ส่วนแมลงชื่อ “มดทหารเทพา” อพวช.ร่วมมือกับสถาบันสมิธ

สหรัฐอเมริกา ส่งนายวียะวัฒน์ ใจตรง นักวิจัยไปศึกษาตัวอย่างมดทหารสกุล Aenictus จำนวน 5 ตัวอย่างที่สถาบันสมิธโซเนียน พบว่ามดทหารสกุลนี้ซึ่งค้นพบในสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นมดทหารชนิดใหม่ของโลกโซเนียน

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จึงพระราชทานพระนามว่ามดทหารเทพาหรือ “มดทหารพระเทพ” ถือเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและจีนได้ทางหนึ่ง

แมลงชนิดนี้มีสีดำถึงน้ำตาลดำ ขนาดเล็ก ยาวประมาณ 4.5-4.75 ม.ม. ไม่มีตารวมหนวด แผ่นริมฝีปากบนแคบ ขอบด้านหน้าหยักฟันเลื่อย 10-11 ซี่ ด้านข้างของส่วนหัวเป็นสีเหลือง ด้านบนของอกปล้องที่ 1 และ 2 โค้งเป็นรูปโดม ปล้องท้ายส่วนอกเป็นมุมตั้งฉาก เอวมีปล้องเป็นแผ่นรูปสามเหลี่ยมปลายชี้ลงด้านล่าง มีขนยาวขึ้นปกคลุมทั่วลำตัว อาศัยและหากินอยู่เฉพาะในป่าธรรมชาติที่สมบูรณ์เท่านั้น กินแมลงและมดชนิดอื่นเป็นอาหาร

ที่มา : ข่าวสดออนไลน์ นายหร้อเฉด ขุนจันทร์ พ่อค้าผลไม้รายใหญ่จังหวัดพัทลุง เปิดเผยว่า ผลไม้ปีนี้ราคาผันผวน ทำให้พ่อค้าท้องถิ่นในจังหวัดพัทลุงบางส่วนประสบภาวะขาดทุน เช่น โค้งแรกมังคุด ประมาณปลายเดือนกรกฎาคม 2559 ราคาลูกจัมโบ้ 50 บาท และบางราย 60 บาท/กก. ส่วนลูกมังคุดรวมที่ยังไม่คัดเกรด ราคา 35 บาท/กก. แต่เมื่อถึงมือพ่อค้าปลายทางราคากลับลดลง ทำให้พ่อค้าที่รับซื้อไว้ประสบภาวะขาดทุน

“สาเหตุที่มังคุดราคาร่วงเมื่อถึงพ่อค้าปลายทาง พบว่าคุณภาพมังคุดด้อย โดยมีน้ำยางอยู่มาก ปัจจัยจากภัยแล้ง จึงได้ราคาไม่ดี โดยเมื่อวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา ราคาลงมาอยู่ที่กิโลกรัมละ 30 บาท พอมาวันที่ 7 สิงหาคม ทางผู้รับซื้อปลายทางเปิดราคารับซื้อที่กิโลกรัมละ 20 บาทแล้ว”

นายหร้อเฉดยังกล่าวอีกว่า สำหรับทุเรียนต้นฤดูราคาหน้าสวนอยู่ที่กิโลกรัมละ 80 บาท พอวันที่ 7 สิงหาคม ราคาได้ขยับลงมาที่กิโลกรัมละ 40 บาท เนื่องจากทุเรียนจากจันทบุรีออกมาในตลาดแล้ว หลังจากว่างเว้นอยู่ประมาณ 1 เดือน ส่วนเงาะขณะนี้ใกล้เก็บเกี่ยวแล้ว จะต้องหาพ่อค้าปลายทางที่ชัดเจน โดยเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปผลไม้กระป๋อง บรรจุกระป๋องได้ พ่อค้าท้องถิ่นจึงจะไม่เกิดความเสี่ยงและต้องทำราคาที่ชัดเจน ตอนนี้พ่อค้าท้องถิ่นเกิดความเสี่ยง ทำอย่างไรอย่าให้ขาดทุน

ในช่วงนี้เข้าสู่ฤดูฝนอย่างเต็มตัวแล้ว เมื่อเราเดินทางไปไหน ๆ ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด แม้แต่ภูเขาหัวโล้นในพื้นที่ต้นน้ำลำธารที่ถูกบุกรุกยึดครอง ก็จะเห็นความเขียวขจีของต้นไม้ใบหญ้า มาคอยปล่อยออกซิเจนให้เราสูดอากาศบริสุทธิ์ได้เต็มปอด

นั่นก็ทำให้ภาพความแห้งแล้ง เขื่อนแห้งขอด ดินแตกระแหง มลายไปในความทรงจำ รอปีwหน้าค่อยมาว่ากันใหม่จากนี้ไปอีกราว 4 เดือน (สิงหาคม-พฤศจิกายน) ชาวบ้านอย่างเรา ๆ ก็จะต้องเตรียมรับมือกับฟ้าฝน มรสุม ฝนตกหนัก น้ำท่วม ดินถล่มกันอีก โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ ที่ต้องยอมรับสภาพปัญหา “น้ำรอระบาย” ในทุกครั้งที่ฝนกระหน่ำลงมา พ่วงด้วยปัญหาการจราจรติดขัดอย่างหนัก

สิ่งนี้ก็ไม่อยากให้เกิดขึ้นซ้ำซากทุกปี ทั้งปัญหา “น้ำท่วม-น้ำแล้ง” เราควรวางแผนบริหารจัดการน้ำกันอย่างจริงจังต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นภาคเกษตร อุตสาหกรรม ภาคท่องเที่ยว และคนเมือง ล้วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันเป็นผู้ใช้น้ำทั้งสิ้น

อีกเรื่องที่อยากจะตั้งข้อสังเกต ก็คือ ผลไม้ไทยหายไปไหน…? เพราะชาวบ้านร้านตลาดต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ผลไม้แพงจัง…? สถานการณ์ตอนนี้ ราคาผลไม้พุ่งปรี๊ดแทบทุกชนิด แม้ว่าจะอยู่ในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดก็ตาม เช่น ย้อนไปในฤดูผลไม้ภาคตะวันออก ราคาทุเรียนหน้าสวนอยู่ที่กิโลกรัมละ 100 บาทขึ้นไป มังคุดราคา 70-100 บาท/กก. เงาะ 40-60 บาท/กก.

ในฝั่งตระกูลกล้วย ซึ่งเป็นผลไม้ใกล้ตัวคู่ครัวไทย ก็มีราคาสูงลิ่วกว่าทุกปีที่ผ่านมามาก วันนี้กล้วยหอมทองที่วางขายในร้านสะดวกซื้อ ราคาตกลูกละ 8-10 กว่าบาท หรือหวีละ 100 กว่าบาท

ส่วน “กล้วยน้ำว้า” ซึ่งเป็นผลไม้ราคาถูก ปลูกที่ไหนก็ขึ้น แบ่งให้นก หนู กระรอกได้กินอิ่มไปด้วย ราคาพุ่งขึ้นจาก 25 บาท ทะยานขึ้นไปสูงสูดถึงหวีละ 50-70 บาทขึ้นอยู่กับขนาดว่าหวีใหญ่หรือหวีเล็ก หากวางขายในห้าง ราคาก็จะสูงกว่าขายในตลาดสดเท่าตัวทีเดียว

ตอนนี้กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มเกษตรกรที่แปรรูปเป็นกล้วยตาก กล้วยเคลือบช็อกโกแลตก็ประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบอย่างหนัก แม้แต่แม่ค้าขายกล้วยทอดก็บอกตรงกันว่าไม่กล้าซื้อกล้วยน้ำว้าหวีละ 70 บาทมาทำกล้วยทอดขาย เพราะไม่สามารถปรับขึ้นราคากล้วยทอดได้ ตอนนี้ก็ปรับตัวหันมาขายมันทอด เผือกทอดไปพลาง ๆ ก่อน

ขณะที่ไม้ผลที่ฮอตฮิตสำหรับคนรักสุขภาพ “มะพร้าวน้ำหอม” ก็ขาดตลาดอย่างหนัก เพิ่งจะเริ่มคลี่คลายในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้ จากราคาลูกละ 35-40 บาท ลดลงมาอยู่ที่ 25-30 บาท

ส่วน “มะพร้าวกะทิ” ก็เกิดศึกแย่งวัตถุดิบกันระหว่างผู้ผลิตกะทิ คนทำกับข้าว ขนมหวาน น้ำมันมะพร้าว และผู้ผลิตเครื่องสำอางจากมะพร้าว

เมื่อประมาณ 2 เดือนก่อน ราคาเคยพุ่งขึ้นไปถึงลูกละ 25-30 บาท เมื่อวันก่อนเพื่อน ๆ ในออฟฟิศไปซื้อกะท้อนโลละ 180 บาท เกิดอาการเงิบอย่างหนัก ซึ่งแต่เดิมเป็นผลไม้ที่ไม่ค่อยจะมีราคาเท่าไหร่ ส่วน “ฝรั่ง” ก็แพงขึ้น (ราคาส่ง) โลละ 40-45 บาท พ่อค้ารถเข็นบอกว่าตอนนี้ไม่เอามาขายแล้ว เพราะมันแพงเกิน คนกินก็ซื้อน้อยลงด้วย ส่วนราคาขายปลีกอยู่ที่ 60-70 บาท/กก.

นอกจากเราจะเจอภาวะ “ของน้อย-ราคาแพง” แล้ว ยังมาเจอปัญหาเรื่อง“คุณภาพ” เพราะผลไม้จะลูกเล็ก แคระแกร็นรสชาติไม่อร่อย และหาซื้อมารับประทานได้ยาก บางตลาดก็ไม่มีสินค้ามาจำหน่ายให้ผู้บริโภค

ทีนี้เรามาสังเคราะห์กันดูว่าสาเหตุคืออะไร อันดับแรกคือ ผลพวงจากปัญหาภัยแล้งสภาพอากาศแปรปรวน ทำให้เกิดปัญหาด้านการผลิต (Supply) ผลไม้ตายและไม่ให้ผลผลิตเต็มเม็ดเต็มหน่วยเหมือนทุกปี และผลไม้บางชนิดราคาไม่ดี เกษตรกรก็ถอดใจเลิกปลูกหรือปลูกน้อยลง

ถัดมาก็เป็นผลมาจากความต้องการ (Demand) บริโภคที่เพิ่มสูงขึ้นทั้งจากคนไทยเอง และนักท่องเที่ยวที่ทะลักเข้ามาปีละ 29 ล้านคน ซึ่งจะทะลุถึง 30 ล้านคนในเร็ว ๆ นี้ รวมทั้งการส่งออกไปต่างประเทศเช่น ทุเรียน มังคุด กล้วยหอมทอง มะพร้าวน้ำหอม เป็นต้น

หากมองว่านี่เป็นเรื่องปกติธรรมดาก็ปล่อยไป แต่ก็มีคำถามว่า ในอนาคตคนไทยจะยังมีผลไม้บริโภคที่เพียงพอหรือไม่ อย่างไร หากราคาแพงแบบนี้ แต่รายได้ชาวบ้านไม่เพิ่มขึ้น ไม่มีกำลังซื้อแล้วจะเอาเงินที่ไหนไปหาซื้อผลไม้แพง ๆ มากินได้ และของดี ๆ ก็ขายให้นักท่องเที่ยวต่างชาติไปเกือบหมด แล้วคนไทยจะเหลืออะไร

ทุกวันนี้กระทรวงสาธารณสุขก็บอกให้ชาวบ้านกินผัก กินผลไม้กันเยอะ ๆ เพื่อทำให้ร่างกายแข็งแรง สู้โรคภัยไข้เจ็บได้ และเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศ

จึงขอฝากโจทย์นี้ให้คนไทยไปขบคิดไว้ด้วย

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ การออกแบบและพัฒนาระบบปรับอากาศและระบบทำความเย็นสำหรับการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืช เป็นหนึ่งผลงานวิจัยใหม่ถอดด้ามของกรมวิชาการเกษตร ที่ได้รับคัดเลือกเป็นผลงานวิจัยดีเด่น ประเภทงานวิจัยสิ่งประดิษฐ์คิดค้น

โดยผลงานดังกล่าว ได้รับรางวัลจาก พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในงานประชุมวิชาการ ประจำปี 2559 ของกรมวิชาการเกษตร ที่จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “สานพลังประชารัฐ พัฒนาเกษตรไทย” ณ โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ซิตี้ จอมเทียน จังหวัดชลบุรี เมื่อเร็วๆ นี้ “ห้องเย็นสำหรับการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืช” ที่คิดค้นขึ้นโดยนักวิจัยสถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม และศูนย์วิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชพิษณุโลก กรมวิชาการเกษตร สามารถขยายผลต่อยอดสู่กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่ต้องการลดต้นทุนการผลิตด้วยการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ให้มีคุณภาพดี

อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยเสริมขีดความสามารถ และพัฒนาการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชของไทยให้เป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ (Seed Hub) ของอาเซียนในอนาคต นายอานนท์ สายคำฟู วิศวกรการเกษตร สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร หัวหน้าโครงการวิจัยการออกแบบและพัฒนาระบบปรับอากาศและระบบทำความเย็นสำหรับการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืช กล่าวว่า ไทยเป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์พืชที่มีศักยภาพของภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากมีภูมิประเทศและสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูก

แต่ละปีไทยมีการผลิตและส่งออกเมล็ดพันธุ์ค่อนข้างมาก สามารถนำรายได้เข้าประเทศสูง 3,000-4,000 ล้านบาท ต่อปี โดยเฉพาะเมล็ดพันธุ์ผัก เช่น พืชตระกูลแตง มะเขือเทศ พริก ข้าวโพด ถั่วฝักยาว ผักกาดกวางตุ้ง และผักบุ้งจีน เป็นต้น

ซึ่งกระบวนการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์เป็นขั้นตอนหนึ่งที่จะช่วยให้เมล็ดพันธุ์ยังคงคุณภาพดีและมีเปอร์เซ็นต์ความงอกสูง หากวิธีการเก็บรักษาไม่เหมาะสมและไม่มีประสิทธิภาพ อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อเมล็ดพันธุ์ทั้งคุณภาพและปริมาณ

วิธีเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ให้มีคุณภาพดีวิธีหนึ่ง คือการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ภายในห้องเก็บเมล็ดพันธุ์ แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีที่ใช้เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชมีต้นทุนค่าเครื่องจักรค่อนข้างสูง และเครื่องควบคุมความชื้นสัมพัทธ์ที่ติดตั้งเพิ่มเข้าไปนั้นยังใช้พลังงานไฟฟ้าสูงขึ้นอีกด้วย

สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรมจึงบูรณาการร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชพิษณุโลก (Seed Lab) ได้ออกแบบและพัฒนาระบบปรับอากาศและระบบทำความเย็นที่สามารถควบคุมได้ทั้งอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ในเครื่องเดียวกัน เพื่อเพิ่มสมรรถนะของเครื่องทำความเย็น ซึ่งสามารถช่วยลดต้นทุนและลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในส่วนของเครื่องลดความชื้นได้อีกด้วย ทำให้ต้นทุนการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชและต้นทุนการผลิตพืชลดลงได้

เบื้องต้นทีมวิจัยได้ศึกษาและสำรวจข้อมูลการใช้งานห้องเย็นเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชที่ใช้กันอยู่ทั่วไปพบว่า มีการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์หลายรูปแบบ อาทิ เก็บในห้องเย็นที่ใช้ระบบปรับอากาศแบบทั่วไป ห้องเย็นที่ใช้เครื่องปรับอากาศแบบทั่วไปร่วมกับเครื่องลดความชื้น ห้องเย็นที่ใช้เครื่องทำความเย็นร่วมกับเครื่องลดความชื้น และห้องเย็นที่ใช้เครื่องทำความเย็นร่วมกับฮีทเตอร์ไฟฟ้า

ซึ่งห้องเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์บางรูปแบบยังไม่เหมาะสมสำหรับการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืช อีกทั้งยังมีต้นทุนค่าเครื่องจักรที่ค่อนข้างสูง และส่วนใหญ่ยังสิ้นเปลืองค่าไฟฟ้าที่สูงอีกด้วย จากนั้นทีมวิจัยได้ออกแบบและสร้างห้องเย็นต้นแบบสำหรับการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชขึ้น โดยใช้คอนเซ็ปต์เดียวกับตู้คอนเทนเนอร์เพื่อความสะดวกในการเคลื่อนย้ายไปใช้งานตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งออกแบบให้ตู้มีขนาดกว้าง 2.2 เมตร ยาว 4 เมตร สูง 2.2 เมตร ฉนวนห้องเย็นใช้โฟมโพลียูรีเทรน หนา 50 มิลลิเมตร ระบบทำความเย็นประกอบด้วย มอเตอร์คอมเพรสเซอร์ ขนาด 4 แรงม้า (380 โวลต์) ใช้สารทำความเย็น R-22 ซึ่งมีความสามารถในการทำความเย็น 5.85 กิโลวัตต์

ส่วนภายในคอล์ยเย็นได้ติดตั้งคอล์ยร้อนสำหรับลดความชื้นสัมพัทธ์ ขนาด 6 กิโลวัตต์ โดยคอล์ยร้อนนี้ได้นำความร้อนจากสารทำความเย็นที่ระบายทิ้งกลับมาใช้ลดความชื้นสัมพัทธ์ภายในห้อง

ทั้งนี้ ได้มีการทดสอบสมรรถนะเครื่องทำความเย็นและทดสอบการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชเปรียบเทียบระหว่างห้องเย็นต้นแบบกับห้องเย็นที่ใช้ในห้องปฏิบัติการศูนย์วิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชพิษณุโลก โดยทดลองเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืช 5 ชนิด ได้แก่ ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ข้าว ผักบุ้ง และงา ผลการทดสอบพบว่า เครื่องต้นแบบห้องเย็นสำหรับการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชที่กรมวิชาการเกษตรพัฒนาขึ้น สามารถจุเมล็ดพันธุ์ได้ 5-7 ตัน และเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชที่ความชื้นเมล็ด 10-14 เปอร์เซ็นต์ ได้เป็นระยะเวลา 8-12 เดือน ที่อุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียส และความชื้นสัมพัทธ์ 40-50 เปอร์เซ็นต์

อีกทั้งห้องเย็นต้นแบบนี้มีสมรรถนะของเครื่องทำความเย็นที่เพิ่มขึ้น จึงทำให้ประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ จากการทดสอบคุณภาพของเมล็ดพันธุ์เปรียบเทียบระหว่างการเก็บรักษาในห้องเย็นต้นแบบกับการเก็บรักษาในห้องเย็นที่ใช้ในห้องปฏิบัติการ พบว่าเมล็ดพันธุ์พืชมีเปอร์เซ็นต์ความงอกที่ไม่แตกต่างกัน ที่น่าสนใจห้องเย็นต้นแบบยังมีจุดเด่นคือ มีราคาต้นทุนของตัวเครื่อง ประมาณ 750,000 บาท ซึ่งถูกกว่าห้องเย็นที่ใช้กันอยู่ทั่วไปที่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้อย่างเดียว และหากต้องการจะควบคุมความชื้นสัมพัทธ์ด้วย ต้องนำเข้าเครื่องลดความชื้นจากต่างประเทศมาใช้ประกอบด้วย ซึ่งโดยรวมแล้วจะมีราคาประมาณ 1.5 ล้านบาท

อีกทั้งการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ในห้องเย็นทั่วไปจะต้องแยกการควบคุมโดยใช้ระบบทำความเย็นหรือคอมเพรสเซอร์ 2 ระบบ แต่กรมวิชาการเกษตรได้ออกแบบให้ห้องเย็นต้นแบบฯ ใช้ระบบทำความเย็นเพียงระบบเดียว แต่สามารถควบคุมได้ทั้งอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ จึงใช้พลังงานไฟฟ้าต่ำกว่าห้องเย็นที่ใช้ในห้องปฏิบัติการทดสอบเมล็ดพันธุ์ (Seed Lab) ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ และยังสามารถเคลื่อนย้ายไปใช้งานในพื้นที่ต่างๆ ได้ตามต้องการ

นายอานนท์ กล่าวถึงการวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สำหรับการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชในห้องเย็นต้นแบบว่า ห้องเย็นต้นแบบฯ มีอายุการใช้งาน 15 ปี ค่าซ่อมบำรุงประจำปี เฉลี่ยปีละ 3,000-5,000 บาท ใช้พลังงานไฟฟ้า เฉลี่ย 0.46 หน่วย ต่อชั่วโมง หรือประมาณ 1,200 บาท ต่อเดือน

เมื่อประเมินความคุ้มค่าที่เก็บเมล็ดพันธุ์พืช จำนวน 5 ตัน ต่อปี จะมีค่าใช้จ่ายเท่ากับ 1.1 บาท ต่อกิโลกรัม ต่อเดือน และถ้าเก็บรักษาคุณภาพเมล็ดพันธุ์พืช 10 ตัน ต่อปี หรือเก็บรอบละ 5 ตัน 2 รอบ ต่อปี ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาคุณภาพจะลดลงเหลือเพียง 0.55 บาท ต่อกิโลกรัม ต่อเดือน

เมื่อต้นปี 2559 กรมวิชาการเกษตร ได้ขยายผลงานวิจัยฯ นี้ โดยนำไปทดสอบการใช้งานเก็บเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองและถั่วเขียว ที่สหกรณ์นิคมลานสัก จำกัด อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งอนาคตคาดว่า จะสามารถขยายผลห้องเย็นต้นแบบไปสู่กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ และผู้ประกอบการนำไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพการเก็บรักษาคุณภาพเมล็ดพันธุ์พืชได้ และช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ค่อนข้างมาก หากสนใจเทคโนโลยี “ห้องเย็นแบบสำหรับการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืช” สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร โทร. (02) 940-5790, (02) 579-4497, (02) 940-5581 โทรสาร (02) 940-5791 ในวันและเวลาราชการ

ขึ้นชื่อว่า สาหร่าย ในท้องทะเล ก็ให้ความรู้สึกว่ามีประโยชน์ ตอนนี้มีสาหร่ายอยู่ชนิดหนึ่ง ที่คล้ายพวงองุ่น จึงเรียกกันว่า สาหร่ายพวงองุ่น หรือ สาหร่ายไข่ปลาคาเวียร์

แต่เดิมนั้นผู้ที่ไปเที่ยวต่างประเทศ อย่าง ประเทศญี่ปุ่น จะพบเห็นสาหร่ายชนิดนี้เสิร์ฟบนโต๊ะอาหาร ลองลิ้มชิมรสต่างติดใจ จะซื้อกลับมาเมืองไทยก็ยุ่งยาก แต่หารู้ไม่ว่าสาหร่ายประเภทนี้ในเมืองไทยก็มี โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ จังหวัดภูเก็ต จังหวัดพังงา ในตลาดสดมีขาย ในภาคกลางที่จังหวัดเพชรบุรี ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง พัฒนาการเพาะเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่นได้เป็นอย่างดี ไม่ต้องหอบหิ้วข้ามน้ำข้ามทะเลมา

กลุ่มนักเรียนจากวิทยาลัยประมงสมุทรสาคร อาชีวศึกษาจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งมี คุณสิริณทิพย์ ต้นไม้ทอง คุณภานุวัฒน์ สังข์คุ้ม คุณปวีณา เชี่ยงว่อง คุณรานิษฐ์ สุนทรรุจิพันธ์ และ คุณสิทธินัย อถรรกำธร ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับสาหร่ายพวงองุ่น พร้อมทั้งประดิษฐ์คอนโดสาหร่ายพวงองุ่น เพื่อทดลองการเพาะเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่น ในครั้งนี้มี ครูอุบล ภู่เกิด พร้อมคณะ เป็นครูที่ปรึกษา

ก่อนอื่นได้ให้ความรู้ทั่วๆ ไปว่า สาหร่ายพวงองุ่น เป็นสาหร่ายทะเลสีเขียว มีแขนงที่ตั้งตรงคล้ายพวงองุ่น สีเขียวสด มีคุณค่าทางอาหารสูง จัดเป็นอาหารทะเลที่สำคัญ แพร่กระจายในพื้นที่ร้อนและกึ่งร้อน เจริญเติบโตได้ดีในน้ำที่มีสารอาหารบริบูรณ์และมีแสงแดด เจริญเติบโตบนโขดหิน ก้อนกรวด และพื้นทราย

การเพาะเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่น สามารถเลี้ยงเพื่อขยายผลเชิงพาณิชย์ได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบการเลี้ยงในบ่อพักน้ำแบบธรรมชาติ ระบบการเลี้ยงในบ่อดินหรือบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น บ่อเลี้ยงกุ้ง หรือบ่อเลี้ยงปลา และระบบการเลี้ยงในบ่อคอนกรีต

ถ้าเลี้ยงสาหร่ายในบ่อดิน การปลูกจะมีทั้งแบบหว่านและแบบปักชำ ระดับน้ำให้อยู่ในระดับที่แสงส่องถึง ขึ้นอยู่กับความโปร่งแสงของน้ำ โดยมากรักษาระดับน้ำให้มีความลึก ประมาณ 60-100 เซนติเมตร แบบปักชำมีข้อดีกว่าแบบหว่าน เนื่องจากสาหร่ายจะมีอัตราความหนาแน่นที่ใกล้เคียงกันและควบคุมความหนาแน่นได้ ทำให้สาหร่ายที่โตมีแขนงที่ยาวและมีขนาดสม่ำเสมอ นอกจากนี้ สามารถปลูกสาหร่ายบนแผงอวนหรือตาข่ายได้ ทำให้สาหร่ายมีความสะอาดและมีคุณลักษณะดี หลังจากปลูกประมาณ 1-2 เดือน ก็เก็บเกี่ยวสาหร่ายได้ เก็บเกี่ยว 2 สัปดาห์ ต่อครั้ง

แต่ของนักศึกษากลุ่มนี้จะไม่เลี้ยงในบ่อดินและบ่อคอนกรีต แต่จะเลี้ยงในคอนโดที่สร้างขึ้นเอง ลักษณะจะคล้ายตู้ปลาต่อเรียงขั้นบันได แต่ละตู้ๆ 3 ตู้ ซึ่งจะต้องมีการเจาะท่อเดินระบบน้ำไหล วางระบบที่รองรับสาหร่าย จากนั้นนำพันธุ์สาหร่ายพวงองุ่นมาวางลงบนแผงพลาสติก แล้วเย็บสาหร่ายให้ติดกัน นำสาหร่ายที่เย็บแล้วไปลงในตู้ที่จะเลี้ยง

อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่น สิ่งต้องคำนึงคือ เรื่องความเค็มของน้ำ แสงแดดต้องส่องอย่างสม่ำเสมอ และถ้าเลี้ยงในบ่อแบบเปิดบ่อดิน ต้องตรวจสอบความเค็มของน้ำตลอด

สำหรับการคัดเกรดสาหร่ายในการจำหน่ายนั้น อาจจะแบ่งออกเป็นเกรดพรีเมี่ยม ซึ่งมีความยาว 5 นิ้ว ขึ้นไป เกรด เอ ความยาว 4-4.5 นิ้ว เกรด บี ความยาว 2.5-3.5 นิ้ว วิธีเตรียมประกอบอาหาร

ล้างสาหร่ายพวงองุ่น ด้วยน้ำเปล่า 1-2 ครั้ง เพื่อทำความสะอาดสาหร่าย แล้วต้องรับประทานสาหร่ายให้หมด เพราะไม่สามารถเก็บไว้ได้
แช่ในน้ำเย็น 1-2 นาที เพื่อให้สาหร่ายพวงองุ่นพองตัวเต็มที่ เวลารับประทานจะกรอบอร่อย
พักให้สะเด็ดน้ำ จัดใส่จานเตรียมรับประทาน
ข้อพึงระวัง การรับประทานคือให้ตักน้ำจิ้มใส่เป็นคำๆ อย่าราดน้ำจิ้ม หรือคลุกผสมรวมกัน เพราะจะทำให้สาหร่ายฝ่อก่อนที่จะรับประทานหมด หลายคนก็รับประทานกับส้มตำหรือนำมายำ
นอกจากนี้ ห้ามนำสาหร่ายใส่ตู้เย็น จะทำให้ฝ่อลีบ สาหร่ายที่ยังไม่ได้ล้างให้เก็บใส่กล่องไว้ตามเดิม และวางไว้ที่อุณหภูมิห้อง จะเก็บได้นาน 2-3 วัน เมื่อวันที่ 4 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านในพื้นที่บ้านวังประจัน นำสื่อมวลชนเข้าชมความสมบูรณ์ของต้นทุเรียนโบราณ อายุกว่า 300 ปี รัศมีรอบลำต้นขนาด 4 คนโอบ ต้นโตสูงตระหง่านหลายสิบเมตร ให้ผลผลิตดี อยู่บนพื้นที่ของนางมีนะ ละใบจิ อายุ 85 ปี หมู่ 4 ต.วังประจัน อ.ควนโดน จ.สตูล

นางมีนะ ละใบจิ กล่าวว่า ต้นทุเรียนนี้ปลูกอยู่ในสวนผลไม้ ซึ่งบรรพบุรุษปลูกไว้นานแล้ว จนโตเป็นสาวต้นทุเรียนต้นนี้ก็ยังอยู่ ตอนนี้เดินไม่ไหวแล้ว จึงไม่ได้ไปดูสภาพต้น แต่จะมีลูกหลานเก็บมาฝาก ส่วนรสชาติของทุเรียนต้นนี้ก็ยังอร่อยเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน และให้ผลผลิตเยอะเหมือนทุกปี ตั้งใจจะเก็บทุเรียนต้นนี้ไว้นานๆ ให้ลูกหลานได้กินกันถ้วนหน้า ไม่คิดตัดโค่นทิ้ง แต่จะให้มันตายไปเอง

ด้านน.ส.รสนา ใจดี อายุ 23 ปี หลานสาวเจ้าของต้นทุเรียนโบราณ กล่าวด้วยว่า ต้นทุเรียนนี้ทราบมาว่าอายุเยอะ น่าจะประมาณ 300 ปี ตามที่คุณยายบอก ทุกวันเมื่อถึงหน้าทุเรียนชาวบ้านแถบนี้ก็มาคอยเก็บทุเรียน โดยเฉพาะช่วงเช้าทุเรียนจะตกลงมาเยอะ คุณยายให้กินฟรีถือว่าได้ทำบุญด้วย ทราบเพียงว่าทุเรียนนี้มาจากจังหวัดสตูล ส่วนพันธุ์นั้นคุณยายเคยบอกว่าเป็นพันธุ์ทุเรียนบ้าน โดยทางอุทยานแห่งชาติทะเลบัน เคยมาวัดวงรอบต้นทุเรียน และบอกให้ช่วยรักษาพันธุ์นี้ไว้ ซึ่งรสชาติก็ยังคงหวานหอม รสชาติจะหวานแหลมเนื้อหนา เม็ดก็ใหญ่ใช้ได้ เมื่อถึงหน้าทุเรียนให้ผลผลิตลูกหลานจะมารอเก็บให้ทุเรียนร่วงหล่นลงมาบ้างครั้ง 2-3 ลูก บางครั้ง 1 ลูก เพราะไม่สามารถขึ้นไปเก็บลงมากินได้ เพราะต้นสูงมาก เลยต้องรอให้ร่วงหล่นเอง ก็ตื่นเต้นดีว่าแต่ละวันจะได้ทุเรียนมากินกี่ลูก ซึ่งต้นนี้ให้ผลทุเรียนครั้งละไม่น้อยกว่า 100 ลูก

“ต้นทุเรียนโบราณต้นนี้ให้ผลเยอะ ทุกๆปี icid2018.org เมื่อถึงฤดูออกผล รสชาติหวานมัน เนื้อนุ่มละลายในปาก กลิ่นค่อนข้างแรงเหมือนทุเรียนบ้านทั่วไปแต่เนื้อแน่นและเยอะ เป็นต้นทุเรียนที่ทางครอบครัวของคุณยายช่วยกันรักษาไว้ และไม่คิดจะโค่นล้มจนกว่ามันจะตายไปเอง” น.ส.รสนา กล่าว

เทรนด์การรับประทานวิตามินซีมาแรงตลอดทุกฤดูกาล และมีผู้นิยมทานเรื่อยๆ ด้วยมีเสียงกระซิบต่อๆ กันว่า ประโยชน์ของ “วิตามินซี” นั้นมีมากมาย ขณะที่หลายคนต่างก็คิดว่าดีจริงหรือไม่

เภสัชกรหญิงวิชชุลดา ผรณเกียรติ์ ผู้เชี่ยวชาญจากเมก้า วีแคร์ จึงได้ไขความกระจ่างว่า วิตามินซี หรือกรดแอสคอร์บิก เป็นวิตามินชนิดละลายน้ำที่ร่างกายสร้างขึ้นเองไม่ได้ ต้องรับประทานเข้าไป และสามารถเสื่อมสลายได้ง่ายเมื่อสัมผัสกับความร้อนและความชื้น ซึ่งหากรับประทานเป็นประจำก็จะช่วยเรื่องสุขภาพได้อย่างมาก

ภกญ.วิชชุลดากล่าวอีกว่า สิ่งที่เห็นง่ายๆ เช่น กินแล้วป้องกันหวัดได้ จากงานวิจัยของ ดร.ไลนัส พอลิง นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล ปี 1970 ศึกษาไว้ว่า การทานวิตามินซีวันละ 1,000 มิลลิกรัม จะสามารถป้องกันหวัดได้และหวัดจะหายได้เร็วขึ้น 40% เพราะในวิตามินซีมีคุณสมบัติในการทำให้เม็ดเลือดขาวทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังช่วยลดอาการภูมิแพ้ เพราะช่วยลดการหลั่งสารก่อภูมิแพ้หรือฮีสตามีนในร่างกายได้ ทำให้ความรุนแรงของอาการแพ้ หอบหืด และไซนัสลดลง และยังช่วยบำรุงเลือดได้เพราะมีส่วนช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็ก

กับความเชื่อที่ว่า วิตามินรักษามะเร็งได้นั้น ภกญ.วิชชุลดายืนยันว่า “ไม่เป็นความจริง” วิตามินซีได้แค่ป้องกันสารต้านอนุมูลอิสระ ไม่ให้สารพิษไปกินส่วนเกินต่างๆ ของร่างกายได้เท่านั้น แต่อาจจะช่วยลดอาการข้างเคียงของการใช้ยาเคมีบำบัดและการฉายแสงอย่างคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหารได้

“นอกจากจะแก้หวัดแล้ว สารต้านอนุมูลอิสระในวิตามินซี ยังช่วยชะลอการเสื่อมและแก่ของตัวเซลล์ หากทานในปริมาณที่สูงพอและต่อเนื่อง ร่างกายจะเก็บวิตามินซีไว้ในเซลล์ ทำให้เซลล์ไม่เสื่อมไปก่อนวัยอันควร ยังมีส่วนสำคัญต่อกระบวนการสร้างคอลลาเจนในเซลล์ ทำให้ไม่เหี่ยวย่นก่อนวัยอันควร และกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตของผิว ให้ผิวสุขภาพดี มีส่วนช่วยกระตุ้นระบบการไหลเวียนโลหิตของผิวให้มีสุขภาพดี และช่วยเสริมสร้างเอ็นกระดูกอ่อนในร่างกายด้วย”