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่

อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิสูงสุด 35-36 องศาเซลเซียส

ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. เมื่อถึงช่วงที่น้ำในบ่อบาดาลที่ใช้หล่อเลี้ยงชีวิตไหลออกมาน้อยลงจึงทำให้ปัจจุบันนี้ พื้นที่การเกษตรที่ควรจะมีการทำนาปรังรอบที่ 2 จึงกลายเป็นทุ่งหญ้า หรือลานดินที่มีการไถปรับเตรียมการตากดินเอาไว้รอฝนกันเท่านั้น และยังกลายเป็นพื้นที่ใช้เลี้ยง โค กระบือ ในการแทะเล็กหญ้าที่ยังพอมีต้นหญ้าเขียวให้ได้พอเป็นอาหาร ซึ่งหากในช่วงนี้มีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องก็จะสามารถสร้างความชุ่มชื่นให้กับผืนดินและจะมีหญ้าอ่อนเติบโตมาให้เป็นอาหารแก่โค กระบือได้เป็นอย่างดี แต่หากในไม่ช้านี้ยังไม่มีฝนตกลงมาแหล่งอาหารเลี้ยงสัตว์นั้นอาจจะขาดแคลนลงได้ ซึ่งหากเกษตรกรรายใดไม่มีหญ้าหรือฟางแห้งสำรองไว้ก็จะสร้างความเดือดร้อนเรื่องอาหารสัตว์อย่างแน่นอน

เกษตรกรรายหนึ่งในพื้นที่ ซึ่งเลี้ยงวัวเป็นอาชีพเสริม เล่าว่า จากความแห้งแล้งในขณะนี้ส่งผลให้ทุ่งนาที่เคยปลูกข้าว และใช้เป็นทุ่งหญ้าให้อาหารสัตว์นั้น เริ่มแห้งลงและไม่มีคุณค่าทางอาหารให้กับวัวที่เลี้ยงไว้ จำนวน 38 ตัว จึงทำให้ช่วงนี้วัวนั้นซูบผอมเห็นอย่างได้ชัดเกือบทุกตัว จึงทำให้ในช่วงนี้ไม่สามารถที่จะขายวัวได้ เพราะราคานั้นจะถูกกดลงมาต่ำมาก แต่ก็ได้พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสโดยการนำมูลของวัวทั้งหมดนั้นมาตากแห้งเป็นปุ๋ยอินทรีย์มาทำการบรรจุกระสอบใส่อาหารสัตว์ขายได้วันละ 4 กระสอบ โดยขายกระสอบละ 25 บาท หรือวันละ 100 บาท ซึ่งก็ช่วยให้มีรายได้ทุกวัน และเมื่อวัวที่กินหญ้าแห้งเข้าไปนั้น มูลของวัวจะค่อนข้างแห้งกว่าปกติ ตากเพียงแดดเดียวก็สามารถบรรจุสอบขายได้เลย แต่หากว่าเป็นหญ้าสดมูลของวัวจะเหลวกว่าจะต้องใช้เวลาในการตากแห้ง ประมาณ 2 – 3 แดด จึงจะสามารถบรรจุลงกระสอบขายได้

วันที่ 29 เมษายน 2560 เวลา 10.00 น. นายชลทิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ นำคณะผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องการแก้ไขปัญหาที่ดินราษฎรอาสาสมัคร(รอส.)เขาค้อ ลงพื้นที่อำเภอเขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ โดยเดินทางไปที่บริเวณอนุสรณ์ผู้เสียสละเขาค้อ เพื่อสำรวจติดตามดูสภาพพื้นที่ป่าเขาปางก่อ-วังชมภูและป่าเขาโปลกหล่น ที่ทหารขอใช้ประโยชน์จากกรมป่าไม้ รวมทั้งดูข้อเท็จจริงถึงสภาพการบุกรุกครอบครองที่ดิน รอส. เพื่อก่อสร้างรีสอร์ทและบ้านพักหรูโดยไม่ถูกกฎหมาย โดยมีพ.อ.ถนัดพล โกศัยเสวี รอง ผบ.พล.ม.1 พร้อมนายฐิติศักดิ์ กันเขตต์ นายอำเภอเขาค้อ นำชมสภาพพื้นที่เขาค้อในมุมสูง

จากนั้นนายพยงค์ เรืองระหงส์ เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพยัคฆ์ไพรได้รายงานถึงสภาพพื้นที่ป่าเขาปางก่อ-วังชมพูและป่าเขาโปลกหล่นเนื้อที่ราว 1.2 แสนไร่ ที่ทหารขอให้เพื่อจัดสรรที่ดินให้ รอส.เป็นที่อยู่อาศัยและทำกิน จากนั้นยังนำแผนผังแปลงที่ดินรอส.ที่สปก.เคยทำการสำรวจรังวัดไว้โดยมีการขึ้นรูปผังแปลงไว้เป็นข้อมูลอ้างอิง

นายชลทิศให้สัมภาษณ์ว่า ในพื้นที่ 1.2 แสนไร่เศษนอกจากจะมีพื้นที่ที่รอส.ใช้ประโยชน์และไม่ใช่เป็นรอส. ก็จะถือโอกาสสำรวจไปในคราวเดียวกัน กรณีในพื้นที่รอส.ก็จะดูการใช้ประโยชน์เป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือเงื่อนไขที่กองทัพภาคที่ 3 ได้วางไว้หรือไม่ ส่วนราษฎรอื่นก็จะใช้มาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศคือการพิจารณาแยกแยะระหว่างความเป็นผู้ยากไร้กับนายทุน หากเป็นผู้ยากไร้ก็จะได้รับการดูแลหรือเยียวยาเหมือนกับรายอื่นๆทั่วประเทศ และเป็นไปอย่างเท่าเทียมไม่ว่าจะเป็นพื้นที่เกษตรกรรม หรือพื้นที่ที่ใช้ประโยชน์ไม่กระทบต่อระบบนิเวศน์ก็จะมีมาตรการ อาทิ การจัดที่ดินให้ผู้ยากไร้ตามโครงการคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ(คทช.) โดยที่ผ่านมาทำไปแล้วมากว่า 6 แสนไร่

นายชลทิศยังตอบข้อถามถึงกรณีนี้จะยังสามารถอยู่ในที่ทำกินเดิมได้หรือไม่ด้วยว่า อยู่ที่เงื่อนไขว่าถ้าอยู่ในพื้นที่ 1.2 แสนไร่ และกองทัพฯมีความประสงค์จะใช้ประโยชน์ตามวัตถุต่างๆที่มีอยู่ เขาก็จะใช้ประโยชน์ในพื้นที่แปลงนั้น แต่หากพื้นที่แปลงนั้นไม่อยู่ในเงื่อนไขที่จะใช้ประโยชน์ได้ ทางกรมป่าไม้ก็จะรับมาพิจารณาให้ราษฎรเป็นรายๆไป

อธิบดีกรมป่าไม้ยังกล่าวถึงแนวทางการจัดการกับกลุ่มนายทุน นักการเมืองและผู้มีอิทธิพลที่อยู่เบื้องหลังการบุกรุกยึดครองที่ดินรอส.โดยไม่ถูกกฎหมายด้วยว่า ตามขั้นตอนก็ต้องเป็นไปตามกฎหมายและมาตรการที่มีอยู่ เนื่องจากพื้นที่บริเวณนี้เป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ในขั้นตอนเมื่อพบการกระทำผิดทางกรมป่าไม้ก็จะแจ้งเตือนปิดประกาศเจ้าของที่ดินอาจจะมีเอกสารสิทธิ เช่น นส.3 โฉนด สค.1 สามารถยื่นแสดงให้กรมป่าไม้ตรวจสอบได้ หากไม่มีหลักฐานใดๆทางกรมป่าไม้ก็จะดำเนินตามมาตรฐานที่มีไว้ก็คือ การดำเนินคดีในข้อหาบุกรุกแผ้วถางป่าไม้และหากไม่อยู่ในพื้นที่ไม่มีความล่อแหลมก็จำเป็นต้องใช้อำนาจตามมาตรา 25 ให้รื้อถอนออกไป

“สำหรับเรื่องคุณสมบัติของ รอส.คงต้องขอให้ทางกองทัพภาคที่ 3 เป็นผู้พิจารณากลั่นกรอง เนื่องรายชื่อและคุณสมบัติมีความสลับซับซ้อนและต้องใช้ข้อมูลเดิม ซึ่งมาตรฐานนี้เราเคยใช้กับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) ในการดูแลภูทับเบิก ซึ่งพื้นที่ตรงนั้นก็ได้รับการกลั่นกรองจากพม. ในครั้งการกลั่นกรองก็จะอยู่ที่กองทัพภาคที่ 3 และทีมงานที่ดูแลเรื่องรอส.”นายชลทิศ กล่าว

นายชลทิศยังตอบข้อถามถึงความจำเป็นต้องใช้อำนาจ ม.44 ในการแก้ไขปัญหาที่ดิน รอส.เขาค้อเหมือนกรณีภูทับเบิกหรือไม่ว่า กรณีการใช้อำนาจตามมาตรา 44 เพื่อออกคำสั่ง คสช.ที่ 35/59 กรณีของภูทับเบิกนั้นจัดว่าเป็นพื้นที่ป่าไม้ ตาม พ.ร.บ.2484 ขั้นตอนในการดำเนินคดีทางเจ้าหน้าที่ดำเนินการต่อเนื่องอยู่แล้ว แต่ในขั้นตอนการบังคับใช้กฎหมายไม่สามารถจะไปจัดการได้ในระยะเวลารวดเร็ว แต่คำสั่งที่ 64/57 และ66/57 มีความจำเป็นอย่างยิ่งต้องสร้างมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ จึงจำเป็นต้องใช้อำนาจพิเศษดังกล่าว แต่กรณีเขาค้อแตกต่างกันเนื่องจากเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ปี 2507 มีอำนาจตามกฎหมายอยู่แล้ว โดยพื้นที่เขาค้อเป็นพื้นที่ทหารขอใช้ประโยชน์ซึ่งถูกต้องตามกฎหมาย มีการอนุญาต 5 ครั้ง 8 แปลงพื้นที่ 1.2 แสนไร่เศษ การดำเนินการจึงมีความแตกต่างกัน

อธิบดีกรมป่าไม้กล่าวว่า กรณีที่พบการกระทำผิดเช่นพื้นที่ที่อยู่นอกเหนือจากแปลงรอส.หรือแปลงที่ทหารขอใช้ กรมป่าไม้ก็ดำเนินคดีเฉกเช่นเดียวกับรีสอร์ทในพื้นที่อื่น ซึ่งวันนี้มีการตรวจสอบมากกว่า 2,000 แห่ง โดยพบทั้งพื้นที่ที่ถูกต้องตามกฎหมายมีเอกสารสิทธิ พื้นที่ที่ไม่ได้รับการอนุญาตส่วนพื้นที่ที่อยู่ในเงื่อนไขการรื้อถอน กรมป่าไม้ก็จะดำเนินคดีทุกรายไปในลักษณะเดียวกัน

นอกจากนี้ นายชลทิศกล่าวอีกว่า การดำเนินการเรื่องที่ดินมีขั้นตอนตามที่พูดคุยในที่ประชุมไปแล้ว โดยมีความเห็นร่วมกันจะต้องตรวจสอบคุณสมบัติ และรายชื่อราษฎรใหม่ทั้งหมด จริงอยู่อาจจะมีการเคยสำรวจมาแล้วแต่อาจยังไม่ครอบคลุมและการทำงานอาจเป็นส่วนราชการใดเพียงส่วนหนึ่ง โดยอาจจะมีการสำรวจโดยกองทัพหรือทางอำเภอก็จะมีความแตกต่างกันไป จึงมีการตกลงจะสำรวจร่วมกันทั้งกองทัพ อำเภอและกอ.รมน.ด้วย เชื่อว่ารายชื่อเหล่านี้ภายใน 90 วันจะปรากฏให้ประชาชนได้เห็นว่า บุคคลเหล่านี้ควรจะมีอยู่ในเงื่อนไขตามคุณสมบัติที่กองทัพกำหนดหรือไม่ และรายชื่อพวกนี้คงไม่เป็นความลับโดยจะทำงานในลักษณะเดียวกันกับภูทับเบิก โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์เป็นประธานเช่นเดียวกันและคงจะมีการกลั่นกรอง โดยถึงเวลานั้นก็จะนำรายชื่อมาดูว่าใครไม่สมควรจะอยู่หรือไม่อยู่

“ส่วนสิ่งที่ความคลาดเคลื่อนและรับการร้องขอมาก็คือ การดูแล รอส.อาจจะยังไม่ให้หน่วยงานอื่นเข้ามาช่วยเต็มที่ ด้วยศักยภาพของรัฐบาลปัจจุบันได้ให้ความสำคัญกับทุกส่วนราชการที่จะเดินหน้าไปพร้อมกัน อาจต้องขอให้กระทรวงเกษตรฯกลับลงมาดูในเรื่องส่งเสริมอาชีพเช่น การปลูกพืชเมืองหนาว เพื่อทำให้รอส.เหล่านี้ได้กลับมาใช้ประโยชน์ในที่ดินตามเจตนารมณ์ที่มีไว้ตั้งแต่แรก รวมถึงการท่องเที่ยวและอาจให้ความสำคัญเรื่องเชิงนิเวศน์ สาธารณสุข ฯลฯ ที่ผ่านมาอาจมีการทำงานแบบแยกส่วน แต่นโยบายพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีให้ไว้ชัดเจนว่า นับตั้งแต่นี้ไปทางราชการต้องทำงานร่วมกันลดการทำงานเชิงที่เป็นฟังชั่นลง สำคัญที่สุดจะให้พื้นที่เป็นตัวประสานประโยชน์ได้ ประชาชนจะมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญปี 2560 โดยทุกคนมีสิทธิจะเข้าไปดูแลอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ในทรัพยากรของประเทศอย่างเท่าเทียมกัน”นายชลทิศกล่าว

เมื่อวันที่ 29 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเกิดกระแสการแชร์ภาพและข้อความจากเฟซบุ๊กชื่อ Worrapon Berm Chotwattanapon ซึ่งโพสต์ภาพขาสุนัขที่ถูกพันด้วยเทปพันสายไฟสีดำ โดยมีต้นตะไคร้ดามขาอยู่ พร้อมเนื้อหาดังนี้

หมอเข้าใจนะครับว่าเจ้าของตกใจและรีบ แต่มันต้องใช้ตะไคร้ทั้งต้นแบบนี้เลยหรอ??

นี่หมอยังสงสัยว่าเจ้าของต้องการดามขา ไล่ยุง หรือทำต้มยำซุปเปอร์กันแน่ #เล่นซะหมอหิวเลย

เอ๊ะ นั่นก็เทปพันสายไฟใช่มั้ยนะ หมอคุ้นๆ #เจ้าของปฐมพยาบาลได้ตะมุตะมิมาก

#หายไวๆนะเจ้าหมาน้อย

หลังจากนั้น ได้มีผู้แชร์ต่อมากกว่า 3,200 ครั้ง และกดถูกใจกว่า 15,000 รายในเวลาเพียงไม่ถึงครึ่งวัน นอกจากนี้ ยังร่วมแสดงความคิดเห็นต่อภาพดังกล่าวเป็นจำนวนมากว่าเป็นภาพที่ตลก น่ารัก และขอให้น้องหมาหายดีในเร็ววัน เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม นายเฉลิมชัย จันทร์วงษา หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรม โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพัฒนาลุ่มน้ำก่ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม เปิดเผยว่า ที่ จ.นครพนม สถานการณ์ภัยแล้งยังเสี่ยงมีปัญหาฝนทิ้งช่วงขาดน้ำ หลังสภาพน้ำโขงแปรปรวนลดระดับรวดเร็ว ถึงแม้บางช่วงจะเกิดปัญหาน้ำโขงผันผวนเพิ่มระดับเร็ว เนื่องจากทางประเทศจีนมีการระบายน้ำจากเขื่อน แต่ยังเป็นปัญหา เพราะระดับน้ำโขงมีการเพิ่มลดระดับเร็ว เสี่ยงต่อการเกิดปัญหาขาดน้ำหากประเทศจีนมีการกักน้ำในระยะยาว อาจจะส่งผลกระทบให้แม่น้ำโขงบางพื้นที่แห้งขอด เสี่ยงต่อการเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำในการอุปโภค บริโภค และการเกษตร

ขณะเดียวกันทางด้านชลประทาน โครงการพัฒนาลุ่มน้ำก่ำตอนล่าง ตามแนวทางพระราชดำริ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ที่ควบคุมดูแลเก็บกักน้ำ ที่ไหลมาจากลำน้ำก่ำ ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาสายหลัก จากพื้นที่ หนองหาน จ.สกลนคร ก่อนไหลลงสู่แม่น้ำโขง ได้มีการปิดประตูระบายน้ำที่กักน้ำจากแม่น้ำสาขา 100 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเก็บกักน้ำ รักษาปริมาณน้ำให้อยู่ที่ระดับ ประมาณ 40 -50 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณความจุ ที่ 30 ล้านลูกบาศก์เมตร จากความจุทั้งหมดประมาณ 60 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร

สามารถแจกจ่ายเข้าสู่ระบบชลประทานใช้ทำการเกษตรในพื้นที่ รองรับมือปัญหาภัยแล้ง มีพื้นที่การเกษตรที่รับผิดชอบ กว่า 60,000 ไร่ ให้มีน้ำเพียงพอในการทำการเกษตร และวางแผนบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ให้พียงพอ หรือหากเกิดปัญหาฝนทิ้งช่วง ยังสามารถผันน้ำโขง กลับเข้าสู่ระบบชลประทาน เพื่อส่งจ่ายไปช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรของเกษตรกรที่ขาดน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่นาปรังที่รอการเก็บเกี่ยว พร้อมประกาศเตือนพี่น้องเกษตรกรที่มีการทำนาปรังหรือการเกษตรในพื้นที่ไม่มีระบบชลประทาน ให้งดการเพราะปลูก เนื่องจากปีนี้ยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาแล้งจากฝนทิ้งช่วง และขอความร่วมมือให้ประชาชนร่วมกันใช้น้ำอย่างประหยัด

เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม นส.สุทธิลักษณ์ ระวิวรรณ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กล่าวส่า ทช.โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนกลาง จ.ชุมพร ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนบน จ.สมุทรสาคร ออกสำรวจสัตว์ทะเลหายากตามโครงการสำรวจประเมินสัตว์ทะเลหายากที่เป็นสัตว์สงวนคุ้มครอง บริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี พบสัตว์ทะเลหายากดังนี้ 1.วาฬบรูด้า บริเวณบ้านเขาแดง อ.กุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 1 ตัว เบื้องต้นยังไม่สามารถระบุชื่อได้ชัดเจนรอตรวจสอบโดยละเอียดจากฐานข้อมูลของศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนบนอีกครั้ง 2.ฉลามวาฬ 1 ตัว บริเวณระหว่างเกาะไข่และเกาะง่ามใหญ่ จ.ชุมพร 3.โลมา 2 ชนิด คือโลมาหัวบาตรหลังเรียบ ประมาณ 60 ตัว แพร่กระจายบริเวณแนวชายฝั่ง อ.สามร้อยยอด อ.กุยบุรี และอ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ และ โลมาหลังโหนก จำนวน 15 ตัว บริเวณ อ.ไชยา และ อ.ดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี

อธิบดีทช.กล่าวว่า นอกจากนี้ยังพบเต่าวางไข่ทะเล จำนวน 3 หลุม บริเวณเกาะ อ.สวี จ.ชุมพร โดยเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร ได้ดำเนินการนำท่อซีเมนต์มาครอบและปิดทับด้วยตาข่ายลวด ป้องกันการทำลายจากสัตว์เลื้อยคลาน ซึ่งได้ประสานงานเพื่อติดตามตรวจสอบแม่เต่าทะเลที่ขึ้นมาวางไข่และการฟักต่อไป

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 1 พฤษภาคม นางประนอม ไพรอนันต์ อายุ 68 ปี แม่ค้าขายทุเรียนบริเวณตรงข้ามศาลจังหวัดชลบุรี เทศบาลเมืองชลบุรี อ.เมือง จ.ชลบุรี เปิดเผยว่า ช่วงเช้าที่ผ่านมาขณะที่นั่งขายทุเรียนเกิดปวดปัสสาวะจึงเดินไปเข้าห้องน้ำช่วงนั้นไม่มีใครเฝ้าหน้าร้านให้ หลังจากเข้าห้องน้ำแล้วกลับออกมาพบว่าทุเรียนที่แกะไว้ 3 แพคใหญ่ๆ ถูกมือดีลักขโมยไป ราคาประมาณ 1,000 บาท โดยไม่รู้ว่าคนร้ายใช้รถอะไรมาลักขโมยไป คาดว่าคงจะลงมาซื้อทุเรียนและไม่เห็นใครอยู่หน้าร้านจึงได้คว้าเอาไป

“ความจริงอยากจะกินทุเรียนแต่ไม่มีเงินซื้อ มาขอกันดีๆ ก็ได้ พร้อมจะให้กินฟรี วันนี้สูญเงินร่วม 1 พันบาท เลยไม่มีค่าตัว” นางประนอมกล่าว และว่า ทุเรียนที่นำมาขายนั้นต้องกู้เงินนายทุนมาลงทุน และจะต้องใช้หนี้นายทุนทุกวัน ไม่น่าจะทำกันเลย ปีที่แล้วโดนลักเงิน ปีนี้ยังไม่ทันไรถูกลักทุเรียนไปซะแล้ว ขอเตือนเพื่อนๆ ที่ขายทุเรียนว่าช่วงนี้ได้มีโจรออกอาละวาดลักขโมยทุเรียนแล้วให้ระวังตัวกันด้วย

เว็บไซต์ iflscience.com เผยแพร่คลิปวิดีโอเมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา เป็นภาพถ่ายจากทางอากาศแสดงให้ห็นจระเข้น้ำเค็มขนาดมหึมา เขมือบจระเข้น้ำจืดที่ตัวเล็กกว่าอย่างเห็นได้ชัด

รายงานระบุว่าคลิปวิดีโอดังกล่าวถ่ายไว้โดยบริษัทนำเที่ยว “เฮลิสปิริต” ของออสเตรเลีย ที่ถ่ายคลิปดังกล่าวไว้เมื่อสัปดาห์ก่อน เหนือแม่น้ำออร์ด ชายฝั่งทางตะวันตกของประเทศออสเตรเลีย
เฮลิสปิริต โพสข้อความพร้อมวิดีโอ ผ่านเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมาระบุว่า “เวลาอาหารกลางวัน! เราต่างรู้กันดีว่าคิเบอร์ลีเป็นป่า…แต่ดูนี่ก่อนวิศวกรของเฮลิสปิริตถ่ายคลิปนี้ไว้ได้ขณะร่วมบินเพื่อตรวจความเรียบร้อยกับหัวหน้านักบินเจมส์ บอนด์ฟิลด์ช่วงเช้าวันนี้”

รายงานระบุว่าจระเข้ทั้งสองชนิดนี้สามารถอยู่ได้ทั้งน้ำเค็มและน้ำจืดดังนั้นมันจึงไม่แปลกนักที่นักล่าสองสายพันธุ์ที่เป็นญาติกันนั้นจะมาปะทะกันบ่อยๆ ทั้งนี้จระเข้น้ำจืดนั้นค่อนข้างมีจำนวนน้อยในออสเตรเลีย ต่างจากจระเข้น้ำจืดที่พบได้มากทั้งตอนเหนือของออสเตรเบีย รวมไปถึงทางตะวันออกของอินเดีย และในหลายพื้นที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยจระเข้น้ำเค็มนั้นจะดุร้ายมากกว่าจระเข้น้ำจืดและจระเข้สายพันธุ์อื่นๆอยู่มาก

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 12 ลงพื้นที่อุทัยธานี เก็บข้อมูลอัตราค่าจ้างแรงงานและราคาปัจจัยการผลิตสับปะรดโรงงาน เพื่อใช้ประกอบการวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของเกษตรกร เผย เกษตรกรมีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เฉลี่ย 833 กก./ไร่ ปุ๋ยเคมี เฉลี่ย 40.5 กก./ไร่ แนะเกษตรกร ดึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ผสานเทคโนโลยี นวัตกรรม เพื่อลดต้นทุนการผลิต เน้นผลผลิตที่มีคุณภาพ ตลาดรองรับ

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 12 จังหวัดนครสวรรค์ (สศท.12) ได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลอัตราค่าจ้างแรงงานและราคาปัจจัยการผลิตสับปะรดโรงงาน เพื่อใช้ประกอบการวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตให้เป็นปัจจุบันและสอดคล้องกับพฤติกรรมของเกษตรกรระดับจังหวัด

จากการสำรวจกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดจังหวัดอุทัยธานีเกี่ยวกับการใช้แรงงานและอัตราค่าจ้างแรงงาน พบว่า ค่าจ้างแรงงานในการใส่ปุ๋ย เฉลี่ย 76.59 บาท/ไร่ ความสามารถในการใส่ปุ๋ย 6.81 ไร่/คน/วัน ค่าจ้างในการฉีดยาป้องกันกำจัดวัชพืช เฉลี่ย 160 บาท/ไร่ ความสามารถในการฉีดยาป้องกัน 12.17 ไร่/คน/วัน

อัตราค่าจ้างแรงงานในการป้องกันกำจัดโรค แมลง และสารอื่นๆ เฉลี่ย 106.67 บาท/ไร่ ความสามารถ 15 ไร่/คน/วัน อัตราค่าจ้างแรงงานในการแคะจุก เฉลี่ย 311 บาท/ไร่ ความสามารถ 0.64 ไร่/คน/วัน อัตราค่าจ้างแรงงานในการหยอดแก๊ส เฉลี่ย 300 บาท/ไร่ ความสามารถ 1.17 ไร่/คน/วัน ส่วนอัตราค่าจ้างในการคลุมหัวปิดผล เฉลี่ย 277 บาท/ไร่ ความสามารถ 0.9 ไร่/คน/วัน

สำหรับการใช้ปัจจัยการผลิตต่อไร่ พบว่า มีปริมาณการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เฉลี่ย 833 กก./ไร่ ปุ๋ยเคมี เฉลี่ย 40.5 กก./ไร่ สารกำจัดวัชพืช ได้แก่ ยาคุม เฉลี่ย 1.64 ลิตร/ไร่ และ ยาฆ่าหญ้า เฉลี่ย 0.80 ลิตร/ไร่ สารกำจัดศัตรูพืช เฉลี่ย 0.5 ลิตร/ไร่ สารเคมีอื่นๆ ได้แก่ ฮอร์โมน สารเร่งดอก อาหารเสริม เฉลี่ย 2.94 ลิตร/ไร่

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ผลผลิตต่อไร่สับปะรดของเกษตรกรเพิ่มขึ้น นอกจากสภาพดินฟ้า อากาศที่เหมาะสมแล้ว ยังมีปัจจัยที่สำคัญอีกอย่าง คือ การดูแลรักษา ซึ่งเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรด ควรนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และเทคโนโลยี นวัตกรรม องค์ความรู้ใหม่ๆ เข้ามาเป็นแนวทางในการปลูกสับปะรด เพื่อให้ได้สินค้าดีมีคุณภาพ เน้นการทำการเกษตรแบบปราณีต ช่วยลดต้นทุน และมีตลาดรองรับ โดยเกษตรกรและท่านที่สนใจข้อมูลในพื้นที่ สามารถขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมและคำแนะนำได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 12 โทร. 056 803 525 หรือ

นายปรีชา กิจถาวร นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้คนใหม่เปิดเผยว่า นโยบายสำคัญของสมาคมในยุคนี้คือ การยกระดับและพัฒนาแบบครบวงจร โดยสมาชิกจะต้องเลี้ยงสุกรเอง ชำแหละ-แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์และขายเอง รวมทั้งมีการพัฒนาคุณภาพฟาร์มสุกรให้ได้มาตรฐาน เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นกับผู้บริโภค เพราะแนวโน้มธุรกิจสุกรจะมีการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น

“ผู้เลี้ยงสุกรต้องมีการพัฒนาเพื่อลดต้นทุนการผลิตโดยการนำเทคโนโลยีและวิชาการมาใช้ เนื่องจากผู้เลี้ยงที่มีประสิทธิภาพดีกับผู้เลี้ยงที่มีประสิทธิภาพด้อยกว่า จะมีต้นทุนการผลิตห่างกันมากประมาณ 10% เช่น ผู้เลี้ยงที่ดี จะมีต้นทุนประมาณ 55 บาท / กิโลกรัม(กก.) และผู้เลี้ยงที่ด้อยกว่าจะมีต้นทุนถึง 60 – 65 บาท /กก. จากราคาเฉลี่ยต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 60 บาท / กก.”

สำหรับสถานการณ์ราคาสุกรนั้นได้เริ่มขยับดีขึ้นมาตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม 2560 เป็นต้นมา โดยขณะนี้มีการส่งอออกสุกรไปยังประเทศจีนวันละ 900 ตัว และประเทศกัมพูชาวันละ 300 ตัว ราคาหน้าท่าอยู่ที่ 55 – 56 บาท /กก.

ส่วนราคาในประเทศมีความแตกต่างกันโดยขึ้นอยู่กับปัจจัยปริมาณสุกรในพื้นที่และภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งขณะนี้ทางภาคเหนือราคาสุกรมีชีวิตเคลื่อนไหวอยู่ที่ 58 – 60 บาท / กก. ภาคกลาง 59 – 61 บาท/กก. ภาคตะวันออก 62-63 บาท/กก. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 60-62 บาท/กก. ภาคตะวันตก 52-56 บาท / กก. ภาคใต้ 60 บาท/กก. และราคาประกาศของสมาคมอยู่ที่ 60 – 62 บาท / กก.

นายเกรียงศักดิ์ เสรีรัตน์ยืนยง hi-techitaly.com อดีตนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้ กล่าวว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรจะต้องเดินไปด้วยกันทั้งฟาร์มขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ และบริษัทใหญ่ต้องดูแลให้ทุกขนาดอยู่กันได้ ปัจจุบันแม่พันธุ์สุกรในภาคใต้มีประมาณ 100,000 แม่ ส่วนราคาสุกรเริ่มกระเตื้องขึ้นหลังจากที่ประเทศจีน และกัมพูชาได้ทยอยรับซื้อสุกรจากไทย

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้วงการปศุสัตว์ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานในระดับโฟร์แมนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะนักศึกษาระดับ ปวช. และ ปวส. ส่วนสายวิชาการระดับปริญญาตรีด้านปศุสัตว์ ปัจจุบันพบว่ามีนักศึกษาหญิงนิยมเข้ามาเรียนมากถึง 90% และมีตลาดรองรับไว้หมดแล้ว

ดร.ลักษมี ปลั่งแสงมาศ ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นหัวหน้าคณะผู้แทน วว. ซึ่งประกอบด้วย นางฉันทรา พูนศิริ รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ ดร.อาภารัตน์ มหาขันธ์ รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน ในการเข้าพบหารือเพื่อการดำเนินความร่วมมือระหว่าง วว. กับ National Agriculture and Food Research Organization (NARO) เมื่อวันอังคารที่ 25 เมษายน 2560 ณ เมืองทสึคุบะ ประเทศญี่ปุ่น

ภารกิจแรกของคณะผู้บริหาร วว. ได้เข้าพบหารือกับ Dr.Tokio Imbe, President of NARO และ Dr.Takashi Nagai, Head of International Relations Office of NARO โดยทั้ง 2 หน่วยงานเห็นพ้องการจัดทำความตกลงเพื่อเป็นกรอบดำเนินความร่วมมือในภาพรวม เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างกัน

นอกจากนั้นได้เข้าพบหารือกับ Dr. Hiroahi Nabetani, Director-General of National Food Research Institute (NFRI), NARO พร้อมคณะผู้บริหารของ NFRI ในการดำเนินงานวิจัยร่วมระหว่างกันในด้านอาหาร โดย ผู้บริหาร วว. แนะนำให้ผู้บริหาร NFRI ได้รับทราบว่า วว. มีการจัดตั้งศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมอาหารสุขภาพ พร้อมทั้งแนะนำโครงการวิจัยที่สนใจดำเนินความร่วมมือระหว่างกัน ซึ่งทางผู้บริหาร NFRI ได้บรรยายสรุปให้ทาง วว. รับทราบว่ามีงานวิจัยภายใต้หัวข้อใดบ้างที่ อาจดำเนินความร่วมมือระหว่าง 2 หน่วยงานได้ พร้อมทั้งได้นำเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการต่างๆเพื่อให้เห็นภาพการทำงานของ NFRI

จากนั้นผู้ว่าการ วว. ได้นำคณะผู้แทนเข้าพบหารือกับ Dr.Tomohiko Ota, Unit Leader, Horticultural Robotics Unit, Institute of Agricultural Machinery (IAM), NARO และได้รับฟังบรรยายสรุป พร้อมชมการสาธิตหุ่นยนต์ในการเก็บเกี่ยวผลิตผลทางการเกษตร (สตรอเบอรี่) ที่ทาง NARO ได้พัฒนาขึ้น ในการนี้คณะผู้บริหาร วว. ได้หารือถึงแนวทางขยายความร่วมมือกับ IAM ด้วย