ส่วนรายได้ คุณนก เผยว่า ต่อเดือนไม่ต่ำกว่าหลักหมื่นบาท

เนื่องจากสินค้าประเภทนี้ต้องใช้ความอดทน ความพยายาม และใส่ใจกว่าจะมีผลผลิตที่มีคุณภาพ แล้วหาไม่ง่ายในตลาดทั่วไป ทำให้มีราคาสูงกว่าท้องตลาด ซึ่งลูกค้าต่างเข้าใจ เพราะต้องการอาหารที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง

แม้สินค้าเกษตรอินทรีย์แบรนด์ตะนาวศรีจะไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานตามหลักสากล แต่ด้วยความมุ่งมั่น ขยัน อดทนที่ต้องใช้เวลายาวนานกว่าจะมาถึงจุดนี้ ดังนั้น พวกเขาจึงเลือกใช้วิธีตรวจสอบมาตรฐานกันเองโดยอาศัยความซื่อสัตย์เป็นที่ตั้ง จนทุกวันนี้สินค้าเกษตรอินทรีย์ทุกชนิดที่วางขายต่างได้รับความเชื่อมั่นแล้วอุดหนุนจากลูกค้าอย่างดีมาตลอดอย่างต่อเนื่อง

คุณนก บอกว่า การได้เข้ามาทำกิจกรรมในลักษณะนี้ถือเป็นโชคดีที่ได้มีสังคมกับเพื่อนใหม่ๆ ที่มีเจตนาตรงกัน มีความตั้งใจที่เหมือนกัน ขณะเดียวกันยังได้มีโอกาสใช้ความรู้ ความสามารถ จากสติปัญญาที่มีเข้าไปช่วยพัฒนากิจกรรมทางด้านเกษตรเพื่อให้เกิดความก้าวหน้า ให้มีความทัดเทียมกับความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เข้ามามีบทบาทในวงการเกษตรกรรม

“อยากให้ผู้บริโภคหันมาใส่ใจต่อสุขภาพตัวเอง ด้วยการเลือกบริโภคอาหารที่ปลอดภัยและมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่การเลือกบริโภคอาหารสุขภาพ ควรจะตรวจสอบแหล่งที่ผลิตควบคู่ไปด้วยว่า มีความน่าเชื่อถือมาก-น้อยเพียงใด เพราะจะได้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายอย่างแท้จริง” เจ้าของไร่ทรงสุวรรณ กล่าว

ต้นหม่อน หรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า “มัลเบอร์รี่” (mulberry) เป็นไม้ยืนต้น ที่อยู่ในวงศ์เดียวกับต้นปอสา ขนุน และโพธิ์ ฯลฯ มีคุณค่าทางแร่ธาตุและวิตามินมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ทุกวันนี้ใบและผลหม่อนจึงถูกนำมาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในลักษณะ “อาหาร และเครื่องดื่ม” หลากหลายรูปแบบ เช่น ชาวอีสานยังนิยมนำยอดหม่อนและใบหม่อนมาปรุงใส่อาหารเมนูพื้นบ้าน เช่น ต้มยำไก่ ฯลฯ นอกจากนี้ ใบหม่อน ยังสามารถแปรรูปเป็นชาชงดื่ม เพื่อลดความดันโลหิตสูง มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด

หม่อนลูกผสมที่ให้ผลผลิตใบสูง และผลมีขนาดใหญ่น่ากินนั้นได้แก่ บุรีรัมย์ 60, นครราชสีมา 60, ศรีสะเกษ 33, จีน เบอร์ 44 และหม่อนผลสดพันธุ์เชียงใหม่

บางบ้านปลูกหม่อนไว้ติดผลดีพอประมาณ แต่ไม่ถึงกับดก ได้ยินมาว่า “วิธีโน้มกิ่ง” บังคับให้ออกผลนอกฤดูนั้นมีทำให้หม่อนออกผลได้ดี แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร เรามีวิธีมาฝากกัน

หม่อนที่ติดผลดีที่สุดคือ พันธุ์เชียงใหม่ หรือนิยมเรียกว่า หม่อนผลสด หม่อนพันธุ์นี้จะให้ผลผลิตอยู่ระหว่าง 800-1,000 กิโลกรัม ต่อไร่ ประโยชน์ของผลหม่อนใช้ทำแยม น้ำผลหม่อน และไวน์ หม่อนผลสดพันธุ์เชียงใหม่มีผู้นำมาจากจีน และปลูกที่จังหวัดเชียงใหม่มานานแล้ว

การขยายพันธุ์นิยมใช้วิธีเพาะชำ หม่อนให้ผลเมื่อมีอายุครบ 3 ปี หม่อนพันธุ์เชียงใหม่มีดอกเพศผู้และเพศเมียในต้นเดียวกัน ดอกตัวผู้ ออกเป็นช่อ แต่ละดอกมีกลีบดอก 4 กลีบ หลังดอกบานก้านเกสรตัวผู้จะยืดยาวออกและขับละอองแตกปล่อยเกสรสีเหลืองไปผสมกับเกสรตัวเมีย ดอกตัวเมียจะออกเป็นช่อเช่นเดียวกับเกสรตัวผู้ กลีบดอกมี 4 กลีบ ห่อหุ้มรังไข่ ก้านเกสรตัวเมียและยอดเกสรตัวเมียไว้ ในรังไข่มีไข่อ่อน ส่วนปลายสุดคือ ยอดเกสรตัวเมีย ดอกที่ได้รับการผสมเกสรแล้วจะพัฒนาเป็นผลต่อไป

ผลที่ได้เรียกว่า ผลรวม ลักษณะรูปร่างคล้ายผลสตรอว์เบอร์รี่ ผลอ่อนมีสีเขียว ต่อมาเปลี่ยนเป็นสีชมพู แดง และสีดำคล้ำ ในธรรมชาติหม่อนจะออกดอกต้นเดือนมกราคม ผลจะสุกแก่ในเดือนมีนาคมไปจนถึงเดือนเมษายน แต่ปัจจุบันมีการค้นพบวิธีโน้มกิ่ง ลิดใบให้หม่อนออกดอกนอกฤดูได้

การปลูกหม่อนผลสด ใช้วิธีเดียวกับการปลูกไม้พุ่มทั่วไป ระยะปลูกที่ให้ผลดีที่สุดคือ 0.75×2.0 เมตร การโน้มกิ่งเป็นวิธีบังคับให้หม่อนติดผลนอกฤดูเพื่อเพิ่มผลผลิต หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตในเดือนเมษายน ตัดแต่งกิ่งให้เตี้ยลง มีความสูง 70-100 เซนติเมตร

ต่อมาจะแตกกิ่งก้านใหม่ ปล่อยให้เจริญเติบโตพร้อมบำรุงให้สมบูรณ์จนครบ 6 เดือน กิ่งเกิดใหม่สูงประมาณ 1.50 เมตร จึงลิดใบและตัดยอดทิ้งประมาณ 30 เซนติเมตร รวบกิ่งของต้นตรงข้ามของแต่ละแถว ผูกมัดในลักษณะเป็นอุโมงค์ หรือกระโจมด้วยเชือกหรือลวด ภายใน 2 สัปดาห์ จะเริ่มให้ดอกและเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในเวลา 60 วัน หลังจากออกดอกแล้ว จากนั้นสามารถเก็บผลได้อีกเป็นเวลา 30 วัน

เมื่อดอกเปลี่ยนเป็นสีแดงหรือสีน้ำตาลดำ ให้เก็บผลด้วยมือบรรจุลงในภาชนะ ทับกันไม่เกิน 2 ชั้น นำเข้าเก็บในห้องเย็นที่อุณหภูมิ 5 องศาเซลเซียส หากเก็บที่อุณหภูมิ – 22 องศาเซลเซียส จะเก็บได้นาน 6 เดือน ก่อนเก็บในห้องเย็นควรบรรจุในถุงพลาสติกใส ขนาดบรรจุ 10 กิโลกรัม จะคงคุณภาพของผลได้ดี

โรคสำคัญของหม่อนผลสด เช่น โรครากเน่า ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ทำความเสียหายให้หม่อนได้ทุกช่วงอายุ การระบาดรุนแรงจะทำให้ต้นหม่อนตายทั้งแปลง ระยะแรกใบจะเหี่ยวคล้ายถูกน้ำร้อนลวก ต่อมาใบจะเริ่มเหี่ยวจากส่วนยอดลงมา เมื่อขุดนำรากขึ้นมาพบว่า รากเน่าเปื่อย มีสีน้ำตาลปนดำ เปลือกรากและเปลือกบริเวณโคนต้นหลุดออกมีกลิ่นเหม็นรุนแรง

วิธีป้องกันกำจัด เมื่อพบต้นที่เป็นโรคให้ขุดต้นทั้งรากขึ้นมาเผาทำลายทิ้งไป ใส่ปูนขาวลงบริเวณหลุม พร้อมตากดินทิ้งไว้ 1-2 เดือน ก่อนการปลูกซ่อม ระหว่างพรวนดิน หลังการใส่ปุ๋ยระวังอย่าให้ต้นหม่อนเกิดบาดแผล การตัดแต่งกิ่งควรใช้กรรไกรตัดกิ่งไม้ที่คมและสะอาด คือก่อนและหลังตัดกิ่งต้องทำความสะอาดด้วยแอลกอฮอล์ทุกครั้งในเขตที่มีโรครากเน่าระบาด ให้ปลูกด้วยกิ่งพันธุ์ที่ใช้พันธุ์ บร.4/2 เป็นต้นตอ และติดตาด้วยพันธุ์เชียงใหม่ การระบาดของโรคจะหมดไปในที่สุด

ทุเรียนป่าละอู เป็นหนึ่งในสินค้าทุเรียนรสอร่อย เป็นสินค้าขายดี ที่ขายได้ราคาแพงถึงกิโลกรัมละ 250 บาท ทำให้มีสินค้าทุเรียนจากแหล่งอื่นเข้ามาสวมรอย ขายในชื่อทุเรียน ป่าละอู ซึ่งสินค้าทุเรียนปลอมเหล่านี้ มักมีคุณภาพต่ำหรืออาจเป็นทุเรียนอ่อน ส่งผลกระทบต่อคุณภาพและชื่อเสียงทุเรียนป่าละอูเป็นอย่างมาก

สำนักงานมาตรฐานเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เล็งเห็นปัญหาดังกล่าวจึงเข้าไปส่งเสริมให้เกษตรกรชาวสวนทุเรียนป่าละอู ปรับตัวเข้าสู่ระบบตามสอบสินค้าเกษตร QR Trace on Cloud เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ มาตรฐาน และความปลอดภัยของสินค้าเกษตรและอาหารแก่ผู้บริโภค เพราะสวนทุเรียนป่าละอูที่เข้าสู่ระบบ ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบย้อนกลับคุณภาพสินค้าถึงแหล่งผลิตต้นทางได้อย่างสะดวก

นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า ปัจจุบัน ประชาชนมีความสนใจในเรื่องสุขภาพมากขึ้น โดยหันมาเลือกบริโภคสินค้าที่มีคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย และผ่านการรับรองมาตรฐานมากยิ่งขึ้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รณรงค์ให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าที่มีเครื่องหมาย “Q” ซึ่งเป็นเครื่องหมายที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ออกรับรองให้กับสินค้าที่ผลิตตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี เพื่อให้ผู้ผลิต ผู้ส่งออก หรือผู้นำเข้าสินค้าเกษตรนำไปใช้แสดงกับสินค้าเกษตรที่ได้รับการตรวจสอบและรับรองว่าเป็นไปตามมาตรฐาน มีความปลอดภัย และมีคุณภาพเทียบเท่ามาตรฐานสากล หากผู้บริโภคพบเห็นเครื่องหมาย Q ที่ใด สามารถมั่นใจได้ว่าสินค้าเกษตรนั้นมีมาตรฐาน คุณภาพ และความปลอดภัย เหมาะสมต่อการบริโภค

นอกจากเครื่องหมายรับรองมาตรฐานที่บ่งบอกถึงคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าเกษตรและอาหารแล้ว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีมาตรการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านอาหารปลอดภัยแก่ผู้บริโภค ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เพื่อควบคุมความปลอดภัยของการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารอย่างเข้มงวด โดยนำมาตรฐานสินค้าเกษตรมาควบคุม กำกับ และดูแล ตั้งแต่ฟาร์ม สถานประกอบการ แหล่งรวบรวมจำหน่าย จนถึงกระบวนการการขนส่ง ซึ่งทั้งหมดสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้

สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ได้พัฒนาระบบการตามสอบสินค้าเกษตร บนระบบคลาวด์สำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (QR Trace on Cloud) เพื่อให้เกษตรกรรายย่อย กลุ่มเกษตรกร กลุ่มสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน รวมถึงผู้ประกอบการ นำระบบไปใช้งานในการจัดเก็บข้อมูลที่มาที่ไป ข้อมูลการผลิตเพื่อใช้ในการตามสอบสินค้าเกษตร สามารถบริหารจัดการการผลิตสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนำข้อมูลที่จัดเก็บไปสร้าง QR Code สำหรับเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเชื่อมโยงข้อมูล ตามสอบสู่ผู้บริโภค

นายพิศาล กล่าวว่า ที่ผ่านมา มกอช. ได้มีการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรมีการใช้ระบบตามสอบย้อนกลับ มาอย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบัน มีผู้สนใจลงทะเบียนกว่า 2,400 รายในปี 2565 มกอช. ได้เข้าไปส่งเสริมการใช้ระบบ QR Traces on Cloud ให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนป่าละอู จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีการผลิตสินค้าทุเรียนที่ได้การรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) และได้รับเครื่องหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) มกอช. จึงได้จัดทำโครงการเพื่อยกระดับ และพัฒนาศักยภาพกลุ่มเกษตรกรต้นแบบ ภายใต้การดำเนินงานของคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัย และการตรวจสอบย้อนกลับ ที่มีเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เป็นประธานอนุกรรมการร่วมกับอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

โครงการดังกล่าว เป็นการนำร่องการใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับ QR Trace on Cloud ที่เชื่อมโยงข้อมูลสินค้าเกษตร ทุเรียนที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP และ GI ที่จะเป็นเครื่องมือช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเชื่อมโยงข้อมูล ตรวจสอบสู่ผู้บริโภค ทำให้ผู้บริโภคทราบถึงแหล่งที่มาของสินค้าได้ อีกทั้งเป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือและสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคได้มากยิ่งขึ้น

และเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและเปิดโอกาสทางการตลาดให้กับสินค้าได้มากยิ่งขึ้น โดยสามารถเชื่อมโยงการจำหน่ายสินค้าในตลาดออนไลน์หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ของภาคเอกชนที่มีการจำหน่ายสินค้าอยู่แล้วในปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังเป็นการป้องกันปัญหาการสวมสิทธิ์เอกสารใบรับรองมาตรฐาน สามารถตรวจสอบให้เกิดความโปร่งใสและลดปัญหาในเรื่องการส่งออกได้

ทุเรียนป่าละอู รสอร่อย

ภูมิศาสตร์ป่าละอู เหมาะสมกับคุณภาพทุเรียน เพราะเป็นที่ราบและเนินเตี้ยๆ ระหว่างแนวเขาสูง อากาศช่วงกลางวันร้อนมาก ส่วนตอนกลางคืนจะค่อนข้างเย็น อุณหภูมิต่ำ ชาวบ้านเรียก “กลางวันร้อน กลางคืนเย็น” ช่วยส่งผลต่อคุณภาพทุเรียนที่ดีขึ้น ประกอบกับลักษณะของดินเป็นป่าเปิดใหม่ ดินชั้นล่างมีสภาพความสมบูรณ์มาก ชั้นดินที่อยู่ลึกลงไปมีธาตุอาหารอยู่มาก เหมาะสมต่อการสร้างคุณภาพเนื้อ รสชาติทุเรียน ช่วงหน้าฝน น้ำที่ไหลจากภูเขาพัดพาสารอินทรีย์และธาตุอาหารลงมาสะสมในบริเวณที่ราบระหว่างภูเขา ซึ่งเป็นพื้นที่การปลูกทุเรียนส่วนใหญ่ของเกษตรกรป่าละอู ทำให้ต้นทุเรียนสมบูรณ์แข็งแรง ดูดธาตุอาหารได้เต็มที่ ทำให้ทุเรียนหมอนทองป่าละอูมีรสชาติอร่อย เนื้อละเอียดเนียน กลิ่นไม่แรง แตกต่างจากหมอนทองจันท์และหมอนทองชุมพรอย่างชัดเจน

สร้างความมั่นใจผู้บริโภค

ไร่ทวีกาญจน์ อยู่บริเวณเลขที่ 337 หมู่ที่ 7 ตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นสวนทุเรียนอีกแห่งที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน (GAP) GAP กษ GAP A1-003630485 และได้รับการอนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทย (GI) สช 57100062 (09/10/2562)

นางสาวกรรณิกา ทวีกาญจน์ เจ้าของไร่ทวีกาญจน์ กล่าวว่า ปัจจุบันมีพื้นที่เพาะปลูกกว่า 80 ไร่ โดยพื้นที่ร้อยละ 90 ใช้ปลูกทุเรียน ที่เหลืออีกร้อยละ 10 ปลูกไม้ผลอื่นๆ ทั้งเงาะ มังคุด ผลผลิตส่วนใหญ่ขายเป็นผลไม้สด บางส่วนนำมาแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มในรูปแบบ ทุเรียนกวน ทุเรียนทอด ไอติมทุเรียน เค้ก ทุเรียน พิซซ่าทุเรียน ขนมเปี๊ยะทุเรียน สินค้าของสวนไร่ทวีกาญจน์การันตีว่า เป็นทุเรียนป่าละอูของแท้ เน้นจำหน่ายสินค้าหน้าสวนให้กับนักท่องเที่ยว และขายออนไลน์ กิโลกรัมละ 250 บาท มีผลิตภัณฑ์แปรรูปหลากหลายจากทุเรียน อยากให้ลองมาชิม

แปลงใหญ่ทุเรียนป่าละอู

นายประโยชน์ พรหมสุวรรณ ข้าราชการบำนาญ สังกัด กทม. ได้ซื้อสวนทุเรียนป่าละอูตั้งแต่ปี2528 และเข้ามาทำอาชีพเกษตรเต็มตัวเมื่อปี 2558 นายประโยชน์ลองผิดลองถูกมาหลายปีกว่าจะได้ผลผลิตทุเรียนที่ดีขึ้นเกือบเท่าตัวโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนการใช้สารเคมี และได้รับการรับรองแปลงจีเอพี จากกรมวิชาการเกษตร ปัจจุบัน นายประโยชน์รับตำแหน่งเป็นประธานวิสาหกิจชุมชนเกษตรแปลงใหญ่ทุเรียนป่าละอู

นายประโยชน์ เล่าว่า สวนทุเรียนแห่งนี้เป็นสวนทุเรียนที่ได้รับการสนับสนุนในโครงการแปลงใหญ่โดยมีที่ตั้งแปลง ที่เลขที่ 139 หมู่ที่ 8 ตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีพื้นที่ปลูกทั้งหมดกว่า 14 ไร่ มีผลผลิตประมาณ 2 ตันต่อปี เป็นแปลงที่ได้มาตรฐาน และได้รับการรับรองมาตรฐาน (GAP) GAP กษ 03-9001-36470635111 และได้รับการอนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทย (GI) สช 57100062 ลำดับที่ 620623PKN004

นายประโยชน์ กล่าวว่า ผลผลิตทุเรียนป่าละอูในปีนี้ประสบปัญหาวิกฤตหลายอย่าง โดยเฉพาะต้นทุนการผลิต ราคาปุ๋ยสูงขึ้นมากจากตันละหมื่นกว่าบาท ขึ้นมาเกือบ 3 หมื่นบาท รวมทั้งราคายากำจัดศัตรูพืชสูงขึ้นด้วย ที่เป็นปัจจัยหลักในการดูแลต้นทุเรียน นอกจากนี้ สภาพอากาศปีนี้ฤดูร้อนๆ ขึ้นกว่าทุกปี ทำให้ทุเรียนสุกเร็ว เป็นเหตุให้ชาวสวนต้องเร่งตัดขาย เปอร์เซ็นต์การสุกต่ำ เมื่อนำไปขายกับล้งก็โดนกดราคาลงมาก อีกทั้งยังโดนทุเรียนจากภาคใต้มาสวมขายหลอกราคาต่ำ ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดว่าเป็นทุเรียนป่าละอู

“ผมดีใจมากที่ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่มารับฟังปัญหาด้วยตนเองและมาเปิดงานมหกรรมทุเรียนป่าละอู ระหว่างวันที่ 9-12 กรกฎาคม 2565 ช่วยประชาสัมพันธ์สินค้าทุเรียนป่าละอูของแท้ ที่มีรสชาติพิเศษ เนื้อละเอียด รสไม่หวานมาก เมล็ดลีบ ให้เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคมากขึ้น นอกจากนี้ มกอช. ยังได้นำระบบ QR Code มารองรับทำให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้รับความมั่นใจจากผู้บริโภคว่าเป็นทุเรียนป่าละอูของแท้ ทั้งมีคุณภาพปลอดภัยต่อผู้บริโภคอีกด้วย จึงทำให้ขายได้ราคาสูงกว่าทุเรียนในพื้นที่อื่น” นายประโยชน์ กล่าวในที่สุด

“บ้านพญาราม” ตำบลเพี้ยราม อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ สืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นในเรื่องการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมาหลายชั่วอายุคนแล้ว ในอดีตชาวบ้านนิยมปลูกข้าวเพื่อยังชีพ เลี้ยงสัตว์เป็นอาหาร ว่างเว้นจากทำนา ทำไร่ ผู้หญิงจะปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เป็นรายได้เสริมเลี้ยงดูครอบครัว

เมื่อ 20 กว่าปีก่อน หลังจาก คุณโยธกา บุญมาก เรียนจบปริญญาตรี (เกียรตินิยม อันดับ 1) ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น แทนที่เธอจะรับราชการหรือทำงานบริษัทเอกชน เธอเลือกที่จะดำเนินอาชีพเกษตรกรรมตามรอยพ่อแม่ ทำนา 45 ไร่ ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเป็นรายได้เสริม คุณโยธกามีจิตอาสาทำงานช่วยเหลือชุมชนในด้านต่างๆ เช่น เป็นประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมพญาราม อาสาสมัครเกษตรกร (หม่อนไหมอาสา) เป็น Smart Farmer หม่อนไหม เป็นคณะกรรมการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอเมืองสุรินทร์ ฯลฯ

ไม่หยุดนิ่งเรียนรู้แก้ไขปัญหา

ปี 2545 คุณโยธกา ได้ช่วยแม่เลี้ยงไหมและมีปัญหาใบหม่อนไม่เพียงพอ เนื่องจากเป็นหม่อนพันธุ์พื้นบ้าน ใบเล็กผลผลิตน้อย เก็บยาก จึงได้ไปซื้อใบหม่อนจากสมาชิกศูนย์ศิลปาชีพบ้านบุ ตำบลลำดวน อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพันธุ์หม่อนบุรีรัมย์ 60 มีลักษณะใบใหญ่ เก็บง่าย ผลผลิตสูง ทำให้เกิดความต้องการนำมาปลูกที่บ้านพญารามบ้าง จึงได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษากับนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเพี้ยราม และประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลเพี้ยรามในขณะนั้น ที่ประชุมมีมติให้จัดตั้ง “กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมบ้านพญาราม” โดยคุณโยธกาได้รับคัดเลือกให้เป็นประธานกลุ่ม เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2546 ต่อมาจดทะเบียนในชื่อ “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมพญาราม” จนถึงทุกวันนี้

ทางกลุ่มฯ เป็นผู้นำชาวบ้านปลูกหม่อนพันธุ์บุรีรัมย์ 60 โดยขอรับการสนับสนุนท่อนพันธุ์จากศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ สุรินทร์ และมีผู้ต้องการเข้าร่วมกับกลุ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปี 2547 จึงได้ขอใช้พื้นที่รกร้างของโรงเรียนพญารามวิทยา เพื่อปลูกหม่อนให้กับกลุ่มแม่บ้านฯ จำนวน 175 ไร่ ปัจจุบัน มีสมาชิกรวมทั้งสิ้น 151 ราย มีหม่อนแปลงรวม จำนวน 130 ไร่ และแปลงรายเดี่ยวส่วนบุคคล ประมาณ 100 ไร่

คุณโยธกา เป็นผู้ริเริ่มจัดหาโรงเลี้ยงไหมที่เป็นของส่วนรวม โดยได้ดำเนินงานก่อสร้างด้วยงบประมาณที่ไม่มากและได้รับการบริจาคกำลังแรงงาน วัสดุ อุปกรณ์บางส่วนจากสมาชิก จึงได้ห้องเลี้ยงไหมวัยอ่อนของกลุ่ม โดยกลุ่มได้เลี้ยงไหมวัยอ่อนจำหน่ายให้สมาชิกภายในกลุ่ม ตั้งแต่ วันที่ 6 ธันวาคม 2560 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ คุณโยธกายังเป็นผู้ริเริ่มให้มีการประกันราคาดักแด้ เพื่อแก้ปัญหาราคาดักแด้ตกต่ำ รวมทั้งเป็นผู้ริเริ่มโครงการช่วยเหลือสมาชิกที่ขาดแคลนอุปกรณ์ ให้มีอุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็นต่ออาชีพ การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนด้านต่างๆ รวมทั้งเป็นผู้ริเริ่มขอสนับสนุนงบประมาณในการก่อสร้างอาคารแสดงสินค้าโอท็อป (OTOP) จากกรมการปกครองส่วนท้องถิ่น จนแล้วเสร็จในปี 2558 ทั้งนี้ เพื่อใช้ในการจัดประชุม อบรมความรู้ต่างๆ และจัดจำหน่ายสินค้าอัตลักษณ์ของท้องถิ่น

“มูลไหม” ที่ใครๆ มองข้าม คุณโยธกาเป็นคนแรกที่ริเริ่มนำมูลไหมมาสร้างมูลค่าเพิ่ม ในรูปแบบ “ปุ๋ยมูลไหม” เธอนำมูลไหมมาอบแห้ง ก่อนส่งให้สถานีพัฒนาที่ดิน ตรวจวิเคราะห์ธาตุอาหาร NPK ก่อนนำมาบรรจุถุงขาย นอกจากนี้ ยังผลิต “ชามูลไหม” โดยนำมูลไหม อบแห้งก่อน คั่วด้วยไฟปานกลาง บรรจุซองชา และส่งให้ สวทช. ตรวจวิเคราะห์หาคุณค่าและสารอาหารทางโภชนาการ พบว่า มูลไหมมีสารสำคัญมากมายที่ช่วยบำรุงสุขภาพ ปัจจุบัน ชามูลไหม กลายเป็นสินค้าเครื่องดื่มสำหรับคนที่รักสุขภาพ

นอกจากนี้ คุณโยธกาเป็นผู้ริเริ่มพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์จากโปรตีนไหม เช่น สบู่ก้อน สบู่เหลว แชมพู โลชั่น เซรั่ม และครีม พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน และได้รับเครื่องหมายรับรองมาตรฐานจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) การแปรรูปผลิตภัณฑ์โปรตีนไหม ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างรายได้เสริม และสามารถสร้างงาน สร้างอาชีพ ให้กับท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน

“รักษ์โลก” ต้องปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแบบนี้

ที่ผ่านมา คุณโยธกา ได้นำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ในกระบวนการผลิต neswsports.com เพื่อลดต้นทุนการผลิต ลดสารพิษตกค้าง และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม คุณโยธกาปลูกหม่อนเลี้ยงไหมโดยไม่ใช้สารเคมีในการผลิต เช่น สารฆ่าแมลง ยาโรยตัวไหม ปุ๋ยเคมี ฯลฯ และนำพืชสมุนไพรท้องถิ่น เช่น ต้นคราม เปลือกเงาะ ฯลฯ มาย้อมสีเส้นไหมและอบรักษาคุณภาพผ้าไหมตามภูมิปัญญาชาวบ้านแทนการใช้สารเคมี คุณโยธกาใช้วิธีพวงสาวแบบโบราณพื้นบ้านด้วยหม้อดิน โดยใช้เตาฟืนแทนเตาถ่านหรือเตาแก๊ส เพื่อลดค่าใช้จ่าย

คุณโยธกา ดูแลจัดการแปลงหม่อนโดยวิธีเขตกรรม โดยการตัดแต่งกิ่งหม่อนในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อลดการสะสมของโรคและแมลงศัตรูพืช ขณะเดียวกันก็บำรุงรักษาดินและต้นหม่อน โดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์แทนการใช้ปุ๋ยเคมี เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยพืชสด และปุ๋ยหมักจากมูลไหม เป็นต้น เพื่อลดสารตกค้างในดิน และรักษาสิ่งแวดล้อม ในช่วงฤดูแล้ง คุณโยธกาจะใช้เศษวัสดุธรรมชาติ เช่น ฟางข้าว หญ้าคา ใบไม้ คลุมโคนต้นหม่อนเพื่อป้องกันวัชพืชและลดการสูญเสียความชื้นในฤดูแล้ง

นอกจากนี้ คุณโยธกายังบริหารจัดการผลพลอยได้จากการเลี้ยงไหมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากโปรตีนไหม การนำมูลไหมมาทำปุ๋ย และทำชาเพื่อบำรุงสุขภาพ รวมทั้งติดตั้งตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อใช้อบรังไหม และอบมูลไหม เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและลดต้นทุนค่าใช้ไฟฟ้า รวมทั้งติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการผันน้ำมาใช้ในแปลงหม่อนรวม เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและลดต้นทุนค่าใช้ไฟฟ้า

รายได้ คุ้มค่าความเหนื่อย

ปัจจุบัน คุณโยธกา ปลูกหม่อน จำนวน 2 แปลง รวมพื้นที่ปลูกหม่อนทั้งสิ้น จำนวน 2 ไร่ 2 งาน 66 ตารางวา ปลูกหม่อนพันธุ์บุรีรัมย์ 60 ได้ผลผลิตใบหม่อน 2,000-3,000 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อปี ผลิตเพื่อเลี้ยงไหมเป็นหลัก และเลี้ยงไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้าน จำนวน 7 รุ่น ต่อปี ได้เส้นไหม ประเภทไหมน้อย จำนวน 5.5 กิโลกรัม ต่อปี และประเภทไหมเปลือกนอก จำนวน 3 กิโลกรัม ต่อปี สำหรับใช้ผลิตผ้าไหม

ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา คุณโยธกาสามารถผลิตผ้าไหมโฮลโบราณสีธรรมชาติ (1 ผืน : 2 เมตร) ผลิตได้ จำนวน 30 ผืน ผ้าพันคอไหมสีธรรมชาติ ผลิตได้จำนวน 95 ผืน ผ้าถุงไหมลายพื้นบ้าน เช่น ลายราชวัตร สมอ อัมปรม และพื้นเรียบสีธรรมชาติ เป็นต้น ผลิตได้จำนวน 68 ผืน