ส่วนระยะเวลาการปลูกขึ้นฉ่ายแบบไร้ดินจะใช้ระยะเวลาปลูก

กว่าการปลูกแบบลงดินถึงเท่าตัว อีกทั้งไม่มีโรคและแมลงรบกวน ไม่มีปัญหาเรื่องน้ำฝนหรือน้ำค้าง แถมยังเก็บเกี่ยวได้ง่าย เพราะสามารถเลือกถอนขึ้นมาได้ทั้งต้นโดยไม่บอบช้ำ และยังเก็บขายได้ตลอดทั้งปี เนื่องจากเป็นพืชเชิงสมุนไพรซึ่งเป็นที่ต้องการสูง จึงมีลูกค้าสั่งซื้อจากหลายจังหวัดในภาคใต้

ทั้งนี้ ยังเปิดให้ผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมและศึกษาดูงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้และยินดีที่จะแนะนำและส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกขึ้นฉ่ายทดแทนสวนยางพาราโดยมีตลาดรองรับอยู่แล้ว ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ คุณภัชรวดี (สวนผักเพียวเพียว) โทร. 082-179-7987 หรือสำนักงานเกษตรอำเภอหาดสำราญ จังหวัดตรัง โทร. 075-208-785

นายการุณย์ มะโนใจ เกษตรอำเภอเชียงม่วน และ นายสุรชัย ณ มา นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ ดำเนินกิจกรรม Focus Grop ประเมินและติดตามผลผลิตลำไย ปี 2565 โดยกลุ่มเป้าหมายเป็นสมาชิกกลุ่มแปลงใหญ่ลำไยตำบลบ้านมาง และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านบ่อต้นสัก ตำบลบ้านมาง ณ ห้องประชุมสำนักงานเกษตรอำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา เมื่อเร็วๆ นี้

คุณพีระพล เศรษฐพลอย หรือ พี่โจ๊ก อยู่บ้านเลขที่ 20 หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านกุ่ม อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี ประกอบอาชีพหลักเป็นพ่อค้าขายอุปกรณ์โทรศัพท์ ผันตัวเป็นเกษตรกรสร้างรายได้เสริมยุคโควิด ดัดแปลงพื้นที่รอบบ้าน ปลูกพืชผักสวนครัว และผักสลัดอินทรีย์ สร้างรายได้เสริมจุนเจอครอบครัว ในขณะที่อาชีพหลักต้องหยุดไป ก็ยังมีรายได้จากการขายผักเข้ามาทุกวัน จนตอนนี้ผลิตไม่ทันขาย

พี่โจ๊ก เล่าถึงจุดเริ่มต้นการทำเกษตร ว่า เกิดขึ้นเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ตนได้ลาออกจากงานประจำแล้วกลับมาอยู่ที่บ้านกับภรรยา ซึ่งในตอนที่ย้ายมาอยู่ที่บ้านกับภรรยา ก็ยังไม่ได้มีอาชีพอื่นใดมารองรับ อาศัยเพียงความเป็นนักสู้ของตนเอง เริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการเป็นพ่อค้า เปิดท้ายขายอุปกรณ์โทรศัพท์ตามตลาดนัดในตัวเมืองเพชรบุรี จนกระทั่งได้มีโรคระบาดไวรัสโควิด-19 เกิดขึ้น ส่งผลกระทบถึงรายได้ที่หดหาย เพราะออกไปขายของไม่ได้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ตนได้มาสวมบทเป็นเกษตรกรเพื่อความอยู่รอด โดยอาศัยความรู้ที่เรียนจบมาทางด้านพืชศาสตร์ มาประยุกต์ดัดแปลงพื้นที่รอบบ้านที่มีอยู่มาใช้เพื่อทำงานเกษตร บนแนวคิดปลูกเพื่อกิน และลดรายจ่ายในครอบครัว เหลือจึงขาย แต่เมื่อปลูกไปแล้วกลับได้ผลผลิตที่ดีเกินคาด จนได้เริ่มคิดวางแผนขยับขยายพื้นที่ปลูกเพื่อสร้างรายได้ในลำดับถัดมา

ใช้พื้นที่รอบบ้าน 150 ตารางวา
ปลูกผัก สร้างรายได้เข้ากระเป๋าทุกวัน
เจ้าของบอกว่า บริเวณบ้านของตนมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 250 ตารางวา พื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นบ้านพักอาศัย และอีกส่วนหนึ่งแบ่งไว้เป็นพื้นที่ทำการเกษตร ปลูกพืชผักสวนครัว และผักสลัดอินทรีย์ เพื่อสร้างรายได้ ประมาณ 150 ตาราง เนื่องจากเป็นพืชอายุสั้น ใช้พื้นที่น้อย หาตลาดง่าย สามารถวางแผนจัดการปลูกให้มีผลผลิตออกขายได้ทุกวัน ที่สำคัญคือมีวิธีการปลูกการดูแลที่ไม่ยุ่งยากมากนัก จะแตกต่างกันตรงที่ผักสลัดจะต้องใช้ความพิถีพิถันในการดูแลมากกว่าผักสวนครัวสักหน่อย แต่ในด้านของราคา ผักสลัดจะขายได้ราคาดีกว่าผักสวนครัว ถือว่ามีข้อดีข้อเสียไปคนละแบบ

โดยจะเลือกปลูกผักสวนครัวชนิดที่ตลาดนิยมสูง เช่น คะน้า กวางตุ้ง ผักบุ้ง และ เคล เป็นต้น และจะมีวิธีการจัดสรรพื้นที่ให้เหมาะสมกับผักแต่ละชนิด เน้นใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการดัดแปลงวัสดุปลูกให้เข้ากับพื้นที่ในแต่ละโซน หากพื้นที่ส่วนไหนแคบ ก็จะใช้วิธีการทำเป็นชั้นปลูกผักแนวตั้ง รวมถึงการนำวัสดุเหลือใช้มาทำเป็นกระถางปลูกผักขนาดย่อม เพื่อวางไว้ในบริเวณตรงที่มีพื้นที่แคบ และยังเหลือพื้นที่ให้พอเดินเข้าไปดูแลได้ทั่วถึง ส่วนบริเวณที่มีพื้นที่โล่งกว้างก็จะจัดการทำเป็นแปลงปลูกผักขนาดยาว โดยใช้อิฐบล็อกเป็นโครงสร้างหลักสำคัญในการทำแปลงปลูก โดยความกว้างของแต่ละแปลง มีความกว้างประมาณ 70 เซนติเมตร ยาวประมาณ 4 เมตร หรือแล้วแต่ความสะดวกของแต่ละพื้นที่ เพราะขนาดของแปลงไม่ได้มีผลต่อคุณภาพและปริมาณของผลผลิต

สิ่งสำคัญที่สุดในการปลูกพืชมาเป็นอันดับแรกก็คือ ดิน ถ้าดินดีมีอาหารพืชเพียงพอ การปลูกผักให้สวย และมีคุณภาพก็จะเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น ส่วนปัจจัยแวดล้อมด้านอื่นๆ เช่น วัสดุปลูก หรือรูปแบบของการปลูกไม่เป็นปัญหาในการให้ผลผลิต ยกตัวอย่างของที่สวนจะเริ่มจากการมองหาวัสดุเหลือทิ้งในบ้านมาทำเป็นกระถางทดลองปลูกก่อน แล้วหลังจากนั้นไอเดียความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนาต่อยอดก็จะตามมาเอง

“เมื่อก่อนตอนเริ่มปลูกผมจะทำแปลงปลูกแบบยกพื้นสูง ซึ่งวิธีนี้จะมีปัญหาตรงที่ต้องคอยกำจัดวัชพืชเป็นประจำทำให้เสียเวลา ต่อมาผมจึงได้เปลี่ยนแปลงแนวคิดในการทำแปลงปลูกใหม่ จากที่เคยยกพื้นสูงเปลี่ยนมาทำเป็นแปลงเตี้ยติดพื้น โดยใช้อิฐบล็อกปูพื้นเพื่อกันไม่ให้วัชพืชขึ้นมารบกวนผักที่ปลูกได้ หรือถ้าหากพื้นที่ตรงไหนแคบก็จะทำเป็นชั้นวางกระถางแนวตั้งเพื่อที่จะได้ใช้พื้นที่ที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด”

การเตรียมดิน ผักสวนครัวและผักสลัดของที่สวนจะมีสูตรผสมดินปลูกแบบเดียวกัน ซึ่งเป็นสูตรที่คิดค้นขึ้นมาเองจากประสบการณ์ที่สะสมมา โดยส่วนผสมของดินที่ใช้ปลูกมีดังนี้ 1. แกลบดิบ 2. แกลบดำ 3. ขี้วัว และ 4. ดินร่วน นำมาผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วหมักดินทิ้งไว้อย่างต่ำ 15 วัน แต่ถ้าจะให้ดีแนะนำว่าให้หมักดินทิ้งไว้อย่างน้อย ประมาณ 1 เดือน โดยในระหว่างการหมักทุกๆ 5 วัน จะมีการเทจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงลงไปรดในกองดินหมักด้วย ซึ่งสาเหตุที่ต้องมีการหมักดินก็เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปลูกให้ผลดีมากขึ้น ส่งผลให้การเจริญเติบโตของพืชเป็นไปในแนวทางที่ดี และในอีกแง่หนึ่งก็เพื่อกำจัดสิ่งที่ตกค้างอยู่ภายในดินที่ไม่ต้องการให้ย่อยสลายหายไป พืชได้สารอาหารที่ครบถ้วน

การปลูก นำดินที่หมักไว้มาลงแปลงปลูก จากนั้นให้นำฟางมาคลุมดินเพื่อรักษาความชื้น ซึ่งในส่วนของผักสวนครัวค่อนข้างที่จะมีความแข็งแรงมากกว่าผักสลัดอยู่แล้ว จะใช้วิธีการหว่านเมล็ด แต่ถ้าเป็นผักสลัด จะต้องมีการเพาะต้นกล้าก่อนที่จะลงแปลงปลูก เพื่อให้ต้นแข็งแรงและเจริญเติบโตได้ดี

การดูแล ผักสลัด สำคัญคืออย่าให้ขาดน้ำ ขาดอาหาร อย่างที่สวนจะมีการรดน้ำผักวันละ 3-4 ครั้ง และรดแบบนี้เป็นประจำทุกวัน เพื่อให้น้ำเข้าถึงรากจะขยายตัวได้เร็ว จะทำให้ผักสลัดมีใบเยอะขึ้น ซึ่งถ้าหากใครมีพื้นที่ไม่มาก แนะนำว่าให้ใช้วิธีการเดินรดน้ำ เพื่อที่จะได้เดินสังเกต ตรวจเช็กปัญหาต่างๆ ไปในตัว และยิ่งถ้าหากพื้นที่มีอากาศร้อนจัด จะส่งผลทำให้เกิดโรคใบไหม้ได้ง่าย เพราะฉะนั้นควรต้องมีการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี

โรคแมลง สำหรับผักสลัดของที่สวนจะไม่ค่อยพบปัญหาเรื่องของแมลงศัตรูพืชมากนัก แต่ถ้าหากมีก็จะกำจัดด้วยวิธีการใช้กาวดักแมลง เป็นวิธีที่ทำง่ายและเห็นผล เพียงนำกาวดักแมลงไปตั้งวางไว้ตามจุดต่างๆ ในแปลง เช่น ถ้าหากขนาดแปลงปลูกยาวประมาณ 4 เมตร ก็ให้นำกาวดักไปวางไว้ประมาณ 3 จุด แต่ถ้าแปลงปลูกมีขนาดสั้นกว่า 3 เมตร ก็ลดลงมาเหลือ 1-2 จุด ตามความเหมาะสมของพื้นที่

ระยะปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว สำหรับผักสลัดใช้เวลาการปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว ประมาณ 45-50 วัน ของที่สวนจะใช้เวลาในการเพาะต้นกล้าก่อนลงแปลงปลูก ประมาณ 25 วัน แล้วนำมาลงแปลงปลูกอีก 25 วัน รวมระยะการปลูก 50 วัน สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ และถ้าหากเป็นผักสลัดเรดโอ๊ค จะยืดเวลาการเก็บออกไปได้อีก แต่ถ้าเป็นผักสลัดกรีนโอ๊ค หรือคอส ต้องปลูกและเก็บให้ตรงเวลา เพราะถ้าปล่อยไว้นานไปจะทำให้รสชาติเปลี่ยนเป็นขมได้

ผลผลิตต่อแปลง ขนาดความกว้างและความยาวของแปลงปลูกผักที่สวนแต่ละแปลงโดยประมาณ จะมีความกว้างอยู่ที่ 70 เซนติเมตร ยาว 4 เมตร สามารถเก็บผลผลิตขายได้เป็นเงินประมาณ 400 บาท ต่อ 1 แปลง โดยการแบ่งขายเป็นถุง ราคาถุงละ 20 บาท เป็นราคาที่ขายง่ายได้เงินเร็ว วันนึงจะมีรายได้จากการขายผักไม่ต่ำกว่าวันละ 400-500 บาท ถือเป็นอาชีพเสริมที่สร้างรายได้ดีมากพอสมควร ซึ่งในอนาคตมีการวางแผนที่จะมาทำเป็นอาชีพหลัก เนื่องจากมองเห็นตลาดในอนาคตยังไปได้อีกไกล ผักสลัดเป็นผักที่ทานง่าย ไม่ต้องนำไปปรุงเป็นอาหาร และเป็นอาชีพที่ตอบรับเข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบันที่ผู้คนหันมาใส่ใจในเรื่องของสุขภาพกันมากขึ้น ทุกคนต่างพยายามเลือกสรรหาสิ่งที่ปลอดภัยให้กับตัวเอง

ตลาด เริ่มจากการนำไปแจกจ่ายให้กับเพื่อน ญาติมิตร คนรู้จัก และคนในหมู่บ้านใกล้เคียงได้ลองชิมก่อน หากเขาติดใจเขาก็จะกลับมาเป็นลูกค้าเราได้ไม่ยาก และอีกส่วนหนึ่งคือมีตลาดเดินเข้ามาหาเอง ด้วยความที่ปลูกไว้ในบริเวณบ้าน ผู้คนที่อยู่บริเวณใกล้เคียงผ่านไปผ่านมา เห็นแปลงผักสวยๆ เขาก็จะเข้ามาถามขอซื้อว่าผักที่ปลูกอยู่ขายไหม เราก็ได้ลูกค้าเพิ่ม และหลายคนก็กลายมาเป็นลูกค้าประจำ เพราะติดใจกับคุณภาพผักที่ได้ไปในราคาเพียงถุงละ 20 บาท ยิ่งทำให้ลูกค้าประทับใจและกลับมาซื้อซ้ำ ทำให้ตอนนี้มีผลผลิตไม่พอขาย

มุมมองอาชีพเกษตร
“หลายคนส่วนใหญ่จะมองว่าอาชีพเกษตรกรเป็นงานหนัก ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง แต่จะหนักแค่ในช่วงแรกเท่านั้น แต่พอได้ทำไปสักพักทุกอย่างเริ่มลงตัวงานก็จะเบาขึ้น มีความสุขกับงานที่ทำทุกวัน ได้เป็นเจ้านายตัวเอง และเป็นอาชีพที่มั่นคงทางด้านอาหาร มีกินอิ่มท้องได้ทุกวัน และสามารถเอื้อเฟื้อต่อคนรอบข้างได้อีกด้วย ก็อยากฝากถึงมือใหม่ที่อยากเริ่มต้นทำเกษตรแต่ยังมีข้อจำกัดในเรื่องพื้นที่ ว่ามีพื้นที่น้อยไม่ใช่ปัญหาในการเริ่มต้น ขอเพียงมีใจเท่านั้น” พี่โจ๊ก กล่าวทิ้งท้าย

คุณวิวัฒน์ พูดเพราะ เกษตรกรหมู่ที่ 4 ตำบลท่าสะบ้า อำเภอวังวิเศษ จังหวัดตรัง ประกอบอาชีพทำการเกษตรแบบผสมผสาน โดยมีพื้นที่ทำการเกษตร ประมาณ 7 ไร่ คุณวิวัฒน์ เล่าให้ฟังว่า เป็นคนชอบทำการเกษตรมาตั้งแต่เด็ก ตอนเด็กๆ จะทำสวนกับพ่อ ทำให้มีความรักในอาชีพทำการเกษตร โดยครั้งแรกที่เริ่มทำเกษตรได้ปลูกผักบุ้ง ถั่ว เลี้ยงกบ ปลาดุก ในท่อซีเมนต์ และปลูกดอกดาวเรืองขาย

ต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนมาทำการเกษตรแบบผสมผสาน แบ่งพื้นที่ปลูกยางพารา 3 ไร่ ขุดสระเลี้ยงปลาดุก 1 ไร่ เลี้ยงไก่ดำ เพาะเห็ดนางฟ้า เลี้ยงกบในกระชังบก เลี้ยงผึ้ง และปลูกพืชผสมผสาน ได้แก่ ทุเรียนหมอนทอง สะตอ เนียง ส้มโอ มะนาว ละมุด อ้อยคั้นน้ำ ผักเหลียง มะม่วงหิมพานต์

นอกจากนี้ คุณวิวัฒน์ยังทำปุ๋ยหมักใช้เอง ซึ่งสามารถลดต้นทุนในการผลิต ได้ผลผลิตจะขายในหมู่บ้าน และมีลูกค้าประจำสั่งซื้อ ทำให้มีรายได้ 5,000 บาท ต่อเดือน เป็นที่ทราบกันดีว่า “จันทบุรี” เป็นจังหวัดที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรธรรมชาติทั้งดิน น้ำ และอากาศ จึงเอื้อต่อการปลูกผลไม้ได้ดี มีคุณภาพ จนทำให้มีรสชาติอร่อย ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน เงาะ มังคุด ลางสาด สะละ ฯลฯ ได้รับความนิยมทั้งภายในและนอกประเทศแต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้น อีกต่อไปเมื่อเหล่าผลไม้ชื่อดังของจังหวัดจันทบุรี ถูกนำไปปลูกที่สวนลุงฮุย จังหวัดกำแพงเพชร แล้วพบว่ามีคุณภาพ รสชาติดีชนิดไม่เป็นรอง ที่พิเศษไปกว่านั้นคือสามารถให้ผลผลิตได้ก่อนผลไม้เมืองจันท์ จึงทำให้มีลูกค้าแห่ไปชิมกันก่อน ช่วยสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน

คุณมณฑิรา ศรีงาม ลูกสาวลุงฮุย บอกเล่าความเป็นมาของสวนแห่งนี้ภายหลังมารับช่วงต่อจากคุณพ่อที่เสียชีวิตไปแล้วว่า คุณพ่อเป็นคนจังหวัดนครปฐม มีอาชีพเป็นพ่อค้าขายผลไม้โดยนำมาจากจันทบุรี อย่าง เงาะ ทุเรียน มังคุด ลองกอง มะไฟ กระท้อน แล้วเกิดสงสัยว่า ถ้าลองปลูกที่กำแพงเพชรจะได้ไหม จึงลองนำผลไม้ที่ซื้อมาปลูกในพื้นที่ตัวเอง แล้วศึกษาหาความรู้วิธีปลูก ปรากฏสำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้างสลับกัน จนชาวบ้านละแวกที่อาศัยดูแคลนว่า คงทำไม่ได้ เพราะผลไม้เหล่านี้ต้องปลูกที่จันท์เท่านั้นจึงจะได้ผล

ในที่สุดคุณพ่อทำสำเร็จ จึงลงมือปลูกไม้ผลชนิดต่างๆ อย่าง ทุเรียนหมอนทอง ชะนีก้านยาว กระดุม รวมทั้งสิ้นกว่า 200 ต้น แล้วยังมีเงาะโรงเรียน จำนวน 300 ต้น ตลอดจนไม้ผลอื่นๆ ภายในพื้นที่ จำนวน 21 ไร่ แล้วนำผลไม้เหล่านั้นขายอยู่ในละแวกบ้าน มีรายได้ดีมาก เพราะชาวบ้านแถวนั้นได้ทานผลไม้ที่มีคุณภาพเช่นเดียวกับทางจันทบุรีโดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไป ซึ่งครอบครัวนับเป็นรายแรกที่ได้นำผลไม้จากจังหวัดจันท์มาปลูกที่กำแพงเพชร

คุณมณฑิรา ชี้ว่า เหตุผลที่ในพื้นที่บริเวณนี้สามารถปลูกไม้ผลได้มีคุณภาพและรสชาติเหมือนกับทางเมืองจันท์ อาจเนื่องมาจากลักษณะเนื้อดินเป็นดินเหนียว มีคุณภาพดีมากเพราะอยู่ใกล้แม่น้ำ อีกทั้งสภาพอากาศบริเวณนี้มีความชุ่มชื้น ดูแล้วคล้ายกับทางจันทบุรี ดังนั้น จึงเพิ่มพันธุ์ทุเรียนเข้ามาอีก ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์มูซันคิง สาลิกา และกบสุวรรณ ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดในปัจจุบัน

ด้วยความที่มีสภาพพื้นที่เอื้อต่อการปลูกไม้ผลเช่นนี้จึงทำให้ทุกๆ ปีผลผลิตจะออกก่อนทางจันท์ โดยเริ่มทยอยมีผลผลิตตั้งแต่เดือนเมษายน จะเริ่มจากมะไฟก่อน ต่อด้วยทุเรียนกระดุม ชะนี และหมอนทอง ที่ออกพร้อมกับเงาะ แถมในช่วงปีที่ผ่านมาสภาพอากาศดีจึงทำให้ขายผลไม้ได้ราคาดี หมดในเวลาที่รวดเร็ว

นอกจากนั้นแล้วสวนลุงฮุยยังเน้นปลูกไม้ผลและพืชชนิดอื่นๆ ในแบบอินทรีย์เท่านั้น จะผลิตปุ๋ยอินทรีย์ทุกอย่างไว้ใช้เอง อีกทั้งการป้องกันโรค/แมลง ยังนำสารที่ผลิตจากธรรมชาติมาใช้ โดยคุณมณฑิรา ชี้ว่า การปลูกพืชแบบอินทรีย์ไม่ใช่เรื่องยาก ไม่ได้ส่งผลต่อคุณภาพหรือปริมาณผลผลิตด้อยลงแต่ประการใดเลย

อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างคุณภาพและความเข้มแข็งให้แก่พืชไม้ผล ทำให้ผลผลิตมีรสอร่อย ขนาดใหญ่ รูปลักษณะสมบูรณ์มากกว่าเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้รับความสนใจจากลูกค้ามากหากรู้ว่าเป็นอินทรีย์ซึ่งลูกค้าไม่ต่อรองราคาเลย

ดังนั้น การกำหนดราคาขายผลไม้ในสวนเกษตรลุงฮุยจึงไม่ใช่ปัญหา เนื่องจากลูกค้าทุกคนพึงพอใจในคุณภาพแล้วยังมาเห็นด้วยตัวเอง ทำให้เกิดความเชื่อมั่น สำหรับราคาจำหน่ายทุเรียนหมอนทอง กิโลกรัมละ 150 บาท ชะนี กิโลกรัมละ 100 บาท หรือเงาะใหม่ขายปลีก กิโลกรัมละ 50 บาท ขายส่ง กิโลกรัมละ 35 บาท ทั้งนี้ จะมีแม่ค้าในละแวกนี้หาซื้อเงาะไปขายตามริมทาง

เมื่อเข้าสู่ช่วงหน้าผลไม้ของที่สวนลุงฮุย จะมีลูกค้าจากทั่วสารทิศเดินทางเข้ามาที่สวนอย่างคับคั่ง มีรถจอดหนาแน่นตั้งแต่ทางเข้าสวน ลูกค้าหลายรายไม่ผิดหวัง เพราะจองห้องพักล่วงหน้าที่ทำแบบรีสอร์ตมีให้เลือกหลายแบบ หลายขนาด ทั้งบ้านดิน บ้านไม้ หรือบ้านปูน ส่วนขาจรก็ทยอยเข้ามาเป็นชุดๆ ทั้งนี้ หากลูกค้าที่ต้องการผลไม้อะไรแต่ยังไม่แก่จัดก็จะเขียนชื่อสั่งจองไว้ เพราะที่สวนลุงฮุยจะเก็บผลผลิตเมื่อแก่จัดเท่านั้น จึงทำให้ทุเรียนมีรสหวาน หอม เนื้อแน่น หรือแม้แต่เงาะยังมีเนื้อแห้ง กรอบ หวาน

ลูกค้าที่สนใจซื้อผลไม้จะต้องเดินทางมาที่สวนลุงฮุยเท่านั้น ไม่มีการโทรศัพท์สั่งจองล่วงหน้า ทั้งนี้ เพื่อรักษาสิทธิ์สำหรับลูกค้าที่ตั้งใจเดินทางมาสวนจะได้ไม่ผิดหวัง แล้วถ้าสนใจเงาะในสวนก็เดินเลือกแล้วเก็บใส่ตะกร้า นำไปชั่งน้ำหนักเพื่อคำนวณเงิน กิจกรรมในลักษณะนี้ช่วยสร้างความเพลิดเพลินให้ลูกค้า ลูกค้าสามารถถ่ายรูปโชว์ในโซเชียลสร้างความสนุกสนานได้อีก ในราวเดือนมิถุนายน ผลไม้จะลดจำนวนลงจนหมด แต่จะมีบางชนิดมีผลผลิตออกมาอีก ทั้งนี้ ลูกค้าสามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวได้ทางเฟชบุ๊ก ชื่อสวนเกษตรลุงฮุย กำแพงเพชร

หลังจากเก็บผลผลิตรุ่นสุดท้ายแล้ว จะเริ่มดูแลบำรุงต้นด้วยการตัดแต่งกิ่ง ใส่ปุ๋ยขี้วัวสัก 1 รอบ หลังจากนั้นอีก 3 เดือน ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ตาม

คุณมณฑิรา บอกว่า ระยะต้นทุเรียนที่ปลูกสมัยคุณพ่อ ประมาณ 7 คูณ 7 เมตร แต่ไม่เท่ากันทั้งหมด เนื่องจากปลูกไม้ผลอื่นแซม เป็นลักษณะสวนผลไม้ผสม แต่ขณะนี้ได้เปิดสวนอีกแห่งมีเนื้อที่ประมาณ 20 ไร่ ซึ่งมีการวางผังปลูกแบบมาตรฐาน พร้อมกับเพิ่มไม้ผลอีกอย่าง อินทผลัม คาดว่าประมาณอีก 4 ปี คงเก็บผลผลิตได้ โดยกำหนดให้ คุณวศิน ศรีงาม ลูกชายมารับช่วงทำอาชีพนี้ต่อจากเธอ

นอกจากการเข้ามาพักผ่อนเพื่อเลือกซื้อผลไม้และชื่นชมกับธรรมชาติแล้ว สวนลุงฮุยยังมีสถานที่ไว้บริการจัดเลี้ยงสังสรรค์แบบกลุ่ม หรืองานประชุมสัมมนาต่างๆ ด้วย โดยสามารถจัดอาหารไว้รองรับลูกค้าที่มา พร้อมกับยังใช้ผลไม้ในสวนไว้บริการด้วย

“ที่ผ่านมาผลไม้ในสวนมักไม่พอขายเลยเพราะแต่ละปีได้รับความสนใจจากลูกค้าเดินทางเข้ามาซื้อภายในสวนอย่างเนืองแน่นเพิ่มขึ้นทุกปี ลูกค้าขาประจำมักจะบอกต่อกันจนขยายไปทั่วหลายจังหวัดหรือบางรายที่ติดตามทางเฟชบุ๊กกลัวจะไม่ทันก็รีบเดินทางมาจับจองแล้วถือโอกาสเที่ยว ดังนั้นในบางครั้งหากเจอปัญหาเช่นนี้จะต้องใช้ผลไม้จากเครือข่ายที่การันตีแล้วว่ามีคุณภาพเหมือนกับที่สวนลุงฮุย” เจ้าของสวนกล่าว

แม้ว่ากล้วยไข่จะเป็นไม้ผลประจำถิ่นที่สร้างชื่อเสียงให้ชาวกำแพงเพชร จนทำให้ผู้คนต่างเดินทางมาชิมกัน แต่นับจากนี้ชาวบ้านของจังหวัดนี้จะมีโอกาสต้อนรับไม้ผลต่างถิ่นที่สร้างคุณภาพ แล้วอาจสร้างชื่อเสียงได้ไม่แพ้กล้วยไข่

ถ้าวันหยุดที่จะถึงนี้คุณยังไม่มีโปรแกรมเที่ยว รีบปักหมุดไปที่สวนเกษตรลุงฮุย กำแพงเพชร แล้วจะไม่ผิดหวัง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณมณฑิรา ศรีงาม “สวนเกษตรลุงฮุย” เลขที่ 238 หมู่ที่ 2 ตำบลสระแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร โทรศัพท์

เมื่อพูดถึงการทำการเกษตร หลายๆ คนจะนึกถึงชาวไร่ ชาวนา หรือชาวสวน แต่มีใครบ้างที่จะรู้ว่า กลุ่มพี่น้องเกษตรกรในหลายๆ พื้นที่ของประเทศไทย มีการรวมตัวกันตั้งกลุ่ม รวบรวมสมาชิกเพื่อทำการเกษตรแบบผสมผสาน “ฟาร์มอิ่มบุญ” ก็เป็นอีกหนึ่งของแหล่งเรียนรู้ เพราะว่ามีการรวมตัวชาวบ้านกว่า 30 คนตั้งเป็นกลุ่ม โดยใช้ชื่อกลุ่มว่า “วิสาหกิจชุมชน สบบงเกษตรผสมผสานและแปรรูปทางการเกษตร” ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 100 หมู่ที่ 10 บ้านสบบง ซอยที่ 7 ตำบลสบบง อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา

ระบบเกษตรผสมผสาน (Integrated Farming System) เป็นระบบการเกษตรที่มีการเพาะปลูกพืชหรือการเลี้ยงสัตว์ต่างๆ ชนิดอยู่ในพื้นที่เดียวกันภายใต้การเกื้อกูล ประโยชน์ต่อกันและกันอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยอาศัยหลักการอยู่รวมกันระหว่างพืช สัตว์ และสิ่งแวดล้อม การอยู่รวมกันอาจจะอยู่ในรูปความสัมพันธ์ระหว่างพืชกับพืช พืชกับสัตว์ หรือสัตว์กับสัตว์ก็ได้ ระบบเกษตรผสมผสานจะประสบผลสำเร็จได้จะต้องมีการวางรูปแบบและดำเนินการ โดยให้ความสำคัญต่อกิจกรรมแต่ละชนิดอย่างเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทางกายภาพ เศรษฐกิจ สังคม มีการใช้แรงงาน เงินทุน ที่ดิน ปัจจัย การผลิตและทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนรู้จักนำวัสดุเหลือใช้จากการผลิตชนิดหนึ่งมาหมุนเวียนใช้ประโยชน์กับการผลิตอีกชนิดหนึ่งกับการผลิตอีกชนิดหนึ่งหรือหลายชนิดภายในไร่นาแบบครบวงจร ตัวอย่างกิจกรรมดังกล่าว เช่น การเลี้ยงไก่หรือสุกรบนบ่อปลา การเลี้ยงปลาในนาข้าว การเลี้ยงผึ้งในสวนผลไม้ เป็นต้น

ตามแนวคิดดังกล่าวมีหลักการพื้นฐานที่สำคัญ 2 ประการ คือ ต้องมีกิจกรรมการเกษตรตั้งแต่ 2 กิจกรรมขึ้นไป และต้องเกิดการเกื้อกูลประโยชน์ระหว่างกิจกรรมต่างๆ

ระบบไร่นาสวนผสม เป็นระบบการเกษตรที่มีกิจกรรมการผลิตหลายๆ กิจกรรมเพื่อตอบสนองต่อการบริโภคหรือลดความเสี่ยงจากราคา ผลิตผลที่มีความไม่แน่นอนเท่านั้น โดยมิได้มีการจัดการให้กิจกรรมการผลิตเหล่านั้นมีการผสมผสานเกื้อกูลกันเพื่อลดต้นทุนการผลิต และคำนึงถึงสภาพแวดล้อม เหมือนเกษตรผสมผสานการทำไร่นาสวนผสมอาจมีการเกื้อกูลกันจากกิจกรรมการผลิตบ้าง แต่กลไกการเกิดขึ้นนั้นเป็นแบบ “เป็นไปเอง” มิใช่เกิดจาก “ความรู้ ความเข้าใจ” อย่างไรก็ตาม ไร่นาสวนผสมสามารถพัฒนาความรู้ความสามารถของเกษตรกรผู้ดำเนินการให้เป็นการดำเนินการในลักษณะของระบบเกษตรผสมผสานได้

เหตุผลที่มาของรูปแบบการเกษตรผสมผสาน จากการทำเกษตรกระแสหลักโดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำเกษตรเชิงเดี่ยวหรือการผลิตสินค้า เกษตรชนิดเดียว เกิดปัญหาหลายๆ ด้านคือ รายได้ของครัวเรือนไม่มีเสถียรภาพ เศษวัสดุจากพืชและมูลสัตว์ไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์ การผลิตสินค้าเดี่ยวบางชนิดใช้เงินลงทุนมาก ครัวเรือนต้องพึ่งพิงอาหารจากภายนอก

ดังนั้น จึงเกิดแนวคิดในการที่หาระบบการผลิตในไร่นา SIXBETG8.COM ที่สามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่ทำกินขนาดเล็ก เพื่อลดความเสี่ยงจากการผลิต ลดการพึ่งพิงเงินทุน ปัจจัยการผลิตและอาหารจากภายนอก เศษพืชและมูลสัตว์ ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากกิจกรรมการผลิต ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในไร่นาและทำให้ผลผลิตและรายได้เพิ่มขึ้น ระบบการผลิตดังกล่าวคือ เกษตรผสมผสาน โดยมีวัตถุประสงค์ของการเกษตรผสมผสานเพื่อให้เกิดความมั่นคงด้านรายได้ เพื่อลดการพึ่งพาด้านเงินทุน ปัจจัยการผลิต และอาหารจากภายนอกเพื่อให้เกิดการประหยัดทางขอบข่าย เพิ่มรายได้จากพื้นที่เกษตรขนาดย่อยที่จำกัด

นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มพูนความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ลดการทำลายสิ่งแวดล้อม ทำให้เกษตรกรมีความเป็นอิสระในการดำรงชีวิต จุดเด่นของการเกษตรผสมผสาน คือการลดความเสี่ยงและความไม่แน่นอนของรายได้ รายได้สม่ำเสมอ การประหยัดทางขอบข่าย ค่าใช้จ่ายในไร่นาลดลง มีรายได้สุทธิเพิ่มมากขึ้น ลดการพึ่งพิงจากภายนอก ลดการว่างงานตามฤดูกาล มีงานทำทั้งปี ทำให้ลดการอพยพแรงงาน

ประโยชน์ที่ได้รับจากการทำเกษตรผสมผสานระบบเกษตรผสมผสานเป็นรูปแบบหนึ่งของระบบเกษตรกรรมที่มีกิจกรรมตั้งแต่ 2 กิจกรรมขึ้นไปในพื้นที่เดียวกัน และกิจกรรมเหล่านี้จะมีการเกื้อกูลประโยชน์ซึ่งกันและกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ดังนั้น จึงเป็นระบบที่นำไปสู่การเกษตรแบบยั่งยืน จึงก่อให้เกิดผลดีและประโยชน์ในด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้

ช่วยลดความเสี่ยงจากความแปรปรวนของสภาพลม ฟ้า อากาศ จากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มีความแปรปรวนในแต่ละปี ซึ่งมีแนวโน้มจะรุนแรงมากขึ้น เช่น เกิดภาวะฝนแล้ง ฝนทิ้งช่วง น้ำท่วมฉับพลัน เป็นต้น จึงเป็นปัญหาที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเกษตรกรที่มีกิจกรรมการเกษตรเพียง อย่างเดียว เช่น ข้าว หรือพืชไร่ ดังนั้น หน่วยงานวิจัยและพัฒนาของกรมวิชาการเกษตร รวมทั้งเกษตรกรบางส่วนจึงได้พยายามศึกษาและพัฒนาการแปรเปลี่ยนพื้นที่นาหรือไร่นาบางส่วนมาดำเนินการระบบเกษตรผสมผสานที่มีหลายๆ อย่าง ปลูกพืชสวน (ไม้ผล พืชผัก) การเลี้ยงสัตว์ หรือการเลี้ยงปลาทดแทนรายได้จากการปลูกข้าวหรือพืชไร่ที่อาจเสียหาย จากสภาวะฝนแล้งหรือน้ำท่วม

ลดความเสี่ยงจากความผันแปรของราคาผลผลิต ในการดำเนินระบบการเกษตรที่มีเพียงกิจกรรมเดียว ที่มีการผลิตเป็นจำนวนมาก ผลผลิตที่ได้เมื่อออกสู่ตลาดพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นข้าว พืชไร่ ไม้ผล หรือพืชผัก เมื่อมีปริมาณเกินความต้องการของตลาดย่อมทำให้ราคาของผลผลิตต่ำลง การแปรเปลี่ยนพื้นที่นาหรือไร่บางส่วนมาดำเนินการ ระบบเกษตรผสมผสานจะสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากความผันแปรของราคาผลผลิตในตลาดลงได้ เนื่องจากเกษตรกรสามารถจะเลือกชนิดพืชปลูกและเลือกกิจกรรมให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดได้เป็นอย่างดี

ลดความเสี่ยงจากการระบาดของศัตรูพืช ในการดำเนินกิจกรรมการปลูกข้าวหรือพืชไร่เพียงอย่างเดียว เกษตรกรจะมีความเสี่ยงอย่างมากเมื่อเกิดการระบาดของศัตรูพืชขึ้น เช่น กรณีการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และโรคใบหงิกอย่างรุนแรงในปี 2532-2533 ทำให้พื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศ โดยเฉพาะในเขตภาคกลางได้รับความเสียหายอย่างมาก เกษตรกรต้องประสบความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ โดยไม่มีรายได้จากกิจกรรมอื่นมาเจือจุนครอบครัวได้

ช่วยเพิ่มรายได้และกระจายรายได้ตลอดปี การดำเนินระบบเกษตรผสมผสานซึ่งมีกิจกรรมหลายกิจกรรมในพื้นที่เดียวกันจะก่อประโยชน์ในด้านทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีรายได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจจะเป็นรายได้ รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน และรายได้ประจำฤดูกาล ตัวอย่างเช่น มีรายได้ประจำวันจากการขายพืชผัก รายได้ประจำสัปดาห์จาการเพาะเห็ดฟางในช่วงฤดูแล้ง (มกราคม-เมษายน) รายได้ประจำเดือนจากไม้ผลอายุสั้น ได้แก่ กล้วย ฝรั่ง ละมุด และรายได้ประจำฤดูกาลจากข้าว ข้าวโพดหวาน ถั่วลิสง ถั่วเขียว ที่ปลูกหลังนา